THE ONE

    ตอนที่ 120 อัจฉริยะด้านการเล่นแร่แปรธาตุคนที่สาม

            

            จากนครวิหคครามไปยังสำนักนพเก้า เทียนคงใช้เวลาในการเดินทางช้ากว่าปกติเพราะเขาได้ใช้เวลาในการสอดส่อง ความเป็นไปของนคร และเมืองย่อยรอบนอกพอสมควร แม้จะดูเหมือนเป็นการเที่ยวเล่นรอบเมืองแต่อย่าได้มองข้ามเชียว เพราะทุกที่ที่เทียนคงไป จะถูกบันทึกอย่างละเอียดเผื่อว่าวันหนึ่ง หากมีสิ่งใดผิดปกติไปจากเดิมจะได้ทำให้เขาวิเคราะห์ความเป็นไปของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่มากก็น้อย

            

            เทียนคงใช้เวลาราวสามวันกว่าจะเดินทางไปถึงสำนักนพเก้า และทันทีที่เขามาถึงก็ถูกรุมล้อมด้วยศิษย์สำนักมากมายทั้งชายและหญิง ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดีผนวกกับชื่อชั้นของอัจฉริยะในรอบร้อยปี ยิ่งทำให้เทียนคงเป็นที่รู้จักในสำนักแม้เขาจะไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย ตั้งแต่วันที่มารับตราประจำตัวแต่ก็ได้รับการกล่าวขานอย่างต่อเนื่องตลอดมา แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอเมื่อมีคนชื่นชอบ ย่อมต้องมีคนที่เกลียดชังเช่นเดียวกัน

            

            “เหอะอัจฉริยะแล้วอย่างไร ... อย่างไรก็เป็นได้แค่พวกชั้นต่ำจะมาเทียบเคียงกับคุณชายเหลยได้อย่างไร”

            

            “ใช่ ๆ... ข้าว่า มันก็แค่โชคดีนิดหน่อยก็เท่านั้น คุณชายของเราหากไม่ติดว่าต้องรีบไปทำภารกิจอื่นที่ตำหนักชิราอิชิล่ะก็คงทำคะแนนได้มากกว่ามันแน่นอน”

            

            ศิษย์สำนักกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่โดยมีศิษย์คนอื่น ๆรายล้อม แต่ทันทีที่เทียนคงปรากฏตัว ศิษย์อื่นๆที่รายล้อมต่างพากันไปดูอัจฉริยะในรอบร้อยปีด้วยตาตัวเองกันจนเหลือแต่กลุ่มดั้งเดิม จนพวกเขา เอ่ยประชดประชัน และประจบสอพลอกันขึ้นมา

            

            “หุบปากไปเลยเจ้าพวกโง่ ... พวกเจ้าจะทำให้ชื่อเสียงของข้าเสื่อมเสีย เพราะคำพูดเหล่านี้แม้มันจะเป็นเรื่องจริงก็ตามที แต่พวกเจ้าก็ใช่ว่าจะพูดส่งเดชได้ รู้หรือไม่”คุณชายเหลย เอ่ยตำหนิคนรอบข้างเมื่อครู่

            

            “ขะขออภัยด้วยคุณชาย พวกข้าปากเสียเอง ... แต่นี่ยิ่งทำให้คุณชายเหนือกว่ามันเป็นไหนๆ ไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะชื่นชมมันไปทำไม ต่อให้มีความสามารถมากขนาดไหนแต่หากไร้ซึ่งศักดิ์ฐานะ จะไปได้แค่ไหนกัน ...”

            

            “เขาได้เป็นผู้ว่าการเมืองประกายเงินแล้วนะพวกท่านไม่ทราบหรือ” เสียงสดใสของหญิงสาว ดังขึ้นมาขัดการสนทนาของกลุ่มดังกล่าวก่อนที่จะถูกชายอีกคนรีบดึงกลับออกไปเพราะไม่ต้องการให้นางไปมีเรื่องกับคนกลุ่มนี้ แต่ว่ามันไม่ทันเสียแล้วเหลยปินเจ๋อ แม้จะไม่ได้โต้ตอบอะไร เพียงแต่ใช้สายตามองไปที่ศิษย์สำนักสาวคนนั้นด้วยสายตาเย็นชาจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เขาได้เป็นผู้ว่าการเมืองประกายเงิน นั่นข้าทราบแล้ว ...แต่ข้าไม่ทราบว่าแม่นางหลี่ต้องการสิ่งใด ถึงได้มารบกวนการสนทนาของข้ากับสหาย”

