บทที่7
ห้ามออกจากบ้าน
หลังอาหารเที่ยง หนิงหลงเรียกให้ฉันไปคุยในห้องทำงานเพื่อชี้แจงการบ้านอีกครั้งและพูดคุยเื่สำคัญ
“...เ้าสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าจะไม่ออกจากบ้านหลังนี้?”
ฉันเลิกคิ้วและเอียงคอ
“ข้าหมายถึงออกจากบริเวณบ้านหลังนี้อย่าเดินลงเขา อย่าเข้าป่าไปคนเดียว มันอันตรายและข้าเป็ห่วงเ้า” เขาชี้แจง “เ้าเป็คนที่สองในบ้านหลังนี้ที่มาจากต่างมิติและข้ายินดีรับเ้าเข้ามาในความดูแลเช่นเดียวกับที่ข้าดูแลถิงถิงกับซูเหลียงเพราะฉะนั้นความปลอดภัยของเ้าถือเป็ความรับผิดชอบของข้า”
ฉันพยักหน้าและก้มหัวขอบคุณชายหนุ่มยกมือขึ้นข้างหนึ่งเป็เชิงว่าไม่ต้อง
“ซูเหลียงดูแลตนเองได้อย่างดีข้าจึงยอมให้เขาไปไหนมาไหนตัวคนเดียว หากแต่เ้ากับถิงถิงไม่เหมือนกันที่นี่เป็บ้านกลางเขา หากมีสัตว์ป่าหรือโจรูเาอยู่ ข้าอาจช่วยพวกเ้าไม่ทันโดยเฉพาะเ้า... เ้าส่งเสียงไม่ได้ หากเ้าหายไป ข้าไม่รู้จะตามหาเช่นไร”
จริง... ถ้าใครทำร้ายฉันขึ้นมาฉันส่งเสียงกรี๊ดเรียกคนมาช่วยไม่ได้
ฉันวาดนิ้วเป็รูปสี่เหลี่ยมบนโต๊ะพยายามถามว่าเขาไม่ทำรั้วหรือ?
“ที่นี่ลงเวทมนตร์อาณาเขตไว้สิ่งที่ข้าไม่อนุญาตไม่สามารถเข้ามาได้ แต่ลงไว้เพียงรอบบริเวณบ้าน หากเ้าออกนอกบ้านข้ากับซูเหลียงจะไม่อาจรู้ได้เลยว่าเ้าไปที่ใด”
เขาพูดมีเหตุผลทีเดียวแต่ฉันยังอยากไปดูตลาด ฉันเลยทำท่ามัดผมตัวเองเป็หางม้าเพื่อพูดว่าซูเหลียงจากนั้นจึงใช้สองนิ้วแทนคำว่าคน และเอาสองมือมาประกบกัน ใช้สองนิ้วคืบไปบนโต๊ะทำท่าเดิน
“...เ้าจะไปข้างนอกกับซูเหลียง?”หนิงหลงถาม ฉันปรบมือเข้าด้วยกันและพยักหน้า “อย่างไรก็ไม่ได้ข้าไม่อยากให้เ้าออกไปข้างนอก ถิงถิงป่วยมากในระยะแรกที่นางมาถึงข้าคิดว่าเป็เพราะเชื้อโรคจากภายนอกที่ร่างกายนางไม่คุ้นชินข้าไม่อยากให้เ้าเป็แบบนั้น”
แล้วจะให้ฉันอยู่ในนี้จนแก่เลยเหรอ?ถึงฉันไม่ได้อยากกลับบ้านเดิม แต่ฉันเคยอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ...จะให้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวโดยไม่ออกไปไหนอีกเป็สิบปีคงไม่ไหว
“เอาเป็ว่า เ้าอย่าออกไปไหนโดยพลการก็พอ”เขาพูดตัดบท
ฉันไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากตามใจเ้าของบ้านอย่างน้อยจนกว่าฉันจะหาวิธีชี้แจงเหตุผลของตัวเองให้เขาฟัง บางทีตลาดอาจจะเป็แหล่งเพาะเชื้อโรคอย่างที่เขาพูดและถ้าเกิดอะไรขึ้นในสถานที่พลุกพล่าน ฉันคงเรียกให้คนมาช่วยลำบาก
มีเสียงเคาะประตู เมื่อหนิงหลงอนุญาตถิงถิงเปิดเข้ามาแบบเกรงใจ
“...ซูเหลียงชวนเจเจ้ไปช่วยเก็บดอกไม้ตอนบ่ายแก่ๆ...”
“ไป่เหอสินะ ถึงฤดูนั้นแล้วหรือ...”หนิงหลงเบนสายตากลับมาทางฉัน “เ้าไปเถอะในเมื่อข้าบังคับให้เ้าอยู่เพียงแต่ในบริเวณบ้าน... อย่างน้อยในบริเวณจำกัดนี้ข้าอยากให้เ้าได้มีอิสระ”
แต่เขายังไม่ให้ฉันไปข้างนอกเหมือนเดิมความจริงนั้นไม่เปลี่ยน แต่ฉันตัดสินใจไม่ยกมาเป็ประเด็นก้มหัวขอบคุณเขาก่อนจะลุกตามถิงถิงออกไปข้างนอก
เขากลัวฉันติดโรคขนาดนั้นเลยหรือ?คนที่หนิงหลงรักเคยป่วยจนเสียชีวิต?
บางที... ถ้าฉันอยู่ต่อไปเรื่อยๆอาจจะได้รู้เหตุผลที่แท้จริงของเขา ฉันยังไม่คิดจะไปไหน เพราะฉะนั้น มีเวลาเรียนรู้เื่เขาอีกเยอะ
เมื่อออกไปข้างนอก ฉันกับถิงถิงเล่นอยู่ในลานกลางบ้านพักใหญ่พอถึงเวลาบ่ายแก่ๆ ถิงถิงจึงชวนฉันไปที่สวนด้านหลัง เห็นซูเหลียงสวมเสื้อผ้าทะมัดทะแมงผมหางม้ารวบตึงกว่าปกติ ในมือถือตะกร้าสามใบ
“พวกท่านไปเปลี่ยนชุดไปคิดจะทำงานในไร่ด้วยเสื้อผ้าแบบนั้นรึ?”
“ซูเหลียงไม่เห็นต้องดุเลย...”ถิงถิงทำหน้าง้ำ จูงมือไปที่ห้องของฉันสั่งให้รอพักหนึ่งก่อนจะเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนในห้อง
เสื้อผ้าสำหรับใส่ทำกิจกรรมภายนอกตัดเย็บจากผ้าเนื้อนุ่มระบายอากาศเป็ชุดแขนยาวกางเกงขายาว สามารถม้วนขาขึ้นได้ มีเสื้อนอกอีกหนึ่งชั้นและผ้าผูกเอวเมื่อเปลี่ยนเสร็จแล้วรู้สึกทะมัดทะแมงผิดกับเสื้อผ้ากรุยกรายที่ใส่มาตลอดวัน
ซูเหลียงยืนรอพวกเราอยู่ที่เดิมเมื่อเห็นว่าเราพร้อม เขาหันหลังเดินนำ
“เราจะเก็บกลีบไป่เหอกันรีบเก็บรีบล้าง ข้าน้อยจะได้เริ่มทำกับข้าว” เขาพูดและเดินนำเรามาถึงส่วนของแปลงผักหลังบ้านที่ฉันยังไม่เคยมามีดอกลิลลี่หรือไป่เหอสีส้มบานสะพรั่งงดงามจนอยากถ่ายรูปเสียอย่างคือฉันไม่มีกล้องหรือโทรศัพท์
“ถิงถิงอยากกินแล้ว! ซูเหลียงจะทำอะไร?” เด็กหญิงะโขึ้นลง
“แล้วแต่อารมณ์ข้าน้อย” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงซุกซน
ระหว่างทั้งสองคุยกันฉันย่อตัวลงมองสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ไป่เหอ”
มันเป็ดอกไม้สีส้มเข้มออกแดงกลีบดอกม้วนขึ้น เกสรที่ยื่นมามีสีแดงเข้ม พอจับแล้วสีก็ติดมือ มันส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายกับกลิ่นที่ฉันเคยดมแต่ในเครื่องสำอาง
“ดอกไม้พวกนี้แท้จริงเป็พืชยืนต้นถึงเหี่ยวเฉาไปในฤดูหนาว แต่พอฤดูใบไม้ผลิมาถึงจะแตกใหม่เรากินดอกมันในหน้าร้อนและเก็บหัวกินใน่ต้นฤดูใบไม้ร่วง เ้าพวกนี้อายุสามปีพอดีอายุเท่านี้สามารถนำหัวไปกินได้”
ฉันมองเขาตาโต
“แสดงว่าโลกของท่านไม่นิยมดอกไม้นี้สินะ”
บางทีอาจจะมีคนกินแต่ฉันไม่รู้
“ท่านเก็บดอกใส่ตะกร้าเก็บให้หมดอย่าให้เหลือ เราต้องเก็บก่อนที่ดอกจะแห้ง” เขาพูดและเริ่มทำงานมือเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วด้วยความชำนาญ ฉันค่อยๆ เก็บช้าๆ เป็ครั้งแรกที่ฉันมีประสบการณ์เก็บเกี่ยวพืชผล
ถ้าเวทมนตร์ของฉันคือการที่ทำให้ฉันรู้สึกถึงอารมณ์ของคนอื่นตอนนี้ฉันโล่งใจที่ถิงถิงกำลังสนุกและซูเหลียงไม่ได้รำคาญความชักช้าของฉัน
พวกเราทำงานกันเงียบๆ
“ทางข้าน้อยเสร็จแล้ว” พูดจบเขาเริ่มมาเก็บฝั่งฉัน “เราไม่ได้ปลูกเยอะแต่น่าจะพอทำอาหารได้หลายมื้อเดี๋ยวนี้ข้าน้อยต้องกะปริมาณอาหารใหม่เพราะมีท่านมาเพิ่มเติม”
คำพูดเขาอาจฟังดูประชดประชันแต่ฉันไม่รู้สึกว่าเขาโกรธ กลับกัน เขากำลังกังวลเื่อะไรสักอย่างเป็ความกังวลที่เขาเก็บไว้ลึกๆ พยายามไม่ให้มันโผล่ขึ้นมา
“ถิงถิง อยากกินหัวไป่เหออบกรอบ”เด็กหญิงทำงานเสร็จก็ไปเกาะชายเสื้อซูเหลียง
“ยังไม่ได้ขอรับ เด็กดีต้องอดใจรออย่างที่เขาว่า การล้างแค้นสิบปีย่อมหอมหวานกว่าเสมอ”
เดี๋ยวๆ มันใช่เหรอคะซูเหลียง? สอนอะไรให้เด็กเล็กคะเนี่ย?!
อาหารเย็นวันนั้นคือกลีบไป่เหอยังมีอาหารที่ส่งกลิ่นหอมเหมือนเนื้อย่างมาจากข้างนอก
ฉันไม่ได้กินปิ้งย่างมาหลายปีแล้วคงเพราะมันเป็อาหารที่เหมาะสมกับการมากินเป็หมู่คณะ แต่ฉันไม่มีหมู่คณะ พอได้กลิ่นแบบนี้ชวนคิดถึงสมัยที่ฉันยังพอมีเพื่อนที่ไปกินปิ้งย่างด้วยกันได้
“เนื้อแกะสินะ” หนิงหลงที่เดินมาในครัวพูดขึ้น
เนื้อแกะ...ฉันยังไม่เคยลองทานแต่รู้ว่ามันมีกลิ่นแรง
“ขอรับวันนี้ที่ตลาดมีพ่อค้าจากทางตะวันตกนำมาขาย แกะของพวกเขาตัวอ้วนพี”เสียงซูเหลียงดังมาด้านหลังครัว
ฉันเดินออกไปก็เห็นเขานั่งยองๆ อยู่หน้าหม้อทรงสูงข้างตัวเต็มไปด้วยเนื้อแกะเสียบไม้ที่ย่างแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ ฉันอยากรู้ว่าเขาทำอะไรจึงเดินเข้าไปใกล้ซูเหลียงอธิบายแบบไม่รอให้ถาม
“เนื้อแกะเสียบไม้ย่างขอรับสมัยข้าน้อยไปรบที่... เอาเป็ว่าข้าน้อยเคยไปสู้ที่ต่างแดนแล้วได้ชิมมันจึงติดใจ”เขาตัดบทตัวเอง “เอาเนื้อแกะเสียบไม้สลับกับเนื้อส่วนมัน จากนั้นหมักเครื่องเทศเอาไปย่างเตาถ่าน”
“คุมไฟให้ดี” หนิงหลงชะเง้อมองข้ามไหล่
ซูเหลียงใช้ไม้พายข้างตัวล้วงเข้าไปในหม้อลึกทรงกระบอกข้างในมีอะไรขาวๆ
“หยกขาว”หนิงหลงพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันชะเง้อไปใกล้ “เป็อีกชื่อของไขมันแกะ”
หยกขาว... มันไม่ได้เป็ครีมเหมือนมันหมูแต่ลักษณะเป็เม็ดเล็กๆ ละเอียดที่พอมาอยู่รวมกันเป็ก้อนแล้วดูเหมือนก้อนหยกที่ยังไม่ได้เจียระไน
เด็กหนุ่มผมหางม้าใส่ไขมันแกะคืนในกระบอกและรอจนมันร้อนเมื่อได้ที่แล้ว เขาจุ่มเนื้อแกะหมักที่ย่างแบบดิบๆ ลงไปพอเอาขึ้นมาก็เห็นว่าเนื้อแกะชุ่มด้วยน้ำมัน จากนั้นโรยเพิ่มด้วยเครื่องปรุงก่อนนำไปย่างบนเตาถ่านเนื้อแกะส่งกลิ่นหอมจนน้ำลายหก ผิวมันวับ กลิ่นมันแกะและเครื่องเทศหอมฟุ้ง
เนื้อแกะย่างเรียบร้อยแล้วขนาดแต่ละชิ้นไม่ใหญ่ไปกว่านิ้วโป้ง ผิวด้านนอกเกรียมสวยเป็สีน้ำตาล
หลังกินแต่อาหารผักมาตลอด เย็นนี้จะได้กินเนื้อแล้ว
“สำหรับเนื้อแกะไม่ติดมันต้องย่างด้วยไฟอ่อนเอาไว้กินวันหลังแล้วกัน ข้าน้อยี้เีทำ” ซูเหลียงย่างแกะต่อ
ฉันสงสัยเหลือเกินว่าเหตุใดซูเหลียงที่ดูท่าจะอายุห่างจากฉันไม่กี่ปีถึงทำอาหารได้หลายอย่างเช่นนี้แถมบอกว่าตัวเองเคยไปรบ... เขาไปสู้ที่ไหนมา?