หลิวหนิงเทียนยืนอยู่บนเวทีตรงลานกว้างกลางค่าย เบื้องหน้ามีโลงศพที่บรรจุศพของรองเจ้าสำนักกระบี่อมตะหลิวจิ้นป้าน ด้านหลังมีจอมโจรสำราญชงเมิ่งที่นั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้ และหลิวอิงที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ เหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะและชาวยุทธ์ทั้งหลายยืนก้มหัวสำรวม บนศีรษะผูกผ้าสีขาวไว้ทุกข์ให้แก่รองเจ้าสำนักผู้ล่วงลับ
บรรยากาศโศกเศร้าตึงเครียดครอบคลุมทุกผู้คน ความเงียบคืบคลานปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า การสูญเสียบุคคลสำคัญของสำนักไป ทำให้เหล่าผู้ติดตามบังเกิดความหวาดหวั่นภายในใจ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่หลิวหนิงเทียนรู้ดี เขาจึงทำการสร้างเวทีกลางค่ายและนำโลงศพของหลิวจิ้นป้านมาตั้งไว้ หากเป็นผู้คนทั่วไปคงนำศพของคนทรยศไปทำลายทิ้งแล้วหาเหตุผลให้มันจากไปอย่างไร้ร่องรอย แต่นั่นไม่ใช่วิธีการของคนเจ้าปัญญาเช่นเขา ทุกการสูญเสียย่อมมีผลตอบแทนเสมอ คราครั้งนี้เขาจะกระทำในสิ่งที่ขัดใจตนเองอีกสักครั้ง เพื่อปลุกจิตวิญญาณแห่งนักสู้ของผู้ใต้บังคับบัญชาให้ฮึกเหิมกว่าเดิม
หลิวหนิงเทียนเปิดฝาโลงศพออกมา จ้องมองเข้าไปในโลงใบนั้นด้วยสายตาที่ทุกข์ระทม เขาหลั่งน้ำตาอาบสองแก้มของตนเอง จากนั้นจึงหันไปยังผู้คนที่กำลังเศร้าโศกเสียใจว่า
“น้องชายของข้าหรือรองเจ้าสำนักของพวกเจ้า เป็นบุคคลที่เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นมาตลอด เขามักจะกล่าวกับข้าเสมอว่าคนเกิดมาเพื่อสร้างวีรกรรมให้ลือเลื่อง จารึกชื่อไว้บนแผ่นดินให้คนรุ่นหลังกล่าวถึงในฐานะวีรบุรุษ และวันนี้เขาก็กระทำเช่นนั้นจริง ๆการเข้ารับมือกับยอดฝีมือนับร้อยของพรรคมารเพื่อช่วยให้ข้ารอดพ้นจากอันตราย สุดท้ายก็แลกมาด้วยความตายของตนเอง สมกับวีรบุรุษผู้กล้าที่พวกเราสมควรคุกเข่าให้ความเคารพอย่างแท้จริง”
พูดจบก็คุกเข่าเบื้องหน้าโลงศพ เพียงครู่เดียวคนทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์ก็คุกเข่าลงเช่นกัน รวมไปถึงจอมโจรสำราญชงเมิ่งเองก็ลุกขึ้นมาแล้วคุกเข่าอยู่ด้านหลังของหลิวหนิงเทียน ในใจอดนึกชื่นชมเจ้าสำนักกระบี่อมตะผู้นี้ไม่น้อย ในสนามรบสิ่งสำคัญที่สุดคือขวัญกำลังใจและจิตใจห้าวหาญของนักรบ ซึ่งตอนนี้คนผู้นี้กำลังจะใช้ศพของคนทรยศในการปลุกจิตวิญญาณแห่งนักรบของคนเหล่านี้
หลังจากคุกเข่าได้ครู่ใหญ่ หลิวหนิงเทียนก็ลุกขึ้นพร้อมกับหันหน้าไปยังผู้คนของตนเอง กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า
“วันนี้พรรคมารยกกำลังมารุกรานพวกเรา พรากคนที่เรารักไป ความผิดนี้ไม่สามารถให้อภัยได้ ข้าในฐานะผู้นำและเป็นผู้อาวุโสที่สุดในที่แห่งนี้ ขอเป็นตัวแทนของเหล่าพี่น้องที่จากไป ถามหาความกล้าหาญจากตนเองและพวกท่าน ในที่นี้มีใครอยากสังหารคนของพรรคมารให้สิ้นซากบ้าง?”
ผู้คนต่างกระโดดลุกขึ้นยืนแล้วเสียงตะโกนคำว่าฆ่ามันดังกระหึ่ม แต่ละคนส่งเสียงออกมาด้วยความเดือดดาลและคับแค้นใจ การมาของพรรคมารทำให้ช่วงเวลาอันสงบสุขของพวกมันหมดสิ้นไป สิ่งเดียวที่สมควรกระทำ ณตอนนี้คือขับไล่ผู้รุกรานกลับไป และคืนความสงบกลับมาสู่เมืองผิงเหยาอีกครา
กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนบรรลุในสิ่งที่ตนเองปรารถนาแล้ว บัดนี้เขาต้องการสู้รบแตกหักกับพรรคมารอีกครั้ง การต่อสู้จบยิ่งไวยิ่งเป็นผลดีต่อฝั่งตนเอง เพราะพรรคพวกของตนเองไม่ได้ถูกฝึกฝนให้มาอยู่ในสนามรบเช่นนี้มาก่อน ต่างใช้ชีวิตในฐานะชาวยุทธจักรมากกว่าการมารวมตัวเช่นนี้
หากไม่มีอะไรผิดพลาด คืนวันพรุ่งนี้จะเป็นเวลาที่พวกเขาเปิดการโจมตีค่ายใหญ่ของศัตรู
เอี้ยนเฟยซาควบม้าไปยังเนินด้านหน้าด้วยจิตใจที่ฮึกเหิม วันนี้เป็นวันที่กองกำลังแห่งทุ่งหญ้านัดมารวมตัวกัน ณทุ่งหญ้าสีเงินที่อยู่ด้านหลังเนินแห่งนี้ ผืนหญ้าเขียวขจีเบื้องหน้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แม่น้ำสายยาวคดเคี้ยวคล้ายพญางูยักษ์ที่ยืดยาวไม่รู้จบสิ้น
ชายหนุ่มตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมาเก็บหญ้าสีเงินทั้งใบและดอกมาทำยา เนื่องจากส่วนที่เคยเก็บตอนขามาล้วนถูกใช้ไปจนหมดสิ้น น่าเสียดายที่ผู้คนเหล่านี้มีสมุนไพรชั้นยอดอยู่ใกล้มือ แต่กลับไม่รู้จักใช้สอยให้เป็นประโยชน์ ปล่อยให้โรคภัยไข้เจ็บทำลายร่างกายผู้คนมากมาย โชคดีที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ จึงได้บอกวิธีการใช้ใบและดอกของหญ้าสีเงินในการรักษาผู้คนแก่หมอประจำเผ่าถานจู่และโหลวจู่ เขาปล่อยให้ลมอบอุ่นยามเช้าพัดผ่านใบหน้า ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึงเสียที วันที่จะได้ออกเดินทางไปตามหายอดสตรีในดวงใจ
ชายหนุ่มยืนรับลมอยู่เกือบหนึ่งเค่อ ในที่สุดก็ควบม้าลงจากเนิน มุ่งหน้าไปยังค่ายกระโจมของเผ่าถานจู่ เมื่อมาถึงก็ตรงไปยังกระโจมรับรองแขก ยังไม่ทันที่จะเข้าไปในกระโจมทั้งตัว ร่างอันหอมกรุ่นของสตรีนางหนึ่งก็โผเข้าสู่อ้อมอก สตรีผู้นี้ย่อมเป็นโหลวเจียวผู้งดงาม เขาใช้สองมือโอบกอดหญิงสาวด้วยความรัก ช่วงเวลาหกเจ็ดวันที่ผ่านมาทั้งสองตัวติดกันตลอด จะมีเพียงช่วงเวลาที่ชายหนุ่มออกไปรักษาโรคให้แก่ผู้คนเท่านั้น นอกจากนั้นทั้งสองก็อยู่แต่ในกระโจม พลอดรักและสานสัมพันธ์ฉันท์คู่รักข้าวใหม่ปลามัน
เอี้ยนเฟยซาไม่เคยรู้สึกเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นนี้มาก่อน การได้ครอบครองสตรีผู้หนึ่งทั้งกายและใจ ทำให้ตนเองรู้สึกเป็นผู้พิชิตอย่างแท้จริง เขาเอื้อมมาเสยคางของหญิงสาวขึ้นมา จากนั้นก็บรรจงจูบอย่างดูดดื่มคราหนึ่ง กล่าวว่า
“วันนี้ข้าต้องออกเดินทางพร้อมกับกองกำลังผสมห้าชนเผ่า เจ้ายังคงต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน เมื่อเสร็จธุระแล้วข้าจะกลับมารับเจ้าไป....ออกเดินทางพร้อมกับข้า”
“ท่านต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ หากท่านจากไปไม่กลับมาอีก ข้าสาบานจะฆ่าตัวตายในทุ่งหญ้า ให้ฝูงหมาป่าฉีกกระชากซากซากศพให้ไม่เหลือชิ้นดี..”
เอี้ยนเฟยซารีบใช้นิ้วมือปิดปากนาง คำพูดที่เอ่ยออกไปเป็นคำสาบานที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ มีแต่ศพไร้คนเหลียวแลเท่านั้นจึงจะถูกทิ้งในทุ่งหญ้าให้กลายเป็นอาหารของสัตว์ป่า ทั้งสองโอบกอดกันครู่หนึ่ง จึงได้แยกจากกันแล้วลงมือรับประทานอาหารเช้า ผ่านไปครู่เดียวก็มีคนของถานหลันเซ่อมาเรียกชายหนุ่มให้ออกเดินทางพร้อมกับกองกำลังของเผ่าถานจู่
เอี้ยนเฟยซาปลอบประโลมโหลวเจียวที่อยู่ในอาการอาลัยอาวรณ์ครู่หนึ่ง ก็ออกจากกระโจมและเดินทางไปยังทุ่งหญ้าสีเงินพร้อมกับกองทหารม้าเผ่าถานจู่จำนวนหนึ่งพันห้าร้อยคน แต่ละคนล้วนเป็นชายฉกรรจ์ที่เหี้ยมหาญดุดัน อาวุธประจำตัวของพวกมันเป็นคันธนูอย่างดีกับดาบโค้งหนึ่งเล่ม ธงอาชาผงาดปลิวพลิ้วไสวอยู่เหนือกองทัพที่กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย แลดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกองกำลังในแผ่นดินใหญ่ แต่กลับไม่เกิดความวุ่นวายหรือโกลาหลแม้แต่ครั้งเดียว แสดงให้เห็นถึงทักษะการบังคับม้าอันยอดเยี่ยมของนักรบบนหลังม้าเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
เวลาผ่านไปประมาณสองเค่อ กองทัพม้าก็เดินทางมาถึงทุ่งหญ้าสีเงิน ถานหลันซู่ได้เลือกพื้นที่ใกล้เนินและอยู่ติดกับแม่น้ำในการก่อตั้งค่าย เมื่อก่อตั้งกระโจมชั่วคราวเสร็จสิ้น ก็เรียกเหล่านายกองมามอบหมายหน้าที่ในค่าย ซึ่งประกอบไปด้วยฝ่ายดูแลม้า ฝ่ายลาดตระเวน ฝ่ายหุงหาอาหาร และฝ่ายก่อสร้าง เมื่อพวกมันรับหน้าที่ไปแล้วก็ดำเนินการตามแนวทางของกองทัพแห่งทุ่งหญ้า เอี้ยนเฟยซากับถานหลันเซ่อควบม้าขึ้นไปบนเนินที่สูงที่สุด ทั้งสองมองไปยังทิศตะวันออกก็พบเห็นกองกำลังอีกกลุ่มหนึ่งกำลังก่อสร้างค่ายอยู่ เพียงดูจากลักษณะการตั้งค่าย ถานหลันเซ่อก็บอกว่าเป็นค่ายของชนเผ่ากัวจู่
“ชนเผ่ากัวจู่อยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกล จึงเดินทางมาถึงเร็วกว่าชนเผ่าอื่น การใช้ทวนหนักบนหลังม้าของพวกมันเป็นหนึ่งไม่มีสอง เหล่าโจรปล้นสินค้าเกรงกลัวทวนบนหลังม้าของเผ่ากัวจู่มากกว่าธนูของพวกเราเสียอีก ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องใช้ให้มือทวนเหล่านี้อยู่แนวหน้าให้ได้”
“พวกท่านมีจุดเด่นกันคนละแบบเช่นนี้ ไม่ทราบว่าอีกสามเผ่าที่เหลือมีจุดเด่นด้านใดบ้าง”
“เผ่าโหลวจู่มีกองกำลังม้าเร็วที่มีลูกเล่นหลากหลายที่สุด มีอาวุธหลายชนิดอยู่ในมือ รวมไปถึงอาวุธลับอย่างเช่นอาวุธอัคคีด้วย เผ่าเซี่ยงจู่มีม้าศึกเกราะหนักอยู่กองหนึ่ง เนื่องจากพวกมันครองพื้นที่ติดแม่น้ำใหญ่ อยู่ตรงข้ามกับแผ่นดินใหญ่ จึงรับเอาลักษณะเด่นของทัพม้าจากฝั่งโน้นมา ส่วนเผ่าต้ายจู่จะเป็นทัพผสมผสานระหว่างกัวจู่และพวกเรา เป็นทัพม้าที่ใช้ทวนเบาและมีธนูติดตัวทุกคน กลายเป็นการผสมผสานที่ลงตัว เป็นทัพม้าที่ยากต่อกรด้วยเพราะจะเว้นระยะห่างในการต่อสู้เสมอ”
“ล้วนแล้วแต่เป็นทัพที่น่ายำเกรง โอ หากหมู่บ้านของเรามีกองกำลังส่วนตัวเช่นนี้อยู่บ้าง คงไม่ถูกเหล่าโจรร้ายบุกปล้นเกือบทุกฤดูเช่นทุกวันนี้”
เอี้ยนเฟยซาตั้งจิตปณิธานเอาไว้ว่าหากตนเองรอดกลับไปยังบ้านเกิดของตนเอง จะทำการก่อตั้งกองกำลังต่อต้านเหล่าโจรร้ายสักกองหนึ่ง ด้วยวิทยายุทธ์ของตนเองที่ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในตอนนี้ ย่อมเหนือกว่าเจ้าสำนักเสือดำผู้เป็นอาจารย์แล้ว คงสามารถโน้มน้าวคนพวกนี้ได้
เอี้ยนเฟยซาและถานหลันเซ่อขี่ม้าวนรอบเนินเขารอบหนึ่ง ก็กลับไปยังค่ายของตนเอง เอี้ยนเฟยซาอยู่ในค่ายจนถึงเวลาเย็นก็ได้ยินเสียงเป่าเขาสัตว์เป็นสัญญาณที่ตนเองไม่รู้จัก ครู่หนึ่งร่างของถานหลันเซ่อก็ปรากฏตัวขึ้นบนหลังม้า ควบขี่ขึ้นเนินไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นคนสนิทของมันก็มาบอกกล่าวกับเอี้ยนเฟยซาว่านั่นเป็นการประชุมเรื่องการเดินทัพ มีแต่เหล่าหัวหน้าเผ่าเท่านั้นที่เข้าร่วมได้ เมื่อได้ยินดังนั้นเอี้ยนเฟยซาจึงกลับไปยังกองไฟ ลงมือย่างเนื้อต่อจากเดิม
เวลาผ่านไปสองเค่อโดยประมาณ ถานหลันเซ่อก็กลับมาถึงค่ายของตนเอง คนรีบเข้ากระโจมแล้วเรียกประชุมนายกอง รวมไปถึงเอี้ยนเฟยซาด้วย เมื่อทุกคนมาถึงพร้อมหน้า หัวหน้าเผ่าถานจู่ที่เริ่มชรากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางตอนพระอาทิตย์ขึ้น ชนเผ่ากัวจู่ที่มีหนึ่งพันคนจะเป็นทัพหน้า ชนเผ่าโหลวจู่ที่มีหนึ่งพันสองร้อยคนอยู่ทางปีกซ้าย ชนเผ่าต้ายจู่ที่มีกำลังพลหนึ่งพันสามร้อยคนอยู่ทางปีกขวา ชนเผ่าเซี่ยงจู่ที่มีกำลังพลหนึ่งพันนายอยู่ตรงกลาง และพวกเราอยู่ท้ายขบวน คอยป้องกันระวังด้านหลังให้กับทั้งหมด”
“เซี่ยงถงฉีอันกลอกกลิ้ง นั่นคงเป็นตำแหน่งที่มันคิดว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว”
เอี้ยนเฟยซาอดที่จะพูดไม่ได้ เมื่อนึกถึงอาการท่าทางของหัวหน้าเผ่าเซี่ยงจู่ในการประชุมห้าชนเผ่าที่ผ่านมา เหล่านายกองของเผ่าถานจู่ล้วนหัวร่อออกมา ถานหลันเซ่อไม่ได้กล่าวกระไรอีก เพียงเรียกตัวนายกองแต่ละคนมามอบหมายหน้าที่ให้
เอี้ยนเฟยซาเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว จึงออกจากกระโจมกลางแล้วกลับไปยังกระโจมของตนเอง ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเข้าร่วมใสสมรภูมิใดมาก่อน ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกสำหรับชายหนุ่มผู้ออกเดินทางตามหาความฝันอย่างเขา