วิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade

    ตอนที่ 34: ปล้นชิงคลังสวรรค์ชั้นฟ้า และค่ายกลทะลวงมิติ

    ละอองเลือดสีทองคำของเทพขุนเขาอัคคีที่ร่วงหล่นลงมาประดุจสายฝนศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้นำมาซึ่งความปีติยินดีแก่ชาวนครวิญญาณสวรรค์เหมือนดั่งเช่นอดีต ทว่ามันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายและความพินาศที่กรีดลึกลงไปในจิตวิญญาณของพวกเขา มหานครลอยฟ้าที่เคยกึกก้องไปด้วยเสียงสวดมนต์สรรเสริญและเสียงดนตรีสวรรค์ บัดนี้ตกอยู่ในความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัว มีเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นเทาและเสียงฟันกระทบกันด้วยความหวาดกลัวของผู้ฝึกยตนและชาวเมืองนับล้านคน ที่กำลังหมอบกราบอยู่กับพื้นหยกขาวอย่างไร้เรี่ยวแรง

    เหนือท้องฟ้าที่ปราศจากม่านพลังป้องกัน ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะอ่อนสีดำขลับลอยตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางแสงสว่างจากดวงอาทิตย์สีทองทั้งสามดวง หลินเฟยดูราวกับหลุมดำที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง ศัสตราไร้ลักษณ์ในมือของเขาที่ครึ่งหนึ่งเป็นสีดำสนิทและอีกครึ่งหนึ่งเป็นสีขาวสว่าง ไม่ได้แผ่รังสีพลังที่บ้าคลั่งออกมาเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับแฝงไปด้วยความสงบนิ่งของ 'ปราณปฐมกาล' ที่น่าเกรงขามยิ่งกว่าพายุใดๆ

    หลินเฟยค่อยๆ ร่อนตัวลงมาจากฟากฟ้า ปลายเท้าของเขาสัมผัสกับลานกว้างหน้าวิหารบัญชาการที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทันทีที่เขาเหยียบลงบนพื้นผิวเมือง เต่ามังกรบรรพกาลขนาดยักษ์ที่แบกรับเมืองทั้งเมืองเอาไว้ ถึงกับส่งเสียงครางในลำคอและหยุดการเคลื่อนไหวอย่างสมบูรณ์ สัญชาตญาณสัตว์เทวะของมันรับรู้ได้ว่า ตัวตนที่กำลังยืนอยู่บนหลังของมันในยามนี้ สามารถปลิดชีพมันได้ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว

    "ทะ... ท่านผู้ยิ่งใหญ่... โปรดระงับโทสะ..."

    เสียงสั่นเครือดังขึ้นจากเบื้องหน้า ชายชราสวมชุดคลุมยาวสีเงินสลักลายเมฆา ซึ่งเป็นถึงรองผู้บัญชาการนครวิญญาณสวรรค์และมียอดฝีมือระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสูงสุด คลานเข่าเข้ามาหาหลินเฟยด้วยท่าทางที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของเซียนผู้สูงส่ง ด้านหลังของเขามีเหล่าผู้อาวุโสและแม่ทัพนายกองนับร้อยคนคลานตามมา ทุกคนล้วนก้มหน้าผากจรดพื้นหินหยก ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตากับมารร้ายจากแดนเบื้องล่าง

    "พวกเรายอมจำนน! นครวิญญาณสวรรค์ขอยอมศิโรราบต่อท่าน! ได้โปรดละเว้นชีวิตของชาวเมืองนับล้าน และอย่าได้ทำลายรากฐานของเมืองนี้เลย ทรัพยากรทั้งหมด คลังสมบัติสวรรค์ โอสถเซียน และแร่ศักดิ์สิทธิ์ทุกชิ้นที่พวกเรามี... ล้วนเป็นของท่านทั้งหมด!" รองผู้บัญชาการชรากล่าวอย่างตะกุกตะกัก เหงื่อเย็นเยียบไหลชโลมใบหน้า เขาเพิ่งเห็นผู้บัญชาการระดับตัดวิญญาณถูกฟันขาดครึ่งต่อหน้าต่อตา ความคิดที่จะต่อต้านจึงถูกลบหายไปจากสมองอย่างสิ้นเชิง

    หลินเฟยปรายตามองกลุ่มผู้อาวุโสเซียนที่กำลังหมอบกราบด้วยสายตาที่เย็นชาและว่างเปล่า "ความหยิ่งยโสที่พวกเจ้าเคยแสดงต่อผู้คนในมิติเบื้องล่าง มันหายไปไหนหมดแล้วเล่า? เมื่ออยู่ต่อหน้าความตายที่แท้จริง พวกที่เรียกตัวเองว่าเทพเซียน ก็เป็นแค่สุนัขขี้ขลาดที่พร้อมจะกระดิกหางเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น"

