ถามดีๆ มาทำเสียงแข็งใส่ ฉันไม่ใช่เด็กอ้อ หรือคนในคอนโทรลของคุณนะจะได้มาทำเสียงใส่ฉันแบบนี้ น้ำใสหมั่นไส้ผู้ชายคนนี้มากขึ้นทุกทีแต่เมื่ออยู่ที่นี่ หล่อนจำเป็จะต้อง ‘ยอม’ เขา น้ำใสจึงสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเอง แล้วพูดกับเอริคไปว่า
“ดิฉันกำลังอยากเจอคุณอยู่พอดีเลยค่ะ คือ ดิฉันอยากใช้โทรศัพท์นะค่ะไม่ทราบว่าดิฉันจะใช้โทรศัพท์ได้ที่ไหนคะ”
“ไม่มีโทรศัพท์” เอริคตอบเสียงเรียบ
“ไม่มี” น้ำใสเลิกคิ้วสูงถามกลับไปด้วยความสงสัย
“ดิฉันไม่เข้าใจคำว่าไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีโทรศัพท์ในความหมายของคุณหมายความว่าที่นี่ไม่มีโทรศัพท์ใช้ หรือมีแต่คุณไม่ให้ดิฉันใช้กันแน่คะ”
“คุณได้ยินชัดแล้ว”
น้ำใสฟังคำตอบขัดหูนั้นแล้วไม่ค่อยพอใจคนอะไร ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
“ดิฉันจำเป็ที่จะต้องใช้โทรศัพท์จริง ๆ ดิฉันว่าคุณน่าจะเข้าใจดิฉันบังเอิญต้องมาอยู่ที่นี่ คุณช่วยชีวิตดิฉันเื่นั้นดิฉันซาบซึ้งและไม่เคยลืมพระคุณอันนั้นเลยแต่ดิฉันจึงจำเป็ที่จะต้องส่งข่าวคราวให้ทางบ้านทราบ ดิฉันคิดถึงทุกคนที่ดิฉันรักป่านนี้ทุกคนคงเป็ห่วงดิฉันมาก โดยเฉพาะคุณแม่ของดิฉัน คุณเคยรักใครเคยเป็ห่วงใครบ้างมั๊ยคะ”ท้ายประโยคน้ำใสเน้นเสียงถามแกมประชด
เอริคยอมรับว่าเขาอาจจะใจร้ายเกินไปหน่อยเมื่อได้ยินเ้าหล่อนย้อนเข้าให้อันที่จริงมันก็จริงอย่างที่หล่อนว่า จริงทุกอย่าง
“งั้นคุณบอกเบอร์โทรศัพท์ เบอร์แฟกซ์ และข้อความมาผมจะจัดการให้ อ้อห้ามเขียนอะไรที่เกี่ยวกับที่นี่เด็ดขาด ไม่งั้นผมจะไม่จัดการให้คุณ” เสียงของเอริคเริ่มอ่อนลง
น้ำใสพยายามข่มความโกรธเอาไว้ ก่อนถามกลับไปว่า
“ทำไมคะ ดิฉันไม่เข้าใจ”
“ก็อย่างที่บอก” เอริคย้ำคำเดิม
“ดิฉันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงไม่ยอมให้ดิฉันใช้โทรศัพท์ โอเคถ้าคุณ้าเงินเป็ค่า ค่าตอบแทนที่คุณช่วยเหลือดิฉัน ดิฉันรับรองถ้าดิฉันติดต่อคุณแม่ได้ คุณจะได้เงินตามที่คุณ้า ในจำนวนที่เหมาะสม”
“ผมไม่ได้หมายความถึงเื่เงิน”
“ถ้างั้นคุณ้าอะไร” เสียงน้ำใสเริ่มดังขึ้น
“เป็กฎของที่นี่ คุณรู้เท่านี้ก็พอแล้ว” เอริคพยายามตัดบท เขาไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับหญิงสาวเขารู้ว่าคนอย่างน้ำใสเป็คนที่ไม่น่าจะยอมอะไรง่าย ๆ เขาทำดีที่สุดแล้ว ไม่ใช่ดีสำหรับเขา ดีสำหรับน้ำใสต่างหาก
“คุณจะมาทำกับดิฉันแบบนี้ไม่ได้ ที่นี่ประเทศไทย เกาะนี้ก็น่าจะอยู่ในประเทศไทยคุณจะมากักขังหน่วงเหนี่ยวดิฉันแบบนี้ไม่ได้” น้ำใสรั้งอารมณ์ตัวเองไม่อยู่เมื่อเจอกับคนที่ไม่มีเหตุผลและเอาแต่ใจตัวเองแบบเอริคหญิงสาวขึ้นเสียงสูง ยืดคอแข็งจนเส้นเอ็นตรงลำคอขาวเนียนนูนขึ้น
“ใครว่าผมกักขังคุณ”
“ก็” น้ำใสอึกอัก นึกเหตุผลสนับสนุนไม่ทัน
