ตอนที่105 วิทยานิพนธ์พิเศษ
“โอเคอันที่จริงฉันก็คิดไว้แบบนั้นเหมือนกัน ฉันแค่ไม่อยากหาเรื่องวุ่นวายใส่ตัวอย่าลืมสิว่าฉันมีเวลาเหลืออีกไม่กี่เดือน เดี๋ยวก็ต้องเดินทางไกลแล้ว”
เสิ่นอี้ตอบกลับอินทรีดำด้วยความกังวลใจความจริงเขาต้องการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงที่ตนได้รับมาจากระบบโกลาหลให้แก่ผู้คนบนโลกนี้ทว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหลายอย่างยังก้าวไปไม่ถึง จึงกังวลว่าจะทำให้ตนต้องติดค้างอยู่กับคำสัญญาแล้วต้องจากไปโดยทิ้งภาระที่เหลือให้กับทีมวิจัยซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการสักนิด
“ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์หรอกเจ้านาย”อินทรีดำกล่าวขึ้นคล้ายปลอบใจเจ้านายในที
มันรู้ดีว่าเทคโนโลยีในโลกนี้ยังต้องการเวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะสามารถก้าวทันความล้ำยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์อย่างมันได้
หลายชั่วโมงต่อมาเสิ่นอี้นั่งเครื่องบินส่วนตัวลงจอดยังสนามบินนานาชาติบอสตันเขาและอินทรีดำนั่งรถยนต์หรูรับจ้างเพื่อให้ไปส่งยังคอนโดมิเนียมเพราะต้องการอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนวางแผนไปพบกับศาสตราจารย์เมสันผู้เป็นหัวหน้าทีมสำรวจ เนื่องด้วยตอนนี้ต้องการเวลาเตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการตอบคำถามจากอาจารย์
หลังจากกินอาหารที่สั่งให้มาส่งยังที่พักและอาบน้ำเรียบร้อยชายหนุ่มกำลังแต่งตัวอยู่หน้ากระจก เขาได้รับรายงานจากอินทรีดำเกี่ยวกับสถานการณ์ในสถาบันเอ็มไอทีซึ่งพบว่าบรรดาทีมสำรวจต่างเฝ้ารอฟังข่าวการค้นหาร่างเขาร่วมกับร่างของนายทหารอีกสองคนอย่างเคร่งเครียดจึงตัดสินใจโทรไปแจ้งข่าวให้ศาสตราจารย์เมสันรับรู้เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วว่า
“สวัสดีครับอาจารย์ผมเสิ่นอี้เองครับ”
ชายหนุ่มกล่าวทักทายศาสตราจารย์เมสันผ่านโทรศัพท์ด้วยซิมเบอร์ใหม่ซึ่งเพิ่งสั่งซื้อพร้อมอาหารเดลิเวอรรี เขาไม่ต้องการใช้เบอร์เดิมในการสื่อสาร โดยคาดเดาไว้ว่าหากเป็นเบอร์เดิมที่อาจารย์เคยมีอยู่อาจทำให้อีกฝ่ายหวาดวิตกได้ จึงเลือกใช้เบอร์ใหม่แทน
ครั้นชายหนุ่มเอ่ยทักทายศาสตราจารย์เมสันผู้เป็นหัวหน้าทีมสำรวจพลันมีเสียงแทรกจากหลายคนทั้งชายหญิงพูดแทรกเข้ามาจนทำให้เขาได้ยินอย่างชัดเจนว่า
“อ๊ะ! นั่นเสิ่นอี้จริง ๆ หรือ หากปลอดภัยดีละก็เข้ามาหาพวกเราตอนนี้เลย มาเร็ว ๆ เข้า ฉันอยากสนทนาด้วย”
ศาสตราจารย์เดวิดเอ่ยขึ้นมาอย่างร้อนรน
