ภพสุดท้ายกลายเป็นเซียน

    เล่มที่4 ตอนที่152 ดินแดนแรกแห่งโลกหล้า 2

         "โอ้ว แม่นางเสวี่ยช่างบังเอิญเสียจริงที่พบกันในป่ากว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ โลกใบนี้ช่างกลมเสียจริง"


         "จิวเยี่ย เจ้ามาดักรอข้าทำไม"
         สตรีสวมหน้ากากถามชายร่างสมส่วนมีมัดกล้ามเผยออกมา เพราะเปลือยกายท่อนบนและคาดดาบหนักเอาไว้ ท่องล่างนั้นก็เป็นกางเกงขนสัตว์ทานทนมิฉีกขาดง่ายดายแล้วยังช่วยปกป้องจากอากาศหนาวในดินแดนแห่งนี้ได้อีกด้วย
         "ข้าบอกไปแล้วนี่โลกมันกลมและมิได้คิดจะมาหาตัวเจ้า ไหนๆก็เจอแล้วเหตุใดมิกลับไปแต่งงานกับข้าเล่า"
         "ถุ้ย! คนสารเลวอย่างเจ้าบีบคั้นคนอื่นจนมีหน้ามากล่าววาจาเช่นนี้รึ"
         สตรีสวมหน้ากากกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ
         "ไม่เอาน่า ตระกูลจิงกับตระกูลจิวสนิทสนมมาเนิ่นนาน เจ้าอย่าได้เอ่ยวาจาไร้น้ำใจนักสิ"
         "หึ เปลืองน้ำลายเปล่า ข้ามิใช้คนตระกูลจิงอีกต่อไป ขอตัว"
         สตรีสวมหน้ากากเดินผ่านชายร่างใหญ่ไปอย่าไม่ใยดี แต่ชายร่างใหญ่ก็ไม่ได้ตามไปแค่กำมือเอาไว้แน่นและเค้นเสียงขุ่นเคืองเท่านั้น
         "จิงเสวี่ย นะจิงเสวี่ย วันนี้ข้าจะพาคนไปบุกบ้านเจ้าให้ได้ ต่อให้พ่อเจ้าอยู่ปกป้องก็ไม่มีทางรอดไปได้ วันนี้เจ้าต้องเป็นเมียข้าจิวเยี่ย"
         หลังจากจิงเสวี่ยจากไปไม่นานคนสวมชุดดำกลุ่มหนึ่งก็เดินออกมาจากหลังต้นไม้ ออกมาหาจิวเยี่ยเพื่อหลบไปยังจุดซ่อนตัว เพื่อรอเวลาลงมือในค่ำคืนนี้
         .     .     .     .     .
         ยามเย็น
         สตรีสวมหน้ากากกำลังทำอาหารมื้อใหญ่อยู่ในบ้าน เหมือนกับว่าทำไว้ต้อนรับใครบางคน ขณะนั้นเองน้องสาวของเธอก็เดินเข้ามาหาพลางเอ่ยถามขึ้นมาอย่างดีอกดีใจ
         "พี่สาว วันนี้ท่านพ่อจะกลับมาใช่รึเปล่า เขาจะกลับมาจากตระกูลใช่ไหม"
         "อืม ท่านพ่อจะกลับมาวันนี้"
         "เย้ เย้ ท่านพ่อจะกลับมาแล้ว ท่านพ่อต้องช่วยรักษาพี่ชายคนนั้นให้หายได้ทันทีแน่ๆ พี่สาว"
         "อย่าห่วงไปเลยท่านพ่อเก่งที่สุดในเรื่องการรักษา แม้แต่พี่สาวก็เทียบไม่ติด"
         หญิงสาวสวมหน้ากากกล่าวจบก็ตักแกงในหมอดินใส่ชามดินเผา แล้วให้ดรุณีน้อยยกไปวางบนโต๊ะไม้ ก่อนจะตักข้าวจากหม้อโบราณใส่จานใบไม้แล้วทำอาหารต่ออีกสองสามอย่าง
         ภายในป่าอันมีเส้นทางมราถูกใช้เป็นประจำเป็นแนวทาง
