ฮองเฮาโค่นบัลลังก์

    ตอนที่ 38 ผู้เฒ่า

    ตอนที่ 38 ผู้เฒ่า

                    เสวียนฮวาทำหน้ากระอักกระอ่วนเมื่อเห็นไป๋อี้ปีนขึ้นหลังม้าตัวเมีย พื้นท้องทุ่งเป็นสีขาวโพลนด้วยหิมะแรกของปีที่ตกตั้งแต่เมื่อคืน อากาศนั้นเหน็บหนาวนัก แต่ไฉนไฟราคะของเจ้าอาชาหื่นกามนี่กลับคุโชนได้นอกฤดูเยี่ยงนี้

                    “เกิดมาข้าก็เพิ่งเคยเห็นม้าผสมพันธุ์ยามหนาว แต่ไหนแต่ไรข้าเห็นแต่ม้ามันหาคู่กันยามหน้าร้อน ม้าของเจ้านี่มันทำอะไรผิดที่ผิดเวลาไปหมด” เสวียนฮวาเอ่ยอย่างหงุดหงิด 

                    “ฮองเฮาสบายพระทัยเถิด เดี๋ยวกระหม่อมยืมม้าของทหารที่นี่เข้าเมืองไปก่อนก็ได้” ผางเยว่ตอบ

                    เสวียนฮวาขัดใจเมื่อได้ยินชายคนรักยังเรียกนางว่าฮองเฮา แต่พอคิดตามได้ว่านางยังแสร้งให้คนรอบตัวปฏิบัติกับนางเช่นยังเป็นฮองเฮาอยู่โดยที่นางยังไม่เฉลยความจริงก็นึกชมเขาที่มีปฏิภาณไหวพริบโดยที่นางไม่ต้องบอกเขาทุกเรื่อง

    “ม้าใครเขาให้ยืมกันหรือ?”  เสวียนฮวาถาม

    “ปกติไม่ให้ยืม แต่กระหม่อมคิดเป็นค่าตอบแทนที่พ่อพันธุ์ผสมให้”

    “ดี งั้นเจ้าจงเร่งไปจัดการให้ข้าเถิด”

    ผางเยว่คำนับนางเสร็จก็เดินจากไป  เสวียนฮวามองตาม เห็นชายหนุ่มกระโดดขึ้นหลังม้าสีน้ำตาลตัวหนึ่ง ชายอีกผู้หนึ่งที่ดูท่าทางเป็นเจ้าของม้าตัวนั้นก็พูดจากับผางเยว่พร้อมรอยยิ้ม ม้าตัวนั้นเดินวนไปวนมาสองสามรอบ แล้วผางเยว่ก็สั่งให้มันเยื้องย่างไปข้างหน้าอย่างว่าง่าย 

    ไม่กี่อึดใจ ชายหนุ่มก็ขี่ม้าตัวนั้นออกไป ในขณะที่เจ้าม้าขาวแรงดีก็ยังตั้งหน้าตั้งตาโขยกร่างกายของมันบนแผ่นหลังของม้าสาวตัวนั้นอย่างเพลิดเพลินโดยไม่สนใจเลยว่าเจ้านายมันขี่ม้าตัวอื่นออกไปแล้ว

    เสวียนฮวาถอนใจ หันตัวกลับไป พาร่างของตนเข้าไปอยู่ในเรือนพักชั่วคราว

    บนโต๊ะยังมีกระดาษกับชุดพู่กันวางเอาไว้อยู่ หญิงสาวนั่งลงที่โต๊ะแล้วหยอดน้ำลงจานฝนหมึก มือบางของนางก็ค่อยๆ ฝนแท่งหมึกอย่างช้าๆ 

    “ขออนุญาตเพคะ ฮองเฮา” 

    หญิงสาวเงยหน้าขึ้น เห็นดรุณีน้อยยกกระดาษมาอีกปึกหนึ่ง พร้อมทั้งชุดน้ำชา 

    “รบกวนเจ้าแล้ว”

    หญิงสาวเข้ามาอย่างงกๆ เงิ่นๆ จนเสวียนฮวารู้สึกสงสาร “เจ้าทำเหมือนกับข้าเป็นพี่สาวเจ้าเถิด อย่าได้ถืออิสริยยศอันใดอีกเลย”

    เด็กสาวส่งรอยยิ้มอันแสนซื่อให้ ยื่นกระดาษปึกหนึ่งให้กับนาง แล้วพยายามวางชุดน้ำชาให้อยู่ด้านขวามือของเสวียนฮวาในจุดที่นางเอื้อมถึง เสวียนฮวาไม่ใส่ใจอะไรอีก สมาธิของนางบัดนี้ก็อยู่กับกระดาษและพู่กันเท่านั้น

    ดรุณีน้อยยังคงยืนอยู่ในห้อง...

