ตอนที่จ้าวฉือกลับมาถึงโรงเตี๊ยม ฝนก็หยุดแล้ว ด้านหน้าลานจอดรถม้าเรียบร้อยเป็ปกติ รถม้าที่ถูกฟาดประทุนหลังแหลกไปคันนั้นก็อันตรธานไปแล้ว ย่อมเป็การจัดการของพรรคอสูรเทวราช แต่สามารถจัดการได้อย่างไร จ้าวฉือคร้านที่จะสนใจ
เหลาสุราที่ชั้นล่าง บัดนี้เงียบเหงาวังเวง คล้ายผู้คนที่กินดื่มอยู่เมื่อครู่ ถูกการประมือของพวกมันสองคนขู่ขวัญจนกระเจิดกระเจิงไปหมดสิ้น
การค้าของเหล่าสุรานับว่าเพิ่งถูกก่อกวนไปชัดๆ แต่ผู้รับใช้พอเห็นจ้าวฉือก้าวเข้ามาในโถง ก็ปราดเข้ามาแย้มยิ้มกล่าวประจบทันที
“ต้าเอี๋ย ท่านกลับมาแล้ว บ่าวกำลังต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ให้ท่านชำระล้างร่างกาย โปรดรอสักครู่หนึ่ง”
จ้าวฉือขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวถามไป “เรามิใช่คนจากพรรคอสูรเทวราช เ้ามิต้องมาประจบสอพลอไป”
“ท่านมิใช่ก็มิเป็ไร นี่เป็ต้าเอี๋ยชุดขาวผู้นั้นสั่งไว้ เมื่อท่านกลับมาต้องทำการต้อนรับให้ดีที่สุด ทั้งยังชำระราคาค่าเสียหายรวมถึงค่าห้องพักและรายละเอียดต่างๆ ของท่านจนหมดสิ้น ดังนั้น...”
“ดังนั้นพวกเ้าก็รับไว้เถิด ส่วนเราจะไปแล้ว”
“ท่านจะไปแล้ว? แต่ท่านเพิ่งกลับมาถึง?”
“กลับมาถึงเราก็ไปได้ ห้องพักที่ผู้อื่นชำระใหญ่ เรามิปรารถนาจะหลับนอน”
กล่าวจบก็หันกาย ผลักประตูออกไปทันที ผู้รับใช้ได้แต่อ้าปากค้าง ด้วยมิเชื่อบนโลกจะมีคนเช่นนี้อยู่
คนผู้นี้สวมหน้ากากประหลาด สารรูปก็มิใช่ร่ำรวยมาจากที่ใด กลับปฏิเสธห้องพักที่ผู้อื่นชำระให้ ซ้ำยังเร่งรีบจากไปอีกเล่า เท่าที่ผู้รับใช้ทราบ นอกจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้ว แห่งที่ใกล้ที่สุดมีระยะทางไม่ต่ำว่าห้าหกสิบลี้
มันต้องเป็บุคคลวิกลจริตโดยแท้เทียว ถึงสามารถกระทำเื่ลำบากต่อตัวเองโดยไร้ประโยชน์เช่นนี้ได้
.........................................
จ้าวฉือที่จริงมิใช่คนรั้นถึงกับดูแคลนน้ำใจของผู้อื่น คนผู้หนึ่งดีต่อมัน มันย่อมดีตอบคนผู้นั้น
คืนนี้มันก่อกวนการทำงานของอสูรหยกขาว แม้มันทราบลูกดอกลูกนั้นถูกผู้อื่นซัดมา มันก็มิพาดพิงไปถึงอสูรหยกขาวโดยเด็ดขาด เนื่องเพราะมันถือว่านี่คือการชำระราคาของมันแล้ว
แต่เมื่อพรรคอสูรเทวราชชำระค่าห้องให้มัน ทั้งยังชำระค่าจิปาถะต่างๆ ล่วงหน้า หากมันยินยอมใช้ ก็เท่ากับว่ามันติดค้างพรรคอสูรเทวราชไป
มันยินยอมนอนที่ข้างทาง มิยอมติดค้างผู้ใดเด็ดขาด นี่คือกฎของมัน
ดังนั้นมันจึงสะบัดหน้าจากมาอย่างมิแยแส
ตอนนี้มันย่ำม้าอยู่บนทางสายน้อย อากาศเย็นเยือก เสื้อผ้ามันตอนนี้ก็เปียกชื้นจากละอองฝน แม้มันสามารถโคจรลมปราณเพื่อรักษาความร้อนของร่างกายไว้ได้ แต่ต้องมิใช่บนเส้นทางยาว อีกทั้งอาชาสีดำคู่ขามันตอนนี้ ก็นับว่าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่างยิ่งแล้ว
จ้าวฉืออย่างไรก็มีประสบการณ์เดินทางรอนแรมมาอย่างโชกโชน ใช้เวลาไม่นานก็เสาะหาอารามร้างได้หลังหนึ่ง จึงแวะพักที่นั่น
.......................................
