บทที่ 20
ตัวตนที่ไร้ค่า
บริเวณด้านหลังพระราชวังพลทหารสองนายคนหนึ่งอ้วนคนหนึ่งผอมยืนหาวด้วยความเบื่อหน่ายหวังให้วันหนึ่งวันหมดลงเสียที พวกเขายืนตรงขนาบกันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเห็นคนผู้หนึ่งแต่งกายมอซอหมวกคลุมสีน้ำตาลปิดบังศีรษะส่วนบนจนมิดดูแล้วไม่น่าไว้วางใจเสียเท่าไหร่ กำลังเดินตรงมาที่กำแพงอีกฝั่ง
"แกเห็นหรือเปล่า?!" ชายร่างท้วมร้องเรียกคู่หูของเขา ชายร่างผอมสะดุ้งตื่นมองไปในทิศทางเดียวกัน เวลาอันน่าเบื่อได้จบลง พวกเขาต่างชักอาวุธที่ตนมีขึ้นมาไว้ในมือ เป็เวลาที่ดีหากเขาจับตัวบุคคลลึกลับผู้นี้ได้บางทีพวกเขาอาจได้เลื่อนตำแหน่งไม่ต้องมาเฝ้ายามที่ประตูหลังพระราชวังอีกต่อไป
"หยุดเดี๋ยวนี้! ไอ้โจรกระจอก แกไม่มีสิทธิ์เข้ามายังสถานที่แห่งนี้!" ชายร่างท้วมะโอย่างห้าวหาญ ส่วนชายอีกคนกระชับดาบสีเงินในมือเข้าไปใกล้
"หากไม่หยุดให้พวกเราจับกุม อย่าหาว่าพวกเราไม่เตือน!"
ถึงะโข่มขู่ดังเพียงใดแต่ไม่มีทีท่าว่าบุคคลผู้นั้นจะสนใจ ทหารทั้งสองมองหน้ากันพร้อมใจออกอาวุธเข้าด้านหลังคนผู้นี้ คมดาบของพลทหารทั้งสองผลัดกันฟาดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างพลิ้วบางนั้นเอี้ยวตัวหลบวิถีดาบได้อย่างง่ายดาย หรือฝีมือของพวกเขาจะอ่อนหัดก็เป็ไปได้
"แกมันไม่เท่าไหร่หรอก อย่าเอาแต่หลบสิวะ" ชายร่างท้วมรู้สึกเหนื่อยหอบชายอีกคนก็เช่นกัน
"ฉันว่าเราควรตามคนมาช่วย..." พวกเขาเริ่มกระซิบกันเบาๆปรึกษากันโดยที่อาวุธยังจ่อไปที่บุคคลลึกลับ
"แกอย่าทำอะไรไม่เข้าเื่ มันเป็โอกาสของพวกเราต้องไขว่คว้าเอาไว้ มันกำลังจนมุมพวกเราได้เปรียบเห็นๆ" เป็อย่างที่ว่าจริง กำแพงพระราชวังนั้นสูงใหญ่ไหนเลยจะมีมนุษย์ผู้ใดหลบหนีออกไปได้
"เป็ไงเป็กัน!" ทั้งสองฟาดดาบลงไปอย่างพร้อมเพียง มืออันขาวเนียนโผล่ขึ้นออกมาจากชุดคลุมสีน้ำตาลสกปรก ปลายดาบถูกคว้าเอาไว้เืสีแดงไหลออกจากฝ่ามือทั้งสองข้าง พวกเขาพยายามชักดาบกลับคืนแม้ออกแรงทั้งหมดที่มีมันก็ไม่ขยับซักนิด ความหนาวเย็นเกาะกินตัวดาบลามไปถึงฝ่ามือทหารทั้งสอง พวกเขารีบปล่อยอาวุธของตนด้วยความใกลัว ดาบทั้งสองเล่มแตกละเอียดลงต่อหน้ากลายเป็เกร็ดน้ำแข็งล่วงหล่นลงพื้น
