เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 42 เฉิดฉาย

          “ฝึกกายาระดับเก้า!”

          บรรดาผู้ชมที่เฝ้ามองการต่อสู้ของเมิ่งฝานและตงฟางเฉินต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกันในทันใด ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะได้เห็นการประมือระหว่างจอมยุทธ์ที่มีขั้นพลังระดับแนวหน้าในการประลองล่าสัตว์อสูรเช่นนี้

          ผู้หนึ่งเป็นจอมยุทธ์น้อยที่มีพรสวรรค์แข็งแกร่งที่สุดแห่งตระกูลตงฟางส่วนอีกผู้หนึ่งก็เป็นม้ามืดที่แข็งแกร่งที่สุดในการประลองล่าสัตว์อสูร นี่จึงเป็นการต่อสู้ที่ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างเป็นอย่างมาก

          ในขณะเดียวกันเวลาในการประลองก็เดินไปจนใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้วและยามนี้จอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นก็ฝ่าวงล้อมของศัตรูออกมาอยู่ที่ข้างกายของเมิ่งฝานแล้ว

          เวลาล่วงเลยมาจนใกล้สิ้นสุดการประลอง เมิ่งฝานจะสามารถรอดจากเงื้อมมือของตงฟางเฉินได้หรือไม่นั้นเป็นตัวชี้วัดว่าอูเจิ้นจะสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกของการประลองได้หรือไม่เช่นกัน

           “เจ้าคนผู้นี้...เขาบำเพ็ญตนมาแบบใดกัน?”

          กู่ฉิงมองเมิ่งฝานที่ยืนอยู่บนก้อนหินพร้อมทั้งกัดฟันแน่นในขณะเดียวกันใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง

          เมื่อสามเดือนก่อนเมิ่งฝานยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางเลยเสียด้วยซ้ำทว่าในวันนี้กลับอยู่ในระดับพลังที่เท่าเทียมกันแต่นั่นก็ทำให้นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเมิ่งฝานจึงได้มั่นใจในตนเองถึงเพียงนี้

          ให้ตายสิ คิดไม่ถึงว่าจะหลอกใช้ข้า!

          “ถึงข้าจะไม่รู้ว่าท่านพี่เมิ่งฝานบำเพ็ญตนแบบใดแต่ข้าว่าท่านพี่จะต้องประมาทเขาเกินไปแล้วเป็นแน่!”

          เมื่อเสียงอันไพเราะราวขลุ่ยสวรรค์จบลง เจ้าของน้ำเสียงผู้มีรูปร่างอรชรใบหน้างดงาม และอ่อนโยนใจกว้างก็มายืนอยู่ข้างกายของกู่ฉิงแล้วเอ่ยออกมาอีกครั้ง “ท่านพี่ท่านไม่เข้าใจนิสัยของท่านพี่เมิ่งฝาน เขาคอยดูแลข้าเช่นนี้มาตั้งแต่เด็กบางทีขั้นพลังของเขาอาจไม่สูงหรืออาจเรียกได้ว่าไม่อาจเทียบกับผู้อื่นได้แต่ถึงอย่างไรข้าก็สัมผัสได้ถึงความสง่างามที่ผู้อื่นไม่อาจเทียบได้จากเขาเท่านั้น!”

          ระหว่างที่เอ่ยวาจาใบหน้าของกู่ซินเอ๋อร์ก็แดงก่ำพลอยทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกรักและเอ็นดูในทันใด

          ความสง่างามบ้าบออันใดกัน!

          สีหน้าของกู่ฉิงเยือกเย็นลงในทันทีนางกระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็หาได้พูดสิ่งใดต่อไปไม่ ทว่าต่อให้นางไม่อยากยอมรับเพียงใดก็ยังคงรู้สึกตกตะลึงในศักยภาพของเมิ่งฝานยามนี้อยู่ดี

          บนแทนปราการแขกผู้ทรงเกียรติเหยียนหยางมองไปยังกู่หยวนแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “กู่หยวนท่านวางแผนได้อย่างแยบยลเสียจริง ไพ่ใบนี้ของท่านนับว่าแข็งแกร่งยิ่งแต่ท่านก็คงจะรู้ถึงนิสัยของตงฟางเฉินดี เกรงว่าจอมยุทธ์น้อยของท่านคงจะต้องหมดอนาคตในวันนี้เป็นแน่!”

