ความมืดใต้รอยแยกไม่ได้เหมือนความมืดยามค่ำคืน
ยามค่ำคืนอย่างน้อยยังมีลม มีเสียงแมลง มีเงาไม้ มีขอบฟ้าที่บอกได้ว่าด้านใดคือฟ้า ด้านใดคือดิน แต่ความมืดที่กลืนเย่เทียนลงมานั้นกลับไร้ทิศทาง ราวกับเขาไม่ได้ตกจากที่สูง หากกำลังถูกลากผ่านลำคอของภูเขาทั้งลูก เสียงจากเบื้องบนหายไปอย่างรวดเร็ว คำรามของสัตว์อสูร เสียงผู้คุมตะโกน เสียงเย่คุนเรียกชื่อเขา ล้วนถูกหมอกดำกลืนจนเหลือเพียงแรงสั่นสะเทือนจาง ๆ ที่ผ่านผิวกายมาเป็นระยะ
เย่เทียนพยายามลืมตา แต่หมอกรอบตัวหนาเกินไปจนแม้แต่ดวงตาก็เหมือนเปิดอยู่ในน้ำดำ เศษแสงสีเงินลอยผ่านข้างกายเป็นเส้นสั้น ๆ บางเส้นเฉียดใบหน้าแล้วแตกกระจายเป็นละอองเย็น บางเส้นเลื้อยไปตามรอยแตกของหินราวกับอักขระมีชีวิต เขาเอื้อมมือออกไปหลายครั้ง หวังจะคว้าขอบหินหรือรากไม้ใดสักอย่าง แต่ปลายนิ้วสัมผัสได้เพียงไอเย็นและผนังศิลาที่ลื่นผิดธรรมชาติ
แล้วแรงกระแทกก็มาถึง
ไม่ใช่พื้นแข็ง แต่เป็นม่านหมอกหนาทึบชั้นหนึ่งที่รองร่างเขาไว้ชั่วครู่ ก่อนฉีกขาดออกเหมือนผ้าเปียก เย่เทียนร่วงต่อไปอีกช่วงหนึ่ง ร่างกระแทกเข้ากับผนังหินด้านข้าง ไหล่ซ้ายปะทุความเจ็บจนลมหายใจสะดุด จากนั้นจึงตกลงบนพื้นลาดชันที่เต็มไปด้วยเศษหินและไถลต่อไปจนชนเข้ากับรากไม้ดำแข็งเส้นหนึ่ง
ความเจ็บแล่นจากหลังขึ้นถึงท้ายทอย เขาเกือบหมดสติทันที แต่เสียงสตรีที่ดังขึ้นก่อนหน้านั้นยังติดอยู่ในหูเหมือนเข็มเย็นแทงลึก
ไม่ใช่ทางขึ้น
เย่เทียนกัดฟัน สูดลมหายใจเข้าอย่างยากลำบาก อากาศด้านล่างหนักและเย็นกว่าด้านบนมาก กลิ่นดินเปียก กลิ่นหินแตก และกลิ่นเลือดจาง ๆ ผสมอยู่ในหมอก เขาขยับปลายนิ้วก่อน เมื่อแน่ใจว่ายังรู้สึกได้ จึงค่อย ๆ ขยับแขน ขา และลำตัวทีละส่วน ความเจ็บมีอยู่ทุกจุด แต่ไม่ถึงขั้นกระดูกหักชัดเจน ไหล่ซ้ายช้ำหนัก ขาขวาปวดร้าว และแผ่นหลังเหมือนถูกฟาดด้วยพลองเต็มแรง ทว่าชีวิตยังอยู่
เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะไม่กล้าขยับมากเกินไปในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ด้านบนไม่มีเสียงคนอีกแล้ว มีเพียงหมอกดำลอยช้า ๆ ผ่านรอยแยกสูงลิบเหมือนปากแผลที่กำลังปิด เย่เทียนมองขึ้นไป เห็นเพียงเส้นสีเงินเล็ก ๆ แล่นผ่านความมืดเป็นครั้งคราว รอยแยกที่เขาตกลงมานั้นสูงเกินกว่าจะปีนกลับขึ้นไปได้ และต่อให้มีใครบางคนหาทางช่วย เขาก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งใดในหุบเขาแห่งนี้จะยอมปล่อยให้พวกเขาทำเช่นนั้นง่าย ๆ
เสียงหินหล่นดังกรุกกรักจากที่ไกล เย่เทียนฝืนลุกขึ้นนั่ง มือหนึ่งกดไหล่ซ้าย อีกมือจับรากไม้ดำที่ช่วยหยุดร่างไว้ รากนั้นเย็นจัดและแข็งเหมือนเหล็กเก่า ผิวของมันมีลายสีเงินจาง ๆ คล้ายเส้นเลือดไหลอยู่ใต้เปลือกไม้ เขารีบปล่อยมือเมื่อเห็นว่าลายนั้นขยับช้า ๆ ตามจังหวะหมอก
รอบตัวเขาคือโพรงหุบเขาใต้ดินกว้างใหญ่กว่าที่คิด ไม่ใช่ถ้ำแคบ แต่เป็นโลกอีกชั้นหนึ่งใต้ภูเขาหินดำ เพดานด้านบนสูงจนมองไม่สุด มีหินงอกหินย้อยสีดำเรียงลงมาเหมือนเขี้ยวสัตว์ยักษ์ พื้นเบื้องล่างลาดลงไปสู่หุบลึกที่มีหมอกสีเทาดำไหลวนอยู่ตลอดเวลา แสงสว่างมีเพียงแสงสีเงินเย็นจากอักขระที่ฝังอยู่ตามผนังหิน บางจุดเป็นเส้นยาว บางจุดเป็นวงแตก บางจุดเหมือนตัวอักษรโบราณที่ถูกขูดลบจนเหลือครึ่งเดียว
ที่ลึกลงไปไกล ๆ มีแสงสีเงินอีกดวงหนึ่งนิ่งอยู่กลางหมอก
แสงนั้นไม่กะพริบ ไม่ไหว ไม่เหมือนไฟ ไม่เหมือนแร่ แต่มันทำให้ความมืดรอบตัวบางลงเล็กน้อย ราวกับมีจันทร์จมอยู่ใต้หุบเขาจริง ๆ
เย่เทียนยังไม่เดินทันที เขาก้มมองมือของตนเอง เห็นเลือดซึมตามรอยถลอกบนฝ่ามือหลายจุด เสื้อคลุมฉีกขาดตรงไหล่ซ้าย ถุงผ้าขาดหายไป เหลือเพียงสายผ้าสั้น ๆ ติดอยู่กับเอว ป้ายไม้ “สำรอง” ก็ไม่อยู่แล้ว คงหลุดติดมือเย่คุนตอนอีกฝ่ายคว้าเขาไว้
ความคิดถึงจุดนั้นทำให้หน้าอกเขาแน่นขึ้น ไม่ใช่อาการของชีพจร แต่เป็นความรู้สึกของคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองอาจกลายเป็นชื่อในรายงานการสูญหาย เย่คุนคว้าเขาไม่ทัน เย่กวงคงต้องสั่งถอย เสี่ยวอวี่อาจรอเขากลับไปพร้อมห่อขนมที่ยังไม่ถูกเปิด เย่จงอาจได้ยินข่าวจากปากคนอื่นก่อนเห็นหน้าเขา
เย่เทียนหลับตาเพียงครู่เดียว แล้วเปิดขึ้นอีกครั้ง
เขายังไม่ตาย
ตราบใดที่ยังไม่ตาย เขายังมีสิทธิ์กลับไป
เสียงครืดเบา ๆ ดังจากด้านหลัง เย่เทียนหันขวับ เห็นเงาเล็กหลายเงาเลื้อยออกจากซอกหิน ไม่ใช่งู ไม่ใช่สัตว์อสูรเต็มตัว หากเป็นสิ่งคล้ายเศษหมอกจับตัวเป็นรูปร่าง มีขาสั้น ๆ สี่ขา หัวเรียวเหมือนจิ้งจอกที่ถูกเผาจนเหลือแต่โครง แสงสีเงินไหลอยู่ในเบ้าตาของพวกมันเหมือนสัตว์อสูรปนเปื้อนด้านบน แต่น้อยกว่าและจางกว่า
พวกมันสามตัวหยุดนิ่งเมื่อเห็นเย่เทียน
เย่เทียนเองก็หยุดนิ่งเช่นกัน
เขาไม่มีอาวุธที่ใช้ได้จริง มีเพียงก้อนหินแหลมข้างมือและร่างกายที่ยังสั่นจากแรงกระแทก เขาไม่ควรสู้ถ้าไม่จำเป็น แต่การยืนนิ่งในโพรงมืดกับสิ่งที่มีดวงตาสีเงินจ้องกลับมาก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก
เงาตัวหนึ่งขยับก่อน มันไม่ได้พุ่งใส่เขาทันที แต่ก้มลงดมเลือดที่หยดบนพื้น รอยเลือดของเย่เทียนส่องแสงจาง ๆ เพียงเสี้ยวหนึ่งเมื่อสัมผัสหินดำ ก่อนดับลงอย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นสะดุ้งถอยไปครึ่งก้าวเหมือนโดนลวก อีกสองตัวส่งเสียงแหลมต่ำ ๆ แล้วค่อย ๆ ถอยกลับเข้าซอกหิน
เย่เทียนมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นช้าลง
เกิดอะไรขึ้น..มันคือตัวอะไร..แล้วทำไมมันดมเลือดเขาแล้วถึงถอยออก
เขางงเป็นไก่ตาแตก แต่มือของเขารีบขยับหยิบก้อนหินแหลมขึ้นมาอย่างระวัง อย่างน้อยมันก็พอใช้เป็นของป้องกันตัวชั่วคราวได้
ด้านบน ในเวลาเดียวกัน คณะฝึกของตระกูลเย่ยังไม่พ้นจากเขตหมอกดำ สัตว์อสูรปนเปื้อนถูกผู้คุมสองคนตรึงไว้กลางวงปะทะ เย่เฉิงช่วยกดจังหวะด้านหนึ่งด้วยพลองสั้น ใบหน้าเขาขาวซีดแต่สายตายังคงนิ่ง เย่หมิงฟันซ้ำไปที่ขาหลังของมันครั้งหนึ่ง ดาบยังแทงไม่ลึก แต่ทำให้สัตว์อสูรเสียจังหวะพอให้ผู้คุมฟาดพลองลงกลางกะโหลก เสียงกระแทกหนักดังขึ้นพร้อมแสงสีเงินในดวงตาของมันแตกกระจายเป็นละออง
ร่างหมาป่าหินล้มลงกับพื้น ทว่าก่อนทุกคนจะทันโล่งใจ ฟองดำจากปากมันไหลแตะเส้นสีเงินบนหินอีกครั้ง เย่กวงสั่งให้ถอยทันที ผู้คุมใช้พลองเขี่ยซากออกจากรอยนั้น ไม่ให้เลือดกับฟองดำกระจายเพิ่ม เมื่อซากสัตว์อสูรถูกดันตกลงไปในร่องหินด้านข้าง เส้นสีเงินบนพื้นที่จึงค่อย ๆ ดับลงเหมือนถ่านไฟถูกกลบด้วยเถ้า
ไม่มีใครพูดคำว่าเย่เทียนออกมาอีกในทันที
ไม่ใช่เพราะลืม แต่เพราะทุกคนยังยืนอยู่บนพื้นที่อาจถล่มได้ทุกเมื่อ
เย่กวงสั่งถอนวงเป็นช่วง ๆ น้ำเสียงยังคงมั่นคง แม้ใบหน้าจะตึงจนแทบไร้เลือด เย่คุนเดินอยู่ท้ายสุด ป้ายไม้ “สำรอง” อยู่ในมือ เขาไม่ได้เก็บมันเข้าชายเสื้อ ไม่ได้ผูกไว้กับเอว เพียงกำมันไว้ตลอดทางจนขอบไม้กดลึกลงบนฝ่ามือ หานเลี่ยเดินใกล้ผู้คุมด้านข้าง คอยชี้จุดที่เส้นสีเงินยังวาบอยู่เป็นครั้งคราว ไม่มีคำพูดเกินจำเป็นอีกต่อไป
เมื่อคณะถอยมาถึงลานหินที่เคยเป็นจุดพักแรกเมื่อวันก่อน เย่กวงจึงสั่งหยุดชั่วคราว ผู้ฝึกรุ่นเยาว์หลายคนทรุดลงนั่งทันที บางคนเพิ่งรู้ว่าขาตนสั่นมาตลอดทาง เด็กกลุ่มสนับสนุนที่เย่เทียนช่วยไว้ยังร้องไห้เงียบ ๆ มือทั้งสองกำชายเสื้อแน่นเหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยแล้วภาพรอยแยกจะกลับมาอีก
เย่คุนเดินไปยืนห่างจากคณะเล็กน้อย เขาหันหน้าไปทางภูเขาหินดำ หมอกหนาเบื้องหลังปิดเส้นทางที่พวกเขาเพิ่งหนีออกมาเสียเกือบหมด ไม่มีรอยแยก ไม่มีแสงสีเงิน ไม่มีเสียงเย่เทียน เหลือเพียงยอดไม้ดำและความเงียบที่เหมือนเยาะเย้ย
เย่กวงตามไปหยุดด้านหลังเขา ระยะห่างไม่มาก ไม่น้อยเกินไป
“เราจะส่งคนกลับเมืองทันที” เย่กวงกล่าว “รายงานต้องถึงเรือนกลางก่อนเที่ยง และต้องส่งถึงตระกูลหานด้วย เส้นทางนี้ต้องปิด”
เย่คุนไม่หันมา “แล้วเย่เทียน?”
เย่กวงเงียบไปครู่หนึ่ง “ต้องให้ผู้ใหญ่ระดับสูงกว่าเข้ามาตรวจ รอยแยกนั่นไม่ใช่สิ่งที่คณะฝึกภาคสนามจัดการได้”
“เจ้าจะเขียนในรายงานว่าอะไร” เสียงเย่คุนต่ำลง “สูญหาย? ตกลงรอยแยก? ไม่พบศพ?”
“ข้าจะเขียนความจริงทั้งหมด”
“ความจริงคือข้าคว้าเขาไม่ทัน”
ครั้งนี้เย่กวงไม่ได้ตอบทันที เขามองป้ายไม้ในมือเย่คุน ก่อนกล่าวช้า ๆ “ความจริงอีกอย่างคือถ้าเจ้าตามลงไป คณะนี้อาจไม่มีผู้ฝึกสอนพากลับ และเด็กอีกหลายคนอาจตายบนทางนั้น”
เย่คุนหัวเราะออกมาสั้น ๆ ไม่มีความขบขันอยู่ในเสียงนั้นเลย “เจ้าพูดเหมือนข้าควรขอบคุณตัวเองที่ไม่กระโดดลงไป”
“ไม่” เย่กวงตอบ “ข้าแค่บอกว่าเจ้าทำสิ่งที่ยากกว่า”
คำตอบนั้นทำให้เย่คุนนิ่งไป มือที่กำป้ายไม้สั่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยุด เขาหันกลับไปมองกลุ่มผู้ฝึกที่เหลืออยู่ เด็กเหล่านั้นยังต้องกลับเมือง ยังต้องมีคนคุมแถว ยังต้องมีคนรายงานความจริง ยังต้องมีคนบอกเย่จงว่าเกิดอะไรขึ้น
และเรื่องทั้งหมดนั้นไม่มีข้อใดง่ายกว่าอีกข้อ
ใต้รอยแยก เย่เทียนเริ่มเดินลงไปตามทางลาดอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้เลือกเพราะอยากลงลึกกว่าเดิม แต่ด้านบนไม่มีทางขึ้น และเส้นทางเดียวที่พอเดินได้นำไปสู่แสงสีเงินในหุบลึก หมอกดำบางช่วงหนาจนต้องยกแขนบังหน้า บางช่วงกลับบางลงจนมองเห็นผนังหินที่มีรอยอักขระเรียงเป็นแนวยาว อักขระเหล่านั้นไม่เหมือนตัวหนังสือของโลกมนุษย์ บางเส้นคล้ายดวงจันทร์ถูกแบ่งครึ่ง บางเส้นคล้ายเส้นชีพจรที่แตกออกจากจุดเดียวกันแล้วหายไปในความมืด
ยิ่งเดินเข้าใกล้แสงสีเงิน เย่เทียนยิ่งได้ยินเสียงบางอย่างชัดขึ้น ไม่ใช่เสียงพูดแล้ว แต่เป็นเสียงเหมือนหยดน้ำตกลงบนผิวนิ่งทีละหยด ทุกหยดทำให้หมอกรอบตัวกระเพื่อมเป็นวงบาง ๆ เขาเดินผ่านผนังหินช่วงหนึ่งและเห็นรอยขูดยาวลึกลงไปในศิลา รอยนั้นเรียบกว่าคมดาบทั่วไปมาก รอบ ๆ มีคราบเลือดสีเข้มที่แห้งจนเกือบดำ แต่บนคราบเลือดยังมีละอองเงินจับอยู่เล็กน้อย
เลือดของใครบางคน
เย่เทียนนึกถึงเศษผ้าสีเงินที่พบในค่าย
เจ้าของเศษผ้าอาจอยู่ข้างล่างนี้จริง ๆ
เขาก้าวต่อไปอีกไม่กี่สิบก้าว ทางลาดก็เปิดออกเป็นโพรงกว้าง เบื้องหน้าเป็นลานหินใต้ดินที่มีรอยแยกเล็ก ๆ ตัดผ่านตรงกลาง หมอกดำไหลวนอยู่รอบลาน แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ศูนย์กลาง ที่นั่นมีแสงสีเงินเย็นแผ่ออกมาเป็นวงบาง ๆ คล้ายเขตแดนที่ใกล้ดับเต็มที บนพื้นรอบวงแสงมีอักขระแตกหักนับไม่ถ้วน บางเส้นยังสว่าง บางเส้นดับไปแล้ว บางเส้นมีคราบเลือดลากผ่านจนกลายเป็นสีหม่น
กลางวงแสงนั้น มีสตรีผู้หนึ่งนอนพิงแท่นหินแตก
เย่เทียนหยุดชะงักอยู่ที่ขอบลาน
ชั่วขณะนั้น ความเจ็บที่ไหล่ซ้าย ความปวดร้าวที่ขา และความเย็นของหมอกใต้หุบเขาคล้ายถูกผลักออกไปไกลกว่าหนึ่งลมหายใจ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่สตรีผู้นั้นโดยไม่อาจขยับไปที่อื่นได้ง่าย ๆ
เขาเคยเห็นความงามของผู้คนในเมืองชิงหลานมาไม่น้อย เคยเห็นหญิงสาวจากตระกูลใหญ่ผู้แต่งกายประณีต เคยเห็นซูหลิงเยวี่ยซึ่งงดงามอย่างสงบเย็นราวหยกขาวใต้หิมะแรก แต่สตรีตรงหน้าไม่เหมือนผู้ใดเลย ความงามของนางไม่ใช่ความงามที่ตั้งใจให้ผู้คนชม ไม่ใช่ความงามของเครื่องประดับ ผ้าแพร หรือฐานะ หากเป็นความงามที่เหมือนควรอยู่ไกลจากโลกมนุษย์แต่กลับตกลงมาเปื้อนเลือดอยู่ตรงหน้าเขา
ผิวของนางซีดจากอาการบาดเจ็บ ทว่าความซีดนั้นไม่ได้ทำให้นางหม่นมัว กลับยิ่งขับให้ใบหน้าคมละเมียดของนางดูคล้ายจันทร์ที่ถูกเมฆดำบังไว้ครึ่งหนึ่ง คิ้วเรียวยาวราวเส้นหมึกบนกระดาษเก่า ขนตาเปียกชื้นด้วยไอหมอก ริมฝีปากซีดจนแทบไร้สี แต่ยังมีรอยเลือดแตะอยู่ตรงมุมปาก ทำให้ใบหน้านั้นงดงามจนชวนให้ใจสั่น และเปราะบางจนชวนให้ไม่กล้าเอื้อมมือแตะ
เส้นผมดำยาวของนางแผ่ลงบนแท่นหินแตกเหมือนหมึกเข้มที่ละลายในแสงจันทร์ ปลายผมบางส่วนเปื้อนเลือด สีแดงเข้มตัดกับอาภรณ์สีเงินขาวที่ขาดวิ่นจนเห็นรอยแผลหลายแห่ง อาภรณ์นั้นไม่ใช่ผ้าธรรมดา ต่อให้ฉีกขาดและเปื้อนเลือด เส้นใยก็ยังสะท้อนแสงเย็นจาง ๆ แบบเดียวกับเศษผ้าที่คณะพบด้านบน ราวกับเศษจันทร์ถูกทอเป็นชุด แล้วถูกใครบางคนฉีกกระชากจนเหลือเพียงความงามที่ใกล้แตกสลาย
สิ่งที่ทำให้เย่เทียนตะลึงยิ่งกว่ารูปโฉม คือบรรยากาศรอบตัวนาง นางบาดเจ็บหนักจนแทบไม่อาจขยับ แต่กลับไม่ให้ความรู้สึกเหมือนคนพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์ แม้พิงแท่นหินแตกอยู่กลางหุบเขามืด แม้เลือดไหลซึมจากไหล่และสีข้าง แม้ลมหายใจเบาจนเกือบจับไม่ได้ รอบกายนางยังมีความนิ่งลึกบางอย่างคล้ายผิวน้ำใต้แสงจันทร์ นิ่งจนหมอกดำรอบลานดูหยาบกระด้าง นิ่งจนความมืดทั้งหุบเขาเหมือนไม่กล้ากลืนกินนางในทันที
ด้านหลังนางมีวงอักขระสีเงินแตกเป็นเสี้ยว ๆ ลอยอยู่เหนือพื้นเพียงครึ่งชุ่น บางครั้งมันก่อตัวเป็นรูปจันทร์เสี้ยว บางครั้งกระจายเป็นเส้นเหมือนดวงดาวที่ถูกปัดทิ้ง แสงจากวงอักขระไม่สว่างมาก แต่เย็นและลึก ราวกับไม่ใช่แสงที่ส่องออกมา หากเป็นความเงียบของจันทราที่กดให้หมอกดำถอยห่าง
รอบตัวนาง หมอกดำพยายามแทรกเข้าไปหลายครั้ง แต่เมื่อแตะขอบวงแสงสีเงินก็ถูกผลักออกอย่างไร้เสียง วงแสงนั้นกำลังอ่อนลงทีละนิด รอยแตกในอักขระเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เลือดจากบาดแผลของนางหยดลงพื้น
เย่เทียนไม่กล้าเข้าใกล้ทันที เขายืนอยู่ที่ขอบลาน กำหินแหลมในมือแน่น ภาพตรงหน้าทำให้เขาตะลึงก็จริง แต่ความผิดปกติที่ผ่านมาสอนเขาแล้วว่าสิ่งงดงามที่สุดอาจอันตรายที่สุดเช่นกัน
หมอกดำไหลวนอยู่รอบเท้าของเขา
ตอนแรกเย่เทียนไม่ทันสังเกต แต่เมื่อก้มลงมอง เขาจึงเห็นว่าหมอกเหล่านั้นไม่ได้แตะตัวเขาโดยตรง มันวนอยู่ห่างจากปลายรองเท้าเพียงครึ่งชุ่น บางครั้งยื่นเส้นบาง ๆ เข้ามาเหมือนลิ้นของสัตว์ร้าย แต่ก่อนจะแตะผิวรองเท้า กลับหดกลับไปเองราวกับชนกับสิ่งที่มองไม่เห็น
เย่เทียนขมวดคิ้ว
เขาไม่รู้ว่าหมอกนี้ทำอะไรได้บ้าง แต่สัญชาตญาณทุกส่วนในร่างกายบอกว่าไม่ควรปล่อยให้มันแตะตัว เขายิ่งไม่รู้ว่ามันถอยห่างจากตนเพราะเลือดของเขาเหมือนที่เขาสันนิษฐานก่อนหน้า เพราะอักขระรอบตัวสตรีผู้นั้น หรือเพราะเหตุผลใด
สตรีผู้นั้นลืมตาขึ้นช้า ๆ
ดวงตาของนางเป็นสีดำลึก แต่ในส่วนลึกมีประกายเงินจาง ๆ คล้ายจันทร์สะท้อนในบ่อน้ำเก่า สายตานั้นพร่าเพราะบาดเจ็บ ทว่ายังมีความนิ่งชนิดหนึ่งที่ทำให้เย่เทียนรู้สึกราวกับตนเองถูกมองทะลุทั้งร่าง ทั้งเลือด ทั้งลมหายใจ และบางสิ่งที่เขาเองยังไม่เข้าใจ
นางมองเขาอยู่นานกว่าที่คนบาดเจ็บหนักควรมองไหว สายตาของนางเลื่อนจากใบหน้าเขาลงไปยังรอยเลือดบนฝ่ามือ แล้วหยุดที่หมอกดำรอบเท้าของเขา ประกายเงินในดวงตานางไหววูบขึ้นเพียงเสี้ยวเดียว
“เจ้า…”
เสียงของนางแผ่วจนแทบกลืนไปกับหมอก
เย่เทียนไม่ตอบทันที ลำคอของเขาแห้งผากอย่างไร้สาเหตุ
“เหตุใด…” นางกล่าวต่ออย่างขาดช่วง “หมอกจึงไม่กลืนเจ้า…”
เย่เทียนก้มมองหมอกดำรอบเท้าอีกครั้ง ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าหมอกนี้คืออะไร..มันจะกลืนกินข้าหรือ?”