“เสิ่นอี้! พวกเรานึกว่าเธอจะไม่รอดแล้วรีบมาตอบคำถามพวกเราเร็วเข้า” ศาสตราจารย์ไมเคิลกล่าวออกมาด้วยความยินดีที่ชายหนุ่มร่วมทีมปลอดภัย
“เสิ่นอี้รูปหล่อเธอรีบมาหาพวกเราเดี๋ยวนี้” ดอกเตอร์โซเฟียสาวสวยคนเดียวในทีมเอ่ยขึ้นมาอย่างยินดี
ส่วนเสียงของศาสตราจารย์สตีเวนดังแทรกกับเสียงคนอื่นซึ่งแสดงความยินดีและอยากพบปะเขาเช่นกันชายหนุ่มจึงตอบกลับทุกคนอย่างผ่อนคลายว่า
“โอเคครับ อีกครึ่งชั่วโมงผมไปถึงเดี๋ยวค่อยถามผมอีกทีแล้วกัน” เสิ่นอี้ตอบรับแต่โดยดี พลางรู้สึกดีที่ทุกคนในทีมต่างห่วงใยและต้องการรับรู้ความเป็นไปของตน
จากนั้นชายหนุ่มเก็บข้าวของบางอย่างใส่กระเป๋าเป้พร้อมนำไปแสดงให้แก่บรรดาสมาชิกร่วมทีมให้ได้รับรู้ร่วมกันโดยตระหนักได้ว่าอาจจะต้องตอบคำถามมากมายที่เกิดจากความช่วยเหลือของตน
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้ไม่รู้ตัวสักนิดว่าตนจะต้องเข้าสู่การบรรยายอย่างไม่ทันตั้งตัวเนื่องด้วยการแสดงตัวว่าตนยังมีชีวิตอยู่ พร้อมน้ำเสียงการสื่อสารที่บ่งบอกได้ว่าสบายดีทำให้บรรดาสมาชิกร่วมทีมมีการเตรียมการบางอย่างไว้รออย่างยิ่งใหญ่
..........
ครึ่งชั่วโมงต่อมาเสิ่นอี้มาพบศาสตราจารย์เมสันที่ห้องทำงานห้องเดิมของเขา ทว่ามีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนสามคนรอตรวจสอบร่างกายของเขาอยู่พร้อมด้วยพันเอกจอห์นที่เดินทางมารอต้อนรับเสิ่นอี้ในเวลาอันรวดเร็ว
ครั้นชายหนุ่มเปิดประตูห้องทำงานของศาสตราจารย์เมสันแล้วเขาต้องยืนตะลึงครู่หนึ่งอย่างคาดไม่ถึง ก่อนลอบยิ้มอย่างทำใจยอมรับพลางกล่าวทักทายทุกคนอย่างมีมารยาทว่า “สวัสดีครับทุกคน”
“เข้ามานอนบนเตียงนั่นก่อนเสิ่นอี้หมอเขาอยากตรวจสอบร่างกายเธอให้เรียบร้อยก่อน หวังว่าจะเข้าใจพวกเรานะ”
ศาสตราจารย์เมสันเอ่ยกับเสิ่นอี้ด้วยความยินดีกึ่งร้องขอเพื่อความสบายใจของทุกคน
ชายหนุ่มไปนอนบนเตียงทางด้านหนึ่งในห้องทำงานของศาสตราจารย์เมสันโดยพบว่าเป็นเตียงสนามที่เพิ่งวางไว้เพื่อให้บริการตนโดยเฉพาะ แพทย์ชายหญิงและพยาบาลจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดทำการตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียดลออ
สักพักหนึ่งแพทย์ชายวัยกลางคนแจ้งผลการตรวจสอบร่างกายเบื้องต้นของเสิ่นอี้ให้ทุกคนในห้องซึ่งมีอยู่อีกเจ็ดคนให้รับรู้ตามจริงว่า
“ร่างกายเขาปกติดีออกจะสมบูรณ์แข็งแรงมากกว่าคนทั่วไปอีกครับ ดูไปแล้วไม่น่ามีอะไรผิดปกติแต่ถ้ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย สามารถเรียกพวกเราได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนะครับ”