พร้อมกันนั้นสายลมอ่อนๆก็พัดกระทบหมวกคลุมจนเปิดออก เผยให้เห็นเส้นผมสีฟ้าทอแสง ชายทั้งสองดวงตาเบิกกว้างเข่าสองข้างทรุดตัวลงกับพื้นทันที สตรีในชุดคลุมก็ใไม่แพ้กันรีบดึงหมวกคลุมกลับมาคลุมไว้ดังเดิม
"ห้ามแพร่งพรายเื่นี้ออกไป..." น้ำเสียงเยือกเย็นออกคำสั่ง เส้นเืน้อยใหญ่บนฝ่ามือถักทอเย็บปากแผลจนสนิท ทหารทั้งสองนั่งคุกเข่าอยู่อย่างนั้นจ้องมองหยดเืบนพื้นด้วยความตื่นตระหนก ไม่กล้าสู้หน้าผู้พูดแต่อย่างใด น้ำแข็งใต้ฝ่าเท้าดันร่างของเอวาให้ลอยขึ้น เธอะโหมุนตัวข้ามกำแพงที่สูงตระหง่านออกไปอย่างง่ายดายทิ้งชายทั้งสองไว้ด้านหลัง
"พวกเราฝันไปหรือเปล่า..."
ชายร่างท้วมชี้นิ้วไปยังหยดเืแทนคำตอบ กับเศษซากอาวุธที่แตกละเอียด มันอาจเป็คำเตือนจากเธอแม้เหล็กกล้ายังเป็ขนาดนั้น ร่างของพวกเขาจะไปเหลืออะไร ยังไม่รวมถึงข้อหาทำร้ายองค์หญิงแห่งอาณาจักร แค่คิดความหนาวเย็นก็เกาะกินหัวใจคนทั้งสอง
บนเส้นทางด้านหลังพระราชวัง เอวาลัดเลาะไปบนเส้นทางที่มีผู้คนสัญจรน้อยที่สุด เท้าที่เปลือยเปล่าย่ำอยู่บนพื้นถนน หากมองเผินๆเธอดูไม่ต่างกับคนจรจัดไหนเลยจะมีใครมาสนใจ จุดหมายของเธอดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ป้ายร้านเหล้าที่ทำจากไม้กวัดแกว่งไปมา เธอรีบผลักประตูเข้าไปแล้วกวาดตามองหาใครบางคน ถึงแม้จะเป็ยามบ่ายแต่สำหรับร้านเหล้าประจำเมืองผู้คนก็ยังแน่นขนัดตา เสียงพูดคุยในร้านกลบการมาถึงของเธอ ผู้ที่เธอพยายามมองหายืนรินเหล้าอยู่หลังเคาน์เตอร์ตัวยาว ร่างของเธอสูงโปร่งมัดหางม้าขึ้นจนสูงสวมใส่ชุดกระโปรงแบบชาวบ้านมีผ้ากันเปื้อนคาดไว้ข้างเอว เอวาไม่รอสิ่งใดรีบเดินเข้าไปหาในทันที
"ยะ...ยูซ่า...ฉันเอง..." เอวากระซิบให้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ ผู้ถูกเรียกเหลือบตาข้างหนึ่งขึ้นมามอง เพียงเห็นไรผมสีฟ้าทุกการกระทำถึงกับสะดุด
"อะ...องค์..."