ขนมแป้งย่างไส้เนื้อโอชะมากจริงๆ รอจนเอื้อมมือหยิบชิ้นที่สามขึ้นมา จ้าวฉือจึงเพิ่งสังเกตว่าเซี่ยตันนั่งจ้องอยู่
“ขนมอร่อยมากใช่หรือไม่?”
จ้าวฉือผงกศีรษะ แล้วกัดเข้าไปอีกคำหนึ่ง “บอกต่อเ้าก่อน เพียงเ้าให้ขนมแป้งย่างเรา ก็ยังไม่สามารถให้เรานับถือเ้าเป็สหายได้”
เซี่ยตันมิได้แสดงสีหน้าโกรธขึง แย้มยิ้มแล้วกล่าวอีก “ข้าพเ้าหิ้วขนมมาให้ท่าน ท่านไฉนไม่ยอมรับข้าพเ้าเป็สหาย”
“เนื่องเพราะเ้าคือพวกกงจื่อรุ่มรวย คนประดาเ้า หากมิใช่มีฐานะเทียบเคียงเสมอหรือสูงส่งกว่า ย่อมมิเหลือบแลไปมองอย่างเด็ดขาด คบหาเป็สหาย เฮอะ นับว่าเ้าสามารถพูดจาผิดแปลกไปจากผู้อื่นได้บ้าง จุดประสงค์ยังคงเป็ดังเดิมนั่นเอง”
“อ้อ... ท่านก็มีความสามารถ ล่วงรู้จุดประสงค์ดั้งเดิมของข้าพเ้าได้? ไหนลองบอกออกมาสักหลายคำ ข้าพเ้าจะน้อมล้างหูรับฟัง”
จ้าวฉือจึงจ้องหน้ามัน แล้วกล่าว “เ้า้าใช้เราไปกระทำเื่ประการหนึ่ง ที่บรรดาคนรับใช้ของเ้ามิอาจกระทำได้ บางทีอาจเป็เื่โง่เขลาบัดซบ บางทีอาจเป็เื่ประหลาดพิสดาร บางทีอาจเป็เื่เสี่ยงเป็เสี่ยงตาย แต่มิว่าเื่ใด ย่อมเป็เื่ที่ทำให้เ้ารู้สึกสนุกสนานเป็แน่”
เซี่ยตันพลันปรบมือฉาด กล่าวขึ้น “นับว่าท่านสามารถคาดเดาได้ถูกต้อง ข้าพเ้ามีจุดประสงค์ให้ท่านกระทำเื่เื่หนึ่งจริงๆ”
“เ้าลองว่ามา เราอย่างไรก็กินขนมของเ้าไปแล้ว ย่อมมิสะบัดหน้าหนีโดยไม่ตอบแทนประการใดอย่างเด็ดขาด”
คิ้วของเซี่ยตันเลิกสูงขึ้นอย่างผิดคาดหมาย “เพียงขนมไม่กี่ชิ้น ท่านไม่คิดยอมรับข้าพเ้าเป็สหาย แต่กลับคิดตอบแทนมูลค่าของขนมนี้ หรือท่านคิดว่ามูลค่าขนมนี้มิได้มากมาย?”