แพทย์ชายเอ่ยขึ้นพลางเหลียวมองเสิ่นอี้ด้วยความแปลกใจ เนื่องด้วยเขารับรู้ข่าวการหายตัวไปของชายหนุ่มจากทีมสำรวจทั้งหมดซึ่งก่อนหน้าเขาทำหน้าที่เป็นแพทย์ดูแลอาการป่วยจากทีมสำรวจทุกคน ฉะนั้นจึงรับรู้ได้ว่าแต่ละคนกลับมาจากขั้วโลกเหนือด้วยสภาพร่างกายอย่างไร
อย่างไรก็ตามแพทย์ชายไม่คาดคิดว่าเสิ่นอี้จะกลับมาด้วยสภาพร่างกายที่ฟื้นฟูดีเยี่ยมจนแข็งแกร่งเหนือกว่าคนทั่วไป ซึ่งเทียบเท่าได้กับนักกีฬาทีมชาติที่มีสภาพร่างกายแข็งแกร่งยิ่งนัก
“เข้าใจแล้วขอบคุณหมอมากเลยครับ” ศาสตราจารย์เมสันกล่าวขอบคุณแพทย์อย่างพึงพอใจ
จากนั้นแพทย์และพยาบาลต่างเก็บอุปกรณ์ออกไปจากห้องทำงานของศาสตราจารย์เมสันอย่างรู้งานโดยปล่อยให้คนทั้งหมดในห้องได้มีเวลาสอบถามกัน
เสิ่นอี้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงตรวจร่างกายแล้วเหลือบมองเห็นผู้คนเจ็ดคนนั่งรอสนทนากับตนอยู่ที่ชุดโซฟาตัวใหญ่ ชายหนุ่มกวาดตามองผู้คนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์เมสัน ศาสตราจารย์เดวิด ศาสตราจารย์สตีเวนศาสตราจารย์ไมเคิล ดอกเตอร์โซเฟีย พันเอกจอห์น และชายวัยกลางคนในชุดสูทสุภาพ
ดอกเตอร์โซเฟียเดินเข้ามาหาเสิ่นอี้พลางเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจเล็กน้อยว่า
“เสิ่นอี้คงไม่ว่าอะไรใช่ไหม หากพวกเราจะสนทนากับเธอสักเล็กน้อย แล้วเธอค่อยไปพักผ่อนต่อ”
“ได้ครับ”เสิ่นอี้ยิ้มน้อย ๆ อย่างเข้าใจ พลางเดินเคียงคู่ไปพร้อมกับดอกเตอร์โซเฟียเพื่อเข้าร่วมวงสนทนาทว่าเขากลับพบว่าทุกคนลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า
“ขอบคุณมากเสิ่นอี้!”
“ไม่เป็นไรครับ.....ผมยินดี”ชายหนุ่มเปิดใช้ทักษะใหม่ที่เพิ่งได้รับมาจากระบบโกลาหลเพราะอยากล่วงรู้ความคิดของแต่ละคนจึงทำให้รู้ว่าทุกคนรู้สึกอย่างไรกับตนเอง เขาจึงกล่าวตอบด้วยความผ่อนคลาย
ศาสตราจารย์เมสันแนะนำชายวัยกลางคนในชุดสูทสุภาพซึ่งเป็นรองอธิการบดีของสถาบันเอ็มไอทีว่า
“เสิ่นอี้ นี่คือดอกเตอร์เบอร์นาร์ด เป็นรองอธิการบดีของสถาบันดอกเตอร์ต้องการเข้ามาร่วมรับฟังและตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย”
“สวัสดีครับท่านรองอธิการบดี”เสิ่นอี้กล่าวทักทายอย่างสุภาพต่อเบอร์นาร์ด
จากนั้นชายหนุ่มเริ่มต้นตอบคำถามจากพันเอกจอห์นก่อนเนื่องด้วยพันเอกจอห์นเป็นผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของทีมสำรวจ ซึ่งเขาจะต้องมีคำตอบไปแจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
