บทที่159โชคชะตาแห่งไป๋
ไป๋เหิ่นซินมองภาพที่ตรงหน้าคล้ายเลือนรางลงในทุกทีนางแม้ไม่ยอมแพ้ต่อพิษ แต่พิษนี้ก็พยายามที่จะเอาชีวิตของนางเหลือเกิน
เมื่อตอนเป็นเด็กเริ่มจำความได้นางก็เจ็บปวดทรมานจากพิษทุกคืนค่ำ แต่ยังมีคนผู้หนึ่งที่เหมือนจะเจ็บปวดไปกว่านาง คนผู้นั้นดั้นด้นกระทำทุกวิถีทางเพื่อรักษานางเช่นนั้นนางจึงมีกำลังใจที่จะสู้และมีชีวิตอยู่เพื่อมัน ทว่าบัดนี้คนผู้นั้นจากไปแล้วหากไม่เหลือความแค้นที่ต้องสะสางแทนมัน นางก็คงไม่คิดฝืนทนต่อความเจ็บปวดกับพิษนี้ต่อไป
“ชะตาชีวิตของข้าคงหนีไม่พ้นความตายจากพิษสินะ…แต่ต่อให้เป็นพิษสวรรค์หรือพิษปรโลกอันใด ข้าก็ไม่ยอมตกตายก่อนแน่"
เสียงแหบพร่าดั่งเสียงที่เหม่อลอยฮุ่ยจวินจึงมิได้สนใจในคำกล่าว มันเพียงปรับปรุงยาสูตรใหม่อย่างตั้งใจ ความรู้ใดก็งัดออกมาทั้งหมดช่วงหนึ่งปรุงยา อีกช่วงก็ต้องฝังเข็มทดลองยา ไหนจะถ่ายทอดพลังลมปราณประคองชีพแลขับพิษพอตกกลางดึกมันก็มุ่งทำความเข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งเคล็ดวิถีในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรารวมถึงกฎเกณฑ์ของจุดชีพจรลมปราณพิเศษที่ไป๋เหิ่นซินชี้แนะอย่างขมักเขม้น
มันศึกษามิได้หวังเข้าถึงวิชามันศึกษาเพื่อหวังรักษาชีวิต แต่การศึกษานี้กลับผลักดันพลังฝีมือของมันอยู่เรื่อยๆ
เห็นความตั้งใจของแพทย์ไร้นามตลอดช่วงที่ผ่านมาผ่านค่ำคืนอันลำบากแลเหนื่อยยาก ไป๋เหิ่นซินก็อดสำนึกในน้ำใจของมันขึ้นมามิได้ นางพยายามมองมันไม่ให้เหมือนฮุ่ยจวินแต่การกระทำของมันก็ทำให้นางต้องนึกถึงฮุ่ยจวินขึ้นมาในทุกที
“ข้ามิน่ารู้จักคนแบบเจ้า"
ฮุ่ยจวินมองใบหน้าที่ซีดเผือดของนางไม่เข้าใจในสิ่งที่นางกล่าว
“หากถามเหตุผลท่านคงมิบอกแต่เมื่อร่วมชะตากรรมแล้วยังจะสนเหตุผลอยู่หรือ"
ไป๋เหิ่นซินมิอาจโคจรพลังลมปราณสกัดหรือยับยั้งพิษเองได้ตอนนี้แม้แต่จะเดินลมปราณชีวิตก็ยังติดขัด การฝืนกฎเกณฑ์ที่ยังไม่เข้าใจในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรามีผลกระทบเหลือเกินมิแปลกที่น้อยคนนักจึงจะฝึกคัมภีร์เหล่านี้ได้
เห็นไป๋เหิ่นซินพยายามสู้กับพิษอย่างเต็มที่ยิ่งสู้ใบหน้าของนางก็ยิ่งดูขาวซีดอ่อนล้า ฮุ่ยจวินจึงวางตำหรับยาลงแล้วเอ่ยว่า
“อย่าฝืนเลย”
“ข้ามิอาจจะยอมแพ้ในตอนนี้"
“ข้าก็มิได้ให้ท่านต้องยอมแพ้…เก็บแรงที่มีไว้ใช้เมื่อต้องใช้เถิด”
กล่าวจบชายหนุ่มก็นำยาสมุนไพรอีกหลายขนานมาทดสอบพิษเดินลมปราณเจ็ดดาราอย่างเต็มกำลังเพื่อเคลื่อนพิษบางส่วนเท่าที่จะทำได้ออกมา แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดยาที่รักษาก็เหมือนขาดสิ่งสำคัญบางอย่างอยู่เสมอ ฮุ่ยจวินได้แต่ขมวดคิ้ว
“สิ่งใดกันที่ขาดไป?แม้แต่ตำราแพทย์ชั้นสูงของเทพดาเร้นกายก็มิอาจเอาชนะมันหรือนี้ อย่าบอกนะว่ายังมีพิษร้ายที่เหนือว่าวิชาแพทย์เทพดา!”
