ตอน 02
วันแรกพบ
(ส่วนตอนต้น)
ปี 1992 เดือนกันยายน ผ่านมาแล้วสี่เดือนที่ประเทศไทยหวนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง ผ่านวิกฤติขัดแย้งที่ผู้คนส่วนหนึ่งต้องล้มหายตายจาก เมืองได้รับการฟื้นฟู ชีพจรชีวิตผู้คนกลับคืนวิถีตามปกติ
สนามบินดอนเมืองยังคลาคล่ำด้วยนักเดินทางจากต่างประเทศ เหมือนรู้ว่าประเทศไทยปลอดภัยผ่านวิกฤติสมบูรณ์แล้ว ทั้งนักท่องเที่ยวนักแสวงโชคก็ยังคิดว่าประเทศนี้คือ์ หวังอยากเที่ยวและหาเงินหาทองสร้างฐานะกัน
“ทำไมนะ ต้องมีเื่วุ่น ๆ ตอนจะรับลูกค้าได้แล้วเชียว” ชายวัยสี่สิบถือแฟ้มสีดำใส่เอกสารลูกค้า ปากพร่ำบ่นพลางเดินเร่งร้อนในเขตสนามบิน เดินสวนผู้คนไปมาไม่ได้สังเกตสังการอบข้าง มุ่งหน้าที่หมายคือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง
อีกไม่กี่ก้าวจะถึงแล้ว ผ่านแถวเก้าอี้จัดนั่งรอให้ผู้เดินทางรอตรวจเอกสารผ่านแดน ยามนี้มีมากหน้าหลากตาหลายเชื้อชาติ บริเวณนี้ช่างไม่คุ้นเคยและไม่อยากจะมาเท่าใด ถ้าไม่เกิดเื่ว่าลูกค้ามีปัญหาซะก่อน
เกริกไกรอยากพบเพื่อนที่ทำงานหน่วยนี้ หวังแค่จะช่วยเคลียร์ปัญหาลูกค้าสำคัญที่เ้านายฝากให้วิ่งเต้น ผนังกระจกและประตูทางเข้างานสอบสวนซักประวัติอยู่ข้างหน้านี้เอง
เดินสวนตำรวจหญิงสองสามนายที่ส่งเสียงคุยจ้อกแจ้ก เสียงพวกเธอในชุดเครื่องแบบเอาจริงเอาจังชอบกล
“สถานทูตไม่รับเลย แปลกมาก น้องนั่งตรงนี้มาสี่วันแล้วนะ”
“แล้วจะทำไง เขาลือว่าพ่อแม่มากับเครื่องบินที่ตกเมื่อสี่วันก่อนด้วย รอข้อมูลยืนยัน”
“นี่ไม่รู้จะให้ส่งกลับประเทศไหม ไม่รู้ลูกพวกก่อการร้ายหรือเปล่า”
“เฮ้ย!น้องเขาลี้ภัยมานะ”
เสียงหลงจากเหล่าตำรวจหญิงยิ่งฟังยิ่งใจหวั่น นึกอยากเดินพ้นไปจากที่นี่อยากทำธุระให้เสร็จ แต่ไม่วายเหลียวหันไปมองกลุ่มหญิงชุดสีกากีที่หยุดอยู่ริมแถวเก้าอี้คอย ตรงนั้นมีเพียงหนึ่งนักเดินทางรอผ่านแดนนั่งก้มโดดเดี่ยว ผมสีน้ำตาลสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวเด่นชัด มองเพียงแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าผู้หญิงฝรั่ง
ลอบคิดในใจ นั่งตรงนั้นมาได้ไงตั้งสี่วัน
เกริกไกรฟังไปพลางมองผ่านกระจกประตู คอยดูว่าเพื่อนเสร็จธุระงานถามซักประวัติผู้เดินทางผ่านแดนเมื่อใด อยากเสร็จธุระอยากไปจากที่นี่เต็มทีแล้ว
ไม่ช้ามีหนุ่มเ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเปิดประตูซักถาม เกริกไกรดีใจรีบบอกออกไป “ผมอยากจะขอพบวนัสน่ะครับ”