เอวาเห็นใบหน้าตื่นตระหนกจึงรีบโบกมือไปมาเป็การเรียกสติ ยูซ่ารู้ในทันทีว่าเธอมาด้วยเื่อะไร เธอวางขวดเหล้าขวดใหญ่ลงบนโต๊ะตัวยาวพร้อมกวักมือเรียกให้เอวาเข้ามาด้านหลังร้าน เธอรีบเดินตามเข้าไปทันที ถัดจากด้านหน้าส่วนนี้ดูจะเหมือนบริเวณห้องครัว ชายวัยกลางคนกำลังง่วนกับการเตรียมอาหาร เขาเงยหน้ามองสตรีทั้งสองที่กำลังเดินเข้ามา
"ที่รัก...นั่นเธอจะไปไหน" เขาใช้มือถูใต้คางเป็เชิงครุ่นคิด
"พอดีเพื่อนเก่ามาขอเข้าเฝ้า เอ๊ย...เป็เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน..." ยูซ่ายิ้มให้รีบตอบกลับทันควัน
"เธอคงอยู่ไม่นานนักหรอก"
"อย่างนั้นหรอกเหรอ...น่าเสียดายฉันเพิ่งอบพายเสร็จ น่าจะชวนให้เธอลองชิมดูก่อน" เขาชูมันขึ้นอย่างภาคภูมิใจ เอวาได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ยูซ่ารีบดึงมือสตรีชุดซอมซ่อออกนอกประตูหลังร้านโดยไว
"ที่รักให้เธอค้างคืนกับเราซักคืน ลูกของเราคงดีใจถ้ามีแขกมาเยี่ยม" เขาะโตามหลังมา
"จ๊ะที่รัก! เดี๋ยวฉันจะลองชวนเธอดู" ยูซ่าะโตอบกลับพร้อมรีบปิดประตูอย่างรวดเร็ว ทั้งสองออกมายืนด้านหลังร้าน สตรีผมหางม้าจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีฟ้า พร้อมกับบุคลิกท่าทางที่ดูเป็แม่ศรีเรือนหมดไปอย่างสิ้นเชิง ยูซ่ายืนกอดอกขาพาดเหยียบบนลังไม้ใบใหญ่ รอคำถามที่รู้อยู่ว่าเธอจะถามอะไร องค์หญิงมีท่าทีประหม่ามองซ้ายแลขวา
"อย่าชักช้า มีอะไรก็ว่ามาเวลาเป็เงินเป็ทอง!" ยูซ่าคว้าเศษกิ่งไม้มาคาบไว้ข้างปากด้วยความเคยชิน
"คือ...จูเลี่ยน...ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?"
"ฉันไม่รู้!" ยูซ่าตอบอย่างไร้เยื่อใย
"เธอต้องรู้สิ!"
"ฟังนะเด็กน้อย คนที่น่าจะรู้ดีที่สุดมันควรจะเป็เธอมากกว่า ฉันเป็แค่เ้าของร้านเหล้าเล็กๆในเมือง บางทีเธอควรใช้อำนาจที่มีเพื่อตามหามันคงจะเร็วกว่า ดีกว่ามาเล่นบทเ้าหญิงตกอับออกตามหาข่าวของคนรักที่หายตัวไป"
เอวายืนตัวเกร็งดวงตาแดงก่ำ กำมือทั้งสองข้างไว้แน่นเพราะสิ่งที่ยูซ่าพูดออกมาล้วนเป็ความจริง
"แต่ครั้งนี้...ฮือ" เอวาน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง
"ครั้งนี้...ครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งไหนๆ เบื้องบนส่งสิ่งนี้ไปทั่วทั้งทวีป..." เอวาเอื้อมมือหยิบกระดาษม้วนยาวออกมาจากข้างเอว เธอใช้สองมือเปิดหมวกคลุมออกอย่างรุนแรง ยูซ่ารีบคว้าม้วนกระดาษเอาไว้รีบกางดูอย่างเร่งด่วน สายตาของเธออ่านทุกบรรทัดทุกตัวอักษร ด้านล่างกระดาษมีอักษรเืตัวใหญ่ เขียนชื่ออดีตคู่หูของเธอไว้อย่างชัดเจน ยูซ่ายอมรับว่าข่าวนี้มันทำให้เธอใไม่แพ้กัน เพราะมันเป็เื่ที่ไม่ควรเกิดขึ้น
"ฉันควรทำยังไงดียูซ่า ฮือออ" เอวาสะอึกสะอื้นทุกอย่างดูมืดบอดไร้หนทาง
"ขอร้องล่ะยูซ่า ช่วยปกป้องจูเลี่ยนที..."
"อย่ามาพูดจาเห็นแก่ตัวนะ!" ยูซ่ารู้สึกเดือดดาลกระชากคอเสื้อคลุมจนร่างบอบบางนั้นลอยขึ้นจากพื้น เส้นเืหมุนวนบริเวณใบหน้าของยูซ่าจนครึ่งหนึ่งแทบจะเป็สีเทา เธอหลับตาลงพยายามเรียกสติกลับคืนสองมือปล่อยร่างที่ดูไร้เรี่ยวแรงกองไว้กับพื้นแล้วพยายามนึกสิ่งที่ดูเป็ไปได้ที่สุด
"ก่อนอื่น...เธอต้องส่งกองกำลังที่มีออกตามล่าจูเลี่ยนพร้อมกับอาณาจักรอื่น"
"แต่..." แววตาเอวาตกลงต่ำ
"ไม่มีแต่...มันเป็ทางเดียว ที่เธอจะเข้าใกล้จูเลี่ยนได้มากที่สุด"
"แต่ในอาณาจักรนี้...ฉันไม่เหลือสตรีผู้มีพลังซักนางเดียว..."
“………….” เกิดความเงียบชั่วขณะ
“จูเลี่ยนสังหารทุกคนไปหมดแล้ว....”
"ฮะ! พวกแกจะบ้าก็บ้าให้มันน้อยๆหน่อย! ให้มันได้แบบนี้สิ! ลำพังแกเองยังเอาตัวไม่รอด คิดเหรอว่าพวกทหารมนุษย์นั่นจะทำอะไรได้! แค่ฉันคนเดียวเมืองของแกก็พังพินาศในพริบตา ก่อนที่จะห่วงคนอื่นแกระวังตัวแกเองให้ดีก่อนเถอะ!" ยูซ่ารู้สึกปวดหัวขึ้นมาเหมือนสตรีผมฟ้าเบื้องหน้ากำลังนั่งรอความตายอยู่ในพระราชวังอันสวยงาม พร้อมวาดฝันไม่รู้จบกับคนที่ตนรัก
"เื่นี้มีใครรู้บ้าง!"
องค์หญิงทำได้เพียงส่ายหน้าแทนคำตอบ เนื่องจากการขึ้นครองบัลลังก์ของเธอดูมีพิรุธ เมืองอื่นๆรอบข้างไม่ยอมฟังคำสั่งของเธอและผู้ใดเห็นต่างค่อยๆจบชีวิตหายไปทีละคนโดยสุดยอดมือสังหารลึกลับ
"แกคิดว่าทั้งหมดนี่ เบื้องบนปล่อยให้มันผ่านไปอย่างนั้นหรือ พวกนั้นรู้ทุกอย่าง! รวมทั้งตอนนี้ที่แกมาอยู่ที่นี่! ไสหัวไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้!"
ยูซ่าปิดประตูดังปังทิ้งสตรีผู้สิ้นหวังเอาไว้ เอวาทำได้เพียงเดินคอตกก้าวเดินไปตามตรอกแคบๆ ในหัวของเอวาพลางนึกถึงภาพอดีตของเด็กหญิงผมหยักศกใบหน้ามอมแมม ที่จะมาปรากฏตัวต่อหน้าเธอทุกครั้งเมื่อเธอมีเื่เดือดร้อนใจ แต่ทั้งหมดมันก็เป็แค่ความทรงจำในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อน ไม่ว่ามองมุมไหนจากตัวเมืองพระราชวังอันสูงส่งก็ยังคงตั้งตระหง่าน ให้ความรู้สึกเดียวดายไม่ต่างอะไรจากตัวองค์หญิงผู้โดดเดี่ยว ร่องรอยที่ถูกซ่อมแซมด้วยน้ำแข็งดูแล้วช่างเปราะบางเหมือนจะหลอมละลายได้ทุกเมื่อ ความทะเยอทะยานของเธอนั้นช่างอ่อนแอจะพังทลายลงมาทับถมตัวเธอซะเดี๋ยวนี้ก็คงไม่แปลกอะไร