“ต่อให้มากมายก็ย่อมมิอาจเทียบได้กับคุณค่าของคำว่ามิตรสหายอย่างเด็ดขาด”
เซี่ยตันเบิ่งตากลมกว้างมองมัน “วาจานี้ของท่านช่างลึกล้ำอย่างยิ่ง ข้าพเ้าตอนนี้ยังไม่มีคุณค่าพอจะเป็มิตรสหายของท่าน?”
“ไม่มี”
“หาก้าเป็มิตรสหายของท่าน ข้าพเ้าต้องทำเช่นไร”
จ้าวฉือกลอกตาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าว “คุกเข่าลงคลานสี่ขา แล้วเห่ามาครั้งหนึ่ง”
เซี่ยตันผู้นั้นมิได้โกรธขึง มันถึงกับหัวร่อออกมา “ท่านน่ากลัวต้องผ่านเื่ยากลำบากใจชีวิตมาแล้วจริงๆ”
“เ้ามิยินยอมกระทำ?”
“ข้าพเ้าอาจยินยอมกระทำได้” เซี่ยตันตอบ “แต่ผู้ที่สามารถสั่งให้ข้าพเ้ากระทำเช่นนี้ได้ ต้องเป็มิตรสหายที่สำคัญกับข้าพเ้าอย่างยิ่ง และการกระทำประการนี้ของข้าพเ้า จะส่งผลใหญ่หลวงต่อชีวิตของมัน ตอนนี้ท่านยังมิใช่สหายที่สำคัญกับข้าพเ้าถึงเพียงนั้น”
“อ้อ...”
“แต่หากข้าพเ้าเป็มิตรสหายของท่าน ต่อให้ข้าพเ้าต้องตาย ก็จะมิสั่งท่านให้กระทำเช่นนี้อย่างเด็ดขาด”
วาจานี้ตอนมันกล่าวออกมา ก็กล่าวด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังจริงใจเป็อย่างยิ่ง จ้าวฉือฟังแล้วก็ให้รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในทรวงอกอย่างประหลาด จึงแสร้งทำเป็กระแอมไอขึ้นมาแล้วกล่าว
“วาจาประดานี้ของเ้าเรามิ้ารับฟัง จะให้เราไปกระทำสิ่งใดจงรีบบอกกล่าว”
“ข้าพเ้า้าให้ท่านออกไปท่องเที่ยวกับข้าพเ้าสักวันหนึ่ง”
“ตกลง”
“อย่างนั้นท่านตอนนี้ก็ไปชำระล้างร่างกาย ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ได้”
จ้าวฉือส่งเสียงปฏิเสธทันที “ไปเที่ยวเรากระทำให้ได้ แต่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เฮอะ นี่มิได้อยู่ในเงื่อนไข”
“ไฉนมิได้อยู่ในเงื่อนไข ท่านรับปากไปเที่ยวกับข้าพเ้า อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าย่อมรวมอยู่ในเงื่อนไขนั้น หากท่านไปในสภาพนี้ผู้คนล้วนเข้าใจว่าข้าพเ้าออกมากับบ่าวรับใช้ นั่นก็มิใช่การออกไปท่องเที่ยวด้วยกันแล้ว เงื่อนไขประการนี้ ท่านคงเข้าใจได้มิยากกระมัง”
จ้าวฉือเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วกล่าว “เช่นนั้นไยมิใช่เราติดค้างค่าเสื้อผ้าเ้าไป?”
เซี่ยตันแย้มยิ้มกล่าวขึ้นต่อ “ประการนั้นข้าพเ้าได้คำนวณราคาไว้แล้ว วันนี้ฝนตกไปเสียครึ่งวัน ท่านรับปากข้าพเ้าหนึ่งวัน ดังนั้นที่ตกลงกันจึงต้องเป็พรุ่งนี้ วันนี้ท่านอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ชำระเป็การโขกหมากล้อมกับข้าพเ้าแล้วกัน”
“หมากล้อม? เกมชั้นสูงพวกนั้น เ้าคิดหรือว่าเราก็เล่นได้?”