ไป๋เหิ่นซินจู่ๆก็กระอักโลหิตออกมาอย่างรุนแรง พิษที่มี ชายหนุ่มช่วยชะลอมิให้ทำลายจุดชีพจรลมปราณพิเศษได้แต่กฎเกณฑ์แห่งวจนะที่ผิดพลาดย้อนทวนนี้กลับเริ่มทำลายคนไปเรื่อยๆ ฮุ่ยจวินที่ศึกษากฎเกณฑ์แห่งวจนะนี้ก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้เพียงช่วยโคจรและชักนำบรรเทาอาการบาดเจ็บให้แก่นางได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น
เมื่อสำนึกแล้วว่าแม้แต่วิชาแพทย์ชั้นสูงกอปรรวมกับประสบการณ์ด้านการแพทย์ของเทพดาเร้นกายก็ยังมิอาจจะเอาชนะพิษนี้แม้แต่มันที่มากด้วยสติปัญญาและการพลิกแพลงยังมิอาจมองเห็นหนทางได้ เวลาหากมากพอมันยังมีโอกาสแต่นี่คือชีวิตคน มีห้วงแห่งความกระชั้นชิดไล่หลัง ความเป็นตายบีบรัดเข้ามาได้ทุกเมื่อเช่นนั้นมันจึงมิอาจดื้อรั้นรั้งอยู่เพื่อรักษา มันจะต้องออกไปและรีบค้นหาเทพดาเร้นกายตั้วซุนหงอีกครั้ง
ชีวิตนี้มันได้รับวาสนาและความเมตตาจากท่านผู้เฒ่ามาแล้วครั้งหนึ่งมันเพียงคิดตอบแทนและสร้างชื่อด้วยวิชาแพทย์ของท่านแทนท่าน ไม่คิดว่าในวันนี้มันจะจนปัญญาได้แต่ต้องดั้นด้นเพื่อไปขอความช่วยเหลือจากท่านเป็นครั้งที่สอง
“ไปกันเถอะ"
“ไปที่ใด"
“ทุ่งร้าง"
พอได้ยินคำว่าทุ่งร้างไป๋เหิ่นซินก็รู้ได้ทันทีถึงจุดประสงค์ของบุรุษตรงหน้า จึงกล่าวว่า
“เทพดาเร้นกายมิเคยถูกชะตากับข้ามาแต่ไหนแต่ไรไม่มีทางที่มันจะยอมช่วยเหลือ"
นึกถึงเทพดาเร้นกายฮุ่ยจวินก็นึกถึงฮุ่ยไป๋อีกหน เป็นอย่างที่ไป๋เหิ่นซินว่าเอาไว้จริงๆ ครั้งนั้นท่านก็ไม่ยอมช่วยฮุ่ยไป๋เพราะคำว่าไม่ถูกชะตาหากมิใช่เห็นว่าตนมีสติปัญญาในการสืบทอดวิชาแพทย์จากท่านคงจะมิอาจช่วยคนแล้ว ยิ่งหากเป็นคนของนิกายเทวะวจนะเกรงว่าท่านยิ่งจะไม่ยอมช่วยเหลือ
“ข้ามิได้หวังให้ผู้อาวุโสช่วยเหลือในการรักษาเพียงต้องการขอคำชี้แนะบางอย่างที่ข้ามิอาจคิดตกในช่วงเวลาอันสั้น"
ได้ฟังเช่นนี้ไป๋เหิ่นซินก็เริ่มมั่นใจในแปดส่วนต่อตัวตนของแพทย์ไร้นามจึงเอ่ยราวกับคาดคั้นมันว่า
“เจ้าเป็นศิษย์ของเทพดาเร้นกาย?"