          กู่หยวนหรี่ตามองเจ้าของเสียงก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่ราบเรียบ“คนของอูเจิ้นนั้นจะพ่ายแพ้ข้าก็ไม่ว่าอย่างไร แต่หากผู้ใดใช้วิธีสกปรกทำร้ายเขาละก็...ข้ากู่หยวนจะต้องเอาชีวิตมันผู้นั้นเป็นแน่!”

          ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเขาก็กำหมัดแน่นจนมีเสียงกรอดดังขึ้นมากลิ่นอายแห่งพลังปราณแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ซึ่งจากกลิ่นอายแห่งพลังที่แผ่ซ่านนี้แสดงให้ผู้อื่นรับรู้ว่าเขาได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในขั้นหลอมปราณแล้วทั้งยังเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับห้าเสียด้วย

          แม้ว่าเขาจะเคยพ่ายแพ้ให้แก่เหยียนหยางอย่างน่าเสียดายแต่กู่หยวนก็หาได้จำยอมต่อความแพ้พ่ายของตนเองไม่ เมื่อเขาแสดงพลังที่ดุดันออกมาก็ทำให้สีหน้าของเหยียนหยางแปรเปลี่ยนไปในทันที

          หลายปีมานี้เหยียนหยางพยายามผลักไสกู่หยวนมาโดยตลอดแต่ไม่ว่าเขาจะพยายามถึงเพียงใดก็ยังไม่อาจผลักไสบุรุษดื้อรั้นผู้นี้ออกไปจากเหยียนเฉิงได้และของเดิมพันที่เขาเอ่ยขึ้นในวันนี้ก็เป็นดั่งความหวังที่มากมายสำหรับตัวเขาแต่ก็ยังคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วจะต้องสูญสิ้นไปเพราะการปรากฏตัวอย่างโดดเด่นของเมิ่งฝาน

          เหยียนหยางกระตุกยิ้มขึ้นก่อนจะนั่งลงไปยังเก้าอี้ของตนเองแต่แล้วตงฟางลี่ก็กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ไม่ต้องห่วงเฉินเอ๋อร์คือผู้ที่ข้าฝึกฝนมาเองกับมือ ข้ารู้ความสามารถของเขาเป็นอย่างดี อาศัยเพียงวิชายุทธ์ของตระกูลตงฟางที่เขาร่ำเรียนไม่มีจอมยุทธ์ในขั้นเดียวกันผู้ใดสามารถต่อกรได้เป็นแน่!”

          เมื่อเขาพูดจบทุกคนที่อยู่บนแท่นปราการของแขกผู้ทรงเกียรติต่างพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียงเพราะถึงอย่างไรหากเรียงตามความสามารถของจอมยุทธ์น้อยในเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้แล้วนั้นตงฟางเฉินก็ยังนับได้ว่าอยู่ในสามอันดับแรก

          ต่อให้เมิ่งฝานมีความสามารถที่แข็งแกร่งเพียงใดก็คงยากที่จะเหนือกว่าตงฟางเฉินซึ่งเป็นจอมยุทธ์ที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยของวิเศษล้ำค่าตั้งแต่เด็กในเวลานี้รอบๆ ลานประลองถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน สายตาทุกคู่ล้วนแต่จับจ้องไปยังจอมยุทธ์หนุ่มทั้งสอง

          ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจการปะทะฝีปากของที่รับรองแขกผู้ทรงเกียรติแต่กลับสนใจเพียงจอมยุทธ์หนุ่มทั้งสองที่กำลังเผชิญหน้ากันบนก้อนหินใหญ่แห่งลานประลองสวรรค์ประทานเท่านั้น

          เจ้าของใบหน้าดุดันอย่างตงฟางเฉินกระตุกยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เมิ่งฝาน ดูท่าเจ้าเองก็มีฝีมือไม่น้อยเสียจริงทว่าวันนี้...ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องพ่ายแพ้อย่างไร้ข้อสงสัย!”