“อ๋อ เข้ามาก่อน ใช่ที่จะขอฟังผลสืบประวัติคนอิหร่านใช่ไหม”
“ใช่ครับ ลูกค้าผม ติดสอบสวนยังไม่ให้ผ่านเข้าเมือง”
นั่งรอด้านในห้องกระจกอย่างซังกะตาย ทำไมต้องเกิดเื่ก่อนจะปิดงานแล้วเชียว จะโทษตัวเองที่คัดกรองไม่ดีหรือจะโทษลูกค้าที่มีปัญหาแล้วไม่บอก นึกอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
ก้มหน้ามุ่ยคิดไม่ตกอยู่ชั่วครู่ กระทั่งมีเสียงเรียกคุ้นเคยให้ตื่นลืมตา
“รอนานไหม มาพบหัวหน้าฉัน พี่สานิตย์ตรงนี้สิ”
วนัสเพื่อนสนิทสมัยเรียนประถมที่ได้เป็ตำรวจเรียกทัก เกริกไกรแย้มยิ้มดีใจรีบลุกเดินตามเพื่อน
หวังอยากให้งานจบเร็ว สัมมาคารวะต่อเ้าหน้าที่จึงไม่ขาดหาย พบคนเป็หัวหน้าวนัสตรงหน้าจึงรีบยกมือไหว้
“สวัสดีครับ พี่สานิตย์”
“นั่งลงก่อน นั่งลงก่อน ผมอยากจะคุยด้วยเลย” สานิตย์เชื้อเชิญ
เกริกไกรใจคอไม่สู้ดี เมื่อสบตาสานิตย์ผู้เป็หัวหน้าเพื่อน ดูจากเครื่องแบบสวมน่าจะยศใหญ่พอควร ความเกรงใจจึงบังเกิด แล้วเื่ที่ตนจะสอบถามก็ไม่รู้ว่าผิดกฎหมายไหม จะถูกจับตรงนี้ไหมชักเริ่มไม่มั่นใจแล้ว
สานิตย์ไม่ร่ำไรพลันพูดเข้าเื่ “เอกสารที่คุณส่งให้ผมตรวจสอบ คนนี้มีปัญหาจริง คนอิหร่านที่น่าจะโยงเื่ก่อการร้าย ทางต้นประเทศก็ให้ข้อมูลเชื่อมโยงแปลก ๆ ผมเลยกักตัวคนนั้นแล้วคิดว่าต้องส่งกลับแล้วล่ะ”
“ก็แปลว่า ผมรับลูกค้าคนนี้ไม่ได้สิครับ” เกริกไกรรำพันเสียดาย
“ก็ต้องเป็อย่างนั้น ถ้ารับมาให้ผ่านแดน ผิดกฎหมายเต็ม ๆ” สานิตย์พูดแกมขู่ให้กลัว
“แล้วผมจะบอกเ้านายผมยังไงดี เ้านาย้าลูกค้าคนนี้มากเสียด้วยครับ” เกริกไกรเริ่มหน้าซีดคอตก รับไว้ก็ผิดกฎหมายไม่รับไว้ก็คงถูกตัดเงินเดือน
“คุณมีนามบัตรไหม มีนามบัตรเ้านายคุณด้วยไหม เดี๋ยวผมคุยให้เอง ยังไงก็ต้องทำตามกฎหมายนะ” สานิตย์พูดให้ทางออก
เกริกไกรได้แต่อับจนหนทาง หมดหวังจะขอช่วยวิ่งเต้น ยอมส่งนามบัตรทั้งของตนและเ้านายให้ ไม่ทันไรกลับได้คำชมคืนมาช่างผิดคาด
“คุณไม่ต้องกลัว เ้านายคุณทำอะไรคุณไม่ได้หรอก ผมกลับอยากชมคุณนะ คุณยังมีความรอบคอบ รีบส่งเอกสารน่าสงสัยให้วนัสลูกน้องผม แล้วก็เป็อย่างงั้นจริง มันน่าจะก่อการร้าย”
เกริกไกรไหว้ขอบคุณ ก่อนสานิตย์จะเอ่ยถาม “ชื่ออะไรนะเรา”
“เกริกไกร สุขสรวง์ ครับ เป็เพื่อนกับวนัสั้แ่วัยประถม”
“ดีเลย ถ้าคุณมีเื่ต้องมาที่นี่ ฝากธุระวนัสได้เลย มันเดินเื่เก่ง”
วนัสยิ้มแป้น สานิตย์ชี้ยังลูกน้องพลางบอก “นั่นไง ยิ้มใหญ่เลย”
