ซวบ กร๊วบ กร๊วบ กร๊วบ!
เสียงฉีกเนื้อกัดหนัง เสียงแทะกระดูกจากฟันบนและฟันร่างดังสะท้อนไปทั่วหุบเขาอสรพิษ หนึ่งตัวกัดกินเนื้อสดๆจากศพที่พึ่งฆ่า ส่วนอีกร่างกัดกินเนื้อสุกๆจะกองไฟที่ก่อขึ้นมา ภายใต้สายตาของสัตว์อสูรมากมายที่มองจ้องมา ล้วนแล้วไม่มีตัวไหนกล้าแม้กระทั่งเข้าใกล้สิ่งมีชีวิตทั้งสองตัวนี้
“อาจารย์อี้ ไม่คิดว่าจะอยากได้เด็กคนนี้มากถึงขั้นมารับออกจากหุบเขาเองเลยนะ”
“ฮ่าๆๆ อาจารย์ซิ่วก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง เอาล่ะ ให้คนแก่ๆใกล้ตายอย่างข้าได้มันไปเถอะ ข้าจะสอนทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับการหลอมยาให้มัน”
“ทางนี้ก็เหมือนกัน ข้าจะสอนมันเกี่ยวกับการเล่นแร่แปรธาตุ”
“งั้นพวกเราคงทำได้แค่รอให้เขาตอบรับ ว่าจะเข้าสังกัดตึกไหน เอาล่ะก่อนอื่นมาเปิดประตูนำเขาออกมาก่อน จะได้รู้ว่า 14 วันที่เขาอยู่ข้างใน มีแขนหรือขาขาดหายไปหรือเปล่า”
ตึง!
ขวานขนาดใหญ่บนไหล่ของอาจารย์ซิ่ววางไปบนหน้าผา ก่อนที่เขาจะผสานมือสร้างวงเวทย์สำหรับเปิดม่านพลังให้คนที่อยู่ข้างในหุบเหวอสรพิษออกมา ทันใดนั้นพวกเขากลับรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยขึ้นมาชนจมูก
“น่าจะยังมีชีวิตอยู่ แต่จะครบ 32 ไหมต้องรอลุ้นกัน”
“อาจารย์~!” เสียงของตงฟางดังสะท้อนมาตามหุบเหว จนทำให้อาจารย์ทั้งสองที่มารอรับได้ยินเสียงร้องเรียก
“ตงฟาง ขึ้นมาได้แล้ว ครบ 14 วันแล้ว”
“อาจารย์ ข้าขอถามได้หรือไม่ ว่าข้านั้นยังทันประตูแห่งเทพธิดาหรือเปล่า”
“หืม เจ้ายังคิดจะเข้าไปอยู่อีกเหรอ การอยู่ในหุบเขาอสรพิษน่าจะทำให้เจ้าบาดเจ็บพอสมควร เอาล่ะ ถ้าเจ้าอยากรู้ข้าจะตอบให้ก็ได้ ตอนนี้ประตูแห่งเทพธิดากำลังจะเปิดขึ้นในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า ศิษย์สายในทั้งหมดเดินทางไปรอที่เมืองหลงไห่แล้ว”
“ขอบคุณอาจารย์อี้ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ยังคงพอมีเวลา ข้าขอตัวก่อน ไว้พบกันใหม่”
กร๊าซ~!