          ขณะที่เขาเอ่ยวาจาก็มีพลังปราณสีน้ำเงินปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามืออย่างช้าๆตงฟางเฉินก้าวออกไปเบื้องหน้าแล้วผลักฝ่ามือออกไป ฝ่ามือนั้นพุ่งตรงมายังเมิ่งฝานพร้อมกับความเยือกเย็นด้วยเช่นกัน

          “หัตถ์เหมันต์!”

          วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับกลางของตระกูลตงฟางสีหน้าของผู้คนที่อยู่โดยรอบล้วนเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา เพราะพวกเขาต่างก็รู้กันดีว่าพลังที่ตงฟางเฉินปล่อยออกมาคือวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับกลางหัตถ์เหมันต์นี้เป็นพลังที่สอดผสานเกื้อกูลกันกับวิชายุทธ์ของตระกูลตงฟาง แม้ว่ามันจะเป็นเพียงวิชายุทธ์พลังปราณระดับกลางแต่ก็มีอานุภาพไม่น้อย

          เมื่อได้เห็นภาพของสายลมธาตุหยินที่แปรปรวนอยู่ในลานประลองใบหน้าของตงฟางลี่ก็มีรอยยิ้มภาคภูมิใจปรากฏ เพราะลำพังเพียงสายลมของหัตถ์เหมันต์ก็สามารถแช่แข็งลมปราณของจอมยุทธ์ผู้บำเพ็ญตนได้แล้วดังนั้น...เมิ่งฝานจะต้องพ่ายแพ้เป็นแน่!

          รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงในทันใดทว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับพลังหัตถ์เหมันต์ที่แข็งแกร่งเขาก็ยังคงยกยิ้มขึ้นที่มุมปากขณะเดียวกันก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับฝ่ามือที่ส่งเสียงดังกรอดขึ้นมา แล้วในวินาทีถัดจากนั้นเมิ่งฝานก็ปล่อยพลังภายในร่างกายออกมา

          “มหาหัตถ์สังหาร!”

          เพียงชั่วพริบตาต่อมาพลังฝ่ามือที่น่าสะพรึงทั้งสองสายก็ปะทะกันในอากาศเกิดเสียงระเบิดดังไปทั่วบริเวณในทันใด ด้วยเหตุที่ทั้งสองล้วนแต่เป็นจอมยุทธ์ขั้นฝึกกายาระดับเก้าด้วยกันทั้งคู่ฉะนั้นแล้วการประลองในครั้งนี้จึงเป็นการประลองด้วยพื้นฐานแห่งพลังทั้งสองฝ่าย

          เมื่อกลิ่นอายแห่งพลังลอยล่องสีหน้าของกู่ฉิงก็เปลี่ยนไปก่อนนางจะเอ่ยขึ้นมาเสียงแหบ “มหาหัตถ์สังหารหกร้อยจิน!”

          พลังฝ่ามือของเมิ่งฝานในขณะนี้แข็งแกร่งไร้เทียมทานจนถึงขั้นที่เหนือกว่านางด้วยซ้ำไปนี่คือพลังมหาหัตถ์สังหารหกร้อยจินที่ตัวนางยังไม่อาจก้าวไปถึงได้หรือว่านางจะประเมินเขาผู้นั้นต่ำเกินไปจริงๆ?

          เพียงชั่วพริบตาร่างของเมิ่งฝานและตงฟางเฉินที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ถูกแรงระเบิดสาดซัดจนล่าถอยไปด้านหลังตงฟางเฉินต้องถอยหลังไปถึงสิบกว่าเมตรจึงจะสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงทว่าที่มุมปากกลับมีเลือดสีแดงสดไหลออกมาส่วนพลังปราณระดับกลางที่ปกคลุมอยู่บนฝ่ามือก็แตกซ่านไปอย่างเหลือเชื่อเช่นกัน

          เป็นไปได้อย่างไรกัน เหตุใดพลังของเขาจึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้!