แต่คนที่ถูกชมกลับยิ้มไม่ได้นาน รีบถามอีกงานที่จะจัดการอย่างไรก็คิดไม่ตก
“แล้วกรณีฝรั่งคนนั้นจะทำยังไงต่อครับ สถานทูตก็บอกปัด ผมนี่ลองพูดรัสเซียหวังให้คุยเข้าใจมากขึ้น แต่เขาดันบอกกลับมาว่าคนตระกูลนั้นมีพวกอดีตเคจีบีดูแล มันไม่กล้าแตะเดี๋ยวเป็เื่ โยนงานกลับมาไม่ขอดูแลต่อเฉยเลย”
“พึ่งพาไม่ได้เลย เฮ้อ...” สานิตย์บ่นท้อแท้ออกมา “นี่ก็สืบเื่เครื่องบินตก ไม่รู้พ่อแม่อยู่บนเที่ยวบินนั้นไหม แต่แววว่าจะใช่ รอทางโน้นยืนยัน คนที่ท่าอากาศยานเราก็ช่วยอยู่”
เกริกไกรพลันเพิ่งระลึกได้ เหมือนที่สานิตย์และวนัสคุยกันจะหมายถึงเื่ที่เหล่าตำรวจหญิงพูดคุยเมื่อครู่ แล้วก็คงโยงถึงหญิงฝรั่งที่นั่งรอด้านนอกนั่นด้วย
“แล้วแปลกนะ ทำไมลูกมาคนละลำกับพ่อกับแม่ล่ะ” วนัสยิงคำถามน่าฉงนเพิ่มปมปัญหาอีก
“อันนี้ผมก็ไม่รู้” สานิตย์บรรยายงานสืบที่ยังชวนปวดหัว “เ้าหน้าที่ดอนเมืองก็ตอบไม่ได้ ไม่รู้มันแปลกมาั้แ่ที่มอสโกหรือที่อิสตันบูล”
สานิตย์รีบบอกผลสอบประวัติให้เกริกไกรรับรู้ “อ้อ คนคูเวตนั่น ผมให้ผ่านแล้ว ไม่มีปัญหา”
“ขอบคุณนะครับ อย่างน้อยก็ยังมีเื่ดีให้เ้านายผม” เกริกไกรยกมือไหว้อีกรอบ แย้มน้อยนิดพอให้อุ่นใจ
“เดี๋ยวรอเอกสารคืนนะ สักครู่”
คำพูดสานิตย์คล้ายปลดปล่อยอิสระ จะได้กลับไปปิดงานที่บริษัททัวร์ซะที จะได้พ้นไปจากเื่วุ่นวายที่นี่แล้ว แต่กลับกลายเป็คำพูดถ่วงเวลาเสียได้
หนึ่งตำรวจหญิงพลันเข้ามาขอพบสานิตย์ แจ้งบอกเื่ไม่คาดคิด
“ควรพาหญิงฝรั่งที่นั่งรอถึงสี่วันไปโรงพยาบาลก่อน กักตัวแบบนี้มีหวังป่วยหนักนะคะ”
“อย่าเพิ่งสิ ผมไม่รู้เลยว่าลูกสาวเ้าพ่อหรือเปล่า” สานิตย์เริ่มโวยวาย “พาสปอร์ตก็ยังไม่ปั๊มผ่านเลย ปล่อยออกไปมีหวังผมถูกสอบสิ”
“ทางเราก็ช่วยได้แค่นี้ล่ะค่ะ ต้องไปแล้วค่ะ” ตำรวจหญิงเดินลา ดูท่าจะเป็งานยากจนเกิดเกี่ยงความรับผิดชอบเสียแล้ว
“วนัสไปดูหน่อย พาเข้ามาในห้องเลย” สานิตย์ออกปากสั่ง ลูกน้องเก่งงานรีบเดินออกจากห้อง ทิ้งให้เกริกไกรนั่งงงต่อเหตุการณ์
“ตำรวจท่องเที่ยวนี่ก็พึ่งไม่ได้เล้ย เหมือนสถานทูตเลย” สานิตย์บ่นพึมพำ “ยังดีที่ช่วยหาที่นอนให้แถวนี้กับพาไปอาบน้ำ”
“ฝรั่งคนนั้นถูกกักถึงสี่วันแล้วหรอครับ” เกริกไกรขอถามคล้ายยังกล้า ๆ กลัว ๆ
“ใช่ สี่วันแล้ว รอพ่อแม่อยู่ อยากรู้รายละเอียดการขอลี้ภัย พอยังไม่มีข้อมูลผมก็ปล่อยออกไม่ได้ กลัวจะปล่อยกลุ่มก่อการร้าย” สานิตย์อธิบายเหตุผล
“ใจอยากจะส่งกลับเลยนะ แต่...”