    “เหตุไฉนมายืนอยู่ที่นี่เล่า?” เสวียนฮวาถาม

    “ท่านซูฉินสั่งข้าให้คอยเฝ้ารับใช้ฮองเฮาเจ้าค่ะ”

    ซูฉิน?...หญิงสาวนึกขึ้นได้

    “เขายังอยู่ที่นี่หรือไม่”

    “อยู่เจ้าค่ะ”

    “เจ้าช่วยไปตามเขาให้ข้าทีเถิด”

    เด็กสาวรับคำ แล้วก็รีบออกไปในทันใด เพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าเมืองก็เดินเข้ามาพร้อมกับเด็กสาว 

    เสวียนฮวาปรายตามองเด็กสาวผู้นั้น เอ่ยว่า “เจ้าออกไปเถิด แล้วก็ไม่ต้องคอยเฝ้าข้าอีก”

    นางทำหน้ากระอักกระอ่วน แต่ก็ออกไปตามที่เสวียนฮวาบัญชา 

    ซูฉินยังคงคุกเข่าคารวะหญิงสาว 

    “เงยหน้าขึ้น ซูฉิน”

    “พ่ะย่ะค่ะ”

    “เจ้าเร่งจัดหารถม้ามาให้ข้า แล้วข้าจะเร่งเดินทางเข้าหยวินหนานต่อ”

    “เรื่องรถม้า กระหม่อมจัดให้แล้ว บ่ายวันนี้ก็น่าจะมาถึงที่ด่านแล้วก็จะพาพระองค์เสด็จเข้าเมืองก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

    “เข้าเมือง? ข้าไม่ได้อยากพักในเมือง ข้าอยากไปหยวินหนานหาท่านพ่อ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี”

    “หากฮองเฮาทรงเสด็จแต่เตรียมการมิพรักพร้อม กระหม่อมเกรงว่าจะไม่สมพระเกียรติพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮาทรงรอผิงซีอ๋องส่งขบวนมารับก่อนมิดีกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

    เสวียนฮวาจิกพู่กันแน่น นางอดทนให้ใครสั่งนางได้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น ตลอดชีวิตที่เสวียนฮวาเป็นฮองเฮาตกยากในวังหลวง นางก็ขมขื่นพออยู่แล้ว 

    เสวียนฮวามีแผนการของตนอยู่ และการที่แผนการของนางจะมาถูกแทรกแซงโดยคนผู้อื่นนั้นนางย่อมทนไม่ได้ 

    “สหายข้า....ข้ารู้ว่าเจ้ามิใช่คนโง่ เจ้าคงพอนึกออกกระมังว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับข้า...”

    ซูฉินนิ่งไม่ไหวติง 

    “ตอนนี้ข้าต้องการจะพบท่านพ่อให้เร็วที่สุด และข้าขอเตือนเจ้าไว้ ว่านี่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าเจ้าเมืองชั้นผู้น้อยอย่างเจ้าจะมาแทรกแซง”

    “กระหม่อมมิบังอาจ”

    “ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าฮองเฮาอีก ข้าไม่ได้เป็นอะไรกับหวังฮุ่ยอีกแล้ว แต่ข้ายังเป็นบุตรสาวคนเดียวของเจ้านายเจ้า เรื่องนี้เจ้าอย่าได้ลืม”

    “กระหม่อ..”

    “ข้าไม่ใช่ฮองเฮาอีกแล้ว อย่ามาเรียกข้าด้วยวาจาน่ารังเกียจเยี่ยงนั้นอีก!” นางพูดแทรก แม้นจะไม่ได้ตะคอกจนเสียกิริยาแต่น้ำเสียงก็เปี่ยมไปด้วยความเกรี้ยวกราด

    “ข้าน้อยขอภัยเถิด ท่านหญิง”

    “เจ้าเขียนใบเบิกทางให้ข้า ข้าต้องการเพียงสิ่งนั้น เข้าใจหรือไม่”

    “ข้าน้อยจะรีบเข้าเมืองแล้วเขียนใบผ่านด่านให้จนถึงหยวินหนาน ตราประทับอยู่ที่นั่น เมื่อท่านหญิงถึงเมืองแล้วข้าน้อยจะออกใบผ่านทางให้”

    “ดี...”