            

            “ข้าก็แค่พูดลอยๆ พวกท่านดันได้ยินเอง” สาวน้อยเมื่อโดนตอกกลับจึงสลัดมือที่โดนดึงแล้วเดินเข้าประจันหน้ากับกลุ่มของเหลยปินเจ๋อสองมือเท้าสะเอวโดยไม่มีความเกรงกลัวเลยสักนิด

            

            “ขออภัยคุณชายเหลยเป็นข้าอบรมศิษย์น้องไม่ดี จึงมีกิริยาก้าวร้าวเช่นนี้” ชายหนุ่มที่มาด้วยกันรีบวิ่งมากันสาวน้อยออกแล้วจับหัวนางให้โค้งให้คุณชายเหลยไปพร้อมกับเขา

            

            “ศิษย์พี่ปล่อยข้านะ จะไปก้มหัวให้กับพวกขี้อิจ ... อุ๊ปปปปสสส์ อื้อออ ... พรืดดดดดด”สาวน้อยพยายามดิ้นรน แล้วกล่าวตำหนิศิษย์พี่ตัวเอง แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยคก็ถูกศิษย์พี่ปิดปากแล้วลากนางออกไป พร้อมกับกล่าวขออภัยด้วยอีกหลายครั้ง

            

            ชายหนุ่มหนึ่งในกลุ่มเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาว่า“ให้ข้าไปสั่งสอนนางนั่นเลยดีไหมขอรับ คุณชาย”

            

            “เจ้าคงไม่รู้ว่านางเป็นใครสินะถึงได้กล่าวคำโง่งมเช่นนี้ออกมา”

            

            “เอ่ออข้าไม่ทราบขอรับ”

            

            “เอออ.... ไม่รู้ แล้วดันกล้ากล่าวเช่นนั้นออกมา อยากให้ข้ามีปัญหามากนักหรือ”

            

            “ข้าผิดไปแล้วขอรับคุณชาย ขออภัยด้วยขอรับ ...”

            

            กลุ่มของคุณชายเหลยพูดคุยกันอีกครู่หนึ่งก่อนจะพากันไปที่อื่นด้วยความหัวเสีย เพราะยิ่งนานเข้า ศิษย์คนอื่นๆก็ยิ่งรายล้อมเทียนคงมากขึ้น สร้างความไม่สบอารมณ์ยิ่งนักจึงขี้คร้านที่จะอยู่ต่อ

            

            เทียนคงที่ถูกรุมล้อมไปด้วยศิษย์สำนักกำลังพยายามอย่างหนักในการปลีกตัวออกไปจากสถานการณ์นี้ เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าคนเหล่านี้ จะมาอยากรู้จักอะไรกับเขานักหนา กว่าจะสลัดกลุ่มคนออกมาได้ทำเอาเขาเหนื่อยไปไม่น้อย และในที่สุดเขาก็ไปถึงอาคารด้านใน ที่เป็นเขตหวงห้ามของศิษย์สำนักทั่วไป

            

            “เรียนท่านเจ้าสำนักคุณชายเทียนคง มาถึงแล้วขอรับ ให้ข้าพาเขาเข้ามาเลยหรือไม่ขอรับ” เป็นอาจารย์ตู้ที่เป็นผู้คุมสอบเมื่อตอนเทียนคงเข้ารับการทดสอบนั่นเองเขารีบเข้ามารายงานต่อเจ้าสำนักเหยาทันที ที่ทราบว่าเทียนคงได้เดินทางมาถึงแล้ว

            

            “ไม่ต้องเลย... ข้าจะไปรับเขาเอง” เสียงสตรีดังขึ้นมาทันที แน่นอนว่าคือคุณหนูเหยานั่นเองนางเฝ้ารอวันที่จะได้พบเจอกับเทียนคงอีกครั้งมานานแล้วตั้งแต่เทียนคงแอบกลับออกไปก่อนครั้งนั้น นางก็ไม่มีโอกาสได้เจอเขาอีกเลยจนอดทนรอไม่ไหวแล้ว

            

            เจ้าสำนักเหยาเห็นบุตรตรีตัวเองแสดงอาการเช่นนี้ก็ได้แต่ยิ้มแห้งแต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร โดยพยักหน้าให้อาจารย์ตู้เป็นอันอนุญาตให้คุณหนูเหยาออกไปรับเทียนคง

            