          เพียงชั่วพริบตาใบหน้าของตงฟางเฉินก็มีความประหลาดใจปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยเขาผ่านการบ่มเพาะพลังมาด้วยของล้ำค่ามากมายนานหลายปีแท้จริงแล้วควรจะมีร่างกายและกระดูกที่เหนือกว่าจอมยุทธ์ในรุ่นราวคราวเดียวกันด้วยซ้ำไป

          ฉะนั้นแล้วต่อให้รู้ว่าเมิ่งฝานอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับเก้าเช่นเดียวกับตนเองแต่ตงฟางเฉินก็มิได้ตกตะลึงหรือแปลกใจแต่อย่างใดแต่หลังจากที่ถูกเมิ่งฝานจู่โจมจนต้องล่าถอยจึงทำให้ตงฟางเฉินรู้สึกเหมือนถูกก้อนหินขนาดใหญ่พุ่งเข้าจู่โจมความมั่นใจทั้งหมดที่มี

          วินาทีต่อมาพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าแน่นอนว่านั่นคือเมิ่งฝาน

           “เร็วมากจริงๆ เจ้าคนนี้!”

          เพียงพริบตาเดียวนัยน์ตาของกู่หยวนที่อยู่บนแท่นรับรองแขกผู้ทรงเกียรติก็วาวโรจน์ขึ้นมาพร้อมทั้งยังเอ่ยชมอย่างไม่อาจหักห้ามใจ เพราะนอกเหนือจากการที่เมิ่งฝานฝึกฝนวิชามหาหัตถ์สังหารได้อย่างเลิศล้ำโดดเด่นแล้วนั้นก็ยังมีทักษะการต่อสู้ที่เหนือกว่าจอมยุทธ์ในรุ่นราวคราวเดียวกันอีกด้วยที่ยิ่งไปกว่านั้นคือกู่หยวนคือผู้ที่เข้าใจมากที่สุดว่าทั้งหมดนี้เกิดจากการฝึกบำเพ็ญตนที่ใช้เวลาเพียงครึ่งปีเท่านั้น

          ครึ่งปีก่อนหน้านี้เมิ่งฝานยังคงเป็นเพียงหนุ่มน้อยธรรมดาไร้ซึ่งชื่อเสียงในอูเจิ้นแต่ในวันนี้กลับเฉิดฉายอยู่ในเมืองเหยียนเฉิงได้อย่างเจิดจรัส เผยความสามารถที่สูงส่งออกมาได้อย่างน่าตกตะลึง

          หากได้รับการอบรมบ่มเพาะที่ดีกว่านี้เขาจะก้าวหน้าไปได้ถึงขั้นใดกัน

          ในการประลอง แขนทั้งสองข้างของเมิ่งฝานขยับแล้วชกเข้าที่ร่างกายของตงฟางเฉินอย่างรุนแรงและดุดันแม้ว่ายามนี้ลมปราณภายในร่างกายของเขาจะแปรปรวนอยู่ไม่น้อยแต่เด็กหนุ่มก็ได้สะกดมันเอาไว้แล้ว

          ฉวยโอกาสที่ดีเลิศในการจู่โจม!

          เพียงชั่วพริบตาก็มีเสียงตกตะลึงดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานประลองเพราะภาพที่ปรากฏในยามนี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าร่างกายของเมิ่งฝานเหนือกว่าตงฟางเฉินจึงสามารถหาโอกาสในการจู่โจมได้ก่อน

          “เป็นไปได้อย่างไร!”

          เมื่อตงฟางลี่ที่อยู่บนแท่นรับรองแขกผู้ทรงเกียรติได้เห็นภาพเบื้องหน้าก็ถึงกับมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปทันใดขณะที่ซีเหมินสยงเองก็หน้าเสียจนไม่อาจเก็บอาการได้เช่นกัน

          แขนทั้งสองชกออกไปเบื้องหน้าอย่างดุดันสองขาก้าวย่างอย่างไม่ยำเกรง พลังมากมายถาโถมเข้าไปยังร่างของตงฟางเฉินด้วยหมัดที่เร็วกว่าหมัดก่อนหน้าขึ้นไปเรื่อยๆเมื่อมันพุ่งปะทะเข้ากับร่างของตงฟางเฉินเขาจึงได้แต่ล่าถอยไปด้านหลังอย่างไม่อาจมีโอกาสตั้งตัว

