การเดินทางด้วยรถเทียมวัวเร็วกว่าเดินทางด้วยเท้าไม่มากนัก เพียงแค่ไม่ต้องออกแรงด้วยตนเองเท่านั้น ระหว่างทางยังมีหนทางหลายแห่งที่จำเป็ต้องช่วยกันออกแรงเข็นรถให้ผ่านเส้นทางที่ชันจนวัวไม่สามารถเดินผ่านไปได้ คนหลายสิบคนจากหมู่บ้านหยางจิ้ง มีครอบครัวของหลัวเซียน หงสือเมิ่งสองพ่อลูก ครอบครัวแซ่หยางสองครอบครัวที่มีบุตรชายวัยไล่เลี่ยกับหลัวเซียนไปสอบเซี่ยนชื่อด้วยกัน หยางต้าเป่า หยางเสี่ยวซานเป็เด็กชายที่ศึกษาเล่าเรียนพร้อมกันกับหลัวเซียน นับว่าเป็ญาติฝั่งบิดาของหยางซิ่วอิ่งเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีตนในหมู่บ้านที่เข้าเมืองเพื่อซื้อหาหรือว่านำของป่าเข้ามาขายในเมือง
คนหลายสิบคนนี้ต่างเป็หูเป็ตาคอยระแวดระวังยามที่เดินทาง แม้รอบ ๆ นี้จะไม่มีผู้ร้ายออกอาละวาด หากแต่รอบคอบเอาไว้ก่อนหาเป็ไรไม่ ครอบครัวของหลัวเซียนอยู่ในรถคันที่สอง นั่งเบียดเสียดกับอีกสองครอบครัว หลัวหวินเจ๋อเป็ห่วงบุตรชายจะรู้สึกไม่สบายเพราะว่าเพิ่งเคยขึ้นรถเทียมวัวเป็ครั้งแรก
“อาเซียน หิวน้ำหรือไม่”
“ไม่หิว”
“อาเซียน ดูนั่นสิ ลูกกวางป่า”
“ข้าเห็นแล้ว ตัวเดียวกับที่ท่านพ่อชี้ให้ดูก่อนหน้านี้”
หลายคนในรถต้องลอบกลั้นหัวร่อ สองพ่อลูกนี้หยอกล้อกันมาตลอดทาง แต่มักเป็หลัวหวินเจ๋อที่คอยตอแยบุตรชาย ไม่ว่าใครในหมู่บ้านหยางจิ้งต่างก็ทราบว่า หลัวหวินเจ๋อนั้นทั้งรักทั้งห่วงบุตรชายคนนี้มากเพียงไหน
“ใกล้จะเข้าเขตตัวเมืองแล้ว อีกไม่เกินครึ่งชั่วยามก็น่าจะถึงแล้ว”
เสียงะโบอกดังมาจากรถคันแรก รถเทียมวัวนี้เป็แค่รถที่สร้างขึ้นด้วยไม้ตีกรอบด้านข้างสองด้านไม่มีหลังคา หลัวเซียนได้ยินว่าใกล้จะถึงตัวเมืองแล้วจึงชะโงกตัวหันไปทางตัวเมืองเพื่อมองดู เพราะว่าขยับตัวกะทันหัน ทำให้ร่างกายโงนเงน
หลัวหวินเจ๋อใจหายวาบ ดึงบุตรชายเ้ามากอดไว้กับตัว
“อาเซียน เ้าระวัง”
ความจริงต่อให้รถวิ่งเร็วกว่านี้ยังไม่อาจทำให้หลัวเซียนตกจากรถได้ ตอนนี้กำลังภายในของหลัวเซียนแม้มีไม่ถึงหนึ่งส่วนเมื่อเทียบกับชีวิตที่แล้ว แต่ยังมากพอที่จะประคองตัวเองได้ ความจริงหลัวเซียนสามารถะโได้สูงจนข้ามยอดไม้ ที่สูงไม่กี่วาได้แล้ว แม้ไม่ถึงกับใช้วิชาตัวเบาเหยียบยอดหญ้าเหินลมไร้ร่องรอย แต่แค่ประคองตัวเท่านี้หาเป็ไรไม่ แต่หลัวเซียนก็ยังคงโอบกอดบิดาเอาไว้ไม่ขัดขืน การเป็เด็กน้อยอ่อนแอให้ผู้อื่นดูแลบ้าง นับเป็ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ดีนัก
“อีกไม่นานก็จะเข้าเมืองแล้ว ถึงตอนนั้นเ้าอยากดูสิ่งใดก็ดูสิ่งนั้น ใยต้องรีบร้อนไม่ระวัง” หลัวหวินเจ๋อแม้ดุว่าแต่น้ำเสียงยังคงอ่อนโยน
“ท่านพี่ อาเซียนเพิ่งออกจากหมู่บ้านครั้งแรก คงแค่อยากเห็นว่าเมืองถงซือมีหน้าตาเช่นไร” หยางซิ่วอิ่งเอ่ยปรามสามี
ผู้อื่นที่อยู่ในรถต่างไม่มีใครส่งเสียง เพียงเห็นตรงกันว่าบ้านหลัวสองสามีภรรยานั้น ออกจะตามใจบุตรชายมากเกินไปแล้ว
เมืองถงซือนั้นเป็เมืองเล็กที่ไม่มีความสำคัญอันใดมากนัก กำแพงเมืองแม้ดูแข็งแรงแต่สูงไม่กี่วา ประตูเมืองด้านตะวันออกมีสองบาน ขนาดไม่ใหญ่มากมีคนเข้าออกบางตา ทหารที่เฝ้าประตูเมืองตรวจสอบไม่เข้มงวดเท่าใด หลัวเซียนในชาติก่อนแม้อยู่ในเสฉวนที่เป็มณฑลใหญ่ แต่พรรคห้าเซียนเป็เผ่าแม้วมีรกรากอยู่ในหุบเขา แม้มีทัศนียภาพสวยงามไม่ต่างจาก์ในแดนดิน แต่อย่างไรยังเป็เพียงป่าเขาห่างไกล เมืองหลวงของเสฉวนนั้นอยู่ที่เมืองเฉิงตู หลัวเซียนเคยไปเยือนไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งที่ไปที่เมืองเฉิงตูมักต้องได้ละเลงเืกับคนสกุลถังไม่มากก็น้อย
สำหรับหลัวเซียนแล้ว เมืองถงซือเล็ก ๆ นี้น่าสนใจกว่าเมืองเฉิงตูเสียอีก ภายในเมืองน้อยรถเทียมวัวไม่อาจขับไปได้ คนจากหมู่บ้านหยางจิ้งต้องลงเดินจากหน้าประตูเมืองเพื่อเข้าไปด้านใน
“อีกสิบวัน ข้าจะกลับมารับ”
“ขอบคุณ ท่านลุงหก”
การสอบเซี่ยนชื่อจะจัดขึ้นในอีกห้าวันข้างหน้านี้ ภายในเมืองจึงมีเด็กอายุเยาว์มากมายเดินอยู่กับครอบครัว หลัวเซียนถูกบิดาจูงมือด้วยเกรงว่าจะถูกผู้อื่นชนเอา การสอบเซี่ยนชื่อนั้นจัดขึ้นในทุกปี ผู้ที่เข้าสอบส่วนมากมีอายุไม่เกินสิบสี่สิบห้าปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงสามารถเข้าสอบในลำดับชั้นถัดไปได้ การสอบในชั้นเชิงหยวนนั้นมีในทุกสองหรือสามปี จัดขึ้นที่เมืองซุนยี่ที่เป็เมืองใหญ่ ตอนนี้หลัวเซียนอายุเจ็ดปี หากไม่พลาดในการสอบครั้งนี้อีกเพียงสองปีก็สามารถเข้าสอบเชิงหยวนได้แล้ว
แต่ว่าการสอบเชิงหยวนนั้นผู้เข้าสอบมีั้แ่ผู้เยาว์อายุสิบกว่าปีไปจนถึงบัณฑิตอายุสามสี่สิบปี ผู้ที่สอบผ่านได้จนเป็ชิ่วไฉนั้นมีไม่ถึงสองส่วน
“หงชิ่วไฉ ข้าไม่รู้ว่าสถานศึกษาของเมืองอยู่ที่ใด ท่านนำทางเถอะขอรับ”
หงสือเมิ่ง ชิ่วไฉ เพียงคนเดียวของหมู่บ้านหยางจิ้ง เดินนำทุกคนไปที่สถานศึกษาของเมืองถงซือ เมืองถงซือมีโรงเตี๊ยมอยู่เพียงแห่งเดียว ซ้ำยังไม่แน่ว่าพอมีห้องพักให้คนนับสิบนี้เข้าพักอาศัย แต่ต่อให้มีห้องพัก คนจากหมู่บ้านชนบทห่างไกลจะมีเงินทองมากมายให้เข้าพักถึงสิบวันได้อย่างไร แม้ครอบครัวหลัวจะพอมีเงินทองบ้างแต่ก็ไม่อาจแยกตัวไปพักตามลำพังได้
หงสือเมิ่งยังรู้จักกับชิ่วไฉของเมืองถงซืออยู่บ้าง สถานศึกษาของเมืองเองก็มีที่พักสำหรับครอบครัวเด็กน้อยที่เข้ามาสอบเช่นกัน คนของหมู่บ้านหยางจิ้งจึงพอได้มีที่อาศัยโดยไม่ต้องเสียเงินมากนัก
ทั้งหมดมาถึงเมืองถงซือก็เย็นมากแล้ว เพราะว่าเดินทางมาทั้งวันหลังจากแยกย้ายเข้าที่พักที่เตรียมไว้ หลายคนก็หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มีเพียงหลัวเซียนที่ลืมตาตื่นขึ้นมา
ด้านนอกล้วนเงียบสงัด หลัวเซียนมองบิดาที่แม้ยามนอนก็ยังกอดเอวตนเองอยู่ มารดานั้นนอนถัดออกไปด้านนอก หลัวเซียนนอนตรงกลาง พยายามขยับตัวออกจากมือของบิดา ใช้เวลาอยู่หลายอึดใจจึงสามารถออกมาที่นอกเตียงได้สำเร็จ
หลัวเซียนสดับฟังเสียงลมหายใจของบิดามารดาเห็นว่าลมหายใจไหลเวียนยาวนาน อยู่ในภาวะหลับลึกจึงเบาใจ ตนเองตั้งใจจะออกไปสำรวจเมืองถงซือยามค่ำคืนไม่นานก็จะกลับเข้ามา ประตูห้องพักเปิดออกอย่างแ่เบา ท่ามกลางความเงียบ ร่างน้อยสูงไม่ถึง่อกของผู้ใหญ่ก็ลิ่วผ่านกำแพงสูง ขึ้นไปยังหลังคาบ้าน เห็นเป็เพียงเงามืดในยามดึกข้ามผ่านหลังคาบ้านไปหลังแล้วหลังเล่า
หลัวเซียนไม่มีโอกาสทดสอบวิชาตัวเบาของตัวเองมากนักในระหว่างที่อยู่ในหมู่บ้าน ในทุกวันตอนเช้าจนถึงเวลาเที่ยงตนเองต้องไปเรียนอักษรที่บ้านของหงสือเมิ่ง ยามบ่ายกลับมาที่บ้านช่วยมารดาย้อมผ้า ปั่นด้าย แม้จะมีเวลาออกไปเที่ยวเล่นกับเด็กวัยเดียวกันในหมู่บ้าน แต่หลัวเซียนไม่อาจทะยานขึ้นยอดไม้ทดสอบวิชาตัวเบาของตนเองให้สหายเยาว์วัยเห็นได้
เมืองถงซือนั้นเล็กนัก หลัวเซียนวิ่งบนหลังคาบ้าน ทะยานจากด้านหนึ่งไปยังด้านหนึ่ง ไม่ถึงอึดใจก็มายืนอยู่บนหอสูงด้านท้ายของเมือง มองไปด้านนอกกำแพงเห็นเพียงแสงรำไรห่างออกไปที่ชายป่า ดึกป่านนี้เหตุใดยังมีแสงไฟอยู่ในที่ห่างไกล โดยไม่ทันคิดเท้าของหลัวเซียนก็พาร่างน้อยมุ่งไปยังแสงไฟที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ
แสงไฟที่เห็นออกมาจากวัดร้างทรุดโทรมแห่งหนึ่ง กำแพงวัดหักพังจนมีไม่ครบทั้งสี่ด้าน ตัววัดแม้ยังเป็สภาพอยู่แต่ก็ไม่ได้ดีมากนัก มีเสียงผู้คนพูดคุยดังมาจากด้านใน หลัวเซียนลอบกระโจนขึ้นไป้ามองผ่านหลังคากระเบื้องแตกหักลงไปด้านล่าง
“หัวหน้าสือ ข้าเห็นคนของค่ายดาบใหญ่ลอบเข้าเมืองมากับตาตนเอง” เสียงชายคนหนึ่งกล่าว
“มีคนของพรรคเราคอยจับตาดูแล้วหรือไม่” ผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าสือกล่าว
“ข้าให้ ศิษย์รุ่นเยาว์คอยจับตาดูอยู่ แต่หัวหน้าสือคนของพรรคเราที่อยู่ในเมืองนี้มีไม่กี่สิบคน หากจะขอกำลังมาจากสาขาที่เมืองซุนยี่เกรงว่าจะไม่ทันการ”
หัวหน้าสือทำสีหน้าครุ่นคิด กล่าว “ยังไม่แน่ว่าค่ายดาบใหญ่จะลงมือจริง ๆ”
“แต่ถ้าลงมือขึ้นมา พวกเราจะทำอย่างไรได้ แจ้งทางการดีหรือไม่”
“เื่ของทางการ ความจริงพวกเาาวยุทธภพไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว”
“แต่หัวหน้า เื่นี้หากพวกเราไม่ลงมือชาวเมืองถงซือคงต้องรับเคราะห์แล้ว”
หลัวเซียนยิ่งฟังยิ่งสงสัย คนเหล่านี้มีอยู่สิบกว่าคนแต่งกายคล้ายขอทาน ผู้ที่ดูท่าทางเป็หัวหน้ากลุ่ม ที่เอวรัดไว้ด้วยสายคาดเอวทำจากเส้นปอขนาดราวนิ้วมือ มีปมผูกเอาไว้สองข้อ ขอทานคนอื่นมีปมเพียงข้อเดียวผู้เอาไว้ที่เอว
“คนของพรรคกระยาจก” หลัวเซียนทบทวนในใจ
พรรคกระยาจกถือเป็ค่ายพรรคอันดับสูง ไม่น้อยหน้าสำนักเส้าหลิน มีผู้คนมากมายเข้าร่วม นับเป็พรรคที่มีการข่าวสูงเยี่ยมครอบคลุมจากเหนือจรดใต้ ไม่ว่าพื้นที่ใดล้วนมีคนของพรรคกระยาจกแฝงตัวอยู่ หาก้าข่าวที่แม่นยำ พรรคกระยาจกนับเป็ตัวเลือกที่เหมาะสม จำนวนปมที่สายคาดเอวบ่งบอกลำดับภายในพรรค ลำดับยิ่งสูงจำนวนปมยิ่งมากขึ้น ประมุขพรรคจะมีปมอยู่สิบปมไล่เรียงกันลงไป แต่ที่คนเหล่านี้กล่าวถึงค่ายดาบใหญ่ อันใดนั้น หลัวเซียนไม่เคยได้ยินชื่อของค่ายดาบใหญ่มาก่อน
ั้แ่หลัวเซียนเริ่มเรียนอักษร ก็ทราบว่าหมู่บ้านหยางจิ้งนั้นอยู่ในมณฑลกุ้ยโจวทางใต้ของมณฑลเสฉวน แผ่นดินในตอนนี้เป็ราชวงศ์ใหม่มิใช่ราชวงศ์ถังที่ตนเองเคยมีชีวิตอยู่ หากนับจาก่เวลาที่ตนเองตกตายแล้ว ถือว่าเวลาผ่านไปเกือบสองร้อยปีล่วงมาแล้ว เช่นนั้นหากจะมีค่ายพรรคที่ตนเองไม่รู้จักก็คงไม่แปลกสักเท่าใด
แต่ค่ายดาบใหญ่นั่น้าสิ่งใดจากเมืองถงซือ เหตุใดชาวเมืองจึงต้องรับเคราะห์ ตอนนี้ครอบครัวของตนเองกับคนของหมู่บ้านล้วนอยู่ที่เมืองถงซือ หลัวเซียนไม่อาจปล่อยให้ใครเข้ามาทำอันตรายได้ หลัวเซียนลอบฟัง คนของพรรคกระยาจกหารือกันอยู่ยังคงไม่ได้ความอันใด เช่นนั้นคงต้องลงมือด้วยตนเอง คนที่ค่ายดาบใหญ่ส่งเข้ามาดูลาดเลายังคงอยู่ในเมือง เช่นนั้นก็ไม่ยากนัก ขอเพียงจับคนของค่ายดาบใหญ่มาได้ก็ทราบความเอง
หลัวเซียนทราบว่าอยู่ฟังต่อไปก็คงไม่ได้ความอันใด ความจริงคนของพรรคกระยาจกนี้โง่งมนัก แม้ไม่้าแจ้งเื่นี้ให้ทางการทราบ ยังมีอีกหลายวิธีที่จะทำให้คนของค่ายดาบใหญ่ถูกเปิดเผยตัวออกมา เท่านี้ก็เท่ากับส่งข่าวให้ทางการแล้ว แต่ทางที่ดีหลัวเซียนอย่างจะสอบสวนคนคนนั้นด้วยตัวเอง
ตอนนี้กำลังภายในของหลัวเซียนกลับคืนมาไม่ถึงหนึ่งส่วน แต่คนของพรรคกระยาจกที่อยู่ด้านล่างไม่มีสักคน ที่ทราบว่าตนเองอยู่้านี้ กระทั่งศิษย์ที่อยู่ในลำดับสองปมยังไม่ทราบ อย่างน้อยแสดงว่ากำลังภายในของตนเองยังเหนือกว่าพวกโง่งมเหล่านี้ เว้นแต่ร่างกายที่ยังเด็กเกินไป หากเด็กอายุไม่ถึงสิบปีออกหน้าไปต่อยตีคงไม่อาจสร้างความน่าเกรงขามสักเท่าใด
หลัวเซียนครุนคิดระหว่างที่เหินผ่านหลังคาบ้านหลายสิบหลังกลับมายังสถานศึกษา หลัวเซียนะโลงมายังลานหน้าห้องพักด้วยความเงียบ เมื่อกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง หลัวหวินเจ๋อก็ผลักประตูออกมาท่าทางตื่นตระหนก
“อาเซียน เ้าหายไปไหนมา ข้ากำลังจะออกไปดู”
“ข้าไปเข้าห้องน้ำมา ท่านพ่อ ข้าง่วงแล้ว ข้าไปนอนก่อน”