ในกลุ่มเด็กน้อยวิชารักษาวิญญาณเป็นวิชาแรกๆ ที่เฉียวเฟิงสอนแก่เด็กๆ แม้ทุกคนจะไม่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นในด้านพลังวิญญาณ แต่สำหรับเฉียวเฟิงเคล็ดวิชาประเภทนี้สำคัญมากในการต่อสู้ในโลกระดับสูง ในภายหลัง หากเหล่าเด็กน้อยสามารถเติบโตและได้รับรู้สิ่งอัศจรรย์นอกดาราดวงเล็กๆ ใบนี้
เพราะยอดยุทธ์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยพบเจอนักสู้ที่ใช้วิชาวิญญาณ หากแม้สู้กันจริงๆ เข้า เคล็ดวิชาวิญญาณอาจจะทำให้ผู้มีระดับฐานพลังสูงแพ้ต่อระดับฐานพลังที่ต่ำกว่าได้ง่ายๆ
เพราะหากเจอการโจมตีทางวิญญาณเข้าไปแต่ไม่รู้วิธีป้องกัน มียอดคนไม่น้อยที่มีฐานพลังระดับสูง หากแต่กลับมาตกม้าตายเรื่องพลังวิญญาณ
เฉียวเฟิงไม่อยากให้เด็กน้อยของตัวเองมีสภาพนั้น และสถานที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่สุดยอดแห่งหนึ่ง ที่เหมาะจะฝึกวิชาเคล็ดวิชาวิญญาณจริงๆ ดังนั้น เฉียวเฟิงจึงตั้งใจพาสองเด็กมาที่นี้เพื่อสร้างโชคสองชั้นให้ทั้งสอง ทั้งในด้านการยกระดับฐานพลัง และเพื่อสั่งสอนเคล็ดวิชาที่เกี่ยวข้องกับพลังวิญญาณไปพร้อมๆ กัน
เด็กน้อยทั้งสองรับคำ รีบตั้งพร้อมตั้งสมาธิและใช้เคล็ดวิชารักษาวิญญาณในทันที ตอนนี้อารมย์หลงใหลของทั้งสองหายไปแล้ว
"ศิษย์พี่ที่นี้คืออะไร และเมื่อกี้นี้มันคืออะไรรึ ความรู้สึกประหลาดนั่น" พานลี่ถามด้วยความสงสัย
"ที่นี้ต่อไปจะเป็นที่ฝึกยุทธ์ของพวกเจ้าทั้งสอง ร่วมทั้งต้าไห่และจิ้งเหอที่ยังมาไม่ถึงอีกด้วย ส่วนความรู้สึกประหลาดที่พวกเจ้ารู้สึกนั้นเกิดจาก ไอวิญญาณที่แผ่ซ่านออกมากจากบึงมรกตนี้ โดยทั่วไปชาวยุทธ์เรียกสระมรกตแบบนี้ว่าบึงวิญญาณ มันมีประโยชน์ต่อการบ่งเพาะและฝึกฝนพลังปราณเป็นอย่างยิ่ง"
เด็กทั้งสองมองตากันชั่วครู่ ก่อนมองเฉียวเฟิงผู้เป็นศิษย์อย่างงงงัน ศิษย์พี่ช่างรู้สิ่งต่างๆ มากมายเหลือเกิน นี่ท่านจ้าวหมื่นเทวะแอบลำเอียงสั่งสอนแต่ศิษย์พี่เป็นพิเศษรึเปล่านะ เด็กน้อยคิดนึกแบบแปลกๆ ในใจ
"ที่แห่งนี้ในอดีตคือสถานที่บ่มเพาะยอดคนของสำนักสยบมังกรที่เคยยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง โดยสระมรกตที่พวกเจ้าเห็นมีแต่ระดับผู้นำและอัจฉริยะในแต่ละรุ่นของสำนักสยบมังกรเท่านั้น จึงจะเข้ามาใช้สระมรกตหรือบึงวิญญาณแห่งนี้ได้ ส่วนเหตุผลก็เพราะบึงวิญญาณนั้นจำเป็นต้องสะสมไอปราณวิญญาณที่เกิดตามธรรมชาติ ผ่านการกัดกร่อนของกระแสธาตุและดวงวิญญาณของสัตว์ป่ารอบภูเขาแห่งนี้ กว่าที่มันจะสะสมไอวิญญาณให้มากพอและเข้มข้มต่อผู้ฝึกปราณแต่ละครั้งได้ ใช้เวลานับ 50 ปี ที่จะให้คนมาแช่ได้สักครั้ง แต่ 250 ปีก่อนสำนักสยบมังกรสาขาหลักที่ได้ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้ล่มสลายและได้ย้ายที่ตั้งสำนักไปอยู่ที่ดินแดนด้านในแห่งอาณาจักรของตัวเองแทน เพราะถูกอาณาจักรเก้ามังกรของพวกเราบุกยึกดินแดน แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งหนึ่งที่ศิษย์พี่จำต้องบอกให้พวกเจ้ารู้ เหล่ายอดคนแห่งสำนักสยบมังกรต่างปรารถนากลับมาครอบครองสถานที่แห่งนี้ด้วยปรารถนาอันแรงกล้ายิ่ง ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะไอ้บึงมรกตที่อยู่ตรงหน้าพวกเจ้า"
"จริงรึศิษย์พี่ใหญ่" หลีกังถามด้วยความยินดี ส่วนพานลี่ก็นัยน์ตาเป็นประกายสวยงามเลยทีเดียว ไม่ง่ายที่จะมีสถานที่บ่มเพาะพลังปราณดีๆ เช่นนี้ เพราะแม้แต่ในสำหนักใหญ่ๆ ก็ไม่ใช่ว่าทุกที่จะมีสถานที่แบบนี้ ในอาณาจักรเก้ามังกรมีเพียง 3 สำนักยิ่งใหญ่และราชวงศ์เท่านั้นที่ครอบครองสถานที่พิเศษแบบนี้ที่สามารถเร่งรัดระดับฐานพลังได้ แต่นี้พวกเขาที่แต่ละคนยังเยาว์วัยกลับได้เป็นเจ้าของมัน สิ่งนี้มันน่าตกตะลึง น่าตกตะลึงจนเกินไปแล้ว
นอกจากนั้นหากคิดดีๆ เด็กน้อยทั้งสองก็พบว่านอกจากทั้งสองและศิษย์พี่ ก็เหลือเพียงแค่ต้าไห่และจิ้งเหอเท่านั้นที่เป็นศิษย์ท่านจ้าวหมื่นเทวะ เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร
มันก็หมายความว่าบึงวิญญาณนี้มีแค่เหล่าเด็กน้อย 5 คนแบ่งกันใช้ มันช่างเป็นเรื่องบ้าบอจริงๆ
ในโลกใบนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ว่าสถานที่เสริมพลังแต่ละแห่งเมื่อเหล่ายอดยุทธ์ได้ดูดเสริมธาตุพลังเหล่านั้นไปแล้ว พลังธาตุต่างๆ ของที่แห่งนั้นก็จะลดลงไปเรื่อยๆ และมันทำให้สถานที่แห่งนั้นต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานกว่าความเข้มข้นของพลังจะกลับมามากพอเพื่อเปิดการใช้อีกครั้ง
ดังนั้นการได้มีโอกาสใช้สถานที่บ่มเพาะชั้นดีจึงเป็นดังความฝันของผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนที่จะได้มีโอกาสก้าวข้ามระดับฐานพลังของตัวเองอย่างรวดเร็ว
หลังจากความตื่นเต้นยังไม่ทันจางหายทั้งสองก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเดิม
"ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะเริ่มสอนเคล็ดวิชาระดับกลางให้แก่พวกเจ้า"
"!!! สอนวิชาระดับกลาง" เด็กน้อยทั้งสองคนตกใจสุดขีดยิ่งกว่าเห็นผี นั่นเพราะเป็นที่รู้กันว่าวิชาระดับกลางนั้นมีแต่ในสำนักขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะสอนกัน และแต่ละวิชากว่าจะมีโอกาสได้ฝึกก็ต้องอยู่ในสำนักอย่างน้อย 3 ปี ซึ่ง 3 ปีนี้สำหรับยอดคนเท่านั้น แต่ถ้าเป็นศิษย์สามัญกว่าจะได้ฝึกอาจจะต้องใช้เวลาถึง 10 ปีเป็นอย่างต่ำ พร้อมต้องสร้างคุณูปการต่อสำนักอีกไม่น้อย ไม่เช่นนั้นไม่มีสำนักใดๆ ปล่อยให้ศิษย์ไม่เอาไหน หรือผู้ไม่มีผลงานฝึกเคล็ดวิชาอันสูงส่งระดับกลางของตัวเองอย่างแน่นอน
และเพราะแบบนั้นสองเด็กน้อยจึงตกตะลึง เพราะทั้งสองยังเยาว์วัยแต่จะได้มีโอกาสฝึกวิชาระดับกลางแล้วรึ มันจะเร็วไปรึเปล่า ทั้งสองคิด
"ตอนนี้ข้าจะสอนพวกเจ้าในกลุ่มวิชาเสริมพลังปราณก่อนจากนั้นข้าจึงจะสอนวิชาเฉพาะทางอันเหมาะสมแก่พวกเจ้าอีกที ส่วนต้าไห่ จิ้งเหอ ข้าก็บอกพวกเขาแล้วเหมือนกัน สัปดาห์หน้าพวกเขาคงหาวิธีปลีกตัวจากตระกูลมาที่นี้ได้"
ทั้งสองทำสายตาซาบซึ้งต่อเฉียวเฟิงก่อนจะพูดแทบจะพร้อมๆ กัน
"ขอบคุณศิษย์พี่ / ข้ารักศิษย์พี่ที่สุดเลยเจ้า"
"แต่ตอนนี้พวกเจ้าจงรีบปรับลมปราณพื้นฐาน และพยายามดูซัพไอวิญญาณที่ลอยขึ้นมาโดยรอบพวกนี้ก่อน หลังจากครบหนึ่งชั่วยามแล้วพวกเราจะขึ้นไปด้านบนและเริ่มสอนวิชาแก่พวกเจ้า ส่วนข้าจะลงไปแช่ในบ่อวิญญาณซักพัก"
เด็กน้อยทั้งสองมองพร้อมอยากจะลงไปแช่บ้าง เฉียวเฟิงจึงบอกว่า หากทั้งสองเอามือแช่น้ำและทนไหวภายในธูปหนึ่งดอกได้ ก็จะอนุญาติให้ร่วมแช่บึงวิญญาณแห่งนี้ได้ เด็กทั้งสองไม่รอช้าเอามือแช่ลงในบึงวิญญาณทันทีแต่ทันใดนั้น...