เอริคพูดต่อแบบใจเย็นเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปชั่วขณะ
“คุณาเ็มาติดเกาะของผม ผมช่วยเหลือคุณ ผมดูแลคุณ แต่นี่” เอริคเว้นจังหวะ หยุดพูด หายใจยาว สบตาดื้อของน้ำใสก่อนเน้นเสียงช้า ๆ ชัดไปว่า
“ที่นี่เป็ที่ของผม คุณจะต้องทำตามกฎของที่นี่ ซึ่งก็คือทำตามที่ผมบอกผมสัญญา คุณได้กลับบ้านของคุณแน่ แต่ผมต้องแน่ใจก่อนว่าคุณจะทำตามที่ผมบอกถ้าคุณทำตามที่ผมบอกได้ เมื่อถึงเวลาที่สมควร ผมจะให้คุณกลับบ้าน ส่วนจะเมื่อไหร่นั้น มันก็แล้วแต่การกระทำของคุณเองว่าคุณจะยอมผมทำตามวิธีของผม แต่ถ้าคุณยังยืนยันที่จะทำตามวิธีของคุณ คุณคิดดูเอาเองแล้วกันว่าคุณจะได้กลับบ้านหรือไม่ ผมไม่ได้ขู่ ผมพูดเื่จริง”
“คุณ คุณ คุณมันบ้าที่สุด” น้ำใสคำรามในคอตัวเองเบา ๆ ขบกรามแน่นสกัดความโกรธที่กำลังเดือดปุดอยู่ในอก นี่หล่อนกำลังจนตรอกเหรอนี่
“ตกลงคุณจะตัดสินใจว่าไง” เอริคถามแบบเป็ต่อ
“ก็ได้ ขอกระดาษกับปากกาด้วย” น้ำใสบอกเขาด้วยเสียงกระแทกกระทั้น
เอริคยื่นปากกากับกระดาษให้หญิงสาวที่กำลังมองสบตาเขาด้วยสายตากราดเกรี้ยวดีแล้วที่น้ำใสรู้สึกกับเขาแบบนั้น หล่อนกับเขาจะได้ไม่ต้องผูกพันกัน
กราบเท้าคุณแม่ที่เคารพรักอย่างสูง
น้ำขอโทษที่ทำให้คุณแม่ต้องเป็ห่วงตอนนี้น้ำสบายดีและปลอดภัย แต่อยู่ที่ไหนน้ำยังบอกไม่ได้
น้ำขอสัญญาว่าจะดูแลรักษาตัวเองให้ดีและจะกลับมาหาคุณแม่แน่นอนคุณแม่ไม่ต้องเป็ห่วง ดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะคะ รักและคิดถึงคุณแม่มากที่สุด
น้ำใส
น้ำใสเขียนเบอร์โทรและเบอร์แฟกซ์ของมารดาให้เอริคไปพร้อมกับข้อความสั้นๆ บนกระดาษ เอริครับแล้วตั้งท่าจะหันหลังกลับ น้ำใสเรียกเขาไว้
“เดี๋ยวค่ะ”
“ครับ”
“ดิฉันทำตามที่คุณบอกแล้ว ทีนี้คุณจะบอกดิฉันได้หรือยังคะว่าคุณจะกรุณาส่งดิฉันกลับบ้านได้เมื่อไหร่” น้ำใสถามแกมประชดประชันไม่มีทางที่คนอย่างหล่อนจะยอมใครง่าย ๆ โดยไม่ตอกกลับไปบ้าง
“จะมีเรือออกจากเกาะเดือนละครั้งทุกสิ้นเดือน”
“เหรอคะ แล้ววันนี้เป็วันที่เท่าไหร่ ดิฉันไม่เห็นปฏิทินเลย”น้ำใสลิงโลดใจ อย่างน้อยนายก็จริงใจกับฉันเื่ที่จะให้ฉันกลับบ้าน
“วันที่แปด”
“แปด” น้ำใสทวนคำที่เอริคบอกหญิงสาวยกนิ้วขึ้นนับวันเวลา นี่หล่อนมาอยู่ที่นี่เกือบสิบวันแล้วนับจากวันที่ลงเรือกับสุดาทิพย์ จำนวนวันที่รู้สึกตัวบนเกาะนี่หล่อนนอนสลบอยู่ที่นี่ถึงสองวันเชียวหรือ นึกว่านอนสลบแค่วันเดียวซะอีก แล้ววันนี้ก็เพิ่งวันที่แปด ยังเหลืออีกตั้งหลายวันกว่าจะสิ้นเดือน
“ไม่ต้องห่วง คุณได้กลับบ้านแน่ถ้าคุณสัญญาว่าจะไม่เล่าเื่ราวบนเกาะนี้ให้ใครฟัง”
“อะไรนะคะ”
“ผมพูดชัดแล้ว”
“ที่ถามก็เพราะดิฉันไม่เข้าใจค่ะ”
“ดิฉันขอทราบเหตุผลค่ะ” อารมณ์น้ำใสเริ่มขุ่นเมื่อได้ยินเอริคเอาแต่สั่งสั่ง สั่ง ทั้งที่เมื่อครู่หล่อนอารมณ์ดีขึ้นแล้วแท้ ๆ