ยังไม่ทันที่สานิตย์จะพูดจบ วนัสหิ้วกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบใหญ่เข้ามา ตำรวจหญิงอีกนายจูงมือหญิงสาวฝรั่งชุดขาวตามติด
เกริกไกรมองตามเคล้าใจระทึก ลอบคิดไปว่าหญิงสาวที่ดูงดงามน่ารักถูกพาเข้าห้องสอบซักประวัติแบบนี้ช่างขัดตายิ่ง มองเหมือนคนทำผิดกฎหมายถูกจับเข้าคุกเสียอย่างนั้น แต่เพิ่งระลึกอีกทีว่าตนก็คงไม่ต่างกัน ไม่ได้ทำผิดอะไรแต่ก็ต้องมาอยู่ในห้องนี้เหมือน ๆ กัน
เสียงวิทยุสื่อสารของเ้าหน้าที่มุมนั้นมุมนี้ยังดังไม่ขาด ผสานบรรยากาศหน้าโต๊ะทำงานสานิตย์ที่ต้องรับงานปวดขมับ พอรู้ว่าจะตรวจสอบหญิงฝรั่งคนนี้คืองานยากสุดก็ยิ่งแก้กันไม่ตก ใครจะตัดสินใจใครจะออกคำสั่งก็ยังรั้งรอยิ่งกว่าถ่วงเวลา
ตำรวจหญิงพาเข้ามาแล้วก็ออกจากห้องตามเคย ปล่อยให้วนัสและสานิตย์ปวดหัวกันต่อ แม้วนัสเก่งกว่าใครเพราะพอสื่อสารภาษากับหญิงสาวชุดขาวผู้นี้ได้ ทว่ากลับไม่ช่วยให้ปมปัญหาคลายออก
หญิงสาวฝรั่งถูกพามานั่งเก้าอี้เคียงใกล้เกริกไกร ฝ่ายหลังได้แต่ฉายสีหน้างวยงงไม่กล้าสบมองตรง ๆ
สีหน้าซีดเผือดคล้ายคนกำลังป่วย ยิ่งผิวขาวแบบชาวตะวันตกก็ยิ่งดูชัด แววตาหมองหม่นเจียนจะร้องห่มร่ำไห้อยู่รอมร่อ
เท่าที่ฟังมานี่คือลูกสาวที่รอพ่อรอแม่ คิดดูว่ามาต่างแดนไม่คุ้นเคยแล้วยังไม่พบหน้ากันมันช่างเ็ป ข่าวคราวเครื่องบินตกก็ไม่แน่ใจเ้าตัวรู้เื่หรือยัง
เดรสขาวแขนยาวจั๊มที่สวมใส่มาสี่วันก็เริ่มกระดำกระด่าง ผมเผ้ายาวกลางหลังเริ่มหยักยุ่ง โบผ้าขาวแกมม่วงอันใหญ่บนศีรษะแสนน่ารักไม่รู้ยังใส่อยู่ทำไม
เกริกไกรลอบคิดเพียงว่า ความน่ารักยิ่งมีเท่าใดก็อาจช่วยให้พ่อแม่ตามพบโดยง่ายกระมัง ทว่าผ่านมาสี่วันแล้วเ้าตัวยังหวังอยู่อีกหรือ...