พานลี่สัมผัสได้ถึงความเย็นที่กัดกล่อนไปถึงจิตวิญญาณ นอกจากนั้นยังมีความเจ็บปวดราวเข็มทิ่มนับร้อยอยู่ตลอดเวลาอีก สร้างความทรมาณอย่างมากให้แก่นาง และเพียงครู่เดียวนางก็ดึงมือขึ้นจากบึงทันที
หากแต่หลีกังนั้นทำได้ดีกว่าพานลี่มากนัก เด็กน้อยสามารถที่จะอดทนเอามือแช่ในบึงวิญญาณได้ สีหน้าของหลีกังตอนนี้ตั้งสมาธิแนวแน่แม้จะเจ็บปวดมากแต่ก็ยังฝืนทน ผ่านไปประมาณธูปครึ่งดอกเฉียวเฟิงจึงบอกว่าอนุญาติให้หลีกังลงแช่ได้ แต่หลีกังปฏิเสธเพราะรู้ตัวว่าอาจจะทนไม่ไหวอีกต่อไป เฉียวเฟิงจึงชมหลีกังน้อยว่ารู้จักประมาณตนดี หลีกังดีใจใหญ่ที่ศิษย์พี่ใหญ่ชมเอามือเกาหัวทำท่าเขินอายและยิ้มอย่างเอียงอาย
ส่วนตัวเฉียวเฟิงที่เฝ้ามองเด็กทั้งสอง ทำให้ตอนนี้มันรู้แล้วว่าบึงนี้ไม่ธรรมดายิ่ง ตอนเล่นเกมไม่อาจจะสัมผัสความรู้สึกเจ็บปวดที่แท้จริงได้ทั้งหมด ตอนนี้ชีวิตจริงเฉียวเฟิงได้แต่คิดว่า... ความรู้สึกที่ได้จากการบ่มเพาะในบึงวิญญาณแห่งนี้นั้นจะให้ความรู้สึกแก่ตัวเองเช่นไร
เฉียวเฟิงทอดเสื้อผ้าเหลือเพียงกางเกงตัวในเอาไว้ จากนั้นค่อยๆ ก้าวลงไปในบึงวิญญาณอย่างช้าๆ ความเย็นและความเจ็บปวดค่อยๆ วิ่งเข้ามาทิ่มแทงตัวมันอย่างรวดเร็ว เฉียวเฟิงกัดฟันแล้วก้าวลงไปลึกขึ้น ลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมิดหัว ไม่ช้าตัวมันก็นั่งทำสมาธิ ความเจ็บปวดวิ่งเข้าโจมตีทุกส่วนของร่างกาย แต่การดูดซัพพลังก็เป็นไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
สิ่งหนึ่งที่เฉียวเฟิงไม่รู้เลยนั่นก็คือ ร่างกายเฉียวเฟิงนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลที่ไม่อาจจะหายสนิทได้ แม้จะไม่แย่เท่าจ้าวหมื่นมาร แต่ก็เป็นบาดแผลที่ไม่มีวันหาย แผลที่ผิวหนังเหล่านี้ราวกับว่าเป็นช่องว่างให้พลังวิญญาณวิ่งเข้าสู่ร่างกายได้เร็วขึ้น ดังนั้นความเจ็บปวดที่ได้รับจึงมากยิ่งกว่าคนอื่นๆ นับสิบเท่า เฉียวเฟิงจึงได้แต่อดทนพลางคิดในใจเอาตัวมันเองไปเทียบกับจ้าวหมื่นมาร ยิ่งมันคิดมันก็ยิ่งไม่อยากจะยอมแพ้
'หากจ้าวหมื่นมารทำได้ข้าก็ต้องทำได้เช่นกัน...' เมื่อคิดได้เช่นนี้เฉียวเฟิงจึงตั้งสติแนวแน่น มันบ่มเพาะพลังโดยไม่หยุด...