(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 44 พรสวรรค์ที่เหนือยิ่งกว่าใครๆ

            ปรากฏการณ์ที่เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงถูกผ่าออกเป็นสองส่วนอย่างรุนแรงนั้น มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพที่สร้างความตะลึงงันให้กับทุกสายตาที่เห็น แต่กลับกลายเป็นดั่งสายฟ้าขนาดมหึมาที่ฟาดผ่าเข้าใส่กลางหัวใจของผู้คนในสนามทดสอบอย่างไร้ปรานี


            แม้แต่หลงเซียวเหยาที่นั่งอยู่พร้อมกับผู้อาวุโสระดับสูงอย่างผู้เฒ่าเหยา ซึ่งเป็นจิตวิญญาณระดับจักรพรรดิฟ้าดินที่สถิตอยู่ภายในแหวนวิญญาณที่สวมอยู่ ทั้งสองก็ยังไม่สามารถปิดบังสีหน้าและความตกใจที่ฉายชัดออกมาในทุกอิริยาบถได้


            ใบหน้าของหลงเซียวเหยาซึ่งมักแสดงความหยิ่งยโส เต็มไปด้วยความมั่นใจว่าตนเองคือยอดแห่งอัจฉริยะผู้ครอบครองกายามังกรเก้าสวรรค์ ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ ได้แต่กัดฟันแน่นจนร่างสั่นไหว ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น


            และยิ่งไม่อยากยอมรับว่าชายหนุ่มธรรมดาคนนี้ ไม่มีกระทั่งอาจารย์หนุนหลังเช่นมัน


            ภายในแหวนวิญญาณ เสียงของผู้เฒ่าเหยาในร่างโปร่งใสยังคงสะท้อนออกมาพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ


            “บ้าน่า.. นั่นมันเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิง.. นั่นคือยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้านะ!”


            “มันไม่อาจถูกทำลายด้วยพลังจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมกายาขั้นสามได้เลย.. ไม่มีทางเป็นไปได้!”


            เขาพูดออกมาพร้อมกับสีหน้าเคลือบแคลงและตื่นตกใจอย่างไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ความสงบที่เคยเป็นดั่งภูผาน้ำแข็งของจิตวิญญาณระดับจักรพรรดิในเวลานี้ กลับสะเทือนเสียจนไม่อาจยืนหยัดในความมั่นใจเดิมๆอีกต่อไป


            ในขณะเดียวกัน หลงเซียวเหยาก็ได้กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือตนเอง


            สายตาเบิกโพลงแล้วเต็มไปด้วยประกายของความอาฆาตและความขุ่นแค้น


            “ท่านอาจารย์!”


            เขาตะโกนในใจเสียงดังลั่น


            “ไหนท่านบอกว่าเจ้าหลัวหยางคนนี้ไม่มีพรสวรรค์อย่างไรล่ะ? แล้วนี่มันคืออะไร?”


            “แค่ยื่นมือไปแตะเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิง มันก็สามารถทำให้ยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าของนิกายเทียนหมิงแตกหักลงได้เลยหรือ!?”


            “มันเป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางเป็นไปได้! นี่มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ!”


            ใจของหลงเซียวเหยากรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง มันเหมือนกับความมั่นใจที่สั่งสมมานับสิบปีถูกใครบางคนฟาดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย


            ศักดิ์ศรีของบุตรแห่งสวรรค์ในใจราวกับถูกเหยียบย่ำกลางสนามด้วยฝ่าเท้าที่เปื้อนโคลน พลังอำนาจที่เขาเคยภาคภูมิใจ นักปราชญ์ที่เขาเคยถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ที่ไม่มีใครเทียบได้ ล้วนไม่อาจให้คำตอบใดที่อยากได้ในเวลานี้


            ผู้คนที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งความไม่เชื่อเริ่มแตกตื่นอย่างสมบูรณ์ พวกเขาเริ่มจับกลุ่มซุบซิบด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ


            หลายคนยังคงนั่งนิ่งราวกับถูกตรึงด้วยมนตราแห่งความตื่นตระหนก และหลายคนเริ่มหันมาจับจ้องใบหน้าของหลัวหยางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงและหวาดกลัวปะปนกันอย่างไม่สามารถแยกออกได้


            พลังอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำลายยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าได้ในการแตะเพียงคราเดียว ย่อมหมายความว่าภายในกายของหลัวหยางนั้นมิใช่แค่พลังธรรมดา แต่เป็นพลังที่แม้แต่เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงซึ่งเปี่ยมด้วยเจตจำนงฟ้าดินยังไม่สามารถรับไว้ได้


            เป็นพลังที่ขัดต่อกลไกแห่งธรรมชาติ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่โลกไม่ควรจะให้ถือกำเนิดขึ้นมาแต่กลับกำเนิดขึ้นมาแล้วจริงๆ


            หลงเซียวเหยากัดฟันกรอด ใบหน้าที่เคยยิ้มย่องราวเทพเจ้ากลายเป็นใบหน้าที่เปื้อนด้วยเงาแห่งความอิจฉา สายตาที่มองไปยังหลัวหยางไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันไม่ใช่สายตาของผู้เหนือกว่า แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังจะถูกแทนที่


            สายตาของผู้ที่รู้ว่าตำแหน่งอันสูงส่งของตนนั้นกำลังจะถูกกระชากลงไปนอนกองกับดิน


            และหลัวหยางก็กำลังกลับกลายเป็นศูนย์กลางของฟ้าดินในวินาทีนี้


            ขณะเดียวกัน ชายชราผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายเทียนหมิงอย่างหวังฉีก็หันขวับมาทางหลัวหยางทันที


            ใบหน้าเคร่งเครียดดั่งขุนเขาที่กำลังจะถล่มลงมานั้นเปล่งประกายของความเดือดดาลอย่างเด่นชัด


            สายตาเย็นเยียบถูกหันมาจ้องเขม็งเข้าใส่ชายหนุ่มผู้ไร้สังกัดกลางลานทดสอบ ริมฝีปากของชายชราขบแน่น ท่วงท่าการเดินของเขาหนักแน่นและทรงอำนาจ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยแรงกดดันที่มวลอากาศยังต้องสั่นไหวในทันทีที่ฝ่าเท้าของเขาสัมผัสพื้น


            กลุ่มฝูงชนต่างตื่นตระหนก หลายคนตาเบิกโพลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดผวา


            บ้างเบือนหน้าหนี บ้างก้มศีรษะหลบสายตาไม่กล้ามองตรงไปยังกลางลานที่กำลังกลายเป็นสนามประหารที่พวกเขาคาดคิด


            บางคนถึงกับเอ่ยออกมาอย่างหวาดหวั่นด้วยเสียงสั่นเครือ


            “ยะ.. แย่แล้ว ไอ้เจ้าเด็กหลัวหยางนั่นตายแน่ๆ!”


            “ใช่แล้ว นั่นมันเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงนะ! มันเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีของนิกายเชียวนะ!”


            “พังลงต่อหน้าผู้คนเช่นนี้.. ไม่ต่างอะไรไปจากการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพวกเขาเลย!”


            คำพูดที่หลุดจากปากของผู้คนสะท้อนความเข้าใจและความเชื่อที่ไม่อาจปฏิเสธได้


            เพราะเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงคือยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าที่ไม่อาจตีค่าด้วยทรัพยากรธรรมดา เพียงแค่การจะรวบรวมวัตถุดิบเพื่อสร้างมันขึ้นมาสักชิ้นหนึ่งก็ต้องแลกด้วยแร่เทพศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยากยิ่ง หินจิตวิญญาณระดับสูงจากเขตแดนต้องห้าม


            ทรัพยากรทั้งหมดนี้รวมกันยังไม่แน่ว่าจะสามารถหลอมยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าได้สำเร็จ


            และเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อพันกว่าปีก่อน ก็คือผลลัพธ์แห่งการเสียสละและบ่มเพาะจากบรรพชนของนิกายเทียนหมิงมากกว่าสิบรุ่น ความศักดิ์สิทธิ์ ความภาคภูมิใจ ความเชื่อมั่นในพลังอำนาจของนิกาย ล้วนแล้วสถิตอยู่ในเสาหินนั้นทั้งสิ้น