เสียงร้องคำรามของสัตว์อสูรระดับ 5 ส่งเสียงข่มขวัญทุกอย่างภายในหุบเหวจนสิ่งมีชีวิตระดับต่ำกว่า 5 แตกกระเจิงไปคนละทิศทาง อาจารย์ทั้งสองที่เปิดม่านพลังต่างย่นคิ้วรีบเร่งพลังเตรียมจะลงไปข้างล่าง ทันใดนั้นเองสิ่งที่พวกเขากำลังจะลงไปฆ่ามันก็ปรากฎตัวตรงหน้าพวกเขาทั้งสอง โดยมีร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนหัวของมัน
“อสรพิษเวหาระดับ 5 ตงฟางเจ้าทำสัญญากับมันได้ยังไง”
อาจารย์ซิ่วถามออกไปด้วยความตกใจ พลังของตงฟางตอนนี้แม้จะเพิ่มขึ้นมากต่างจากตอนที่เขาเข้าไปในหุบเหว มันกลับยังไม่พอจะสู้กับสัตว์อสูรระดับ 5 จนมันยอมทำสัญญาด้วย
“อาจารย์ ข้าไม่มีเวลาแล้ว ข้าต้องรีบไปก่อนที่ประตูจะปิด ข้าบอกได้แค่ว่าตัวข้าเองกับมันปะทะกันด้วยพิษ มันเป็นฝ่ายแพ้จึงยอมติดตามข้า”
ตงฟางร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงเต็มกำลังพร้อมกับร่างที่ค่อยๆบินจากอาจารย์ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังเมืองหลงไห่ อาจารย์อี้และอาจารย์ซิ่วทำได้เพียงแค่มองตามหลังตงฟางที่กำลังขี่งูยักษ์สีดำบินไปบนท้องฟ้าด้วยความรู้สึกตะลึงเล็กน้อย
“หึหึ ทำให้ข้าส่างเมาครั้งแล้วครั้งเล่าเลยนะไอ้เด็กเวร” อาจารย์ในชุดสีขาวเปื้อนโคลนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงชอบใจ กับการปรากฎตัวของตงฟางที่ออกมาจากหุบเหวอสรพิษเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย กลายเป็นว่าการลงโทษกลับเป็นการโยนเขาลงไปในขุมทรัพย์จนระดับพลังเพิ่มขึ้นมามากกว่า 14 วันก่อน
“ไปด้วยกันไหม” ชายแก่สวมชุดเก่ามองไปยังสหายที่กำลังนั่งดื่มเหล่าบนหลังคาตึกทักษะ
“ไปเหอะตาแก่ สวมใส่ชุดนั้นไปไม่กลัวศิษย์ขายหน้าหรือไง”
“ฮ่าๆๆ ขายหน้าก็ขายไปสิ ข้าก็แค่อยากทำให้มันตกใจเท่านั้น เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคนที่ไปกับเหล่าอาจารย์ก็น่าจะถึงเมืองหลงไห่กันแล้ว ข้าต้องรีบตามไปก่อนที่จะไม่ได้อวยพรศิษย์ของข้า”
ร่างในชุดขาดรุ่งริ่งบินตรงไปยังเมืองหลงไห่ ทิ้งไว้เพียงชายสวมชุดสีขาวเปื้อนโคลนกระดกดื่มเหล้าในน้ำเต้าต่อไป
—---------------------------------
“ทุกคนดูนั่น เรือเหาะของสถาบันชิงอี้ พวกเขาพาศิษย์เดินทางมาแล้ว”
เสียงร้องตะโกนของชาวบ้านดังก้องไปทั่วลานกว้างใจกลางเมืองหลงไห่ที่ถูกเปลี่ยนจากสวนสาธารณะให้กลายเป็นลานโล่ง มีเสาสีดำ 10 ต้นเสียบไว้กลางลานกว้าง โดยตอนนี้เหล่าชาวบ้านต่างเข้ามายืนล้อมรอบๆลานกว้างใจกลางเมืองเพื่อดูเหล่าศิษย์ของสถาบันทั้ง 4 ที่กำลังจะเดินทางเข้าไปในประตูแห่งเทพธิดา เพื่อตามล่าของวิเศษมากมาย
“นั่น ทางฝั่งนั้นมีเรือเหาะของสถาบันดารา พวกเขากำลังมาเช่นกัน”
“โว๊ว เป็นเรือเหาะที่ลำใหญ่มาก แล้วดูนั่น มันจะต้องเป็นยันต์ระดับสูงแน่นอน”
สายตาของเหล่าผู้ใช้จิตวิญญาณมองไปยังเรือเหาะหลายร้อยลำมุ่งหน้ามาจากทิศทางต่างกัน โดยหลักๆของเรือเหาะที่บินมาใจกลางเมืองนั้น มาจากสถาบันชิงอี้ สถาบันดารา และสถาบันอี้หมิง
ช่วงเวลาที่กำลังตื่นตกใจไปกับเรือเหาะนี้เอง เหล่าชาวบ้านที่กำลังชี้นิ้วชวนกันดูเรือเหาะของสถาบันที่อวดอำนาจและความทรงพลังของพวกเขาล้วนมองจ้องไปยังสถาบันเฟยเทียน ที่ตอนนี้พานักศึกษาเป็นจำนวนหลายหมื่นบินตรงมายังใจกลางเมืองหลงไห่ด้วยการใช้พลังวิญญาณของพวกเขากับอาวุธสำหรับบิน บางคนเหยียบดาบ บางคนเหยียบกระบี่ มีแม้กระทั่งนั่งสัตว์อสูรมุ่งตรงมา
“เรือเหาะสถาบันเฟยเทียนล่ะ พวกเขาทำไมไม่ใช้” พ่อค้าและคนจากหมู่บ้านที่เดินทางเข้าเมืองพวกเขาล้วนไม่รู้เรื่องสถาบันเฟยเทียนจึงถามคนที่อยู่ข้างๆ
“แสดงว่าเจ้าเป็นคนนอกเมือง ข้าจะบอกอะไรให้ก็ได้ ในบรรดาสถาบันทั้ง 4 สถาบันเฟยเทียนจนที่สุด”
“พวกเขาก็เป็นถึง 1 ใน 4 สถาบันของเมืองหลงไห่ ทำไมพวกเขาถึงจนได้ล่ะ”
“นั่นเพราะว่านายน้อยตระกูลใหญ่พากันเข้าสถาบันอื่นยกเว้นเฟยเทียน การที่ตระกูลใหญ่ของเมืองหลงไห่ไม่เรียนสถาบันเฟยเทียน ทำให้พวกเขาไม่ได้รับเงินจากตระกูลใหญ่ที่ออกค่าเล่าเรียนให้กับสถาบัน”
“อ๋อ แสดงว่าพวกเขาก็อ่อนแอสินะ”
“ไม่ เจ้าไม่สามารถดูถูกสถาบันเฟยเทียนได้ แม้พวกเขาจะไม่ได้ร่ำรวย แต่วิธีการสอนของพวกเขาอย่างกับสัตว์ป่า ให้ศิษย์เรียนจากชีวิตจริง พวกเขาต้องสู้ตลอดเพื่อเลื่อนระดับศิษย์จากศิษย์ทั่วไป ให้สูงถึงระดับศิษย์สายนอก
หากพวกเขาอยากจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถเข้าถึงทักษะ เคล็ดลับต่างๆ จึงทำให้สถาบันเฟยเทียนเหมือนสนามต่อสู้”
“แล้วถ้าให้ทั้ง 4 สถาบันมาสู้กัน สถาบันไหนจะชนะล่ะ”
“ถ้าวัดกันเรื่องพลัง ไม่มีใครรู้ได้ ต่างสถาบันต่างก็มีทักษะลับของพวกเขา”
ตึง~!
เสียงเรือเหาะลำใหญ่หยุดนิ่งกลางอากาศพร้อมกับใบเรือของพวกมันถูกหุบลงด้วยความรวดเร็วจากน้ำมือของศิษย์ที่นั่งอยู่บนนั้น ภายใต้เรือเหาะนับพันที่บินมาล้อมลานกว้าง ทำให้น่านฟ้าเมืองหลงไห่เต็มไปด้วยเงา แทบไม่มีแสงแดดในตอนเช้าสาดส่องถึงพื้น
“นี่ พวกเขาเคยตีกันไหม”
ชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นสถาบันใหญ่ทั้ง 4 มาเจอกัน ได้ถามเช่นเดิม
“เคย แต่พวกเขาจะไม่ทำตอนนี้ เนื่องจากเจ้าเมืองหลงไห่ไม่อนุญาต หากการต่อสู้เกิดขึ้นเขาจะตัดสิทธิคนที่จะเข้าไปทันที จึงมีเพียงแค่การมองจ้องเท่านั้น”
“ปะทะฝีปากก็ไม่ทำเหรอ”
“ไม่ จะไม่มีการปะทะฝีปากเกิดขึ้น ทุกอย่างจะอยู่ใต้ความเงียบ สถานบันทั้ง 4 ต่างก็แยกอยู่ใครอยู่มัน”
“ให้ตายสิ นึกว่าจะด่ากันไฟลุก”
“ข้าก็อยากเห็น แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่พวกเขาจะนำออกมาปะทะกัน”
“อะไรเหรอ”
“พลังวิญญาณที่ไม่คิดจะปิดกั้นไง ขอเตือนเอาไว้นะ ใครที่ไม่ใช่ระดับก่อตั้งให้รีบหนีไป ไม่อย่างนั้นจะต้องสลบอย่างแน่นอน”
บรึ้ม!
พลังงานระดับผสานวิญญาณของศิษย์สายในทั้ง 4 สถาบันระเบิดออกมาข่มขวัญกันโดยไม่มีใครยอมใคร แม้จะไม่สามารถปะทะกันด้วยฝีปาก พุ่งเข้าหากันเพื่อวัดฝีมือ พวกเขาสามารถข่มขู่กันได้ด้วยพลังวิญญาณ ภายใต้แรงกดดันมหาศาลชาวบ้านต่างถอยห่างจากลานกว้างใจกลางเมือง กลัวจะไปฟื้นที่บ้านหลังจากสลบ
“ลู่จิว พี่ของนายอยู่ไหนกัน”
ซิงเยียนมองเข้าไปในกลุ่มของศิษย์สถาบันเฟยเทียนที่ลงเหยียบพื้น เธอและคนของเธอมองไม่เห็นตงฟางเลยสักนิด จึงบอกให้ลู่จิวช่วยตามหา หากเธอเดินเข้าไปกลัวว่าจะถูกขัดขวางจากคนที่ไม่ชอบตงฟาง เธอเชื่อว่าวันนี้ตงฟางจะต้องมาแน่ จึงมาดักรอเพื่อมอบของบางอย่างเอาไว้ให้ใช้ในการอาศัยอยู่ในประตูแห่งเทพธิดา แม้จะรู้ว่าตงฟางถูกลงโทษให้เข้าไปในหุบเขาอสรพิษ เธอกลับไม่ตื่นตระหนกเพราะตงฟางสามารถเอาชนะพวกมันได้แน่น เนื่องจากพิษไม่ใช่สิ่งน่ากลัวสำหรับเขา
“พี่ซิงเยียน ข้าก็ไม่เห็น จากพลังที่ระเบิดออกมาข้าก็เข้าไปไม่ได้เช่นกัน ต่อให้ข้าจะเป็นศิษย์สถาบันเฟยเทียน ข้าก็เป็นเพียงแค่ศิษย์ทั่วไป”
ลู่จิวที่ถูกเรียกตัวมาถามเรื่องของตงฟาง มองไปยังกลุ่มศิษย์สายในเพื่อหาตงฟางให้เจอ ทันใดนั้นเขาก็รีบชี้นิ้วไปยังท้องฟ้า หลังจากเห็นงูยักษ์สีดำตัวใหญ่ยาว 20 เมตรกำลังบินแหวกอากาศมุ่งตรงมายังใจกลางเมืองหลงไห่ด้วยความรวดเร็ว
“นั่น พี่ซิงเยียนไอ้ตงฟางอยู่นั่น”
ลู่จิวฉีกยิ้มกว้างบอกตำแหน่งของตงฟางให้ซิงเยียนรู้ ก่อนที่เธอและพ่อจะเดินเข้าไปด้วยความรวดเร็วเพื่อมอบของก่อนที่ตงฟางจะเข้าไปในประตูแห่งเทพธิดา
“นั่นเขา เขาออกมาจากหุบเขาอสรพิษได้”
ศิษย์สายในที่ได้ยินเรื่องราวของตงฟาง ฆ่าศิษย์สายในด้วยกันภายในหออาวุธเฟยเทียน ต่างพากันมองจ้องไปยังงูยักษ์สีดำตัวใหญ่ บนร่างกายของมันไม่มีอะไรสะดุดตาเลยนอกจากเกล็ดสีดำ แต่บนหัวของมันกลับมีเขาถึง 3 แล้วระหว่างเขายังมีร่างของตงฟางกำลังนั่งมองศิษย์สายในของสถาบันเฟยเทียนไม่ต่างกัน
“มาทันโว๊ย นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ว” ตงฟางแสดงท่าทางดีอกดีใจ เขาต้องขอบคุณอาจารย์อี้และอาจารย์ซิ่วเป็นอย่างมากที่มาเปิดม่านพลังให้เขาในช่วงเช้าตรู่ หากเขาไม่บอกเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้เข้าไปในประตูแห่งเทพธิดาพร้อมกับคนอื่นๆหรือไม่ ขณะที่เขามองหาช่องว่างสำหรับกระโดดลงไป ตงฟางก็เก็บอสรพิษเวหาเข้าไปในรอยสักจากนั้นก็ลอยลงไปยืนในช่องว่างร่วมกันกับคนอื่นๆ
“ตงฟาง เจ้าออกมาได้อย่างไร ทำไมตัวของเจ้าถึงไม่มีบาดแผล”
คำถามจากศิษย์พี่หญิงที่ยืนอยู่รอบๆถามตงฟางด้วยความตื่นตกใจ พวกเธอได้ยินเรื่องหุบเหวอสรพิษมามาก ว่าใครก็ตามที่เข้าไปจะต้องถูกเล่นงานจนตาย คนที่รอดสามารถนับด้วยนิ้วเลยก็ว่าได้
“คงเป็นเพราะข้าโชคดีไปเจออสรพิษเวหาระดับ 5 กำลังบาดเจ็บ ข้าเลยไปช่วยมัน สุดท้ายมันก็คุ้มครองข้าจนรอดมาได้”
“จริงเหรอ สัตว์อสูรที่เจ้าขี่เป็นอสรพิษเวหาระดับ 5 จริงๆเหรอ”
หญิงสาวมากมายเข้ามารุมล้อมตงฟาง สร้างความรู้สึกไม่พอใจให้กับศิษย์ชายไม่น้อย ด้วยใบหน้าพวกเขาคิดว่าตัวเองไม่สามารถสู้ได้ แต่เสื้อผ้าและเครื่องสวมใส่ในตอนนี้ พวกเขาคิดว่าตงฟางไม่สามารถเทียบได้สักนิด เนื่องจากเสื้อผ้าตงฟางล้วนขาดเป็นชิ้นๆ ชุดเกราะบนตัวของเขาแม้จะเป็นระดับ 4 พวกมันต่างผุพังจากการถูกกรงเล็บของสัตว์อสูรมากมายในหุบเหวอสรพิษทำลาย
อาวุธมากมายที่เขาพกบนตัวล้วนบิ่นเสียหาย แทบไม่ต่างจากขอทานเลยสักนิด แต่ศิษย์ผู้หญิงกลับไม่ได้สนใจการแต่งกายของตงฟาง พวกเธอสนใจการใช้ชีวิตรอดของตงฟาง จึงพากันเข้าไปสอบถามพลางแสดงท่าทางตกใจออกมาเป็นช่วงๆ
กรอด~!
จงหูมองจ้องตงฟางด้วยความโกรธ มันไม่คิดว่าตงฟางจะรอดออกมาได้โดยไม่มีความเสียหายบนร่างกาย