          เวลานี้ตงฟางเฉินต้านทานการโจมตีของเมิ่งฝานพร้อมทั้งกัดฟันแน่นเขานึกไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่าตนเองจะถูกจอมยุทธ์น้อยไร้ซึ่งชื่อเสียงตรงหน้าสยบได้ถึงเพียงนี้

          พลังที่แข็งแกร่งของเมิ่งฝานทำให้แขนทั้งสองข้างของตงฟางเฉินเจ็บปวดรวดร้าวเป็นอย่างมากทว่าสิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้นก็คือความรู้สึกที่คล้ายดั่งการโดนหยามเกียรติที่เกิดขึ้นมาในหัวใจ

          เขานึกไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่าตนเองจะถูกจอมยุทธ์น้อยจากอูเจิ้นที่ไร้ชื่อเสียงสยบท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้จึงทำให้ความเดือดดาลถาโถมขึ้นมาในหัวใจของตงฟางเฉิน เขาจึงกัดฟันแน่นทั้งต้านทานพลังหมัดแข็งแกร่งของเมิ่งฝานพลางตวาดเสียงดัง “ไปตายเสียเถอะต่อให้เจ้าแข็งแกร่งถึงเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานข้าได้เป็นแน่!”

          ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาขยับพร้อมมีพลังปราณมากมายปรากฏขึ้นรอบกายตงฟางเฉินและยามนี้มันกำลังเดือดพล่านอย่างรุนแรงพลังเหมันต์เยือกแข็งของวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับกลางถูกอัญเชิญออกมาในขีดสูงสุดเพียงชั่วพริบตาก็มีพลังปราณระเบิดออกมาจากฝ่ามือผ่าไปยังร่างของเมิ่งฝาน

          “วิชายุทธ์ที่ข้ากับเจ้าฝึกฝนหาได้คล้ายกันไม่ถึงอย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าวิชายุทธ์ระดับกลางเจ้าก็ยังต้องตายอยู่ดี!”

          โหดเหี้ยมอย่างยิ่ง!

          สีหน้าของผู้คนที่อยู่รอบลานประลองต่างก็เปลี่ยนไปตามๆกันพวกเขานึกไม่ถึงว่าตงฟางเฉินจะรวบรวมพลังปราณทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายแล้วระเบิดมันออกมาเพื่อจู่โจมอย่างร้ายกาจเช่นนี้!หากเมิ่งฝานถูกฝ่ามือนั้นผ่าลงไปยังร่างก็คงจะบาดเจ็บสาหัสจนเกือบตายเป็นแน่

          ในการประลองฝีมือของจอมยุทธ์น้อยนั้นยากนักที่จะมีใครลงมืออย่างโหดเหี้ยมโดยเฉพาะผู้ที่ฝึกฝนวิชายุทธ์ระดับสูง เพราะเดิมทีก็นับว่าเหนือกว่าผู้อื่นอยู่แล้ว

          ผู้คนโดยรอบต่างก็ขมวดคิ้วเพราะนึกไม่ถึงว่าตงฟางเฉินจะใจแคบเช่นนี้ไม่มีผู้ใดคาดคิดด้วยว่าเขาจะใช้พลังของวิชายุทธ์แห่งพลังปราณชั้นสูงในการสยบเมิ่งฝาน

          “ระวังนะเจ้าคะท่านพี่เมิ่งฝาน!”

          เพียงชั่วพริบตาใบหน้าของกู่ซินเอ๋อร์ก็เต็มไปด้วยความกังวลใจฝ่ามืองามดุจเนื้อหยกกุมเอาไว้แน่นพร้อมทั้งจ้องมองการต่อสู้ในลานการประลองอย่างไม่ละสายตา

          เมื่อตงฟางเฉินระเบิดพลังฝ่ามือออกมารูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลงในทันใดนัยน์ตาทั้งสองข้างของเขาวาวโรจน์ก่อนจะระเบิดกลิ่นอายแห่งความเยือกเย็นออกมาเช่นกันจากนั้นท่อนแขนของเมิ่งฝานก็ขยับด้วยท่วงท่าของการชกขึ้นหน้าอย่างดุดัน

          เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ...