“ตอนนั้นผมออกไปตามหาร้อยโทลุคกับร้อยโทเจเดนแต่ผมเจอพายุหิมะเสียก่อน เลยต้องหาที่หลบภัย กว่าจะหาทางออกมาได้ ผมก็ไม่เห็นเต็นท์อยู่ที่เดิมแล้วแต่โชคดีที่มีอาหารหลงเหลืออยู่ ผมก็เลยเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงลานบินชั่วคราวนั่นแหละครับพอดีมีชาวบ้านช่วยเหลือไว้ ผมเลยหาทางกลับมาที่นี่ได้”
เสิ่นอี้ละเรื่องสำคัญบางอย่างไว้โดยบอกกล่าวแก่ทุกคนเท่าที่จำเป็นซึ่งเขาคิดว่าทุกคนไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากเท่ากับเรื่องของชุดอเนกประสงค์เพราะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับทางสถาบันเอ็มไอทีมากกว่า
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้กลับต้องลอบเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อรับรู้ได้ถึงความคิดของผู้พันจอห์นซึ่งผู้พันต้องการให้เสิ่นอี้สร้างชุดอเนกประสงค์สำหรับการทหารขึ้น เนื่องด้วยเล็งเห็นถึงประโยชน์มหาศาลจากชุดดังกล่าวทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่สามารถสร้างขึ้นอีกได้อย่างง่ายดาย
“เสิ่นอี้ คุณไปเอาชุดช่วยชีวิตพวกเรามาจากที่ไหนหรือว่าสร้างขึ้นเอง”
ศาสตราจารย์ไมเคิลกล่าวถามเสิ่นอี้เมื่อสบโอกาสหลังจากคนอื่นสอบถามเรื่องความปลอดภัยและการหายตัวไปของชายหนุ่มจนได้รับข้อมูลครบถ้วนและเกิดความเข้าใจดีแล้วเขาต้องการรับรู้เรื่องสำคัญที่สุดซึ่งรู้สึกดีที่ชายหนุ่มมีชีวิตรอดกลับคืนมาได้
“ผมสร้างขึ้นเองครับแต่เครื่องมือเครื่องใช้ที่สร้างมันขึ้นมาก็พังไปหมดเหมือนกันเลยทำออกมาได้แค่สิบชุดนี่แหละครับ ผมก็เลยตั้งใจว่าจะอาศัยการทดลองนี้เขียนวิทยานิพนธ์ขอจบเลยพอจะเป็นไปได้ไหมครับ”
เสิ่นอี้เล็งเห็นโอกาสจึงเอ่ยถึงเรื่องการสร้างชุดอเนกประสงค์ทันทีโดยหวังให้บรรดาอาจารย์ทั้งหลายได้สนับสนุนเพื่อให้ตนได้เรียนจบโดยเร็ว
อาจารย์ทุกคนต่างหันหน้าไปมองดอกเตอร์เบอร์นาร์ดผู้อยู่ฝ่ายบริหารของสถาบันเอ็มไอทีเหตุเพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจตัดสินใจการศึกษากรณีพิเศษเป็นจุดเดียว
“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะในเมื่อสามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อันล้ำค่าได้ ย่อมเขียนวิทยานิพนธ์แล้วมานำเสนอต่อที่ประชุมให้อาจารย์ที่ปรึกษาและนักวิทยาศาสตร์ได้ร่วมแลกเปลี่ยนหากสามารถอธิบายที่มาได้ชัดเจน วิทยานิพนธ์ย่อมมีความสมบูรณ์พร้อมอนุมัติให้จบได้”
ดอกเตอร์เบอร์นาร์ดกล่าวขึ้นมาด้วยความพึงพอใจเพราะตรงกับความต้องการที่เขาเดินทางมาร่วมการสนทนาในครั้งนี้พอดีพลางคิดว่าผลงานจากวิทยานิพนธ์ของเสิ่นอี้ ย่อมจะทำให้ชื่อเสียงของสถาบันโด่งดังยิ่งขึ้นร่วมกับทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกตกตะลึงได้