Ep 025 :: งานชมบุปผา [1]
หากพูดถึงงานชมบุปผาที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุด อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นดอกมู่ตานหรือที่เรียกกันว่าดอกโบตั๋น าาแห่งมวลบุปผาที่มีราคาสูง เป็สัญลักษณ์ของความร่ำรวย
เมื่องานเลี้ยงนี้มีเพื่อชมบุปผา บรรดาคุณหนูจึงแปลงโฉมตนเองให้กลายเป็ผีเสื้อโบยบินเคียงคู่บุปผางาม โดยมีบรรดาคุณชายเป็ผู้คอยไล่จับผีเสื้อแสนสวยอีกที
ในบรรดาคุณหนูคุณชายมากมายที่อยากจะไปงานชมบุปผานี้จนแทบทนไม่ไหว เพราะมันเป็โอกาสครั้งสำคัญที่จะได้หาคู่ครองที่มีฐานะเข้าตา ต่างก็เตรียมตัวเพื่อให้ตัวเองโดดเด่นและดึงดูดสายตาผู้อื่นที่สุด ซึ่งก็คงมีแต่หยางเฟิ่งปิงเท่านั้นที่ให้คำจำกัดความงานนี้ว่า...
โครต-น่า-เบื่อ...
“คุณหนู ได้เวลาแล้วนะเ้าคะ”
“...ข้า...ง่วงอ่า”
“ไม่ได้นะ ห้ามนอนต่อนะคุณหนู ตื่นเดี๋ยวนี้เลยนะเ้าคะ!”
“...ฟรี้~”
งานชมบุปผานี้คงมีดีแค่อย่างเดียวคือทำให้กิจการทั้งสามแห่งของนางโกยทรัพย์ได้แบบไม่หยุดหย่อน จนนางกังวลว่าคนงานของนางทั้งเบื้องหน้าและเื้ัจะทำงานหนักจนเป็ลมตาย
...ยอดขายพุ่งพรวดขนาดนี้ คงต้องแจกโบนัสให้มากขึ้นอีกสักหน่อยแล้วสิ
...
“ถึงแล้วขอรับ คุณหนู คุณชาย”
“ปิงเอ๋อร์ ก้าวระวัง ๆ นะ”
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่รอง”
เฟิ่งปิงจับมือหนาของหยางหย่งสือในการก้าวเดินลงจากรถม้า พี่รองในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเล่นลายเส้นสีขาวแบบเรียบ ๆ ช่วยขับเน้นใบหน้าคมปนหวานของเ้าตัวให้ดูโดดเด่นสะดุดตา เขาไม่ได้แต่งเติมจนโดดเด่นเท่าตอนงานเลี้ยงคราวก่อน เพราะหย่งสือเองก็ยังไม่มีความคิดอยากจะแต่งงานกับผู้ใด
“พวกเ้าคอยข้าอยู่ด้านนอกนะ”
“ขอรับ / เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นไปกันเถอะ”
หลังจากทิ้งองครักษ์ไว้ด้านนอก หยางหย่งสือจับจูงมือน้องสาวให้เดินเข้างานพร้อมกัน
เฟิ่งปิงในอาภรณ์จีนโบราณที่แก้แบบเล็กน้อยให้เหมาะสมกับหุ่นเด็ก ๆ ดูสดใสมากกว่าเรียบร้อย แก้แบบให้ไม่ซ้อนทับกันหลายชั้นจนหนักและร้อน
เนื้อผ้าหนาไล่สีขาวจนถึงสีฟ้าที่ปลายกระโปรงปักลายดอกโบตั๋นสีชมพู เส้นผมยาวมัดเปียถักคาดด้านหน้า แล้วมัดปลายเก็บไว้ด้านในผมที่ปล่อยอีกครึ่ง ติดดอกโบตั๋นสีชมพูขาวประดับเส้นผมสีดำ ข้อเท้าข้างหนึ่งสวมใส่กระพรวนเงินส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งยามก้าวเดิน ใบหน้างดงามแต่งแต้มแต่พอน่ารักสมวัย
เฟิ่งปิงเองก็ไม่ได้ตั้งใจแต่งเติมให้ตัวเอง นางจึงไม่ได้สวมใส่อาภรณ์ผสมสองยุคที่ตัวเองเป็ผู้ดีไซน์ หากแต่แค่แต่งเติมไม่ให้เสียชื่อจวนแม่ทัพเท่านั้น
“ขอตรวจเทียบเชิญด้วยเ้าค่ะ”
“...”
มือหนาของพี่ชายหยิบเทียบเชิญที่ได้ส่งให้บ่าวรับใช้หน้าประตู ทหารองครักษ์หลายคนมองตามพี่น้องคู่นี้กันเป็ทางเดียว และต่างคิดเหมือน ๆ กันว่าช่างเป็คู่พี่น้องที่สง่างามยิ่ง สง่างามโดยไม่จำเป็ต้องพึ่งพาเครื่องประทินมากมายเต็มตัวอย่างคุณหนูคุณชายคนอื่น ๆ
“เชิญคุณหนูและคุณชายหยางเ้าค่ะ เพียงแต่บ่าวรับใช้ไม่อาจเข้างานได้นะเ้าคะ”
คนดูแลเหลือบมองไปยังบ่าวรับใช้ด้านหลังด้วยทีท่าดูถูก เฟิ่งปิงจึงหรี่ตาลงแล้วได้แต่บอกให้สุ่ยหลิวไปรอด้านนอก
“พี่สุ่ยหลิวรอข้าด้านนอกกับพวกลั่งเฟ่ยแล้วกันนะ”
“ทราบแล้วเ้าค่ะ”
...
ภายในงานจัดแต่งโคมไฟประดับพร้อมด้วยแจกันปักดอกโบตั๋นหลากหลายสีทั่วงาน ด้านข้างเองก็มีต้นดอกโบตั๋นปลูกอยู่เป็แถวเรียงรายให้ทั่วไปหมด
...สมชื่องานชมบุปผา
หย่งสือจำเป็ต้องเดินแยกทางกับเฟิ่งปิง เพราะบุรุษกับสตรีจำต้องนั่งกันคนละฝั่งเพื่อที่ต่างฝ่ายต่างจะได้เห็นหน้ากันชัด ๆ ก่อนจะไปหย่งสือจึงได้แต่เน้นย้ำว่าหากมีปัญหาให้วิ่งไปหาตนเองหรือไม่ก็ร้องเรียกดัง ๆ พอน้องสาวพยักหน้าหนักแน่นจึงจำยอมแยกไปนั่งอีกฝั่งได้
“เฟิ่งปิง”
“หืม? ...หมีกู่”
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ”
หมีกู่หรือ ‘ซือหม่าหมีกู่’ บุตรสาวคนเดียวที่อายุพอ ๆ กับเฟิ่งปิงของซือหม่าปาเจียว หนึ่งในแม่ทัพใต้ร่มธงผู้พิชิต มือขวาคนสนิทของหยางเอ่อคัง นาน ๆ ครั้งนางจะบังเอิญพบเจอสตรีผู้นี้ที่สนามฝึกซ้อมบ้าง เรียกได้ว่าเป็สหายผู้หนึ่งที่นาน ๆ จะติดต่อกันสักที
“ไม่ได้พบกันนานจริง ๆ นั่นแหละหมีกู่”
“สบายดีใช่หรือไม่”
“เ้าเป็ยังไงข้าก็ไม่ค่อยต่างกัน”
“ฮิ ๆ เช่นนั้นคงไม่ค่อยดีนัก”
หมีกู่ในชุดกระโปรงสีเหลืองไข่ไม่ได้หรูหราประดับประดาด้วยเครื่องประดับมากมายเช่นคุณหนูทั่วไป ใบหน้าน่ารักสดใสเหมือนแสงตะวันกลางฤดูร้อน ไม่ได้งดงามเหนือใครแต่มองดูอย่างไรก็ไม่เบื่อ พูดพลางกลั้วหัวเราะ
หมีกู่และเฟิ่งปิงนั้นไม่ค่อยได้พบเจอกันแต่ก็เป็สหายที่ดีต่อกัน เนื่องเพราะพวกนางมีความชอบคล้าย ๆ กัน และสิ่งที่ทั้งคู่เหมือนกันที่สุดคือเกลียดการออกงานและเล่นบทกุลสตรี ทั้งสองจึงได้เข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย
“เ้าเหมือนเดิมไม่มีผิด”