          กระดูกในร่างล้วนแต่ส่งเสียงคล้ายไฟแตกออกมาพละกำลังมหาศาลถูกปล่อยจากร่างกายของเมิ่งฝานตามการเคลื่อนไหว

          สายธารหลั่งสมุทร!

          อาศัยโทสะเป็นตัวนำ ยามนี้นัยน์ตาของเมิ่งฝานอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารในเมื่อตงฟางเฉินคิดจะสังหารตนเอง เมิ่งฝานก็มิได้หลงเหลือความเกรงใจแต่อย่างใดมีเพียงการต่อสู้ที่น้อมรับและอาศัยการจู่โจมเช่นเดียวกันรับมือกับการถูกจู่โจม!

          ตู้ม!

          ฝ่ามือและหมัดปะทะกันกลางอากาศระลอกคลื่นแห่งพลังปราณทำให้ก้อนหินโดยรอบสั่นสะเทือนไปชั่วครู่ วินาทีต่อมาร่างของเมิ่งฝานก็กระเด็นถอยไปด้านหลังอย่างรุนแรง

          เสื้อผ้าท่อนบนฉีกขาดจนแทบไม่เหลือชิ้นดีทั้งกระอักเลือดออกมาที่มุมปากแม้ว่าการปล่อยพลังสายธารหลั่งสมุทรจะทำให้พลังในตัวสูญสิ้นไปแต่เมิ่งฝานก็พยายามฝืนยืนหยัดทรงตัวอย่างสุดกำลัง

          ส่วนอีกฝ่ายนั้น ร่างของตงฟางเฉินเองก็กระเด็นออกไปด้านหลังเช่นกันทว่าเขากลับล้มลงไปกองกับพื้นหลังจากที่ถอยออกไปถึงสิบกว่าก้าว ก่อนจะกระอักเลือดอย่างรุนแรงและไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีกต่อไป!

          เพียงหนึ่งกระบวนท่า วัดผลว่าผู้ใดเด่นหรือด้อยแพ้ชนะได้รับการตัดสิน!

          ภายในลานประลองนั้นทุกคนมองไปยังตงฟางเฉินที่ไม่อาจลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าตกตะลึง

          ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าบุตรชายคนโตของตระกูลตงฟางจะพ่ายแพ้และนึกไม่ถึงด้วยว่าม้ามืดที่ปรากฏตัวขึ้นในการประลองล่าสัตว์อสูรของเมืองเหยียนเฉิงครั้งนี้จะดุดันและทรงอานุภาพจนทำให้พวกเขาสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ

          หลังจากถอนหายใจอย่างหนักเมิ่งฝานก็กลืนเลือดที่อยู่ภายในปากกลับลงคอเขาเดินไปยังข้างตัวของตงฟางเฉินท่ามกลางผู้คนนับหมื่นแล้วกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ผู้ฟังทั้งหลายล้วนแต่สั่นสะท้านไปทั้งหัวใจออกมา

          “คนของตระกูลตงฟางจงฟังนำเหรียญทองคำจำนวนหนึ่งหมื่นเหรียญและจิตอสูรที่พวกเจ้าได้รับมาให้ข้าทั้งหมดอย่าบีบบังคับให้ข้าต้องลงมือ มิฉะนั้นข้าก็จะทำลายเขาเสีย!”

          น้ำเสียงเยือกเย็น จิตสังหารเด่นชัด ทำให้คนของตระกูลตงฟางที่เป็นหนึ่งในห้าผู้มีอิทธิพลแห่งเมืองเหยียนเฉิงรู้สึกหวาดกลัวความกล้าในครั้งนี้ทำให้ผู้ที่อยู่บนแท่นปราการของแขกผู้ทรงเกียรติลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงแล้วมองมายังลานประลองด้วยความตกตะลึงทั้งยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม

          กล้าหาญ!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน