ตอนที่ 43
ร่วมมือกันสู้ (ต้น)
เพราะชาวบ้านหวาดกลัวกลุ่มโจรจะมาจับตัวไป จึงพากันหนีหาย ทิ้งหมู่บ้านให้กลายเป็นรกร้างว่างเปล่า หานเฟิงจึงเลือกหาดูบ้านที่พอจะมีฐานะ แอบถือวิสาสะ เข้าไปโดยพลการ พาให้ซวงเอ๋อร์ไปอาบน้ำอาบท่า ส่วนตนก็ใช้เพียงลมปราณขับสลายสิ่งสกปรกออกจากเสื้อผ้าหน้าผม แล้วจึงนั่งๆนอนๆ รอซวงเอ๋อร์ที่อาบน้ำขัดตัวอยู่ครึ่งค่อนชั่วยาม กระทั่งแล้วเสร็จ ก็พากันแยกย้ายไปเข้านอน ยังคงถือวิสาสะ นอนบนเตียงนอนที่เจ้าของไม่อยู่บ้านอีกเช่นกัน
ดึกสงัด ไกลห่างจากหมู่บ้านไปทางตะวันออก มองเห็นเป็นเทือกเขาสูงใหญ่ ตีนเขารายล้อมไปด้วยกระโจมนับได้เกือบร้อยหลัง ทั้งมองเห็นกลุ่มคนนับสิบ ที่แลดูมิคล้ายจะเป็นคน ที่ต่างก็พากันก้าวเดินกวักไกวไปมา ราวกับกำลังเฝ้ายาม
ภายในกระโจมหลังใหญ่ ที่แสงไฟจากตะเกียงยังคงสาดส่อง ต้องให้เห็นเป็นเงาร่างของชายหญิงคู่หนึ่ง ที่กำลังพัวพันกันอยู่บนเตียง หญิงสาวเยาว์วัยหน้าตาธรรมดา ส่วนบุรุษ ผิวกายดำสนิท
มิใช่...
มิใช่ผิวกาย หากเป็นเส้นขนที่สั้นเตียน เส้นขนที่พาให้ทั้งร่างกลับกลายเป็นสีดำสนิทไป ยังมี ที่ตรงก้น ก็มองเห็นเป็นหางสีดำที่ยาวเหยียด ทั้งช่วงขาเองก็ดูไม่คล้ายมนุษย์สักเท่าไร
กระทั่งที่คำกล่าวประโยคหนึ่งดังขึ้น กิจกรรมเข้าจังหวะบนเตียงของบุรุษร่างดำกับหญิงสาวพลันต้องหยุดลง
“ ท ท่านหัวหน้าอสูรเสือดำ”
เป็นเสียงที่ดังมาจากนอกกระโจม
“ ท่านหัวหน้าอสูรเสือดำ เกิดเรื่องขึ้นแล้ว”
“ บัดซบ นั่นใครมารบกวนช่วงเวลาสำคัญของข้า” บุรุษร่างดำในกระโจมแผดเสียงตอบกลับออกไปอย่างขุ่นเคือง
“ ข ข้าน้อย ลำดับแปดสิบ อสูรกระสาขอรับ...”
เสียงจากนอกกระโจมตอบกลับมาอีกครั้ง
“ อสูรกระสา? เจ้ามีปัญหาใดจึงไม่มารายงานข้าในยามเช้า”
บุรุษร่างดำที่ถูกเรียกว่าอสูรเสือดำแผดเสียงกล่าวตอบกลับไป
“ ค คือ เป็นหน่วยกวาดต้อนคนงานที่ส่งออกไปคืนนี้ไม่ได้กลับมา”
“ บัดซบ แล้วไฉนเจ้าไม่ไปตรวจสอบดู” อสูรเสือดำแผดเสียงกล่าวอย่างขุ่นเคือง
“ ป ไปตรวจสอบมาแล้วขอรับ”
“ ตรวจสอบแล้ว? แล้วได้ความอย่างไร?”
“ ถูกสังหารหมดเลยขอรับ”
คำกล่าวของอสูรกระสาพาให้อสูรเสือดำต้องลุกยืนขึ้น
“ เจ้ากล่าวว่าถูกสังหารหมดเลย... เป็นผู้ใดกระทำ?”
“ ไม่ทราบขอรับ ไม่พบร่องรอยใดให้สืบสาวเลยขอรับ”
อสูรเสือดำสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า “ ตกตายไปเท่าไร?”
“ ป เป็นสิบหกคนขอรับ”
“ บัดซบ จัดหน่วยไล่ล่า ออกไปตามล่ามัน ข้าต้องการตัวมันผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็น หรือตาย”
อสูรเสือดำกล่าวขึ้นอย่างขุ่นแค้น จับจ้อมมองฝ่ามือซ้ายที่ปรากฏรอยสักเป็นตัวเลข เก้า ก่อนจะรวบกำฝ่ามือเป็นหมัด แล้วเหวี่ยงกลับหลัง พลังไร้สภาพซัดใส่ร่างเปลือยของหญิงสาวที่บนเตียงจนแตกระเบิด หยาดโลหิตสาดกระเซ็นพร่างพรม
รุ่งเช้าวันต่อมา ชาวบ้านในหมู่บ้านยังคงไม่หวนกลับ หานเฟิงกับซวงเอ๋อร์ที่นอนพักเอาแรงกันจนเต็มอิ่ม ก็พากันตบเท้าเดินทางต่อ ทิศทางยังคงมุ่งไปทางตะวันออก เส้นทางร่มรื่น เป็นป่าเขาลำเนาไพร ยามเที่ยง จับกระต่ายป่ามาย่างกิน อิ่มหนำก็ออกเดินทางกันต่ออย่างไม่รอช้า ตกเย็นยังคงไม่หยุดพัก เป็นค่ำนี้หานเฟิงแบกซวงเอ๋อร์ที่หลับไหลเดินทางต่อไป
ค่ำคืนที่ไร้แสงจันทร์ หานเฟิงที่มองเห็นทุกสิ่งอย่างในยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน ยังคงย่างเท้าก้าวเดินไปตามปกติ เส้นทาง เป็นในป่าที่ต้นไม้หนาทึบ ส่วนซวงเอ๋อร์ที่ใช้ผ้ามัดติดไว้กับแผ่นหลัง ก็ยังคงหลับไหลไม่ได้สติ เป็นเพราะระดับพลังเพียงปราณรับรู้ขั้นต้นของนาง ยังมิอาจอดนอนได้เป็นเวลานาน อีกทั้ง นางยังคงเป็นเด็ก นางยังต้องกินให้มาก ยังต้องนอนให้มาก เพื่อที่ร่างกายจะได้เติบโตแข็งแรง
ทว่า ค่ำนี้หานเฟิงมิได้ทอดเดินอย่างผ่อนคลายเชกเช่นค่ำคืนก่อนๆ เป็นเพราะ มันสัมผัสได้ถึงการติดตามของบางสิ่ง เป็นบางสิ่งที่พยายามรักษาระยะให้ห่างจากสัมผัสวิญญาณของมัน จนมันไม่อาจทราบได้อย่างชัดเจนว่าเป็นสิ่งใด
แต่ถึงว่าหานเฟิงจะไม่ทราบ หากยังคงพอคาดเดาได้อยู่บ้าง เป็นเพราะก่อนนี้มันได้สังหารกลุ่มโจรร้อยอสูร จึงสมควรที่คนเหล่านั้น จะส่งมือดีมาติดตามล่าตัวมันบ้างแล้ว ซึ่งมันก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่ามือดีที่ว่า จะมีความสามารถมากพอที่จะเรียกให้เม็ดเหงื่อบนศีรษะของมันออกมา
หานเฟิงยังคงย่างเท้าเดินต่อไป แต่ทว่า บางสิ่งที่ลอบติดตามกลับไม่ยอมเผยกายออกมาให้มันสัมผัสถึงอย่างถนัดชัดแจ้ง เอาแต่เลี่ยงหลบ คล้ายเพียงต้องการสะกดรอยตามมันไปเรื่อยๆ หรืออาจกำลังเฝ้ารอให้มันผ่อนคลายความระมัดระวังลง ซึ่งหานเฟิงที่ถูกติดตามอยู่เช่นนี้ พอนานๆเข้า ก็รู้สึกหงุดหงิดยิ่งแล้ว มันจึงหยุดเท้ายืนนิ่ง หยั่งคำนวนทิศทางที่แน่ชัดของากรติดตามเพื่อร่ายใช้ดาราวาบวับเข้าหาตัว ทว่า
“ หืม!!!...”
“ สี่? ไม่สิ เป็นห้า…”
หานเฟิงกลับพบว่าตนกำลังถูกติดตามจากทั้งห้าทิศทาง มิใช่เพียงหนึ่งทิศทางตามที่เข้าใจในคราแรก พลันให้มันตระหนักว่า ศัตรูที่มาครานี้ มีความสามารถในการสอดแนมสะกดรอยมิใช่น้อย
หานเฟิงยืนนิ่งครุ่นคิด ว่าตนควรเปิดการจู่โจมจากทางไหนก่อน หากมิทันได้ตัดสินใจ ผืนดินใต้เท้าพลันสั่นสะเทือน
“ ใต้ดิน?!!!”
หานเฟิงมิถึงกลับเบิกตากล้าง ไม่คาดคิดว่าศัตรูจะมีมากกว่าที่สัมผัสได้ ทั้งยังมีทักษะที่สามารถเข้าถึงตัวจากทางใต้ดินเช่นนี้
“ ตูมมม…”
เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับเศษดินที่กระจัดการจาย และที่โผล่ขึ้นมาพร้อมกัน เป็นเงาร่างครึ่งตัวของมนุษย์ หานเฟิงชมดูกลับเห็นเป็นมนุษย์ตัวตุ่น ที่กรงเล็บแหลมยาวตวัดใส่มัน หากคว้าได้เพียงความว่างเปล่าเพราะหานเฟิงกระโดดหลบไปไกลแล้ว
มนุษย์ตัวตุ่นที่โผล่ขึ้นมาจู่โจมพลาด ก็รีบมุดกลับลงดินไปอย่างรวดเร็ว หานเฟิงที่กระโจนหลบตั้งหลักมั่น ก็เพิ่มความระแวดระวังขึ้น หากพลันสัมผัสได้ว่า สายตาที่สามารถมองเห็นยามค่ำคืนกำลังมืดดับลง กระทั่งมืดสนิท มองไม่เห็นสิ่งใด แม้แต่สองมือของตัวเอง แต่ที่มากไปกว่านั้น คือสัมผัสวิญญาณของมันที่ยามนี้ ไม่อาจรับรู้สิ่งใด
“ อาคม!!!...”
หานเฟิงกล่าวขึ้น ที่มันขบคิดได้ ย่อมมีแต่อาคมที่สามารถกระทำได้เช่นนี้ หากยังไม่อาจทราบรู้ ว่าเป็นอาคมในลักษณะใด
“ เกิดอะไรขึ้น?...”
เป็นเสียงของซวงเอ๋อร์ที่กล่าวขึ้นอย่างงัวเงีย เมื่อครู่เป็นนางได้ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงระเบิดที่เกิดจากมนุษย์ตัวตุ่น
“ ซวงเอ๋อร์ เจ้ายังมองเห็นอยู่หรือไม่?”
“ เอ๊ะ!!! ก็ยังเห็นอยู่นะ”
ได้ยินคำของซวงเอ๋อร์ หานเฟิงก็พลันทราบได้ทันทีว่า อาคมที่ตนต้องเข้า มิใช่เขตแดนอาคม เช่นนั้นต้องเป็นประเภทอาคมคำสาป ที่เจาะจงเป้าหมายเพียงแค่ตนเอง ซึ่งวิธีแก้ไขอาคมคำสาปเช่นนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว
“ ซวงเอ๋อร์ สายตาของเจ้า ใช่สามารถมองเห็นในความมืดได้ดีหรือไม่?”
“ อื่ม ปีศาจจิ้งจอกเช่นข้า ย่อมสามารถมองเห็นในความมืดได้ดีกว่ามนุษย์นัก”
“ บอกต่อเจ้า ยามนี้ข้าถูกอาคมคำสาป ไม่อาจมองเห็นสิ่งใด ทั้งสัมผัสวิญญาณก็มิอาจใช้ได้”
“ อ่ะ!!!!” ซวงเอ๋อร์อุทานอย่างตระหนก
“ หนทางเดียวคือต้องสังหารผู้วางอาคม ยามนี้ข้าจึงต้องพึ่งดวงตาของเจ้าแล้ว”
หานเฟิงกล่าวอย่างเคร่งเครียด ราวกับเป็นเรื่องราวที่ใหญ่โต จนซวงเอ๋อร์ฟังคำพลันรู้สึกตื่นตระหนก
“ อ เอ๋ะ!!! อ…”
มิรอให้ซวงเอ๋อร์ได้กล่าวสิ่งใดให้มากความ หานเฟิงชิงกล่าวคำขึ้นต่อ
“ บอกเจ้าก่อนเป็นอันดับแรก ศัตรูของเรามีห้า ไม่... มีหก เป็นห้านั่นอยู่บนพื้น ส่วนอีกหนึ่งมาจากใต้ดิน”
“ ต ใต้ดิน!!!” ซวงเอ๋อร์เริ่มรู้สึกกดดัน
“ ถูกแล้ว เป็นมนุษย์ตัวตุ่น คาดเดาว่าเป็นมัน ที่วางอาคมคำสาปนี้ใส่ข้า”
สิ้นคำ หูของหานเฟิงก็พลันสดับฟังเสียงฝีเท้าได้หลายคู่จากหลากหลายทิศทาง จึงเรียกเอาดาบสีเงินขึ้นมากระชับมั่นที่ในมือ ก่อนที่เสียง ของซวงเอ๋อร์ จะดังขึ้นมาอย่างร้อนรน
“ ม มันมาแล้ว มากันแล้ว มนุษย์… หมา หมาป่า เป็นมนุษย์หมาป่า...”
ซวงเอ๋อร์รู้สึกกดดันยิ่ง เป็นก่อนนี้นางมิต้องทำหน้าที่สำคัญอันใด เพียงแค่หานเฟิงจูงมือสับสังหาร นาง ก็เป็นแค่เพียงผู้ชม ที่มิได้มีบทบาทหน้าที่อันใด ทว่า ยามนี้มีแล้ว ทั้งหน้าที่ยังใหญ่ยิ่ง นางต้องเป็นดวงตาให้กับหานเฟิง จงพาให้นางร้อนรนกระวนกระวาย
“ ใจเย็นๆ อย่าร้อนรน เจ้าพบเห็นมันกี่ตัว” ผิดกับซวงเอ๋อร์ หานเฟิงกลับดูสงบกว่ากันมากนัก
“ ส สาม สามตัว… พ พุ่งมาแล้ว กรี๊ดดดดด...”
กลับเป็นเสียงหวีดร้องแสบหูของซวงเอ๋อร์ ที่พาให้หานเฟิงจับทิศทางของเสียงการจู่โจมไม่ถูก มันพลันต้องร่ายใช้วงแหวนพินาศป้องกันตัวเองจากการจู่โจมรอบทิศทางออกมาทันที
เปลวอัคคีสีทองลุกโชนขึ้นเป็นวงแหวน พาให้มนุษย์หมาป่าสามตัวที่โถมจู่โจมเข้ามาต้องพากันถอยร่น พร้อมกันนั้นคือเสียงหวีดร้องของซวงเอ๋อร์ที่ค่อยๆเงียบลง
“ ซวงเอ๋อร์ หากเจ้าทำไม่ได้ ก็ให้หลับตาก้มหน้าหลบไป เสียงหวีดร้องของเจ้า รังแต่จะทำให้ข้าสูญเสียการได้ยิน”
หานเฟิงกล่าวอย่างสงบ ซวงเอ๋อร์ที่ได้ยินคำก็พลันสลดลง
“ ข ข้า ข้าขอโทษ ข้าจะทำ ข้าจะไม่หวีดร้องอีก…”
“ อื่ม…”
หานเฟิงตอบรับเพียงสั้นๆ หันไปเพ่งสมาธิกับการฟังเสียงของการเคลื่อนไหวโดยรอบ ซึ่งมันรู้สึกได้ว่า ศัตรู กำลังเคลื่อนที่สลับไปมา ยังไม่กล้าบุกเข้าโจมตี กระทั่งที่เสียงของซวงเอ๋อร์ดังขึ้นมาอีกครา
“ ซ ซ้าย ซ้าย...”
นางป่าวตะโกนออกมาเสียงดังลั่น แม้จะไม่ได้หวีดร้องออกมา แต่หานเฟิงก็คล้ายว่าจะหูดับไป
หานเฟิงที่ได้ยินคำว่า “ ซ้าย” ของซวงเอ๋อร์ที่ดังก้องอยู่ข้างหู ก็พลันสูญเสียการสัมผัสรับรู้ถึงสรรพเสียงโดยรอบไปอีกครั้ง จึงมิรีรอรังเล หวดวาดดาบไปทางซ้ายอย่างรวดเร็ว หากที่คมดาบสัมผัสได้ กลับมีเพียงความว่างเปล่า หานเฟิงจึงตระหนักได้ว่าผิดท่า ดาบนี้ฟันก่อนที่ศัตรูจะมาถึง มันจึงตวัดดาบขึ้น พร้อมกับเปลวอัคคีที่ลุกโชน วงเสี้ยวอัคคีสีทองถูกปลดปล่อยออกไป
“ ตูมมม..”
วงเสี้ยวอัคคีระเบิดใส่มนุษย์หมาป่าที่พุ่งเข้ามา เปลวอัคคีลุกท่วม ด้วยระดับของพลังที่เหนือกว่า จึงแผดเผามนุษย์หมาป่าจนมอดไหม้เป็นธุลี
มนุษย์หมาป่าที่เหลือพากันตระหนก รีบถอนตัวหลบหนีไปจนไกลห่าง
“ ซวงเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้รีบร้อนกล่าวคำจนเสียดังเช่นนั้น เพียงแจ้งเตือนทิศทางการจู่โจมของพวกมันให้ข้าทราบรู้ก็พอ”
“ ข เข้าใจแล้ว”
ซวงเอ๋อร์รับคำ หากในใจยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นหวาดกลัว หานเฟิงเองก็หันเหความสนใจไปที่เสียงโดยรอบ รับสัมผัสได้ว่า การเคลื่อนไหวกลับอยู่ออกไปไกลห่างจนมันแทบจะฟังไม่ได้ยิน ส่วนที่ดังเป็นพิเศษ กลับเป็นเสียงหัวใจเต้นกระหน่ำของซวงเอ๋อร์ ที่ทาบทับอยู่บนแผ่นหลังของตน
หานเฟิงไม่กล่าวอะไร เพียงยืนเงียบๆ รอท่าทีของฝ่ายตรงข้าม ส่วนซวงเอ๋อร์ก็เหลียวหน้ามองแปดทิศ คอยระแวดระวัง ว่ามนุษย์หมาป่าที่เคลื่อนที่อยู่โดยรอบ จะพุ่งเข้ามาจู่โจมจากทางทิศใด
“ มีมาเพิ่มอีกสองตัวแล้ว”
ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นในทันทีที่เห็นว่ามีเงาร่างที่คล้ายกันเพิ่มเข้ามาถึงสอง
“ เป็นตัวอะไร?”
“ เอ่อ… น่าจะเป็น มนุษย์หมาป่าเหมือนกัน”
ที่ซวงเอ๋อร์คล้ายจะไม่มั่นใจ เป็นเพราะรูปลักษณ์ของมนุษย์ที่ใช้เคล็ดอาคมแปลงลักษณ์ปีศาจมายา จะแลดูอัปลักษณ์ จนเกินจะจำแนก ว่าเป็นสัตว์ชนิดใด
หานเฟิงยังคงนิ่งฟัง ในมือยังคงกระชับดาบเอาไว้มั่น หากเนิ่นนานผ่าน กลับสัมผัสได้ว่า ศัตรู เอาแต่วิ่งวนอยู่รอบๆ ไม่กล้าบุกจู่โจม
“ ข้าคิดว่า มันคงรู้แล้วว่าเจ้าคอยเป็นตาให้กับข้า” หานเฟิงกล่าวขึ้น “ จึงคิดถ่วงเวลา พลาญพลังสมาธิของเจ้า”
“ อา!!!... แล้วจะทำเช่นไร?”
“ เราคงต้องเป็นฝ่ายเริ่มบุก”
“ เอ๊ะ!!!” ซวงเอ๋อร์โพลงขึ้นอย่างแปลกใจ “ในเมื่อมองไม่เห็น แล้วจะบุกได้เช่นไร?... ”
“ เพียงแค่ส่งการโจมตีออกไปก็พอ” หานเฟิงตอบ “ ให้เจ้าบอกทิศทางของพวกมัน ทั้งบอกด้วยว่า มันอยู่ห่างออกไปกี่ก้าว หากพวกมันกำลังเคลื่อนที่ ก็บอกทิศทาง ที่พวกมันกำลังเคลื่อนไป”
“ ล แล้วจะเลือกตัวไหน?”
“ เพ่งเล็งสักตัว เลือกแค่ตัวใดตัวหนึ่งเป็นพอ ส่วนตัวที่เหลือ เจ้าค่อยเตือนข้า หากมันคิดลอบจู่โจม”
“ ข เข้าใจแล้ว” ซวงเอ๋อร์รู้สึกกดดันยิ่งที่ต้องรับบทบาทสำคัญเช่นนี้
“ เช่นนั้นก็เริ่มเลย” หานเฟิงให้สัญญาณ
“ ทางขวา ประมาณสิบหกก้าว กำลังเคลื่อนที่ไปทางซ้าย...”
หานเฟิงได้ยินคำ ก็หยั่งคำนวนทิศทางอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดาบในมือจะแกว่งออกเป็นวงเสี้ยวอัคคี
“ ตูมมม...”
เสียงระเบิดดั่งสนั่นของเปลวอัคคีดังขึ้น แต่กลับดังอยู่ไม่ไกลห่างที่เบื้องหน้า กระทั่งไอความร้อนที่ลุกวาบยังทำให้ซวงเอ๋อร์ต้องก้มหน้าหลบลง ก่อนที่ทุกคนจะได้ยิน เสียง ของบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่กำลังหักโค่นลงมา
“ ต้นไม้ เป็นท่านจู่โจมใส่ต้นไม้”
หานเฟิงได้ยินคำตอกย้ำของซวงเอ๋อร์ ก็พลันต้องส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ขบคิดไปว่า การร่วมมือกันต่อสู้เช่นนี้ กลับไม่ง่ายเอาเสียเลย