“ถ้านั่นเป็คำชมข้าจะรับไว้นะคุณหนูเฟิ่งปิง”
ซือหม่าหมีกู่เป็เด็กสาวที่แม้จะอายุเพียงสิบสองปีแต่ก็รู้ว่าตนอยากจะทำอะไร ความฝันของนางคือการได้โลดแล่นอยู่ในกองทัพ
นางชมชอบการฝึกวรยุทธ์จนไม่แม้แต่จะร่ำเรียนหลักกุลสตรี ทั้งบิดามารดาต่างพากันปวดหัวถึงความดื้อดึงของบุตรสาว สุดท้ายก็ได้แต่จำยอมให้นางไปฝึกที่ค่ายอาทิตย์ละสองสามครั้ง แลกกับการร่ำเรียนหลักกุลสตรีที่นางยอมเรียนรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ
ซือหม่าปาเจียวบิดาของหมีกู่ยังเคยมาขอร้องให้เฟิ่งปิงหาทางให้บุตรสาวตนยอมเรียนหลักกุลสตรี หวังให้ซือหม่าหมีกู่มีความสามารถได้สักครึ่งของที่นางมี แต่นั่นก็ยากเย็น เพราะนอกจากเ้าตัวจะไม่อยากเรียนแล้ว บิดามารดาที่เหมือนจะเข้มงวดต่อนาง แต่แท้จริงแล้วก็ยอมอ่อนข้อให้นางตลอด นางถึงได้ยังแก่นแก้วอยู่ทุกวัน
“งานเลี้ยงพระราชทานครั้งก่อนเ้าก็ไปหรือ?”
“ไปสิ ถ้าไม่เพราะครั้งก่อนข้าโดนท่านพ่อบังคับไปไม่งั้นข้าจะต้องมาโผล่อยู่ที่นี่ทำไม แต่ว่าข้าก็แอบอยู่วงนอกตลอดจนงานล่มน่ะ”
“มิน่าข้าถึงไม่เห็นเ้า”
“แต่ข้าเห็นเ้านะ โดดเด่นเหนือใครในงานเสียขนาดนั้น”
“แล้วทำไมไม่มาทักบ้างล่ะ”
เฟิ่งปิงพูดพลางทำแก้มพองลม ในชาตินี้การจะหาสหายที่ดีนั้นช่างยากเย็น คนรอบตัวนางถ้ามิใช่ครอบครัวก็รั้นแต่จะอยากเป็เพียงบ่าวรับใช้ หยิบยื่นมิตรภาพให้สักเท่าใดก็ไม่ยอมรับไปเสียที คงมีเพียงคนตรงหน้าที่นางเรียกว่าเป็สหายที่อายุเท่ากันได้เต็มปาก
“ขืนเข้าไปทักก็เท่ากับว่าข้าหาเื่ใส่ตัวน่ะสิ ไม่เอาหรอก”
“...เ้าช่างใจร้ายยิ่งนัก”
“โอ๋ ๆ อย่าเคืองข้าไปเลยนะ ไปหาที่นั่งกันดีกว่า”
หมีกู่จับแขนสหายคนงามก่อนจะลากไปหาที่นั่งว่าง ๆ ที่หลบมุม เพราะต่างคนต่างก็ไม่ชอบเื่วุ่นวาย แน่นอนว่าเฟิ่งปิงยอมให้ลากจูงแต่โดยดี
สุดท้ายพวกนางก็มานั่งหลบอยู่ด้านในสุดของบรรดาโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ ปล่อยให้บรรดาผีเสื้อที่้าอวดโฉมต่อหน้าคุณชายทั้งหลายกระดี๊กระด๊าอยู่กลางงานเลี้ยงไป น้อยคนนักที่จะรีบเดินมานั่งแต่แรกเหมือนพวกนาง เนื่องจากบรรดาผีเสื้อที่มีเป้าหมายชัดเจนนั้นส่วนใหญ่ก็จะวางอะไรสักชิ้นเป็การจองที่นั่งดี ๆ ไว้ก่อนเท่านั้น
“เ้าไม่ชมชอบคุณชายบ้านไหนบ้างหรือ?”