“มิเชิง"
“เมื่อกว่าหกปีก่อนเจ้าอยู่ที่ทุ่งร้างใช่หรือไม่”
เมื่อคำถามข้อนี้ผุดขึ้นมาฮุ่ยจวินก็ต้องขมวดคิ้วมองใบหน้าของนาง พลางผงกศีรษะ
“มิผิด"
ดวงตาที่เหม่อลอยของไป๋เหิ่นซินฉายแววที่วาวโรจน์คิดไปว่าแพทย์ไร้นามก็คือบุรุษปริศนาในชุดแพรเงินที่ช่วยเหลือตนกับฮุ่ยจวินเมื่อกว่าหกปีก่อนและเป็นมันที่เอาคัมภีร์ไป
“หากต้องการช่วยข้าจริงเพียงส่งคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่เจ้าชิงไปในวันนั้นคืนมา"
คราแรกฮุ่ยจวินยังรู้สึกสงสัยต่อคำถามของไป๋เหิ่นซินพอได้ฟังประโยคหลัง ที่แท้นางคงจะเป็นหนึ่งในคนที่ติดตามธรรมบาลมุทราเพื่อไปทวงคัมภีร์จากเทพดาเร้นกายนี่เองเช่นนั้นนางถึงได้คิดว่าพอตนเกี่ยวข้องกับเทพดาเร้นกายในทุ่งร้างเมื่อหกปีก่อน คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราจึงอาจอยู่กับตน
“หากข้าถือครองมันใยต้องเสียเวลาให้ท่านท่องให้ฟัง”
“เจ้าอาจจะอยากรู้กฎเกณฑ์รวมถึงความเข้าถึงที่ข้าได้ตีความไว้ในเจ็ดส่วน"
ฮุ่ยจวินถอนเข็มเงินออกมาจากร่างของนางจนหมดสิ้นก่อนสบสายตาที่ดูอ่อนแรงของนาง
“ท่านเห็นว่าข้าเป็นคนเห็นแก่ตัวเช่นนั้นหรือ"
หากเป็นผู้อื่นไป๋เหิ่นซินจักตอบว่าใช่อย่างไม่ลังเลทว่าพอเป็นมัน การกระทำที่เปิดเผยและมากคุณธรรมตลอดเวลาที่ผ่านมา รวมถึงนัยน์ตาที่สัตย์ซื่อคู่นั้นในใจของนางจึงรู้ว่ามันมิใช่คนเช่นนั้น
ไป๋เหิ่นซินเงียบไปในหัวก็ครุ่นคิด
“หากบุรุษในชุดแพรเงินผู้นั้นมิใช่มันแล้วบุรุษชุดแพรเงินผู้นั้นเป็นใคร?”