“เล่นไม่ได้ก็ไม่ใช่ปัญหา ข้าพเ้าสามารถสอนท่านได้ เว้นแต่ท่านแน่ใจว่ามิมีความสามารถเพียงพอ”
“เฮอะ การสอนนี้มิคิดเป็มูลค่ากระมัง”
“ข้าพเ้าย่อมมิคิดเป็มูลค่า ท่านเล่า?”
“ในเมื่อเ้าแส่หาความยุ่งยากเอง หากเรายังขืนห้ามปรามอีกก็คงจะเป็การปราณีเ้าเกินไป”
ดังนั้นอีกราวครึ่งชั่วยามต่อมา มันก็กลับมานั่งประจันหน้ากับเซี่ยตันในห้องพักอันกว้างขวางของโรงเตี๊ยม โดยมีกระดานหมากล้อมคั่นกลาง จ้าวฉือเนื่องจากเติบโตมาข้างถนน จ้าวชินจ้านที่เป็บิดาบุญธรรมของมันเดิมก็เป็โจรสลัด ดังนั้น การที่จ้าวฉือมิพูดคำสบถคำ ก็นับว่ามันสามารถสุภาพได้อย่างสาหัสแล้ว อย่าว่าแต่รู้จักการเล่นหมากล้อมซึ่งเป็ศิลปะชั้นสูงเลย
พอเซี่ยตันเริ่มอธิบาย มันก็ออกอาการง่วงเหงาหาวนอนทันที ฟังไปได้สักไม่ถึงชั่วหม้อน้ำเดือด จ้าวฉือก็หาวหวอดแล้วกล่าวขึ้น “เ้ายังจะอธิบายอีกนานหรือไม่ ถ้านาน บิดาจะไปนอนก่อน”
“หากท่านไปนอนแล้ว จะเข้าใจกติกาได้อย่างไร”
“กติกาก็เพียงเปลี่ยนตัวหมากฝั่งเ้าให้เหมือนฝั่งเรามิใช่หรือ”
“ก็ใช่”
“เช่นนั้นก็เริ่มเล่นกันได้แล้ว”
เซี่ยตันจึงเริ่มวางหมาก เล่นกันไปมิทันได้กี่ตา ก็เป็จ้าวฉือร้องออกมา “ไฉนเป็เ้าที่เปลี่ยนหมากอยู่ร่ำไป นี่คดโกงหรือไม่?”
“นี่มิใช่การคดโกง ย่อมเป็ไปตามกติกา”
“กติกาผีสางใด! ต้องเป็เ้าพยายามคดโกงเราอยู่ชัดๆ”
“เพราะท่านมิเข้าใจกติกากระจ่างเองดอก”
“เฮอะ การละเล่นนี้มิเห็นสนุกสนานที่ใด”
“หากท่านเข้าใจกฎกติกา ก็ย่อมจะรู้สึกสนุกได้เอง”
“เพ้ย! กติกาพวกนี้ อธิบายอีกครึ่งค่อนวันต้องก่อกวนให้เราเบื่อตาย”
“หากท่านมิตั้งใจฟังให้แจ่มแจ้ง ก็จะถูกล้อมกินอยู่ร่ำไป”
จ้าวฉือเขม้นมองมันแล้วถาม “เ้าลูกเต่ามิมีเกมอื่นที่เล่นสนุกกว่านี้แล้ว?”
เซี่ยตันกะพริบตาครั้งสองครั้ง แล้วกล่าว “ท่านเรียกข้าพเ้าเป็ลูกเต่า?” (เต่าในที่นี้มีความหมายว่าขี้ขลาด ไร้ศักยภาพ เพราะเอาแต่หดหัวผลุบๆ โผล่ๆ ลูกเต่า = ลูกของคนขี้ขลาด ไร้ศักยภาพ = ด่าถึงพ่อแม่ จึงจัดว่าเป็คำด่าที่หยาบคายมาก)
จ้าวฉือเลิกคิ้ว ส่งเสียงขึ้นจมูก “ถูกต้อง เราด่าเ้า เรายังสามารถด่าเ้าได้อีกมาก ้าฟังหรือไม่?”