            ไม่นานคุณหนูเหยาก็กลับมาพร้อมเทียนคงที่เดินตามหลังเข้ามาติด ๆ “ศิษย์เทียนคงคารวะท่านเจ้าสำนัก คุณหนูเหยา และท่านอาวุโสทุกท่าน” เมื่อพบเจอกันเทียนคงก็แสดงความเคารพต่อผู้อาวุโสทุกคนที่อยู่ในห้องโถงสร้างความประทับใจให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก เพราะเหล่าอาจารย์ในที่นี้ต่างคุ้นชินกับภาพลักษณ์ของอัจฉริยะที่ทนงตนว่าเก่งกาจจนไม่เคารพอาจารย์ของสำนักที่ไม่ใช่อาจารย์สายตรงของตนเอง แต่ศิษย์คนนี้แม้จะได้เป็นถึงศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักเป็นคนแรกตั้งแต่มีการก่อตั้งสำนักนพเก้าสาขาดาววิหคครามมาแต่กลับไม่มีความหยิ่งผยองให้เห็นเลยนักนิด

            

            “ไม่ต้องมากพิธีเชิญตามสบาย ....”เจ้าสำนักเหยาเห็นเทียนคงทำความเคารพก็รู้สึกกระอักกระอวนอย่างยิ่งเขาเป็นคนเดียวในนี้ ที่รู้ระดับพลังและความสามารถของเทียนคงจากการประมือในครั้งก่อนเขารีบตอบรับตามมารยาทแล้วส่งสายตาให้อาจารย์ทั้งหลายในห้อง เพื่อสื่อสารว่าเขาต้องการพูดคุยกับเทียนคงตามลำพังแน่นอนว่าอาจารย์เหล่านั้นย่อมเข้าใจ ว่าต่อไปนี้คือการพูดคุยระหว่างศิษย์สายตรงกับอาจารย์และพากันเดินออกไปจากโถงประชุม หลงเหลือไว้แต่คุณหนูเหยาเพียงคนเดียว

            

            “เอ่ออคุณชาย ขออภัยด้วยที่ข้าต้องแสดง ....”เจ้าสำนักเหยารีบลุกขึ้นจากที่นั่งตัวเองแล้วเข้าไปหาเทียนคงแล้วกำลังจะโค้งคำนับให้แต่ยังไม่ทันได้ทำแบบนั้น เทียนคงก็รีบส่งสายตาให้ว่าอย่าทำเช่นนั้น แล้วพูดว่า

            

            “ข้าเข้าใจท่าน... แล้วก็อย่ากระนั้นเลย มาเข้าเรื่องกันเถอะเหตุใดท่านต้องให้ข้ามาเพราะการปรากฏตัวของผู้มีความสามารถอีกคนหนึ่งกันล่ะ”เทียนคงเข้าประเด็นทันที

            

            เจ้าสำนักเหยาเห็นดังนั้นจึงไม่รีรอสิ่งใดอีกแล้วหยิบเพทายขึ้นมาเปิดภาพการทดสอบที่สาม ของอัจฉริยะผู้นั้นให้เทียนคงดูซึ่งสิ่งที่ปรากฏคือ ชายผู้นั้นสามารถสกัดอัญมนีให้กลายเป็นมุกดาหารได้โดยคงประสิทธิภาพได้มากถึง 7 ใน 10 ส่วนนับว่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกการทดสอบของดาววิหคคราม ดังนั้นแล้วหากว่ากันตามตรง คือ ชายคนนี้มีความสามารถพื้นฐานเหนือกว่า คุณหนูเหยา และเจ้าสำนักเหยาแม้กระทั่งเทียนคง ก็นับว่าชายคนนี้เหนือกว่า หากนับที่ผลลัพธ์ของการทดสอบ

            

            ซึ่งเอาจริงๆ มันก็นับเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่ดาววิหคครามได้กำเนิดอัจฉริยะขึ้นมาอีกคนหนึ่งแต่ที่เจ้าสำนักเหยาเชิญเทียนคงมา ก็เพราะประวัติของคนผู้นี้ดูไม่น่าเชื่อเลยสักนิด ว่าจะกลายมาเป็นอัจฉริยะได้ จนอดคิดถึงเทียนคงไม่ได้ที่ประวัติของเขาก็ดูไม่น่าเชื่อถือเช่นกันทำให้เจ้าสำนักเหยาเกิดอยากลองของจนเจอดีเข้า และอดคิดไปไม่ได้ว่าชายคนนี้อาจเป็นคนระดับสูงหรือใครสักคนจากต่างดาว ที่มายังดาววิหคครามและอาจเป็นคนที่เทียนคงรู้จัก

