ในขณะที่พวกเขากำลังเพลิดเพลินกันนั้น ที่ด้านนอกก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญกำลังจะมาเยือน
ณ แยกไฟแดง มีชายห้าคนนั่งอยู่ในรถโตโยต้าสีขาว นอกจากคนขับที่ใส่เสื้อสีขาวแล้ว ที่เหลือใส่เสื้อแขนกุดสีดำเผยให้เห็นรอยสัก แค่ดูก็รู้ว่าเป็นพวกกุ๊ย
ที่นั่งอยู่เบาะคนขับนั้นใครเห็นก็พอจะเดาได้ว่าเป็นลูกพี่ของพวกหัวสารพัดสีที่เหลือ เขาดูสุขุมแถมยังหน้าตาหล่อเหลาเอาเรื่อง
เขาคือจ้าวเฟิง หรือที่รู้จักกันดีในฉายา ‘บ้าบิ่น’
“พี่เฟิง เหลือแค่ไม่กี่ร้านตรงนั้นแล้ว เก็บเงินเสร็จก็กลับบ้านไปนอนสบายได้แล้ว” คนท่าทางเถื่อนๆ ที่นั่งข้างคนขับพูดขึ้น
“เออ” จ้าวเฟิงพยักหน้า
“เฮ้อ ปีนี้ค่าคุ้มครองมันจะเก็บง่ายอะไรแบบนี้ ไม่เหมือนปีที่แล้วมีพวกที่ไม่ยอมจ่าย เลยไม่มีเรื่องสนุกๆ ให้ทำเลย หวังว่าร้านที่เหลือพวกนั้นจะมีอะไรให้ได้เล่นสนุก พอให้หายคันไม้คันมือบ้าง” หนุ่มหัวทองที่นั่งอยู่ด้านหลังพูดขึ้น
“ไอ้หัวทองวันๆ คิดจะหาแต่เรื่อง ไปกินให้ตัวใหญ่เหมือนพี่เฟิงก่อนโน้น จะได้โชว์กร่างกับเขาได้ ผอมเป็นจิ้งจกถูกประตูหนีบอย่างแกยังจะทำซ่า?” อีกคนข้างๆ พูดไม่ถนอมน้ำใจแม้แต่นิดเดียว
“เหอะ... จะไปมีซักกี่คนที่เจ๋งได้อย่างพี่เฟิง? ฉันสู้พี่เฟิงไม่ได้ แต่ถ้าเป็นพวกปลาซิวปลาสร้อยละก็ไม่คณามือหรอกโว้ย จะบอกพวกแกไว้ก่อนนะ เดี๋ยวพักหนึ่ง ถ้ามีเถ้าแก่ร้านไหนไม่ยอมจ่ายดีๆ ล่ะก็ อย่าได้สอดมือเข้ามายุ่งเชียวนะ” หัวทองพูดขึ้น
“พอได้แล้ว”
จ้าวเฟิงขับรถไป ก็พูดขึ้น “เก็บเงินให้มันเสร็จๆ ไป อย่าทำอะไรให้มันวุ่นวาย อยากลงมือลงไม้ก็หวดกับพวกแก๊งซินอี้ ที่ถงเหลาหว่านโน่น”
“ฮี่ๆ ๆ ” หัวทองประจบ “ฉันจะไปทำแบบพี่เฟิงได้ที่ไหนกัน ครั้งก่อนที่พี่ไปหักแขนลูกชายพวกหัวหน้าสาขาแก๊งนั่น มีใครกล้ามาเอาเรื่องซะที่ไหนกัน ถ้าลองเป็นฉันดูสิ คงจะโดนเจี๋ยนไปตั้งแต่คืนนั้นแล้ว”
จ้าวเฟิงมองเจ้าหัวทองผ่านกระจกหลัง ไม่พูดอะไรต่อ
สองปีก่อนจ้าวเฟิงเข้ามาอยู่ในเซียงเจียงตอนใต้ เข้าไปอยู่ในแก๊งหย่งเหอ ด้วยฝีมือที่ไม่ธรรมดา เขาก็ขึ้นไปเป็นมือดีของถางจ้านหัวหน้าแก๊งได้ในเวลาเพียงแค่สองปี
แก๊งหย่งเหอกับแก๊งซินอี้เป็นคู่แค้นเก่ากันมานาน แก๊งซินอี้ปกครองเขตถงเหลาหว่าน ส่วนแก๊งหย่งเหอคุมเขตทางใต้
ทั้งสองแก๊งต่างก็มีอิทธิพล แต่แก๊งหย่งเหอทำการค้าครอบคลุมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นค้ามนุษย์ ยาเสพติด การพนัน รวมไปถึงการลักลอบค้าของเถื่อน
ส่วนจ้าวเฟิง จริงๆ แล้วเขาเป็นทหารหน่วยพิเศษ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขาพลั้งมือฆ่าคนตาย โดนตัดสินจำคุก ต่อมาหน่วยข่าวกรองได้ทำข้อตกลงบางอย่างกับเขา เขาถึงได้ออกมามีอิสระอีกครั้งหนึ่ง