เซี่ยตันสั่นศีรษะ ดวงตาถึงกับมีน้ำรื้นขึ้นมา ส่งเสียงละห้อยกล่าวว่า “ท่านไฉนต้องด่าว่าข้าพเ้ารุนแรง ข้าพเ้าเพียง้าเล่นกับท่าน ข้าพเ้าเคยไปก่อกวนด่าบิดามารดาท่านั้แ่เมื่อใด”
จ้าวฉือที่จริงคิดจะกล่าววาจาก่อกวนโทสะเซี่ยตันให้ขับไล่หรือลงมือกับมัน เพราะคนผู้นี้ที่จริงก็มีฝีมือสูงส่งกว่ามันอยู่ชัดๆ มิคาด กงจื่อน้อยผู้นี้แทนที่จะมีโทสะกับมัน กลับกลายเป็เศร้าเสียใจกับคำด่าของมันเสียได้ แม้กิริยา วาจาและท่าทางของจ้าวฉือจะหยาบกระด้างเ็า แต่จิตใจของมันก็มิใช่เลวทราม มิเช่นนั้นไหนเลยจะยื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงตัวเองได้ พอเห็นเซี่ยตันมีสีหน้าเช่นนี้ก็ให้หวนนึกถึงเสี่ยวเปา เสียงที่กล่าวออกมาเลยนุ่มนวลลงเล็กน้อย
“เรามิได้ตั้งใจด่ากระทบกระเทียบบิดามารดาเ้า เราที่จริงโตมาในสถานที่แร้นแค้น ชีวิตเคยชินกับการสบถใส่ผู้อื่นเป็เื่ปรกติธรรมดา คนที่เกิดในชาติตระกูลดีเช่นเ้า มาเพียรพยายามเป็สหายกับคนเช่นเรา ย่อมเป็เื่ให้ผู้อื่นหัวร่อลับหลังเอาเสียเปล่าๆ”
เซี่ยตันเหลือบตามองมัน แล้วกล่าว “ตอนนี้ท่านยอมรับว่ามิคู่ควรเป็สหายของข้าพเ้า?”
จ้าวฉือถอนหายใจ ผงกศีรษะ “ถูกต้อง บุคคลเช่นเรา ดูที่ใดก็นับว่าไม่คู่ควรจริงๆ”
มันถึงกับสามารถถ่อมตัวต่อหน้ากงจื่อรุ่มรวยอย่างเซี่ยตันได้ หากบอกตัวมันในชั่วยามก่อน รับรองว่ามันต้องมิยอมรับเป็อันขาด แต่เพราะยามนี้ มันบังเกิดความเวทนาต่อกงจื่อผู้นี้ขึ้นมาจริงๆ
“ท่านที่จริงอาจจะหยาบคายเกินไปบ้าง” เซี่ยตันว่า “ข้าพเ้าที่จริงก็อาจจะสุภาพนุ่มนวลเกินไปเช่นกัน”
“....”
“เมื่อครู่ท่านมิได้ตั้งใจกล่าวคำผรุสวาท ทั้งหมดเป็เพียงความเคยชิน ประการนี้ท่านก็อธิบายออกมาอย่างกระจ่างแจ้งจนข้าพเ้าเข้าใจแล้ว ข้าพเ้าเองก็มีความเคยชินประการหนึ่ง คิดว่าสมควรอธิบายให้ท่านเข้าใจโดยกระจ่างแจ้งเช่นกัน”
“ว่ามา”
“ข้าพเ้าที่จริงมีความคิดใคร่ด่าผู้คนอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อข้าพเ้ากล่าวคำหยาบคายคำหนึ่ง เตียเตียของข้าพเ้าจะเสาะหาคนผู้กล่าวคำหยาบคายนั้นให้ข้าพเ้าได้ยิน วันรุ่งขึ้นคนผู้นั้นต้องถูกตบปากจนแทบฟันร่วง ดังนั้นในบ้านจึงมิมีผู้ใกล้กล้ากล่าวคำสบถอีก แม้ฝีมือข้าพเ้าจะพอใช้ได้ แต่ฝีปากเื่การด่าคนของข้าพเ้ากลับมีปัญหาจริงๆ”
มันเอาชนะจ้าวฉือได้ง่ายดายชัดๆ กลับถ่อมตัวว่าฝีมือพอใช้ได้ แต่จ้าวฉือตอนนั้นมิทันได้ไปคำนึงถึง เพียงมองมันอย่างพิศวง “ฝีปากการด่าคนที่จริงไม่นับเป็ฝีมือสูงส่งใด เ้ามิต้องไปหัดให้เสียเวลาดอก”
“ท่านกลัวข้าพเ้าหัดแล้วจะด่าท่านเจ็บแสบเกินไป?”