            

            เมื่อให้เหตุผลแล้วเทียนคงก็พยักหน้าเข้าใจ แล้วได้บอกกับเจ้าสำนักเหยาว่าเขาไม่ได้รู้จักกับชายคนนี้และหากเจ้าสำนักอนุญาต เขาก็ต้องการพบชายคนนี้ เพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่าง

            

            แน่นอนว่าเจ้าสำนักเหยามีหรือจะปฏิเสธเขารับปากว่า วันที่จะมอบตราให้กับชายคนนี้ เทียนคงจะอยู่ด้วย

            

            หลังจากการเข้าพบเจ้าสำนักเหยาประกาศการปรากฏของอัจฉริยะในรอบร้อยปีคนที่สาม ก็แพร่สพัดไปทั่วทั้งดาวสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทุกที่ แน่นอนว่ากลุ่มคนที่จะได้ผลประโยชน์จากการได้อัจฉริยะมาเป็นพันธมิตรย่อมต้องรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพราะจากประกาศแล้ว จะมีการมอบตราให้กับอัจฉริยะคนที่สามนี้ ในอีกสามวันข้างหน้า

            

            และพวกเขาจะช้าไม่ได้แล้วบางส่วนถึงกับสบถออกมาอย่างหยาบคายจากเหตุการณ์นี้เพราะพวกเขาได้เดินทางจากเมืองตระกูลกัวสาขาหนึ่งไปยังเมืองเพชฌฆาตอสูรเพื่อชมการแสดงและประมูลของตระกูลหลิวกันแล้วแต่กลับต้องรีบเดินทางกลับเมืองตัวเองอย่างเร่งด่วนเพราะการนี้ จะไม่ให้พวกเขาหัวเสียได้อย่างไร

             

            และระหว่างรอวันมอบตรา เทียนคงจึงจำต้องพักอยู่ที่เมืองตระกูลกัวสาขาสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งคุณหนูเหยาได้เชิญชวนให้เทียนคงพักที่สำนัก แต่ก็ไม่เป็นผลเทียนคงปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ว่าคุณหนูเหยาจะเย้ายวนเขาด้วยสิ่งใดขนาดที่ว่าห้องที่เทียนคงจะได้พัก คือห้องส่วนตัวพิเศษที่อยู่เกือบจะติดกันกับห้องพักของนาง ซึ่งเอาจริง ๆห้องที่คุณหนูเหยาเสนอนี้ไม่ได้เป็นห้องของศิษย์สำนักแต่อย่างใดแต่เป็นตำหนักภายในส่วนตัวของตระกูลเหยาต่างหาก

            

            “หน่อยแน่.... ใจแข็งนักนะ .... ในเมื่อเจ้าไม่ยอมอยู่กับข้าที่นี่งั้นข้าจะไปอยู่กับเจ้าเอง ...”คุณหนูเหยาที่ไม่เคยพ่ายแพ้ในการหว่านเสน่ห์เลยแม้แต่ครั้งเดียวต้องพบกับความพ่ายแพ้จากเทียนคงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาในการรุกเทียนคงให้หลงเสน่ห์ของนางให้ได้

            

            แต่จนแล้วจนรอดแม้นางจะใช้ทักษะการหว่านสเน่ห์กับเทียนคงมากเท่าไหร่ เทียนคงก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรที่บ่งชี้ว่าเขาเริ่มสนใจนางเลยสักเล็กน้อย จนความพยายามของนางมาถึงขีดจำกัดและพลันคิดเช่นเดียวกันกับสองหญิงงามแห่งดวงดาวก่อนหน้านี้ กับรสนิยมทางเพศของเทียนคงเพราะมันจะเป็นไปได้หรือ ที่ชายหนุ่มอายุยี่สิบ ที่เป็นวัยเจริญพันธุ์จะไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสตรี ที่มีความงดงามมากที่สุด ต่อให้เขาใจแข็งมากแค่ไหนมันก็ต้องมีอะไรบ้างที่เล็ดรอดออกมาให้เห็น แต่นี่คือไม่มีเลย

            

            คุณหนูเหยาติดตามเทียนคงไปทุกที่ที่สามารถไปได้ ตลอดสามวันที่ผ่านมา โดยเทียนคงก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร ดีเสียอีกที่มีคนคอยนำทางไปยังสถานที่ที่เขาต้องการจะไปเช่นเดียวกันกับตอนที่ซินเหยียนพาเขาเที่ยวชมเมืองอัญมนีสามสีและนครวิหคคราม