            ทว่าบัดนี้มันกลับพังทลายลงต่อหน้าต่อตา และต้นเหตุแห่งหายนะก็คือหนุ่มที่ดูไม่ต่างจากศิษย์ฝึกหัดที่เพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียรได้ไม่นาน


            สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังร่างของหลัวหยางที่ยังคงยืนสงบ


            และเมื่อร่างของหวังฉีเดินมาถึงตรงหน้า ทุกคนต่างหยุดหายใจ ราวกับลมหายใจสุดท้ายของหลัวหยางกำลังจะถูกปลิดปลิวไปพร้อมกันกับแสงแห่งเสาศักดิ์สิทธิ์ที่ดับลงไปก่อนหน้านี้ ทว่าทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงในชั่วขณะ


            เมื่อร่างของชายชราผู้น่าเกรงขามหยุดลงตรงหน้าหลัวหยาง กลับไม่มีการลงมือ ไม่มีเสียงตวาด ไม่มีพลังถูกปลดปล่อยออกมา


            มีเพียงภาพที่ไม่อาจคาดคิดได้ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกผู้คน


            ชายชราหวังฉี ผู้เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายเทียนหมิง ผู้ที่สามารถสังหารศัตรูได้ด้วยฝ่ามือที่แตะเบาเพียงครั้งเดียว เขายกมือทั้งสองขึ้นช้าๆ ก่อนจะวางลงบนบ่าทั้งสองข้างของหลัวหยางด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาเต็มไปด้วยประกายของความตื่นเต้นจนแทบกลั้นไว้ไม่อยู่


            “ยะ.. ยะ.. ยอดเยี่ยม…”


            “ยอดเยี่ยมอย่างถึงที่สุด ไอ้หนูหลัวหยาง! พรสวรรค์ของเจ้ามันถึงกับทำให้เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงต้องพังทลายเลยเชียวนะ


            “เจ้าเข้าใจไหมว่ามันหมายความว่ายังไง?”


            เขาถามด้วยเสียงที่สั่นระริกด้วยความปีติ ดวงตาเบิกกว้างราวกับกำลังจ้องมองมหาสมบัติที่ไม่มีผู้ใดในโลกเคยได้ครอบครอง


            “มันหมายความว่าพรสวรรค์ของเจ้าอยู่เหนือยิ่งกว่าทุกคน อยู่เหนือกว่าทุกสิ่ง อยู่เหนือแม้แต่ขีดจำกัดของเสาศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ตรวจสอบพรสวรรค์มานับพันปี! พรสวรรค์ของเจ้าเกินกว่าที่โลกนี้จะบรรยายได้!!”


            และในขณะที่ฝูงชนยังคงอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า ชายชราหวังฉีก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น


            “เพราะฉะนั้นแล้ว เจ้าต้องมาอยู่ในนิกายเทียนหมิงของข้าเท่านั้น!”


            “ส่วนเรื่องยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าที่พังทลายน่ะหรือ.. ช่างมันเถอะ ข้าจะไม่ติดใจเอาความแม้แต่นิดเดียว!”


            “จะให้สร้างขึ้นใหม่กี่ชิ้นข้าก็ยอม หากแลกกับการที่เจ้าอยู่กับนิกายของข้าแล้วล่ะก็.. มันคุ้มค่ายิ่งกว่าทุกสิ่ง!”


            บรรยากาศที่อึดอัดเงียบงันพลันแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงอันใหญ่หลวงยิ่งกว่าเดิม


            ทุกคนเบิกตากว้าง ปากอ้าค้าง ราวกับไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองได้ยินคือความจริง ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าชายชราผู้แข็งแกร่งแห่งนิกายเทียนหมิง จะยอมละทิ้งกระทั่งยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าเพื่อแลกกับศิษย์หน้าใหม่ผู้หนึ่ง


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย ที่คุณอ่าน