กลับบ้านประเทศเดิมไปเถิด... เกริกไกรลอบคิดอย่างนั้น มือพลางหยิบเพจเจอร์ที่เหน็บเอวออกมาดูตามคลื่นสั่น อ่านข้อความแล้วก็ทอดถอนใจ
'ก่อนกลับอย่าลืมซื้อตุ๊กตาฝรั่งเศสนะคะพ่อ'
“เฮ้อ ลูกคนนี้... ทวงจัง...” เกริกไกรบ่นแ่ “น้ำนะ... น้ำ”
มโนภาพคนฝากข้อความเป็สาวรุ่นใบหน้ารูปไข่แก้มยุ้ย ชอบไว้ผมม้ารวบมัดปล่อยยาวกลางหลัง แต่... พอระลึกว่าตนมีลูกสาวก็พลันสะท้อนใจ มองคนนั่งเคียงเป็หญิงสาวชาวตะวันตกกลับไหวหวั่นชอบกล หากตนเป็พ่อของน้องคนนี้เล่าจะรู้สึกอย่างไร
ควรสงสารควรเห็นใจไม่ใช่หรือ...
แต่ตนจะทำอย่างไรได้เพราะไม่รู้จักกัน ซ้ำเห็นวนัสบ่นกับสานิตย์ว่าสื่อสารกันลำบากเพราะพูดแต่รัสเซีย ภาษาอังกฤษดูยังไม่คล่องก็ยิ่งยุ่งยากเข้าไปอีก
วนัสดึงสารพัดเอกสารจากซองใสที่อยู่บนโต๊ะหัวหน้าออกมาดู
“พ่อชื่อบอริส เปรีติน แม่ชื่อนาตาเลีย เปรีติน่า ผมว่าส่งสองชื่อนี้ไปอีกทีให้ทางสนามบินช่วยประสาน เผื่อที่มอสโกกับอิสตันบูลมีข้อมูลใหม่ให้เราได้”
“ตกลง วนัส เดี๋ยวผมจัดการเอง” สานิตย์พยักหน้ารับงานนี้ไว้ “ผมอยากจะได้รูปถ่ายจากกล้องที่สนามบิน ที่อิสตันบูลน่าจะได้เื่กว่า เพราะว่าเครื่องมันบินจากที่นั่นแล้วก็ไปตกที่...”
“มหาสมุทรอินเดีย” วนัสช่วยตอบ “มันน่าจะไปนิวเดลีไปถ่ายเปลี่ยนผู้โดยสารก่อนมากรุงเทพ แต่มันไปทางโน้นทำไม เหมือนจะไปลงจาการ์ตา”
“ไปเฉย ๆ ก็คงดี นี่ไปแบบบินเข้าหาพายุเลย” สานิตย์พูดไปฉงนไป
“แล้วพายุไซโคลนด้วย พอจะตามหาซากเครื่องยิ่งยากหนัก ศพคนนี่แทบหมดหวัง” วนัสเริ่มร่างมโนภาพความยากลำบากค้นหาผ่านคำพูด
สานิตย์ถามย้ำอีกหนึ่งอย่าง “แล้ว... ได้เื่มั้ย ประวัติคนร้าย”
“ทางมอสโกตอบแต่ว่า ยังไม่เจอ กำลังค้นละเอียด”
“ผมสงสัย สถานทูตไม่รับ มันขัดแย้งนะ แปลว่าตระกูลนี้มีอะไรแปลก ๆ อยู่ ถ้าไม่มีเื่สถานทูตให้ขัดใจ”
“แฟกซ์รูปถ่ายครอบครัวไปด้วยดีไหม จะได้เทียบหน้าคนกับกล้องที่สนามบินได้” วนัสช่วยออกความคิด
สานิตย์เห็นแววฉลาดจึงไม่ขัดลูกน้อง “อืม เอาตามนั้น”
“แปลว่าเรายังทำอะไรไม่ได้ ต้องกักตัวน้องต่ออีก ถ้าไม่มีวี่แววพ่อแม่ก็คงต้องส่งกลับประเทศ”
สานิตย์พยักหน้าเข้าใจ วนัสหันไปยังหญิงสาวฝรั่งต้นตอปัญหาที่เอาแต่ก้มหน้า กลั้นใจชั่วครู่จึงเริ่มพูดภาษารัสเซีย
วนัสยังพูดไม่จบ เสียงสะอื้นร้องฟูมฟายทันใด กลายเป็เสียงแรกที่เกริกไกรเพิ่งได้ยินจากหญิงสาวคนนี้
“เนี้ยต เนี้ยต... / Нет Нет...” หญิงสาวเอื้อมสองมือโอบร่างวนัส เงยหน้าอาบน้ำตาสุดสลด เกริกไกรเริ่มรู้สึกหัวใจหนึบชาหน้าซีด ะเืใจอย่างบอกไม่ถูก
“เนี้ยต เนี้ยต... / Нет Нет...” หญิงสาวพูดคำซ้ำไปซ้ำมาเคล้าสะอื้น “ยา เนีย ฮาชุ อิดทิ ดาโมย... เนี้ยต เนี้ยต... / Я не хочу идти домой... Нет Нет...”
“วนัสไปพูดอะไรเข้าล่ะ” สานิตย์งวยงงถามซักลูกน้อง
“เอ่อ... ผมแค่บอก...” วนัสก้มหน้างุด “ถ้าไม่พบพ่อแม่ คงต้องส่งกลับรัสเซีย แล้วน้องเค้าก็ร้องไห้เลย... น้องเขาบอกไม่อยากกลับบ้าน...”
“อะนี่ เอกสาร โทษทีทำให้รอนาน” สานิตย์หยิบกระดาษสองสามแผ่นยื่นให้เกริกไกรที่รออยู่นาน
จังหวะลุกยืนไหว้รับมอบแล้วจะขอตัวกลับ เมื่อธุระแสนยุ่งเหยิงจบสิ้นเสียที พลันต้องชะงักร่างเมื่อสองมือนุ่มกลับโอบเอวไว้จากด้านข้าง ร้องไห้ฟูมฟายเอาแต่ส่งเสียงคำซ้ำ “เนี้ยต เนี้ยต...”
เกริกไกรหน้าชาพูดไม่ออก ไม่ได้รู้จักกันไยต้องมาโอบเอวแบบนี้ หรือมองเขาคือที่พึ่งสุดท้ายหรืออย่างไร
ยามก้มหน้าต้องมาเห็นอีกใบหน้าที่อาบน้ำตา สาวฝรั่งผมน้ำตาลดูช่างสิ้นหวังทุกสิ่งทุกอย่าง ประหนึ่งกำลังร้องขอชีวิตจากตนก็ไม่ปาน
แววตาของคนสิ้นหวังมันเป็แบบนี้เองหรือ เกริกไกรพลันรู้สึกสะท้านะเืใจ
สักพักวนัสตบบ่าเพื่อน “กลับไปเถอะ เื่ยุ่งแบบนี้เราจัดการต่อ”
เกริกไกรยังไม่ทันจะขยับก้าว มือหญิงสาวคลายโอบเอวแล้วหันไปกอดร่างวนัสแทน พร่ำร้องฟูมฟายแต่คำว่า “เนี้ยต เนี้ยต...”
คนถูกโอบก็ได้แต่จนใจ ไม่กล้าผลักไม่กล้าแสดงอาการใดออกมาว่ารำคาญ แค่คำพูดที่บอกออกไปก็ปานฆ่าให้ตายแล้ว
“อุเบียชิเช... อุเบียชิเช... / убежище... убежище...” หญิงสาวพร่ำคำซ้ำใหม่ออกมาเคล้าสะอื้น มือซ้ายกุม่อกซ้ายปานหัวใจรวดร้าว
สานิตย์รีบถาม “น้องพูดอะไรอีกหรอ”
“ลี้ภัย ลี้ภัย...” วนัสก้มหน้างุด “น้องคง้าลี้ภัยจริง ๆ ครับ”
“แปลว่าน้องถูกตามล่าจากคนตระกูลเดียวกันหรอ” สานิตย์เริ่มปะติดปะต่อเื่ราวที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ผม... ไม่ทราบเลยครับ จริง ๆ ...” วนัสได้แต่ตอบก้มหน้า
สานิตย์บอกลูกน้องคล้ายอยากจบแต่จบไม่ลง “ผมควรทำอย่างไรดี...”
และคล้ายคำตอบจะไม่ต้องเอ่ยบอกจากใครอีก เมื่อสิ้นเสียงสะอื้นทันใดกลับกลายเป็ร่างหญิงฝรั่งล้มจากเก้าอี้ลงนอนแนบพื้น
“อ้าว... คุณพระช่วย!” สานิตย์อุทานคำโต
เสียงใวี้ดว้ายจากรอบข้างเซ็งแซ่ “ช่วยด้วย!มีคนเป็ลม...”
เกริกไกรใหน้าซีด รีบชักก้าวถอยห่างออกมาเพราะรู้ว่าไม่ปกติแล้ว สานิตย์ที่สติยังพอมีรีบะโ “อย่าเข้ามามุง!อย่าเข้ามามุง!”
วนัสรีบย่อนั่งััร่างหญิงสาวที่ล้มลง ไม่นานเงยหน้าบอกผู้บังคับบัญชา “น้องหมดสติไปแล้วครับพี่สานิตย์”
“ทำไงดี ทำไงดี...” สานิตย์โวยวายต่อ “ต้องพาไปหาหมอแล้ว...”
ในสถานการณ์คับขันไม่ทันเตรียมใจ วนัสยังคุมสติได้พลันยื่นมือช้อนร่างหญิงสาวฝรั่งอุ้มขึ้นมา หันหน้าสู่ทางออกร้องขอคนรอบข้าง
“ช่วยถอยห่างหลีกทางที ผมต้องพาน้องไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
“ฉันไปด้วย...” เสียงหลงออกอาสาหาใช่เ้าหน้าที่ไม่ กลับเป็ผู้มารับเอกสารที่ชื่อเกริกไกร
เ้าตัวก็คล้ายใกับตนเอง ไม่รู้จิตใจส่วนไหนออกสั่งทำไมถึงเอ่ยปากอยากช่วย จะรีบปฏิเสธก็สายเสียแล้ว
“ดีเลย มาช่วยกัน เพื่อน... ต้องไปกันแล้ว” วนัสออกเสียงขึงขัง แววตาเคล้ายินดีที่มีคนช่วยยื่นมือ
จังหวะวนัสเร่งเท้าคอยอุ้มร่างหญิงสาว ทั้งเกริกไกรก้าวกระชั้นตามติด สานิตย์รีบจ้ำอ้าวแล้วบอกให้ทั้งสองรีบรับเอกสาร “เอาพาสปอร์ตไปก่อน มันต้องใช้”
เกริกไกรคำนับยื่นรับแทนวนัส ก่อนที่สานิตย์จะหยิบอีกสิ่งชูขึ้นมา เป็โทรศัพท์มือถือขนาดฝ่ามือ “ใช้ไอ้นี่สื่อสารนะ... อย่าใช้วิทยุ ผมไม่อยากให้เป็เื่ตอนหน่วยอื่นจับผิด เพราะนี่พาคนออกโดยยังไม่ได้ให้ผ่าน”
วนัสรับทราบทันทีจึงพยักหน้า “เข้าใจแล้วครับพี่สารวัตร ผมจะระมัดระวัง”
“ต้องออกไปโรง'บาลข้างนอกเลยนะ ที่แถวสนามบินเขาปิดซ่อมระบบไฟฟ้า” เสียงหลงจากตำรวจหญิงที่เพิ่งเดินสวนเข้ามาบอกเตือน
คล้ายได้รับคำหวังดี เกริกไกรรีบตอบกลับ “ขอบคุณมาก ๆ”
สองหนุ่มเพื่อนกันต่างอาชีพรีบพาร่างหมดสติออกจากสนามบิน เป้าหมายแรกที่ต้องไปคือลานจอดรถ
“ใช้รถของฉันแล้วกัน ฉันขับเอง พอรู้ว่ามีโรง'บาลใกล้แถวนี้” เกริกไกรนำทางยังที่จอดรถของตน วนัสอุ้มร่างหญิงสาวฝรั่งตามติด
เมื่อไขกุญแจรถแล้วเปิดประตูออก เกริกไกรรีบเคลียร์ข้าวของบนเบาะหลังให้โล่งว่าง วนัสประคองร่างหญิงสิ้นสติเข้าด้านในช่างทุลักทุเล
ร่างหญิงฝรั่งชุดขาวถูกจัดนอนราบ ศีรษะถูกวางบนตักวนัสจนผมเผ้ายุ่ง คนอุ้มพลางตรวจสอบชีพจรเคล้าใจระทึก
“ไหวไหม ให้ฉันช่วยไหม” เ้าของรถห่วงเพื่อนอยากช่วย ก่อนอีกฝ่ายพลันบอก “ไม่ต้อง ออกรถเลย โก... โก...”