         ชายวัยกลางคนร่างสมส่วนเหมือนคนสุขภาพดีมีหนวดเคราเล็กน้อยถือสำรับยาเดินมาตามตรงสู่บ้านของหญิงสาวสวมหน้ากาก เขาเดินมาเหมือนปกติมิได้คิดอะไร แต่พอตะวันลับขอฟ้าไปกลุ่มคนชุดดำที่ซุ่มอยู่ตามจุดต่างๆก็เริ่มเคลื่อนไหว
         เมื่อชายวัยกลางเดินมาใกล้จะถึงบ้านของสตรีสวมหน้ากาก คนสวมชุดดำท่ามกลางความมืดสามคนพลันเข้ามาดัหหน้า
         "พวกเจ้าเป็นใคร"
         "เจ้าไม่ต้องรู้เพราะวันนี้เป็นวันตายของเจ้า จิงเหล่ย"
         ชายวัยกลางคนหรี่ตาลงสำรับยาที่ถือมาก็ถูกปล่อยลงพื้นดัง ตึบ! ก่อนตั้งรับพร้อมหลบหมัดและลูกเตะของคนสวมชุดดำทั้งสาม จนเกิดเป็นการต่อสู้ในรูปแบบสามรุมหนึ่ง
         สามคนดูเหมือนมีวรยุทธ ทางชายวัยกลางคนเองก็มีวรยุทธเช่นกัน การต่อสู้ถึงจะดูเหมือนชายวัยกลางคนเสียเปรียบ แต่มันตรงกันขามเหมือนชายวัยกลางคนกำลังทุบตีคนสวมชุดดำสามคน
         รอบบ้านของสตรีสวมหน้ากาก คนสวมชุดดำทั้งหมดที่เหลือได้ล้อมบ้านของนางเอาไว้ จุดนี้นางทราบดีจึงให้น้องสาวไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า ส่วนนางรับหน้าที่ปิดบ้านทุกด้านและป้องทุกอย่างเอาไว้
         นอกบ้านของสตรีสวมหน้ากาก
         จิวเยี่ยถือดาบเล่มโตอยู่หน้าประตูบ้านของนาง มันพร้อมจะพังประตูไม้เข้าไปทุกเมื่อ แต่มันมิทำเช่นนั้น เพราะตะโกนข่มขู่นางก่อนตามสันดานของมัน
         "จิงเสวี่ย เจ้ากลับไปตบแต่งเป็นภรรยาที่ตระกูลจิวเสียเถิด ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย"
         "คนถ่อยต่ำช้าบีบบังคับผู้อื่น ข้าขอตายแทนดีกว่าพบหน้าเจ้าด้วยซ้ำ"
         สตรีสวมหน้ากากตะโกนกลับไป อย่างไรดินแดนแห่งนี้ก็ไม่น่ากลัว เพราะผู้คนมิอาจใช้ลมปราณได้ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังโบร่ำโบราณมิทันสมัยเหมือนด้านนอกนั่น อย่าว่าแต่ปืนหรือของที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ในพริบตา ขนาดหน้าไม้ดีๆสักอันยังหาได้ยาก จึงมิต้องกังวลอะไรมากนัก เนื่องจากทุกคนล้วนมีวิชาป้องกันตัว
         "อย่านั้นก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย พวกเราถล่มบ้านหลังนั้นให้กลายเป็นซากไม้เน่าๆซะ"
         ขณะที่จิวเยี่ยกำลังจะบุกพังบ้านของสตรีสวมหน้ากาก ทางด้านชายวัยกลางคนก็จัดการให้คนสวมชุดดำคนหนึ่งสลบไปได้ แต่ภายในห้องที่หลินหลงกำลังนอนมิได้สติอยู่นั้นดรุณีน้อยก็นั่งร่ำไห้อยู่ข้าง
         "ฮือๆๆๆ พี่สาวไม่มีทางสู้เจ้ายักษ์ร้ายได้ น้องสาวอย่างข้าก็ช่วยพี่สาวไม่ได้ ท่านพ่อก็ยังไม่กลับมา"
         ปุ๊ง!