เรื่องสำคัญประการแรกที่ต้องเร่งรีบกระทำคือถอนพิษส่วนหาวิธีแก้ไขการย้อนทวนของกฎเกณฑ์ยังพอนับว่ามีเวลา ฮุ่ยจวินจึงไม่ชักช้ารีบแบกร่างของไป๋เหิ่นซินขึ้นบนแผ่นหลังทันที
“ข้าเดินเองได้"
“ขืนรอท่านเดินประตูปรโลกคงไล่ทันก่อนจะถึงทุ่งร้างอย่างแน่นอน"
“ข้าไม่มีทางยอมตายจนกว่าคนที่สมควรตายจะตายก่อน”
“เมื่อมิอาจตายเช่นนั้นจะใช้ชีวิตตนช่วยเหลือผู้อื่นทำไม”
ไป๋เหิ่นซินเงียบไปเนิ่นนานเสียงพึมพรำจึงหลุดจากปาก
“ใครใช้ให้เจ้าเหมือนมัน"
แม้แผ่วเบามากจนแทบไม่ได้ยินแต่ฮุ่ยจวินก็แบกนางแนบชิด เช่นนั้นชายหนุ่มจึงได้ยิน
“เหมือนใคร?คนผู้นั้นของท่านน่ะหรือ"
ไป๋เหิ่นซินเงียบเสียงลงไปจริงๆมิเอ่ยปากอะไรอีก ไม่รู้เป็นเพราะนางเหนื่อยล้าจากอาการบาดเจ็บเต็มที หรือถูกเรื่องของคนผู้นั้นฉุดดึงอารมณ์กันแน่เมื่อเงียบไป ฮุ่ยจวินก็แบกร่างนางมุ่งผ่านเขาวงกรตตามทางที่พยัคฆ์ภูเขาเคยนำพาไปเรื่อยๆด้วยสติปัญญาที่ดีเลิศจึงจดจำทางออกโดยมิต้องรอให้พยัคฆ์ภูเขาสามแม่ลูกนำทางซ้ำ เดินผ่านช่องเขาหนึ่งพยัคฆ์ภูเขาสามแม่ลูกก็คำรามส่งมันหลังจากแสดงความอาลัยอาวรณ์ต่อมนุษย์ผู้มีพระคุณ พวกมันทั้งสามก็คืนกลับสู่เขาวงกรตไป
ออกพ้นจากเขาวงกรตตอนนี้ก็ดึกสงัดมากแล้วท้องฟ้าในเขาเถาหมิงซานมืดสนิทเพราะมีแมกไม้จำนวนมากบดบัง ไหนเลยจะมียอดเขาร่องหินมากมายแสงจากจันทราและดาราจึงมิอาจส่องถึง
ยามค่ำคืนมาเยือนครานี้ฮุ่ยจวินก็มิยอมหยุดพักเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาชีวิตสตรีบนหลังสำคัญกว่าจะชักช้ามิได้ ยิ่งช่วยนาง ความหลังมากมายก็ย้อนหวน ยิ่งใกล้ชิดไป๋เหินซินก็ทำให้มันระลึกถึงฮุ่ยไป๋พอนึกถึงฮุ่ยไป๋จิตใจก็นึกโศกเศร้าขึ้นมาทุกครั้ง ค่ำคืนเช่นนี้หากฮุ่ยไป๋นอนไม่หลับจะมักให้ตนเล่านิทาน ทว่าทุกครั้งนางก็เพียงจะได้ฟังกลอนบทหนึ่ง กลอนบทนี้มันเองก็มิทราบว่ามาจากที่ใดบนโลกนี้นอกจากมันเอ่ยออกมาเองแล้วย่อมไม่เคยปรากฏกลอนบทนี้และไม่มีใครรู้จัก เป็นบทกลอนที่มันใช้กล่อมแทนนิทานก่อนนอนของฮุ่ยไป๋เท่านั้น
“เถาหมิงซานขวางกั้นหมื่นลี้
ยังมีเขาสูงเคียงคู่ไม่บรรจบ
จันทราสาดกระทบ
สุริยันส่องต้อง
มองมิเห็นความงาม
เดือนดับ อาทิตย์ตกผสานตาม
ความวิลาสนั้นจึงปรากฏ…”
ฮุ่ยจวินกล่าวออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำมิขาดตกค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้ย่อมได้ยินอย่างชัดหู ไป๋เหิ่นซินที่เพียงพึมพำแหบพร่าฮุ่ยจวินยังได้ยินสำมะหาอะไรกับเสียงที่กึกก้องปานนั้น ทว่าน่าเสียดาย บทกลอนคำประพันธ์ที่ไม่ไพเราะแต่เป็นบทกลอนที่นางถวิลหามากที่สุดบทนี้นางกลับไม่ได้ยินนางที่ทนพิษแลอาการบาดเจ็บมาเนิ่นนาน ความอ่อนล้าเหล่านั้นจึงทำให้นางหลับไปก่อนแล้ว
ฮุ่ยจวินหันหลังกลับมามองวงหน้าที่สะคราญโฉมไร้ที่ติที่แนบชิดแผ่นหลังของมันความขาวซีดและร่องรอยความเจ็บปวดที่กดลึกบริเวณหว่างคิ้วอดทำให้มันยิ่งร้อนรนในจิตใจขึ้นมามิได้หากนางไม่ช่วยมัน คงเป็นมันที่มีสภาพเช่นนี้ แต่มันในตอนนี้กลับมิอาจรักษานางได้เลยเสมอมาวิชาแพทย์ที่มันมีรักษาผู้ใดมิเคยพลาด เหตุไฉนพอเป็นนาง การรักษาจึงผิดพลาด
“ครานั้นข้ายังรักษาไป๋เอ๋อร์ได้ไฉนข้าจะรักษาท่านไม่ได้ แม่นางไป๋อดทนอีกนิด ข้าจะไม่มีทางปล่อยให้ท่านต้องเป็นอะไรแน่"
คำว่าไป๋หมายถึงสีขาวอันบริสุทธิ์แต่ทุกคราที่ฮุ่ยจวินประสบกับคำว่าไป๋ มันกลับพบแต่หนทางตันที่ดำมืดและยากแก้ไข ไม่รู้เป็นเพราะมันไร้ความสามารถหรือว่าฟ้าตั้งใจจะใช้โชคชะตาเล่นงานมันกันแน่ เสมอมามันฝืนลิขิตฟ้า สู้กับชะตาฟ้ามาโดยตลอดฟ้าจึงได้เพิ่มบททดสอบที่ยากเย็นแลแก้ไขยากให้แก่มันอีกแล้ว
มันที่ชอบความหมายคำว่าไป๋จึงตั้งชื่อเด็กทารกที่เก็บได้ให้มีคำว่าไป๋ ใช้คำว่าไป๋สู้กับโชคชะตา วันนี้โชคชะตาจึงใช้คำว่าไป๋มาสู้กับมันคืนกลับบ้าง
ฝีเท้าเร่งรีบอาการก็ต้องประคองรักษา ยาสมุนไพรแม้ไม่ได้ผลในการขับพิษแต่ก็ช่วยยับยั้งพิษมิให้รุกคืบอยู่บ้างซ้ำยังได้กฎเกณฑ์แห่งลมปราณเจ็ดดาราประสานมหาวิถีวจนะที่ได้จากแก่นฐานของกฎเกณฑ์ในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่ไป๋เหิ่นซินถ่ายทอดจึงประคับประคองอาการของนางได้เรื่อยๆ หลายวันผ่านมานี้จนเกือบจะถึงหนึ่งเดือน หากสตรีที่คล้ายอยู่ในช่วงวัยกลางคนนางนั้นรู้ว่าพิษของตนยังสังหารคนมิได้นางต้องรู้สึกแตกตื่นแปลกใจมิน้อยแน่ ยิ่งหากนางรู้ว่าแม้แต่สัตว์ที่มีตบะญาณแก่กล้าซ้ำยังดุร้ายในเขตเขาทางทิศเหนือนั้นยังให้การช่วยเหลือคนทั้งสองแทนที่จะสู้กันเป็นตายนางอาจจะนิ่งงันจนทำอะไรไม่ถูก
แต่ยังดีที่มีสิ่งหนึ่งพอให้นางได้คาดหวังวันนี้กลับบังเอิญมีผู้ฝึกญาณจากหุบเขาเร้นลับออกจากเขา!