รถเก๋งคันขาวสตาร์ตทันที เร่งเครื่องรีบหาทางออกสู่ถนนวิภาวดี มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หวังเพียงขอได้ช่วยยื้อชีวิตต่อลมหายใจ
“อย่าเป็อะไรไปนะ...” เกริกไกรคุมสติคุมพวงมาลัยภาวนาไป ในใจลอบคิดอย่างไม่รู้ต้นรู้ปลาย
'ทำไมกัน ทำไมถึงห่วงหญิงสาวคนนี้เล่า ทั้งที่ไม่รู้จักกันเลย...'
เสียงพูดจากด้านหลังชวนรู้สึกไม่สู้ดี “ชีพจรอ่อนเหลือเกิน จะทันไหม...”
“กำลังเหยียบคันเร่ง ต้องทันสิ ต้องทัน...” เกริกไกรร้อนรนขับต่อไปหวังให้ถึงมือผู้ช่วย ยามนี้สติห้ามหลุดห้ามพลาดเป็อันขาด
คลาดมือหมอเพียงเสี้ยวนาที หนึ่งชีวีอาจต้องจบสิ้น
“อย่าเป็ไรนะ อย่าเป็ไรนะ...” เกริกไกรภาวนาซ้ำ ๆ ไม่หยุด
“ชีพจรอ่อนมาก สู้หน่อย สู้หน่อยนะ น้องแหม่ม...” วนัสพูดให้กำลังใจคนสิ้นสติจากด้านหลัง
“โรง'บาลอยู่ตรงนั้น ใกล้ถึงแล้ว ใกล้แล้ว...” คนขับระทึกไปคุมพวงมาลัยไป ภาวนาอีกหนึ่งรู้สึกอย่ามีอุบัติเหตุอะไรเลย
รถคันขาวเลี้ยวเข้าเขตโรงพยาบาลริมถนนวิภาวดี สองหนุ่มรีบมองหาที่เทียบห้องฉุกเฉิน วนัสชี้นิ้วะโ “ตรงนั้น!จอดตรงนั้นเลยเพื่อน”
ล้อหยุดหมุนยังที่หมาย เกริกไกรรีบลุกเปิดประตูอีกฝั่งที่วนัสนั่ง เร่งรี่ช่วยประคองร่างหญิงฝรั่งออกมา พลางะโรอบข้าง “ช่วยน้องที!ช่วยน้องที!”
ไม่กี่อึดใจมีเ้าหน้าที่ลากรถเข็นออกมา ร่างหญิงสาวถูกนำออกจากรถแล้ว วนัสอุ้มวางบนรถเข็นที่เ้าหน้าที่สองคนลากมาเทียบ ผ่านเสี้ยวเฮือกหายใจกระชั้น พวกเขาพลันเข็นร่างนอนสิ้นสติเข้าห้องฉุกเฉิน
หญิงสาวฝรั่งชุดขาวลับไปจากสองสายตาเกริกไกรและวนัส สองหนุ่มหอบหายใจแทบรดต้นคอ
“จะรอดไหม เราทำได้แค่นี้” วนัสมองห้องฉุกเฉินไปทอดถอนใจไป ก่อนหันมามองเพื่อนรักเพื่อนเก่า “ขอบใจนะ...”
เกริกไกรยังรู้สึกไหวหวั่น “เอ่อ... ฉัน... ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมถึงอยากช่วย...”
ในใจหนุ่มรับเอกสารอายุสี่สิบยังงุนงง ไม่ได้อยากเข้าไปมีส่วนร่วมเื่ยุ่งเหยิงแบบนี้เลย ไฉนกลายเป็ตนช่วยพามาส่งถึงโรงพยาบาลเสียได้ พอสติเรียกคืนก็เพิ่งรู้ตัวอีกทีว่าภารกิจนี้มันยังไม่จบ
-ยังไม่จบตอน-