         เสียงประตูไม้ถูกทำลายดังขึ้นมาดรุณีน้อยยิ่งมายิ่งจิตตก เพราะเสียงต่อสู้และเสียงข่มขู่ดังขึ้นทุกเวลา
         "จิงเสวี่ย เจ้ายอมเสียเถิดอย่าให้ข้าทำลายบ้านของเจ้าแล้วไปข่มแหงน้องสาวตัวน้อยของเจ้าต่อ"
         "อย่าฝันให้มากนัก หากท่านพ่อข้ากลับมาพวกเจ้าไม่ตายดีแน่"
         "ไม่มีทาง ลุงสองของข้าได้ไปดักรอพ่อเจ้าพร้อมคนในตระกุลข้าอีกสามคนแล้ว ไม่มีทางจะรอดไปง่ายๆ ถ้าไม่ปางตายเสียก่อน"
         "เลวระยำต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน"
         "เห้อๆ ให้ตายก็ไม่มีใครช่วยเจ้า"
         ปัก!
         "โอ้ย! เจ้าเตะข้า"
         จิวเยี่ยร้องตะโกนเสียงดังลั่น เพราะความเจ็บปวด วินาทีนั้นโทสะของมันปะทุขึ้นมาฉันพลันปาร่างจิงเสวี่ยทะลุประตูห้องที่หลินหลงนอนอยู่และหยุดลงที่ข้างเตียงที่หลินหลงนอนด้วยท่าพิงกำแพง สำหรับสตรีอย่างนางร่างกายบอบบาง ทั้งยังถูกแรงมหาศาลจากจิวเยี่ยและกระแทกเข้ากำแพง นางจึงจุกและบอบช้ำภายใน
         "ขัดขืนข้าอีกสักครั้ง ข้าจะเปลื้องผ้าเจ้าเสียหลังจากนี้เราจะได้สนุกกัน"
         เสียงจิงเยี่ยดังไม่ขาดสาย ก่อนจะหยุดกึกเมื่อเห็นร่างไร้สติของหลินหลงนอนอยู่บนเตียง มันจึงกล่าวเหน็บแนมจิงเสวี่ย แต่ก็หาได้สนใจมากมายไม่ เพราะคิดไปเองว่านี่คือคนไข้ อย่างไรเสียเกิดเรื่องขนาดนี้และมิได้สติก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ทว่า มันก็มิยอมปล่อยผ่านไปความคิดใช้คนไข้มาข่มขู่จิงเสวี่ยจึงเกิดขึ้น
         ความคิดของมันนั้นทำให้มันต้องคว้าคอของหลินหลงขึ้นมาและกล่าววาจาสถุนดุจทาสไร้การศึกษา ทั้งที่มันมาจากตระกูลผู้ดี
         "เสวี่ยเสวี่ย ถ้าเจ้าไม่ยอมข้าจะข้ามันทิ้ง"
         "ปล่อยพี่ชายนะ คนชั่ว"
         ดรุณีน้อยตะโกนขึ้นมาพลางวิ่งไปคว้าร่างหลินหลง นี่ยิ่งทำให้จิวเยี่ยได้ใจ กอปรกับมีคนคุ้นกันมันจึงเหิมเกริมเข้าไปใหญ่
         ภายในจิตใจของหลินหลง
         ณ ตอนนี้เขากำลังมองตัวตนหลายชาติภพที่กำลังเหนื่อยหอบเพื่อช่วยชีวิตเขา อาการบาดเจ็บภายในก็หายไปหลายส่วนแล้ว จะเหลือก็เพียงปลดปล่อยเสียออกมาเท่านั้น ซึ่งนั้นมิใช่ปัญหา ปัญหาคือการสนทนาของตัวตนในแต่ละชาติภพที่บอกกล่าวแก่เขาเสียมากกว่า ราวกับมิได้มีความลับๆใดๆอีกต่อไปแล้ว
         -----โปรดติดตามชมตอนต่อไป-----
         ติชมได้นะ

    คล้ายกับเรื่องภพสุดท้ายกลายเป็นเซียน ที่คุณอ่าน