จ้าวฉือหัวร่อออกมา “เรากลัวเ้าหัดแล้วจะร่ำไห้เพราะทนกล่าวถ้อยคำเ่าั้ไม่ไหวดอก”
เซี่ยตันผงกศีรษะ “ก็จริง ให้ข้าพเ้าด่าท่านเป็ลูกหลานเต่า ข้าพเ้าก็ทานทนมิได้จริงๆ”
“.....”
“ให้ข้าพเ้าด่าท่านเป็คนโง่บัดซบ จึงสามารถลงมือปล้นสถานที่เดิมสามครั้งได้ ข้าพเ้าก็ว่าเกินไปจริงๆ”
“.....”
“ดังนั้น ข้าพเ้ามีแต่ต้องกล่าววาจาสุภาพ ท่านที่จริงเป็คนเปิดเผยไม่ซ่อนเร้น ยังเป็บุคคลที่มีน้ำใจอันประเสริฐ เช่นนี้ต้องเข้าหูกว่ามาก”
จ้าวฉือแยกเขี้ยวแล้วกล่าวเสียงขึงขัง “เสี่ยวหูลี่ (เ้าจิ้งจอกน้อย) เ้านับว่ามีฝีปากด่าคนไม่ธรรมดา เราเกือบลืมว่าเคยถูกเ้าฝังเข็มเงินเล่มหนึ่งไว้ที่หัวไหล่ เ้าต้องมิใช่คนอ่อนแอไร้เดียงสาเด็ดขาด”
เซี่ยตันแย้มยิ้มกล่าว “หากข้าพเ้าอ่อนแอไร้เดียงสา ไหนเลยจะมากับขบวนของเปียวซือเ่าั้ได้ แต่เมื่อครู่ถูกท่านด่าทอเช่นนั้น ข้าพเ้าก็เ็ปใจจริงๆ มิใช่เสแสร้งแกล้งทำ ส่วนท่านเองแม้เป็คนหยาบคายแต่ก็มิใช่คนไร้น้ำใจ ดังนั้น นับว่าข้าพเ้าคบหาสหายมิผิดไป ท่านมิต้องลดทอนคุณค่าตัวเองถึงเพียงนั้นดอก”
จ้าวฉือฟังแล้วก็ให้รู้สึกคันยุบยิบอยู่ในทรวงอก อดมิได้ต้องกล่าวถามออกมา “กงจื่อรุ่มรวยเช่นเ้า ไหนต้องมาคบโจรเช่นเราเป็สหายให้ได้?”
“เนื่องเพราะข้าพเ้ามีความตั้งใจ จะออกท่องเที่ยวไปในยุทธจักรเป็เวลาสักหนึ่งปี ดังนั้นข้าพเ้าจึง้ามีสหายร่วมทางที่ไว้ใจได้สักผู้หนึ่ง”
“เฮอะ เ้ามองว่าเราไว้ใจได้?”
“ต้องถามท่าน มองว่าตัวเองไว้ใจได้หรือไม่”
“....”