คำตอบนั้นออกจากปากเขาแผ่วกว่าที่ตั้งใจ แต่ท่ามกลางหุบเขาใต้ดินอันไร้เสียง มันกลับชัดเจนกว่าทุกคำที่เขาเคยพูดบนภูเขาหินดำ
สตรีผู้นั้นนิ่งไปเล็กน้อย
เย่เทียนมองดวงตาของนาง แล้วความเย็นในอกพลันย้อนกลับมา เสียงในหมอกเมื่อคืน เสียงที่ดังขึ้นระหว่างความฝันกับลมหายใจ เสียงที่พูดว่า “ไม่ใช่ทางขึ้น” เสียงนั้น…คล้ายกับเสียงของนางอย่างน่าประหลาด
เขากำหินในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ยกมันขึ้น
“เป็นท่านหรือ” เย่เทียนถามเสียงต่ำ “เสียงที่ข้าได้ยินเมื่อคืน…คนที่พูดว่า ‘ไม่ใช่ทางขึ้น’”
ประกายเงินในดวงตานางสั่นไหวทันที
คราวนี้ความประหลาดใจในแววตานางชัดเจนเสียจนแม้แต่เย่เทียนก็เห็นได้ นางไม่ได้มองเหมือนคนที่เพิ่งพบผู้ที่ตนเรียกมา หากเหมือนคนที่เห็นเงาสะท้อนในน้ำแตกออกจากทิศทางที่ไม่ควรแตก
“เจ้า…” ลมหายใจของนางขาดช่วง “ได้ยินเสียง?”
เย่เทียนพยักหน้าช้า ๆ “ได้ยินสองครั้ง ครั้งแรกในค่าย ครั้งที่สองตอนข้าตกลงมา”
วงอักขระสีเงินรอบตัวนางสั่นไหวอย่างแผ่วเบา เสี้ยวจันทร์ที่แตกอยู่ด้านหลังพร่าไปชั่วขณะหนึ่ง ราวกับคำตอบของเย่เทียนไปกระทบสิ่งใดบางอย่างในม่านพลังของนาง
นางหลับตาลงครึ่งหนึ่ง ความเจ็บทำให้หัวคิ้วของนางขยับเล็กน้อย แต่เสียงที่เอ่ยออกมากลับเบาและเย็นยิ่งกว่าเดิม
“น่าสนใจนัก”
เย่เทียนนิ่งงัน ส่งสายตามองกลับไปแบบไม่เข้าใจ
หมอกดำรอบเท้าเขายังคงวนอยู่ แต่ไม่เข้ามาใกล้กว่าเดิม วงแสงสีเงินรอบตัวนางกลับร้าวเพิ่มขึ้นอีกเส้นหนึ่ง เลือดจากบาดแผลบนไหล่นางหยดลงบนอักขระแตก ทำให้แสงจันทร์เย็นเยียบสั่นวูบเหมือนเปลวไฟที่ใกล้ดับ
นางมองเขาอีกครั้ง มุมปากซีดขยับขึ้นราวกับพบคำถามที่น่าสนใจกว่าความตายของตนเอง
“เช่นนั้น…” นางกล่าว “อย่าเพิ่งตาย…ก่อนที่ข้าจะรู้คำตอบ”
เย่เทียนยังไม่ทันตอบ วงอักขระสีเงินรอบตัวนางก็สั่นไหวรุนแรงขึ้น หมอกดำนอกวงแสงกดเข้ามาอีกชั้น คราวนี้มันไม่ได้แค่แตะขอบเขตแล้วถอยออก หากเริ่มกัดกินเส้นอักขระทีละนิด ราวกับความมืดทั้งหุบเขากำลังหมดความอดทน
สตรีผู้นั้นไอออกมาเบา ๆ เลือดสีเข้มเปื้อนริมฝีปากซีดของนาง
เย่เทียนมองหมอกที่กำลังบีบเข้ามา มองอักขระที่กำลังแตก และมองสตรีผู้บาดเจ็บตรงหน้า
เขาเพิ่งตกลงมาจากรอยแยก ยังไม่รู้ทางกลับ ไม่รู้ว่านางเป็นใคร ไม่รู้ว่าหมอกดำต้องการอะไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองรอดมาถึงที่นี่ได้อย่างไร
แต่เขารู้สิ่งหนึ่ง
ถ้าวงแสงนั้นดับลง ทั้งนางและเขาอาจไม่มีโอกาสหาคำตอบอีกเลย