“หมีกู่ ข้ายังไม่สิบเอ็ดปีดีด้วยซ้ำ ไม่คิดหาคู่ไวขนาดนั้นหรอก”
“ญาติ ๆ ข้าจับคู่ให้ลูกสาวหลานสาวั้แ่จำความได้แล้ว สิบเอ็ดไม่นับว่าเด็กหรอกน่ะ”
“แล้วเ้ามีคนที่ชมชอบแล้วหรืออย่างไร?”
เฟิ่งปิงหรี่ตามองสหายกล่าวถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนใบหน้าสดใสของหมีกู่เบ้ลง นางทำท่าอยากจะอาเจียนแบบออกนอกหน้า
“ฆ่าข้าให้ตายเสียดีกว่า ข้าไม่เห็นบุรุษใดน่าสนใจสักคนเดียว”
“เ้าไม่อยากมี ข้าก็เช่นกัน”
“แต่ข้าว่าคงมีคนอยากจะเกี่ยวดองกับเ้าและสกุลเ้าเยอะแยะ ...ยิ่งตัวเ้างามถึงเพียงนี้ หากข้าเป็บุรุษคงเกี้ยวพาเ้าไปแล้ว”
ซือหม่าหมีกู่ยกยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์ ยกมือบางที่ติดด้านน้อย ๆ จากการจับดาบขึ้นลูบแก้มเนียนของสหายรักเบา ๆ ทำท่าทำทีเหมือนกับกำลังเกี้ยวพาเด็กสาวแรกแย้ม จนเฟิ่งปิงต้องยกมือขึ้นปัดมือของหมีกู่เพราะขนลุกชัน นางไม่มีความชอบเช่นนั้นแน่นอน
“หยุดแกล้งข้าเถอะ เปลี่ยนเื่อื่นได้หรือไม่”
“ได้สิ เช่นนั้น... นั่น น้องสาวเ้าใช่หรือไม่?”
หมีกู่ชี้นิ้วไปทางร่างแบบบางในเสื้อผ้าอาภรณ์สีชมพูแปร๋นเต็มยศ ที่กำลังยืนอวดโฉมอยู่กลางงานเลี้ยง เครื่องประดับมากมายเต็มตัวไปหมด เด็กคนนั้นจะเป็ผู้ใดไปได้นอกจากซือซือ ช่างเป็ความเยอะที่โดดเด่นและหาดูลายตายิ่งนัก
ถึงสถานะของตัวซือซือที่เป็แค่ลูกอนุจะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากหมู่ชนชั้นสูง แต่อย่างไรซะนางก็ได้ชื่อว่าเป็บุตรสาวของหยางเอ่อคัง จวนแม่ทัพย่อมได้เทียบเชิญครั้งนี้ด้วยแน่นอน
“น้องสาวรึ? หึ ข้าไม่นับเด็กน้อยผู้นั้นเป็น้องหรอกนะ”
“...”
“ข้ารู้ดีว่าฮองเฮาไม่มีทางทำอะไรที่ทำให้บิดาข้ารู้สึกเหมือนถูกดูิ่ และข้าก็ไม่คิดว่านางจะพลาดงานนี้ แต่ก็ไม่คิดว่านางจะประโคมมามากเช่นนี้ ...เอาเถอะ หวังว่าคราวนี้ข้าจะไม่ต้องเปลืองแรงไปเล่นกับเด็กอีก”
เฟิ่งปิงบ่นกระปอดกระแปด ยกจอกชาขึ้นจิบด้วยท่าทีหน่ายใจ ไม่แม้แต่จะเหลือบมองบุปผาข้างทางที่พยายามชูชันตัวเองให้อยู่ในแจกันงาม หมีกู่เห็นดังนั้นก็ยิ้มมุมปาก ลอบกลอกตาไปมา
“เ้ากับนางก็อายุห่างกันไม่เท่าไหร่ไม่ใช่รึไง...”
“ฮองเฮาเสด็จ!! เมิ่งกุ้ยเฟยเสด็จ!!”
“องค์ชายเสด็จ!!”
“ไปเถอะ”
เฟิ่งปิงและหมีกู่จำต้องเดินไปหยุดยืนที่สองข้างของลานกลางเพื่อทำความเคารพผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายที่มาพอดีเวลาเริ่มงานเด๊ะ ๆ รอจนเ้าภาพงานและผู้ร่วมทางมาด้วยนั่งกันบนพื้นยกสูงเรียบร้อย พวกนางที่ย่อกายถวายความเคารพอยู่จึงได้ลุกยืนตัวตรงอีกครั้ง
ตู้ฮองเฮาและเมิ่งกุ้ยเฟยนั่งอยู่ด้านหน้าสุด ในขณะที่องค์ชายทั้งสี่นั่งเยื้องไปทางด้านหลัง ความงามและความหล่อเหลาของผู้สูงศักดิ์นั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสีหน้าใดก็ไม่อาจปิดบัง
บรรดาหญิงสาวน้อยใหญ่แทบจะเก็บอาการตื่นเต้นและขัดเขินไว้ไม่อยู่ เพราะในงานพระราชสมภพที่เหล่าขุนนางเป็ตัวเอก พวกนางย่อมไม่อาจได้เห็นองค์ชายอย่างใกล้ชิดเท่าครั้งนี้
“งานในครั้งนี้เปิ่นกงจัดให้พวกเ้าได้เกษมสำราญ พวกเ้าก็สนุกให้เต็มที่เถอะ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ / เพคะ”
“พี่หญิง ในเมื่อเป็งานชมดอกไม้ ก็ให้เหล่าบุปผาได้อวดความสามารถและความงามกันหน่อยดีหรือไม่เพคะ”
เมิ่งกุ้ยเฟยเสนอด้วยรอยยิ้มหวาน จนบรรดาสตรีทั้งหลายต่างปิดบังรอยยิ้มสุขใจกันไม่มิด จะมีใครสตรีชั้นสูงที่ใดไม่อยากจะแสดงความงามความสามารถให้เหล่าองค์ชายผู้งดงามได้ทอดสายตาเมียงมอง เพื่อที่ว่าตนเองอาจจะได้เป็ผู้ที่พระองค์สนใจ จนอาจได้ก้าวสู่ตำแหน่งชายาในอนาคต
(...สตรีผู้นั้นก็เฟิ่งปิงกับหมีกู่ไงล่ะ)
“นั่นสินะ งานชมบุปผาจะขาดบุปผางามไปได้อย่างไร เช่นนั้นจะมีใครเสนอตัวหรือไม่?”
“หม่อมฉันเพคะ”
สตรีหน้าตางดงามผู้หนึ่งเสนอตัวทันทีที่ฮองเฮากล่าวจบ อาภรณ์ที่สวมใส่แปลกตาและสวยงาม เป็หนึ่งในลูกค้าที่ทุ่มเงินไปไม่น้อยเพื่อให้ได้สินค้าชิ้นพิเศษมาประดับประดาร่างกายในวันนี้ อย่างไรก็ตาม การเสนอตัวของนางนั้นช่างเป็ความกระตือรือร้นที่มาพร้อมความมั่นใจเต็มเปี่ยมยิ่งนัก
“ดี เ้าเป็บุตรสาวบ้านใด?”
“หม่อมฉันหลิวเอินจี บุตรสาวของเสนาบดีหลิวแห่งกรรมยุติธรรมเพคะ”
“จะแสดงอะไรให้เปิ่นกงได้ชมเล่า”
“หม่อมฉันจะขอดีดพิณเพื่อสร้างบรรยากาศเพคะ”
“ดี ยกพิณมา”
บ่าวรับใช้ในงานเลี้ยงไม่รอช้าที่จะยกพิณมาตามคำสั่ง พิณตัวงามถูกวางลงบนพื้นยกสูงกลางลานอย่างเบามือ ก่อนที่บ่าวรับใช้จะถอยหลังหลบฉากให้หลิวเอินจีได้ขึ้นไปแสดงฝีมือ
บรรดาคุณหนูและผู้ร่วมงานคนอื่นต่างพากันเดินกลับไปหาที่นั่งเพื่อให้คุณหนูหลิวได้แสดงความสามารถ บรรดาคุณชายต่างรอชื่นชม ส่วนบรรดาคุณหนูที่โดนแย่งแสดงฝีมือต่างพากันเก็บอารมณ์ เตรียมหัวเราะเยาะในใจหากอีกฝ่ายแสดงผิดพลาด ในขณะเดียวกันก็ลอบประเมินอีกฝ่ายอยู่ในใจ
“เช่นนั้น...”
หลิวเอินจีก้มหน้าต่ำ เหลือบตามองร่างสูงที่นั่งอยู่้าด้วยสายตาเอียงอาย ยิ่งเห็นว่ามีองค์ชายมองนางอยู่นางก็ยิ่งก้มหน้างุด มือเรียววางลงบนสายพิณเบา ๆ ก่อนที่จะลงมือบรรเลงกรีดกรายท่วงทำนองที่ไพเราะเสนาะหูออกมา
“ก็สมกับที่นางกล้าออกไปแสดงฝีมือเป็คนแรกนะ”
“อือ ไม่เลวทีเดียว”
เฟิ่งปิงและหมีกู่นั่งจิบชาฟังท่วงทำนองหวานใสคลอกับการชื่นชมบุปผางาม ไม่ได้อิจฉาริษยาที่อีกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงความสามารถต่อหน้าพระพักตร์ของฮองเฮา พระสนม และเหล่าองค์ชายแต่อย่างใด ทั้งยังกินขนมชมดอกไม้อย่างสำราญยิ่ง
“เป็บทเพลงที่ดี ประทานรางวัล”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“มีผู้ใดอยากจะแสดงความสามารถให้เปิ่นกงได้ชมอีกหรือไม่?”
“หม่อมฉันเพคะ”
บรรดาหญิงงามยิ่งอยากได้โอกาสได้แสดงความสามารถต่อหน้าพระพักตร์ยิ่งนัก เมื่อหลิวเอินจีถึงขนาดได้ปิ่นหยกน้ำงามเป็รางวัล ชวนให้สายตาของพวกนางวาววับยิ่งนัก
“ข้าได้ยินว่าหลิวเอินจีพึ่งปักปิ่นไปไม่นานนี่เอง แล้วเ้าไม่ออกไปแสดงฝีมือบ้างรึ”
ในฐานะสหาย หลิวเอินจีและหยางเฟิ่งปิงอายุห่างกันเกือบสี่ปี แต่ฝีมือการบรรเลงดนตรีของว่าที่หญิงงามล่มเมืองนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าบุตรสาวเสนาบดีกรมยุติธรรมแม้แต่น้อย
หากเฟิ่งปิงยินยอมจะแสดงฝีมือ ไม่ต้องคิดเลยว่าเสียงชื่นชมจะเป็ของผู้ใด และสายตาของคนทั้งงานจะจับจ้องมาที่ผู้ใด
...แต่ว่าคงเป็โชคดีของหลิวเอินจีเขาล่ะ ที่หงส์น้อยเป็พวกเก็บตัว
“ไม่ล่ะ เ้าก็รู้ว่าข้าเหมือนเ้าขนาดไหน”
“อืม นั่นสินะ”
...และถึงนางจะไม่กระเสือกกระสนจะแสดงฝีมือ นางก็เชื่อว่าเทพเ้าแห่งความซวยจะทำให้นางต้องได้แสดงฝีมือจนได้นั่นแหละ
“เ้าไม่คิดจะไปทักทายข้าบ้างหรืออย่างไร!?”
“โอ๊ะ เพ่ยฟาง เ้าก็มาด้วยรึ?”
“หมีกู่!”
“ข้าล้อเล่นน่า”
‘สวี่เพ่ยฟาง’ สหายของซือหม่าหมีกู่ เฟิ่งปิงก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนหรอก แต่ก็ไม่ได้รู้จักมักคุ้นอะไร อีกทั้งไม่รู้ว่าคู่นี้ไปสนิทกันได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ดูแล้วนิสัยก็ไม่ได้เข้ากันขนาดนั้นเพราะตามข่าวที่มีสวี่เพ่ยฟางเป็ตัวอย่างของหลักกุลสตรี เชี่ยวชาญศิลปะแทบทุกแขนง แต่ภายในนั้น...
“อะ... ท่านคือคุณหนูหยางกระมัง ข้าสวี่เพ่ยฟาง ยินดีที่ได้พบเ้าค่ะ”
สวี่เพ่ยฟางในอาภรณ์สีม่วงอ่อนเปลี่ยนท่าทีโวยวายเป็ย่อกายลงอย่างงดงาม หากเปลี่ยนซือหม่าหมีกู่เป็แสงตะวันกลางฤดูร้อน สวี่เพ่ยฟางก็เหมือนสายลมบางยามค่ำคืน ดูอ่อนน้อมถ่อมตน งดงามและ...บอบบาง? น่าทะนุถนอม? โอ้ หน้ากากคุณหนูผู้อ่อนหวานนั่นมันอะไร?
“เพ่ยฟางไม่ต้องเปลี่ยนท่าทีไปหรอก นางดูเ้าออกง่าย ๆ เลยแหละ”
“ก็อย่างที่หมีกู่พูดนั่นแหละนะ”
“เอ๋ ไหงงั้นล่ะ”
สวี่เพ่ยฟางเปลี่ยนสีหน้า หน้ากากหญิงสาวผู้นุ่มนวลอ่อนหวานเปลี่ยนไปในฉับพลัน กลายเป็คุณหนูผู้แข็งกล้า เอาแต่ใจ ตรงไปตรงมาเช่นเดิม
“น่าแปลกใจนะที่หมีกู่กับท่านมาเป็สหายกันได้”
“ท่านเทิ่นอะไรกัน หากเ้าเป็สหายของหมีกู่ก็เท่ากับเป็สหายของข้าเช่นกัน ว่าอย่างไร ยินดีนับข้าเป็สหายรึไม่?”
สวี่เพ่ยฟางนั่งคั่นกลางระหว่างหมีกู่และเฟิ่งปิง ั์ตาดอกท้อทอประกายคาดหวัง ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มงดงาม ช่างตรงไปตรงมาอย่างหาได้ยากยิ่งนัก
“เอาสิ ถ้าไม่รังเกียจข้าน่ะนะ”
“ใครจะไปรังเกียจหงส์งามเช่นเ้าได้ลงกัน เคยได้ยินชื่อมานาน พึ่งมีโอกาสได้พบตัวจริงใกล้ ๆ นับว่าข่าวลือเื่เ้าไม่เกินจริงเลย เชื่อแล้วว่าทำไมหมีกู่ถึงชอบพูดว่าเ้าเป็ว่าที่หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง เป็สตรีงามล่มเมือง แม้แต่ข้ายังต้องยอม”
“ฮ่า ๆ ขอบคุณ”
“ได้ยินว่าเ้าเชี่ยวชาญศาสตร์ศิลป์ทุกแขนง ข้าอยากจะได้คำชี้แนะจากเ้าบ้าง”
“เฮ้ ๆ เพ่ยฟาง ได้สหายใหม่ก็ลืมข้าเลยรึ”
“เ้ามันเก่าแล้ว ไปไกล ๆ”
เฟิ่งปิงมองดูสหายเก่าและใหม่ถกเถียงกันด้วยรอยยิ้ม ในสายตาของนางทั้งคู่แม้จะเป็เด็กน้อยอายุสิบเอ็ดสิบสองแต่นิสัยเช่นนี้ก็หาได้ยากยิ่งนัก อย่างน้อยงานชมบุปผาครั้งนี้ก็ไม่ได้แย่จนเกินไปล่ะนะ