“ท่านอย่างน้อยต้องอายุมากกว่าข้าพเ้าสองสามปี ที่จริงด้วยพลังฝีมือย่อมมีชื่อเสียงได้มิยากเย็น แต่ข้าพเ้าลองสอบถามดูแล้ว มิมีผู้ใดรู้จักชื่อเสียงเรียงนามท่านเลย แสดงว่าท่านเองก็เพิ่งปรากฏตัวเข้ามาในวงการเช่นกัน”
จ้าวฉือจ้องมองมันแน่วนิ่ง แล้วกล่าวช้าๆ “ต้องขอบคุณ์ที่เราบังเอิญยังมิมีชื่อเสียงใด มิเช่นนั้นพอถูกเ้าพิชิตลงอย่างง่ายดายต้องอับอายจนพุ่งศีรษะชนต้นไม้ตายไป”
เซี่ยตันหัวร่อสดใส “ข้าพเ้าดูอย่างไรท่านก็มิใช่คนที่สามารถตายได้ง่ายดายเช่นนั้นแน่”
“เราจะตายง่ายหรือไม่นั่นยังมิสามารถนับเป็เหตุผล ที่เราสงสัย ด้วยพลังฝีมือเลอเลิศและบุคลิกเช่นเ้า จะสรรหาชาวยุทธ์ที่มีชื่อเสียงฝ่ายธัมมะสักคนเป็สหายมิใช่เื่ยากเย็น”
“เื่นั้นข้าพเ้าก็ทราบอยู่”
“แล้วไฉนเ้ามิไปสรรหา”
“ในเมื่อมิใช่เื่ยากเย็น ข้าพเ้าไฉนต้องลำบากไปสรรหา”
“....”
“แต่หากข้าพเ้าใคร่มีสหายเป็ผู้ไร้ชื่อเสียงที่มีความสามารถปล้นรถขนเงินไปนำแจกผู้อื่นจนสิ้นเนื้อประดาตัว นั่นนับว่าเป็เื่ยากแล้ว ประการแรกต้องเสาะหาตัวคนผู้นั้นให้เจอก่อน ประการที่สองต้องเปลืองสมองในการขบคิดวิธีการเพื่อให้ได้พบมันอีกครั้ง ประการที่สาม ต้องลงทุนซื้อขนมให้มันอีกจำนวนหนึ่ง คนผู้นี้สามารถรับกินขนมผู้อื่นได้ แต่กลับมิยอมรับผู้อื่นเป็สหาย นับว่าดื้อดึงดั่งเช่นโคลา ดังนั้น ข้าพเ้าจึงชักชวนมันมาเล่นหมากล้อม ในความเห็นข้าพเ้า เมื่อสองคนมาเผชิญหน้ากันบนกระดาน อย่างไรต้องมีไมตรีเกิดขึ้น นี่จึงเป็ความพยายามประการที่สี่ แต่มันนอกจากมิสนใจหลักการละเล่น ยังด่าข้าพเ้าอย่างรุนแรง ข้าพเ้าอย่างไรก็เป็ปุถุชน มิใช่อรหันต์ ต้องรู้สึกคับแค้นใจเป็ธรรมดา จึงด่ามันไปหลายคำ ครานี้มันก็เรียกข้าพเ้าเป็เสี่ยวหูลี่แล้ว ข้าพเ้าจึงวางแผนจะกระทำประการที่ห้าต่อ”
จ้าวฉือที่จริงใคร่หัวร่ออกมา แต่น่าเสียดายที่พอมันคิดหัวร่อ ก็พลันนึกได้ว่ามิทราบเป็หัวร่อผู้ใดกันแน่ ดังนั้นจึงปั้นหน้าปั้นตาสอบถามต่อไป
“ประการที่ห้าคือ?”
“เรียกขานท่านด้วยชื่อฉายา” มิรอให้จ้าวฉือกล่าววาจาโต้แย้งใด มันรีบกล่าวสืบต่อ “ในเมื่อท่านเรียกข้าพเ้าเป็เสี่ยวหูลี่ (จิ้งจอกน้อย) ข้าพเ้าจะเรียกท่านว่าสือเกอ (พี่หิน) ”
“นี่ไม่ถูกต้อง”
“มีที่ใดไม่ถูกต้อง ท่านอายุมากกว่าข้าพเ้า เป็เกอเกอก็ถูกต้องแล้ว หรือที่จริงท่านก็เกิดปีเถาะเช่นกัน”
“เราไหนเลยจะเกิดปีเถาะไปได้” จ้าวฉือกลอกตาวูบหนึ่ง นึกทบทวนแล้วจึงกล่าว “เราเกิดปีฉลู แก่กว่าเ้าสองปี”
มันที่จริงก็มิทราบตัวเองเกิดปีใดแน่ แต่หากนับย้อนจากอายุปัจจุบัน ก็ต้องเป็ปีฉลู เซี่ยตันผงกศีรษะแล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“สือหนิวต้าเกอ (พี่วัวหิน) ข้าพเ้าจะจำไว้”
จ้าวฉือพลันตบเข่าฉาด “เพ้ย เรามีนามจ้าวฉือ เ้าถือดีประการใดมาเรียกชื่อฉายาอื่นได้”
“ข้าพเ้าย่อมยึดถือมาจากต้าเกอท่านเป็หลัก” เซี่ยตันแย้มยิ้มกล่าว “ท่านเรียกข้าพเ้าเป็เสี่ยวหูลี่ ไฉนข้าพเ้าไม่อาจเรียกท่านเป็สือต้าเกอได้เล่า?”
จ้าวฉือตอนนี้มิทราบสมควรลุกหนี หรืออาละวาดดี คิดไปคิดมาก็ต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะ “โอย... ปวด... เราปวดศีรษะแทบตายแล้ว”
“แย่แล้ว หรือในขนมแป้งย่างจะมียาพิษ ให้ข้าพเ้าช่วยท่าน” กล่าวจบเซี่ยตันก็ยื่นมือไปคว้ากระบี่ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา จ้าวฉือเห็นดังนั้นจึงร้องขึ้น
“เ้าคิดมีเื่ต่อยตีแล้ว”
“ข้าพเ้าไหนเลยคิดมีเื่ต่อยตี ข้าพเ้าคิดช่วยเหลือท่านดอก ยามนี้ขนมแป้งย่างมีพิษร้ายกาจ บันดาลให้ท่านปวดศีรษะแทบตาย ข้าพเ้าต้องผ่าท้องท่านเอาขนมออกมา”
เห็นเซี่ยตันเงื้อง่าเตรียมเอากระบี่ผ่าท้องมัน จ้าวฉือก็รีบยกมือห้าม “หยุดไว้!”
เซี่ยตันห่อปากปลอบ “ท่านมิต้องลนลานไป ข้าพเ้าเป็คนมือเบาอย่างยิ่ง รับรองเพียงผ่าท้องท่าน มิทำให้ท่านเ็ปเป็อันขาด”
จ้าวฉือใคร่จะร่ำไห้ออกมาจริงๆ “เสี่ยวหูลี่ เ้าวางกระบี่ลงเถิด ศีรษะของเราตอนนี้ไม่ปวดอีกต่อไปแล้ว”
“ท่านหายปวดศีรษะแล้ว”
“อืม”
“แสดงว่าในแป้งย่างไส้เนื้อมิได้มีพิษ”
จ้าวฉือถอนหายใจอย่างมิทราบจะทำประการใดต่อไป “ตอนนี้เรากลับหวังอย่างยิ่งว่าในขนมแป้งย่างนั้นจะมีพิษสักเล็กน้อย เนื่องเพราะเราจะได้ใช้มันเป็ข้ออ้างสะบัดหน้าจากไป”
เซี่ยตันแย้มยิ้มแล้วกล่าว “แต่ตอนนี้ขนมแป้งย่างไม่มีพิษ ดังนั้นท่านก็อยู่เล่นหมากล้อมกับข้าพเ้าสักกระดาน”
จ้าวฉือส่งเสียงคล้ายครวญคราง “หากเ้าเห็นเราเป็สหาย ก็อย่าได้ทรมานเราด้วยการละเล่นน่าเบื่อเช่นนี้เลย”
เซี่ยตันหัวร่อเสียงสดใส “หากมิเล่นหมากล้อมกัน หรือท่านมีอย่างอื่นนำเสนอ”
จ้าวฉือกลอกตาเล็กน้อย แล้วกล่าว “เราย่อมมีการละเล่นอื่น ซึ่งสนุกสนานเร้าใจกว่าหมากขาวดำนี้มาก”
.........................................