นั่นก็คือให้แทรกตัวเข้าในแก๊งหย่งเหอ เพื่อหาหลักฐานมัดตัวถางจ้าน จากนั้นก็ทำการสลายแก๊ง
ช่วงเวลาสองปีมานี้เขารวบหลักฐานหลายอย่าง แต่ก็ไม่พอที่จะมัดตัวถางจ้านให้ดิ้นไม่หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ เขาก็เลยเข้าไปตีสนิทกลับแฟนสาวของถางจ้าน แต่พอจะได้หลักฐานสำคัญ อยู่ๆ เธอก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนเขาก็ถูกส่งมาให้คอยตามเก็บค่าคุ้มครอง
จ้าวเฟิงรู้สึกว่า ถางจ้านจะได้กลิ่นตุๆ อะไรบางอย่างขึ้นมา แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้เขาก็ได้แต่ตามน้ำไปก่อน อดทนไปรอจนกว่าจะมีโอกาส
ตัวเขาเองรู้สึกขัดต่อความรู้สึกทุกครั้งที่มาเก็บค่าคุ้มครอง ซึ่งมันก็ส่วยดีๆ นี่เอง หนึ่งในที่มาของเงินหมุนเวียนในแก๊ง
“ร้านนี้เก็บไปแล้ว ร้านนี่ก็เก็บแล้ว....” คนที่นั่งข้างคนขับพูดขึ้น ชี้ไปที่ร้านอาหารเสฉวนที่อยู่ริมถนน “ตั้งแต่ร้านนี้ไป เหลืออีกหกร้านที่ยังไม่ได้เก็บ”
“ลงไปได้แล้ว” จ้าวเฟิงจอดรถที่หน้าร้าน
พนักงานคนที่เคยหาข้อมูลร้านของจางฮ่านออกมาต้อนรับ
“ไปเรียกเถ้าแก่ของพวกแกออกมา” หัวทองพูดเสียงห้าว
“เดี๋ยว.....” ท่าทางเธอดูอึดอัด “ต้องขอโทษด้วยค่ะ เถ้าแก่ไม่อยู่ที่ร้าน อยู่ก็แต่ผู้จัดการ”
“ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือยังไง? ไม่อยู่ก็ตามให้มาซะสิ” หัวทองจ้องเธอเขม็ง
เธอกลัวจนตัวสั่น
“ไปเรียกผู้จัดการร้านออกมาก่อนไป” จ้าวเฟิงโบกไม้ทำมือ
“ค่ะ ได้ค่ะๆ รอแป๊บหนึ่งนะคะ” เธอวิ่งหายเข้าไปในร้าน
ไม่กี่นาทีต่อมาผู้จัดการร้านก็ออกมาต้อนรับ “ผมเป็นผู้จัดการร้านที่นี่ ไม่ทราบว่า.....”
“เลิกไร้สาระได้แล้ว รีบโทรเรียกเจ้าของร้านให้ออกมาไวๆ บอกว่าแก๊งหย่งเหอมาเก็บค่าคุ้มครอง” หัวทองตะคอก
“ครับๆ ๆ รอสักครู่”
ผู้จัดร้านรีบโทรหาเถ้าแก่ คุยกันได้ไม่กี่ประโยคก็วางสาย เขาหยิบเงินในลิ้นชักออกมาส่งให้ทันที
“นี่เงินสองหมื่นห้าครับ เถ้าแก่บอกว่า ส่วนที่เกินไปนั้นให้พวกคุณๆ ไว้กินน้ำชา” ผู้จัดการร้านพูด
“เออ รู้เรื่องเหมือนกันนี่หว่า” หัวทองหยิบเงินมา
“กลับ”
จ้าวเฟิงไม่มีท่าทีอะไร เพียงพยักหน้าให้ผู้จัดการร้านแล้วก็กลับออกไป
“ร้านสบายๆ แบบเหมิงเหมิง? ชื่อร้านเข้าท่าดีนี่หว่า” หัวทองยังไม่เลิกห้าว
“โฮะ ดูนี่สิ วันหนึ่งเปิดร้านแค่สามชั่วโมง? เชี้ยเอ๊ย ข้าวผัดไข่จานละ 280 นมแก้วละ 80 แบบนี้มันไม่ขูดรีดไปหน่อยเรอะ?” หัวฟ้าพูดขึ้น “พี่เฟิง ร้านนี่ข้าวแพงอย่างนี้ จะเพิ่มค่าคุ้มครองหน่อยมั้ย?”
“เพิ่มทำห่าอะไร? ร้านไหนๆ ก็สองหมื่นเท่ากันนั่นแหละ รายได้ของแก๊งไม่ใช่ว่ามาจากเงินพวกนี้หรือไง” จ้าวเฟิงสั่งสอนลูกน้องเสร็จก็เดินเข้าไปในร้าน
จางฮ่านกำลังเล่นเพลงไปถึงช่วงท้าย เขาเห็นพวกที่อยู่ข้างนอกก็รู้ว่าพวกนั้นมาทำอะไร เขาได้ยินที่พวกนั้นคุยกันทุกอย่าง ด้วยพลังพิเศษที่เขามี แต่เขาก็ยังคงบรรเลงเพลงต่อไป
“เจ้าของร้านคนไหน? เรียกเจ้าของร้านออกมา” หัวทองตะโกนขึ้น
ทำเอาคนที่อยู่ในร้านตกอกตกใจกันหมด มีแต่หยูชิงชิง ที่มีท่าทีก้าวร้าวขึ้นมา เธอพร้อมบวก
เสียงเปียโนเงียบลงชั่วขณะ จางฮ่านพูดขึ้น “เงียบๆ หน่อย” พูดเสร็จก็บรรเลงเพลงต่อ พลางเหลือบไปมองเหมิงเหมิง
โชว์ฝีมือให้เหมิงเหมิงได้เห็นหน่อยดีมั้ยน้า?
หลังจากที่เขาไปอยู่โลกเซียนก็ไม่ค่อยจะมีเรื่องมีราวกับใคร หาของวิเศษสนุกกว่า เขาคิดแบบนั้น แต่ต่อหน้าเหมิงเหมิงเขาก็อยากที่จะแสดงให้เห็นว่าพ่อของเธอนั้นเจ๋งแค่ไหน
พอจบเพลงจางฮ่านก็ลุกขึ้น
“ใครเป็นเจ้าของร้าน? หา? หูหนวกกันไปหมดหรือไง?” หัวทองยังคงโหวกเหวกโวยวาย
“ป๊ะป๋า หนูกลัว...” ดูจากสีหน้าของเธอ คาดว่าถ้าหัวทองยังไม่เลิกตะโกนเธอคงจะปล่อยโฮออกมาแน่
เหลียงเมิ่งฉีทนดูไม่ไหว ขยับเอาตัวเข้ามาบังเหมิงเหมิงไว้ เธอโมโหหันไปตะคอกหัวทองอย่างไม่เกรงกลัว “โหวกเหวกอะไรของนาย มารยาทน่ะมีบ้างมั้ย?”
พวกนั้นชะงักไปชั่วขณะ
“โอ้โห พี่สาวสวยนี่หว่า อกก็ไม่เล็ก ได้ลองบีบเล่นคงจะฟินน่าดูเลย” หัวฟ้าพูดขึ้น
คนอื่นๆ นอกจากเจ้าเฟิงแล้วพากันเห่าหอนไม่หยุด
ตัวเขาเองไม่ชอบพฤติกรรมของพวกนี้เหมือนกัน แต่ด้วยสถานะของเขาในตอนนี้ ถ้าทำอะไรกระโตกกระตากขึ้นมาแล้วเรื่องไปถึงหูถางจ้านล่ะก็ ความพยายามสองปีที่เขาแทรกตัวเข้าไปในแก๊งก็จะพังหมด เพราะฉะนั้นอะไรที่ดูไม่มากเกินไปเขาก็เลยไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง
แต่ตอนนี้เขามาเห็นลูกน้องพูดจาลวนลามหญิงสาว แถมยังทำเด็กตกใจจนร้องไห้ เขาเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว
ส่วนการกระทำเมื่อครู่ของเหลียงเมิ่งฉีกลับทำให้จางฮ่านเริ่มถูกใจเธอขึ้นมา แต่ยังไงเหมิงเหมิงก็สำคัญกว่า เขาจึงรีบเข้าไปอุ้มเหมิงเหมิงขึ้นมาปลอบ “เหมิงเหมิง ไม่ต้องกลัวนะ พ่ออยู่ด้วยทั้งคน”
" ป๊ะป๋า พวกนั้นน่ากลัวจังเลย” เหมิงเหมิงพูด
“ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ทำท่าทำทางไปงั้นแหละ ป๊ะป๋าเคยบอกกับหนูว่ายังไง พวกนั้นเป็นอะไร? สองคำ” จางฮ่านปลอบ
“อ๋อ...มดปลวก?” เหมิงเหมิง นึกขึ้นได้ก็พูดขึ้นมา
จบตอน