    “เมื่อรถม้ามาถึง  คนของข้าจะไปส่งท่านหญิงถึงหยวินหนานทันที”

    “ดี...เจ้าออกไปได้ ข้าต้องการสมาธิ หากรถม้ามาถึงแล้วเจ้าค่อยมาแจ้งข้าอีกที”

    ซูฉินคำนับ เขาออกไปทิ้งไว้ให้เสวียนฮวาอยู่แต่เพียงผู้เดียว  นิ้วมือเรียวยาวของนางก็ตวัดพู่กันเขียนอักษรออกมาทีละตัว...ทีละตัว

     

     ลมหนาวพัดหวีดหวิว แต่ผู้คนในเมืองยังคึกคัก ด้วยว่านี่เป็นเมืองสำคัญหน้าด่านก่อนที่จะออกไปจากเสฉวน

    ก่อนหน้านี้ทหารต้าเฉิงถูกคำสั่งให้โยกย้ายมาอยู่ที่ด่านเข้าออกเสฉวนกับหยวินหนานแล้วก็จริง ทว่าคนค้าขายระหว่างกันนั้นยังไม่ได้ห้ามไปมาหาสู่ ด้วยว่ายังมิได้ประกาศศึกสงครามกับผิงซีอ๋องอย่างเปิดเผย 

    เรียกได้ว่า ตลอดเวลาตั้งแต่อิงจงฮ่องเต้พยายามไล่ล่าเสวียนฮวากับผางเยว่นั้น คนทั้งหยวินหนานและเสฉวนไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ยิ่งไป๋อี้เดินทางได้ว่องไว กว่าที่ข่าวเรื่องเสวียนฮวากับผางเยว่หนีออกจากราชสำนักจะแพร่สะพัดนั้น ไป๋อี้ก็ทะลวงมาถึงเสฉวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    เสฉวนก็ดี หยวินหนานก็ดี คนทั้งสองมณฑลนี้ก็ยังกินอิ่มหลับสบายโดยที่ไม่รู้เรื่องราวเหตุการณ์ที่จะเป็นต้นเหตุของการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่จะเกิดในเวลาอันใกล้นี้เลย

    พ่อค้าหลายคนก็ยังออกเดินทาง โดยที่ไม่รู้เลยว่าประตูด่านที่ฮั่นจงนั้น บัดนี้ปิดตายเรียบร้อย นายพลของเสนาบดีจางที่ถูกส่งมาแทนขุนพลจงอี้ ก็ยังคงสั่งทหารให้นั่งล้อมอยู่รอบปากทางด่าน เพื่อหวังรอให้ผางเยว่และเสวียนฮวาที่พวกเขายังคิดว่าติดอยู่ในเขาอดน้ำอดข้าวตาย โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าคนทั้งสองนั้นตอนนี้กินอิ่มหลับสบายอยู่ในเสฉวนแล้ว 

    เสวียนฮวารู้จุดแข็งของตนเองดี....นางเร็วกว่าราชสำนักต้าเฉิงสองสามก้าวอยู่เสมอ ด้วยว่าเรือเล็กย่อมหันหัวง่าย นางจึงต้องใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบนี้ให้เต็มที่

     

     ชายชราผู้หนึ่งนั่งบนเก้าอี้ไม้อยู่หน้าโรงเตี๊ยม อันเป็นจุดแวะพักก่อนที่พ่อค้าจากต้าเฉิงจะเดินทางเข้าสู่เสฉวน 

    หัวเมืองหน้าด่านแห่งนี้คนพลุกพล่านนัก แม้นว่าวันนี้จะไม่มีพ่อค้าจากทางฮั่นจงเข้ามากระทั่งคนเดียวก็ตาม ทว่าพ่อค้าจากเสฉวนที่กำลังจะเดินทางเข้าไปยังฮั่นจงก็มากมายนัก สรรพสำเนียงอันจอแจของผู้คนก็ลอยเข้าหูเฒ่าชราผู้นี้ไม่หยุดหย่อน เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ด้วยว่าสนใจความเป็นไปของสิ่งรอบตัว

    ผู้เฒ่าท่านนี้ตาบอดตั้งแต่เกิด ทำงานอื่นใดก็ไม่เป็น นอกเสียจากว่าเล่านิทานยังชีพเท่านั้น เขาหากินเช่นนี้มาสามสิบกว่าปีแล้ว  และกิจวัตรประจำวันของผู้เฒ่าก็คือ จะมานั่งรอที่หน้าโรงเตี๊ยมเพื่อดักรอคนผ่านไปผ่านมา และขอให้เขาผู้นั้นเล่าเรื่องราวจากโลกภายนอกให้ฟัง

    “คารวะท่านผู้เฒ่า” เสียงของชายผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมา 

    ชายชราตาบอดก็ยิ้มไปหาต้นเสียง 

    “ไยท่านผู้เฒ่ามานั่งที่นี่เล่า ลมหนาวกล้านัก ผู้น้อยขอเชิญท่านผู้เฒ่าไปนั่งดื่มสุราอุ่นๆ ข้างในเถิด” เจ้าของเสียงที่เจรจาออกมานั้น ผู้เฒ่าฉีฟังดูก็รู้แล้วว่าเจ้าของเสียงนั้นมีรูปร่างอันสูงใหญ่ยิ่งนัก