            

            ในที่สุดวันมอบตราก็มาถึงผู้คนมากมายมารอพบหน้าอัจฉริยะคนที่สาม ทั้งศิษย์สำนักและบุคคลภายนอกแน่นอนว่ากลุ่มอิทธิพลต่าง ๆที่ต้องการตัวอัจฉริยะก็มารอที่สำนักนพเก้ากันอย่างพร้อมเพรียงแล้วตั้งแต่ องค์ชายสอง สี่ และห้า ตลอดจนสำนักและสังกัดต่างๆที่สนับสนุนองค์ชายทั้งสามคน

            

            จำนวนคนที่มาในครั้งนี้มากกว่าตอนเทียนคงหลายเท่าตัว เพราะองค์ชายทั้งสามต่างต้องการแสดงถึงอำนาจการปกครองที่ตัวเองมีให้อัจฉริยะผู้นี้ได้เห็น พร้อม ๆกับการข่มขวัญคู่แข่งด้วยเช่นกัน

            

            และจากที่เห็นการมาชุมนุมกันของผู้คนในตอนนี้ขุมอำนาจขององค์ชายทั้งสาม ไล่เรียงจากมากไปน้อยคือ องค์ชายสอง ห้า และสี่ ซึ่งไม่ได้ผิดคาดไปจากความเข้าใจของคนทั่วไปโดยเฉพาะองค์ชายสอง ที่ขนาดขุมกำลังจะแซงหน้าลำดับสองและสามไปไกลโข

            

            แต่ผู้คนที่อยู่ในขุมอำนาจต่างๆเหล่านี้กลับมองต่างออกไป แม้องค์ชายสองจะมีสังกัดและสำนักต่างๆภายใต้การปกครองมากมาย แต่ที่เป็นขุมอำนาจใหญ่จริงๆมีเพียงตำหนักชิราอิชิเท่านั้น ซึ่งคือขุมอำนาจทางการเงินและทรัพยากรเป็นแกนหลักส่วนสำนักและสังกัดที่ปกครองอยู่ ส่วนใหญ่เป็นขนาดกลาง และมีขนาดใหญ่เพียงส่วนน้อย

            

            แต่กับองค์ชายห้าและสี่แม้จะมีสถานะทางการเงินและทรัพยากรไม่เทียบเท่าองค์ชายสองแต่ก็สามารถถ่วงดุลอำนาจได้ เพราะสังกัดและสำนักขนาดใหญ่ ที่เป็นขุมอำนาจทางกำลัง หรือผู้ใช้พลังได้แบ่งไปอยู่กับสององค์ชายนี้นั่นเอง

            

            “เฮ้ยยนั่นใช่เขาไหมน่ะ ...”

            

            “น่าจะใช่นะ... ข้าจำเขาได้ แต่ดูเขาจะเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย”

            

            “จะเปลี่ยนไปก็ไม่น่าแปลกหรอกก็ครอบครัวเขาเกือบทั้งบ้าน ถูกสัตว์อสูรสังหารต่อหน้านี่นะ รอดมาได้แค่ตัวเขากับน้องชายอีกคนหนึ่งเท่านั้นจิตใจเขาคงบอบช้ำมาก จนทำให้สภาพร่างกายเป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ”

            

            ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งซูบผอมจนเห็นข้อต่อกระดูกชัดเจน ผิวพรรณซีดขาว ใบหน้าเรียวตอบที่ไร้ซึ่งความรู้สึกเดินเอื่อยเฉื่อยผ่านผู้คนไปอย่างเชื่องช้า แม้คนจะมากมายแต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาเลยสักคนเดียว เพราะพอเข้าใกล้ชายคนนี้ มันทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดบอกไม่ถูก

            

            ในที่สุดชายหนุ่มคนนี้ก็มาถึงตำหนักเจ้าสำนัก เขาคุกเข่าคารวะเจ้าสำนักเหยา โดยมีคุณหนูเหยาและเทียนคงยืนอยู่ด้านหลังไม่ไกล

            

            และทันทีที่เทียนคงเห็นชายคนนี้สิ่งที่คาดเดาไว้ก่อนหน้า นั้นถูกต้อง เพราะชายหนุ่มคนนี้มีเส้นพลังแบบเดียวกันกับเฉินฮ่าวหลาน ไม่ผิดเพี้ยนเลย ...