    คำพูดของหลินเฟยดุจมีดกรีดแทงเข้าไปในศักดิ์ศรีของพวกเขา แต่ไม่มีใครกล้าเถียงหรือแสดงความโกรธออกมาแม้แต่คนเดียว

    "นำทางข้าไปที่คลังสมบัติหลักของเมืองนี้... และเตรียมเปิด 'ค่ายกลทะลวงสวรรค์' ข้าไม่มีเวลามาเสียกับพวกมดปลวกในชั้นที่หนึ่งนานนัก" หลินเฟยออกคำสั่งเด็ดขาด

    "ทะ... ทราบแล้วขอรับ! เชิญท่านทางนี้!" รองผู้บัญชาการชรารีบลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ก่อนจะเดินนำทางหลินเฟยเข้าไปในวิหารบัญชาการอย่างนอบน้อมที่สุด

    วิหารบัญชาการแห่งนครวิญญาณสวรรค์นั้นโอ่อ่าและวิจิตรบรรจงยิ่งกว่าพระราชวังใดๆ ในโลกมนุษย์ เสาทุกต้นหล่อหลอมขึ้นจากทองคำเซียนและประดับด้วยแก้วผลึกเจ็ดสี ทว่าหลินเฟยไม่ได้สนใจความงดงามฉาบฉวยเหล่านี้ เขาเดินตามชายชราลัดเลาะลึกลงไปใต้ดิน ผ่านค่ายกลป้องกันระดับสวรรค์นับสิบชั้นที่ถูกปลดออกอย่างเร่งรีบโดยเหล่าผู้อาวุโส จนกระทั่งมาถึงบานประตูเหล็กไหลสวรรค์ขนาดมหึมาที่ถูกสลักด้วยอักขระโบราณ

    "นี่คือ 'วิหารคลังสวรรค์' ขอรับ มันคือสถานที่รวบรวมปราณเซียนที่หนาแน่นที่สุดของเมือง และเป็นที่เก็บซ่อนทรัพยากรทั้งหมดที่พวกเรารวบรวมมาได้ในรอบแสนปี" ชายชราอธิบายพลางใช้ป้ายหยกประจำตัวประทับลงบนบานประตู

    ครืนนนนน!

    บานประตูเหล็กไหลสวรรค์ค่อยๆ เปิดออก กลิ่นอายของปราณวิญญาณที่หอมหวานและบริสุทธิ์ถึงขีดสุดพุ่งทะลักออกมาราวกับคลื่นน้ำ ภายในวิหารคลังสวรรค์กว้างใหญ่ไพศาลดุจมิติย่อยอีกมิติหนึ่ง ภูเขาศิลาวิญญาณระดับเซียนกองพะเนินเทียมฟ้า อาวุธระดับสวรรค์นับหมื่นชิ้นลอยคว้างอยู่กลางอากาศ สมุนไพรหมื่นปีที่หายากในโลกมนุษย์ถูกปลูกเรียงรายอยู่ในแปลงหยก และที่ใจกลางของคลังสมบัติ ปรากฏบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่บรรจุ 'ของเหลวสีทองคำ' ที่เปล่งประกายเจิดจ้า

    "นั่นคือ 'น้ำพุต้นกำเนิดเซียน' ขอรับ มันคือแก่นแท้ของปราณวิญญาณที่หล่อเลี้ยงนครลอยฟ้าแห่งนี้ เพียงหยดเดียวก็สามารถทำให้ผู้ฝึกยตนระดับแก่นแท้ทะลวงผ่านขอบเขตได้ในพริบตา" ชายชรากล่าวแนะนำด้วยน้ำเสียงเสียดาย แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมากนัก

    หลินเฟยเดินก้าวเข้าไปในคลังสมบัติ เขาสัมผัสได้ว่าทรัพยากรเหล่านี้มีค่ามหาศาล ทว่าสำหรับเขาผู้ครอบครอง 'ปราณปฐมกาล' ศิลาวิญญาณหรือสมุนไพรทั่วไปไม่อาจยกระดับพลังของเขาได้อีกต่อไป สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือ 'น้ำพุต้นกำเนิดเซียน' ที่อัดแน่นไปด้วยพลังกฎเกณฑ์ของแดนสวรรค์

    "พวกเจ้าจงออกไปเตรียมค่ายกลทะลวงสวรรค์ให้พร้อม ข้าจะอยู่ที่นี่สักครู่" หลินเฟยเอ่ยสั่งโดยไม่หันกลับไปมอง

    "ขะ... ขอรับ!" เหล่าผู้อาวุโสเซียนรีบถอยร่นออกไปและปิดประตูคลังสมบัติลง ปล่อยให้มารร้ายอยู่กับสมบัติล้ำค่าที่สุดของเมือง

    เมื่ออยู่เพียงลำพัง หลินเฟยเดินไปหยุดยืนอยู่ริมบ่อน้ำพุต้นกำเนิดเซียน เขาสูดลมหายใจลึก นำศัสตราไร้ลักษณ์ออกมาถือไว้ในมือ ก่อนจะปักมันลงไปในของเหลวสีทองคำนั้นโดยตรง!

    "จงกลืนกินมันซะ!" หลินเฟยคำราม

    ศัสตราไร้ลักษณ์ตอบสนองต่อเจตจำนงของผู้เป็นนาย ใบดาบสีดำและสีขาวเปล่งประกายสว่างจ้า คลื่นพลังดูดกลืนที่รุนแรงประดุจหลุมดำปฐมกาลระเบิดออก น้ำพุต้นกำเนิดเซียนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ ถูกสูบดึงเข้าสู่ตัวดาบและส่งผ่านทะลักเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟยอย่างบ้าคลั่ง

    ซ่าาาาา!

    ของเหลวสีทองคำลดระดับลงอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลังเซียนมหาศาลไหลทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรของหลินเฟย ชะล้างความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกระดูกหยกให้หนาแน่นยิ่งขึ้น และที่สำคัญที่สุด มันเข้าไปหล่อเลี้ยง 'จักรวาลจำลอง' ในจุดตันเถียนของเขาให้ขยายใหญ่และเสถียรมากยิ่งขึ้น ขอบเขตพลังของเขาที่อยู่ในระดับ 'ครึ่งก้าวสู่วิญญาณแรกกำเนิด' เริ่มควบแน่นและมีทีท่าว่าจะทะลวงผ่านขอบเขตที่แท้จริงในไม่ช้า

    ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วยาม น้ำพุต้นกำเนิดเซียนที่สะสมมานับแสนปีก็ถูกหลินเฟยและศัสตราไร้ลักษณ์สูบกลืนจนแห้งขอด เหลือเพียงก้นบ่อที่ว่างเปล่า พลังงานในร่างของหลินเฟยอัดแน่นจนถึงขีดจำกัด มิติรอบตัวเขาบิดเบี้ยวและสั่นสะเทือนเพียงแค่เขาขยับตัว

    "พลังแห่งสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง... ก็เป็นเพียงแค่ก้าวแรกเท่านั้น" หลินเฟยดึงศัสตราไร้ลักษณ์ขึ้นมาเก็บเข้าจุดตันเถียน เขาหันหลังเดินออกจากคลังสมบัติที่บัดนี้สูญเสียแก่นแท้พลังงานไปจนหมดสิ้น แม้เขาจะไม่ได้หยิบฉวยอาวุธหรือศิลาวิญญาณอื่นไป แต่นครวิญญาณสวรรค์แห่งนี้ก็จะต้องใช้เวลาฟื้นฟูนับหมื่นปีเพื่อกลับมามีพลังดังเดิม

    เมื่อหลินเฟยเดินกลับขึ้นมาที่ลานกว้างหน้าวิหารบัญชาการ รองผู้บัญชาการชราและเหล่าแม่ทัพก็รอคอยอยู่แล้วด้วยท่าทางหวาดหวั่น เบื้องหลังของพวกเขาคือ 'ค่ายกลทะลวงสวรรค์' ขนาดยักษ์ที่ถูกกระตุ้นการทำงานด้วยศิลาวิญญาณนับล้านก้อน เสาหินแปดต้นที่สลักลวดลายมังกรทะยานฟ้า กำลังเปล่งแสงสีครามสว่างจ้า ลำแสงเชื่อมต่อกันกลางอากาศกลายเป็นประตูมิติที่ชี้ตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน

    "ค่ายกลทะลวงสวรรค์พร้อมแล้วขอรับท่าน... มันถูกตั้งพิกัดไว้ที่สวรรค์ชั้นที่สอง 'อาณาเขตวายุอัสนี' ซึ่งปกครองโดย 'นิกายเซียนวายุอัสนี' ขอรับ..." รองผู้บัญชาการชรารายงานด้วยเสียงสั่นๆ "ทะ... ทว่า การตายของท่านเทพขุนเขาอัคคี ย่อมต้องสั่นสะเทือนไปถึงเบื้องบนอย่างแน่นอน พวกตำหนักเก้าสวรรค์คงจะเตรียมการต้อนรับท่านอย่างแน่นหนาที่ชั้นที่สองเป็นแน่..."

    "นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการ" หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต รอยยิ้มที่ทำให้เหล่าเซียนชราต้องขนลุกซู่ "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อท่องเที่ยว แต่ข้ามาเพื่อทำสงคราม... ใครก็ตามที่ขวางทาง ข้าก็จะสับพวกมันให้เป็นชิ้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเซียน เทพ หรือมหาเทพหน้าไหนก็ตาม!"

    หลินเฟยไม่สนใจสายตาที่หวาดกลัวของเหล่าผู้พิทักษ์เมืองอีกต่อไป เขาสะบัดชายเสื้อคลุม ก้าวเดินอย่างองอาจเข้าไปในใจกลางของค่ายกลทะลวงสวรรค์

    "เปิดค่ายกล!" หลินเฟยสั่งการด้วยเสียงกึกก้อง

    เหล่าผู้อาวุโสรีบอัดฉีดพลังปราณของตนเองเข้าไปกระตุ้นค่ายกลอย่างรวดเร็ว ลำแสงสีครามจากเสาทั้งแปดต้นสว่างวาบจนถึงขีดสุด พุ่งเข้าโอบล้อมร่างของหลินเฟย ก่อนจะระเบิดเป็นเสาแสงขนาดมหึมาพุ่งทะยานแหวกท้องฟ้า ทะลวงผ่านชั้นเมฆและแสงของดวงอาทิตย์ทั้งสามดวง มุ่งหน้าตัดข้ามกฎเกณฑ์แห่งมิติขึ้นสู่ชั้นฟ้าที่สูงส่งยิ่งกว่า

    วูบบบบบบบบ!

    แรงเหวี่ยงของการข้ามชั้นสวรรค์นั้นรุนแรงกว่าการขึ้นมาจากโลกมนุษย์หลายเท่า ทว่าด้วยร่างกายที่หล่อหลอมด้วยปราณปฐมกาลและพลังจากน้ำพุต้นกำเนิดเซียน หลินเฟยยืนหยัดอยู่ใจกลางลำแสงได้อย่างมั่นคงดุจขุนเขา นัยน์ตาสีเทาของเขาจ้องมองทะลุมิติขึ้นไปเบื้องบน ความตื่นเต้นและจิตสังหารลุกโชนอยู่ในอก

    ทว่า เมื่อลำแสงแห่งค่ายกลทะลวงผ่านชั้นเมฆหนาทึบและเข้าสู่อาณาเขตของ 'สวรรค์ชั้นที่สอง' สิ่งที่ต้อนรับหลินเฟยกลับไม่ใช่แสงสว่างหรือความงดงาม แต่เป็น 'พายุอัสนีบาตสีม่วงดำ' ที่บ้าคลั่ง ท้องฟ้าของชั้นที่สองถูกปกคลุมด้วยเมฆพายุที่หนาทึบ สายฟ้าขนาดเท่าต้นไม้ใหญ่ผ่าฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง

    และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพายุธรรมชาติ คือกองทัพเซียนนับแสนคนที่ลอยตัวตั้งค่ายกลรอคอยอยู่กลางอากาศ!

    เรือรบเหาะเซียนขนาดมหึมากว่าร้อยลำลอยลำอยู่ท่ามกลางพายุ บนดาดฟ้าเรือเต็มไปด้วยยอดฝีมือในชุดเกราะสีฟ้าครามที่ถืออาวุธส่องประกายสายฟ้า กลิ่นอายของระดับวิญญาณแรกกำเนิดนับหมื่นสาย และกลิ่นอายของระดับ 'ตัดวิญญาณ' มากกว่าสิบสาย แผ่กดดันลงมาครอบคลุมประตูมิติที่หลินเฟยกำลังจะโผล่ออกมา

    "มารร้ายจากชั้นล่าง! นิกายเซียนวายุอัสนีได้รับบัญชาจากตำหนักเก้าสวรรค์! จงเตรียมรับทัณฑ์สวรรค์และถูกลบล้างวิญญาณไปซะ!" เสียงประกาศกร้าวที่แฝงไปด้วยพลังสายฟ้าดังกึกก้องไปทั่วทั้งสวรรค์ชั้นที่สอง

    หลินเฟยที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาจากลำแสงค่ายกล ได้ยินเสียงต้อนรับนั้นอย่างชัดเจน แทนที่เขาจะหวาดกลัวหรือถอยหนี รอยยิ้มที่บ้าคลั่งที่สุดกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้า มือขวาของเขากระชับศัสตราไร้ลักษณ์แน่น ปราณปฐมกาลระเบิดออกทะลักล้นกลายเป็นเสาแสงสีเทาพุ่งทะลวงสวนขึ้นไป!

    "มีมาแค่นี้เองรึ? ข้าหวังว่าเลือดของพวกเจ้า จะช่วยล้างความเบื่อหน่ายให้ข้าได้บ้างนะ!"

    สงครามทะลวงสวรรค์ที่แท้จริง... ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว ณ สวรรค์ชั้นที่สอง!

    คล้ายกับเรื่องวิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade ที่คุณอ่าน