เมื่อได้ยินผู้เป็นสามีอธิบายสรรพคุณของตราประทับ หยุนฉางเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียดของตนเอง ณ ตอนนั้น
“ปรมาจารย์ขั้นที่ 3!!” นางอุทานเสียงดังลั่นถ้ำ
ต้องรู้ก่อนว่าหยุนฉางเยว่พึ่งทะลวงระดับปรมาจารย์ขั้น 1 มาได้ไม่นาน การที่จะทะลวงขั้นอีกครั้งในเวลาอันสั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ ต่อให้ใช้โอสถระดับปรมาจารย์เข้าช่วยก็ยังต้องกินเวลานานเกือบครึ่งปี
แต่ใครจะคิดกันล่ะว่า! การร่วมหลับนอนกับเย่หยุนซีเพียงแค่คืนเดียวจะทำให้นางทะลวงขั้นได้อีก 2 ขั้น แถมรากฐานยังมั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมา
“คราวนี้ท่านจะเชื่อข้าได้หรือยัง?” เย่หยุนซีโอบกอดโฉมสะคราญพลางกล่าว
หยุนฉางเยว่เมื่อได้สติก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะตีมือเขาเบาๆ “เชื่อแล้วๆ แต่ตอนนี้เจ้าต้องปล่อยข้าก่อน ข้าจะอาบน้ำ”
“ฮ่าๆๆ ทำอย่างกับท่านออกไปที่น้ำตกไหว.... อืม......เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร พวกเราไปอาบน้ำด้วยกัน” เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ มืออันซุกซานลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของหญิงงาม
“หึ! คนชั่วร้าย” หยุนฉางเยว่เค้นเสียงแง่งอนด้วยความหมั่นใส้ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังยินยอมให้ชายเจ้าเล่ห์อุ้มตัวไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายด้วยกันแต่โดยดี แถมยังปรนนิบัติสามีอย่างสุดความสามารถ
หลังจากนั้นไม่นานนัก! ทั้งสองก็ช่วยกันสวมใส่อาภรณ์และเริ่มออกเดินทางในทันที โดยการเดินทางครั้งนี้พวกเขาเลือกที่จะขี่กระบี่น้ำแข็งบินออกไป แถมเย่หยุนซียังใช้ค่ายกลระดับ 5 ลวงตา เพื่อหลบเลี่ยงการจู่โจมจากสัตว์อสูรระดับสูงในป่าแห่งนี้
ซึ่งเมื่อเวลาผันผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเย่หยุนซีก็พาภรรยาสาวของเขาบินทะยานออกมาได้อย่างปลอดภัยไร้ซึ่งบาดแผล
“ฝู่! เหนื่อยแทบแย่” เด็กหนุ่มเก็บธงค่ายกลเข้าสู่มิติแล้วบ่นพึมพำ ส่วนหยุนฉางเยว่ที่นั่งอยู่บนกระบี่บัดนี้กำลังมองสามีตัวเองอย่างไม่วางตา
“ฉางเยว่ พวกเราควรตรงไปเมืองหลวงหรือจะกลับเมืองชายแดนดี” เย่หยุนซีหันขอความคิดเห็นผู้เป็นทั้งเจ้าหญิงและภรรยา
“อะแฮ่ม........แน่นอนว่าต้องตรงไปเมืองหลวง แต่ก่อนไปก็ควรจะทำสัญลักษณ์อะไรไว้เสียหน่อย ไม่เช่นนั้นคนที่มาตามหาพวกเราอาจจะร้อนใจ”
เย่หยุนซีพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างฉับไว เขาบังคับกระบี่บินตรงไปที่สะพานข้ามแม่น้ำ ก่อนจะหลอมสร้างศิลาน้ำแข็งขนาดยักษ์ขึ้นมาและสลักข้อความที่บ่งบอกว่าพวกเขาทั้งสองคนปลอดภัยดีเอาไว้
“หยุนซี มันจะไม่ละลายงั้นหรือ?” หยุนฉางเยว่เอ่ยถาม
เย่หยุนซียิ้มพลางส่ายศีรษะ “ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ หากจะให้น้ำแข็งของข้าละลายน่าจะกินเวลาประมาณ 3 เดือนเป็นอย่างต่ำ”
โฉมสะคราญเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันพยักหน้าด้วยความเชื่อใจ ทั้งสองจึงได้ขี่กระบี่บินพุ่งตรงไปยังเมืองหลวงในทันที
แน่นอน! ก่อนที่จะไปถึง! พวกเขาจำเป็นต้องผ่านเมืองระดับกลาง 3 เมืองและเมืองระดับสูง 1 เมืองซึ่งอยู่ภายใต้จักรวรรดิ และจากการคำนวณคร่าวๆของเด็กหนุ่ม พวกเขาน่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนกว่าจะถึงจุดหมาย
“นี่ ฉางเยว่ ท่านว่าชายชุดดำพวกนั้นเป็นใคร?” หลังจากเดินทางมาได้พักใหญ่ เย่หยุนซีอดไม่ได้ที่จะไถ่ถาม เขาครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่นาน แต่ก็ยังมืดแปดด้านไม่รู้เป็นฝีมือของขุมกำลังไหน
“ดูจากทักษะที่พวกมันใช้ พวกมันน่าจะมาจากนิกายเงาอสูรของอาณาจักรมังกรสีชาด” หยุนฉางเยว่ตอบกลับหลังจากพิจารณาจนถ้วนถี่
นิกายเงาอสูรที่นางกล่าวถึงนี้มีสถานะเทียบเท่ากับ 4 นิกายชั้นนำของจักรวรรดิเมฆคราม ทั้งยังรับงานลอบสังหารและลักพาตัวเสียส่วนใหญ่
“โอ้ ถ้างั้นก็แสดงว่าพวกมันกะจะจับตัวพวกเราเพื่อไปแลกเปลี่ยนกับองค์ชาย 4 เหยียน.... อะไรนั่นสินะ ช่างโชคดีนักที่ในบรรดาพวกมันไร้ซึ่งผู้มีจิตอสูรประเภทสัตว์ปีก ไม่เช่นนั้น! พวกเราคงหลบหนีไม่ได้ง่ายๆเช่นนี้แน่” เย่หยุนซีกล่าว
หยุนฉางเยว่พยักหน้าเบาๆ เห็นด้วยกับคำพูดนั้น ด้วยระดับพลังที่แตกต่างกันมาก ถ้าหากอีกฝ่ายมีจิตอสูรประเภทสัตว์ปีก โอกาสรอดของทั้งสองคงจะมีไม่ถึง 3 ส่วนหรืออาจน้อยกว่านั้น
“โอ้ ที่รักดูนั่นสิ พวกเรามาเมืองระดับกลางเมืองแรกแล้ว” เย่หยุนซีเปลี่ยนเรื่องพูดคุย พร้อมทั้งยกมือขึ้นชี้ไปยังกำแพงเมืองเบื้องหน้าที่มีนามว่า ‘ปฐพี’
“อืม ดีเลยๆงั้นพวกเราแวะพักที่นี่สักวันสองวันก็แล้วกัน” หยุนฉางเยว่ตัดสินใจเช่นนั้น ผู้เป็นสามีจึงมิได้ขัดศรัทธาบังคับกระบี่พานางลงไปในทันที
แต่ทว่าก่อนที่จะเดินผ่านประตูจู่ๆเด็กหนุ่มก็ยื่นผ้าปิดหน้าให้กับหงส์สาว
“อะไร? กลัวคนอื่นมองเห็นหน้าตาของข้างั้นหรือ?”นางกล่าวเผยรอยยิ้มหวานหยอกเย้า
มังกรหนุ่มยกยิ้มบางส่ายศีรษะเบาๆ “ข้ากลัวพวกชาวบ้านจะต้องมนเสน่ห์ของท่านต่างหาก”
“ชิ ก็เหมือนกันนั่นแหละน่า” นางส่งเสียงแง่งอนออกมา แต่ถึงกระนั้นก็ยังรับผ้าในมือของเด็กหนุ่มมาปิดหน้าเอาไว้ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในประตูเมืองพร้อมกัน
.
.
ตัดกลับมาทางด้านของกองทัพประจิม หลังจากที่ได้ข่าวว่ารถม้าถูกลอบโจมตี เย่ชิงหยาง สวีหนิง และหลิงจีก็รีบพุ่งมายังจุดเกิดเหตุด้วยความร้อนรนใจ
แต่เมื่อพวกเขามาถึงที่หมายความกังวลทั้งหมดก็มลายสิ้น เพราะสิ่งที่เห็นคือศิลาน้ำแข็งที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสะพานข้ามแม่น้ำ
{ข้าล่อพวกมันไปตายที่ป่าต้องห้ามหมดแล้ว ตอนนี้กำลังเดินทางไปยังเมืองหลวง} นี่คือข้อความที่ทุกสลักไว้
ทั้งสามเมื่อได้อ่านก็รู้สึกโล่งใจ แต่ก็อดตกตะลึงไม่ได้ ที่เย่หยุนซีถึงกับกล้าล่ออีกฝ่ายเข้าป่าต้องห้าม
“เห้อ เจ้าเด็กนี่มักจะทำให้พ่อกับแม่ประหลาดใจทุกครั้ง” เย่ชิงหยางและสวีหนิงพยักหน้าให้กัน ส่วนทางฝั่งหลิงจี ตอนนี้นางรู้สึกดีใจจนถึงขนาดน้ำตาไหลออกมา