“ไม่มีเหตุผล”
“ถ้าดิฉันไม่ทำตามละคะ”
“ก็ตามใจคุณ ถ้าคุณอยากจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต”
“ไหนคุณว่าคุณไม่กักขังหน่วงเหนี่ยวดิฉันไงคะ” น้ำใสขึ้นเสียงสูงถามเขา
“ผมก็ไม่ได้คิดกักขังหน่วงเหนี่ยวคุณ เพียงแต่เป็ข้อแลกเปลี่ยนที่ผมขอคุณบ้างก็เท่านั้น”
เอริคตอบตามจริงเขาไม่เคยคิดกักขังหล่อนเลย ตรงข้าม ถ้าทำได้เขาอยากลบความทรงจำหล่อนแล้วพาหล่อนออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดด้วยซ้ำ
“แล้วทำไมดิฉันต้องทำตามคุณด้วย แล้วถ้าดิฉันผิดสัญญา คุณจะทราบได้ยังไง”
“คุณลืมแล้วเหรอว่าคุณเพิ่งให้เบอร์โทรศัพท์กับผมเมื่อกี้นี้เองสืบหาคุณนะไม่ยากหรอก ยิ่งตามหาคุณยิ่งง่ายใหญ่ คนของผมมีเยอะคุณก็ทราบ”
น้ำใสกัดฟันกำมือทั้งสองข้างแน่น หล่อนแพ้อีกแล้ว ทำไมนะ ทำไมหล่อนต้องแพ้ผู้ชายคนนี้ด้วย
“คุณ...คุณ” น้ำใสพูดได้แค่นั้น ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาโต้แย้งให้เขาติดอ่างเหมือนหล่อนบ้าง
“แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าดิฉันเป็คนพูด”
“คุณเป็คนนอกเกาะเพียงคนเดียว คนของเราที่นี่ทุกคนมีระเบียบวินัย คุณก็เห็นแล้วนี่”
จริงซิทุกคนเชื่อฟังเขาราวกับเขาเป็พระเ้า แต่น้ำใสแน่ใจว่า จากสภาพที่เห็น คงไม่ใช่หล่อนคนเดียวที่ติดเกาะอยู่ที่นี่ ต้องเคยมีคนอื่นอยู่ในสภาพเดียวกับหล่อนบ้างล่ะ
“แล้วคนอื่นที่เคยหลงมาอยู่ที่นี่ล่ะคะ อาจจะมีบางคนพูดเื่เกาะนี้ก็ได้ใครจะรู้”
“คุณนั่นแหละที่ไม่รู้”
“เอ๊ะ”
“ผมว่าคุณอย่ามาเถียงผมให้เสียเวลาเลยดีกว่า คุณควรจะใช้เวลาที่มีอยู่คิดทบทวนให้ดีว่าคุณควรจะทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ขอเตือนว่าจะคิดจะทำอะไรให้นึกถึงตัวเองไว้ ผมไม่อยากพูดกับคุณแล้ว” เอริคพูดจบก็หันหน้าหนีน้ำใสแล้วก้มลงไปมองเด็กอ้อที่ยืนตัวลีบทำตาปริบๆ มองผู้ใหญ่สองคนโต้เถียงกัน
“อ้อ อยู่กับพี่สาวนะ แล้วก็อย่าให้พี่สาวไปในที่ที่เป็เขตหวงห้ามเข้าใจมั๊ย ถ้าพี่สาวไม่เชื่อ อ้อบอกพวกเสื้อขาวได้ทันที พี่สั่งไว้แล้ว”
“ค่ะ” หนูน้อยรับฟังคำสั่งโดยดีก่อนหันมายิ้มหวานใส่พี่สาวคนสวย น้ำใสยิ้มตอบและเลยเหลือบตามองค้อนคน ‘บ้าอำนาจ’ ที่เอาแต่สั่งคนอื่นปาว ๆ
น้ำใสนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้จึงเรียกเอริคไว้เมื่อเห็นเขาหันหลังตั้งท่าจะเดินกลับ
“เอ่อ เดี๋ยวคะ ขอถามอีกคำถามเดียว ไม่ทราบว่าตอนที่คุณเจอดิฉันคุณเจอเพื่อนของดิฉันที่ชื่อสุดาทิพย์บ้างหรือเปล่าคะ คือเรานั่งเรือมาเที่ยวเกาะด้วยกันนะค่ะ แล้วเรือก็มา”
น้ำใสเล่ายังไม่ทันจบ เอริคพูดสวนขึ้นทันควันว่า
“ไม่” แล้วสาวเท้ายาวไม่กี่ก้าวก็เดินถึงประตูที่เปิดอ้าอยู่ก้าวพรวดออกจากห้องไป
+++++++++++++++++++++
น้ำใสหงุดหงิดหลังปะทะคารมกับเอริคหญิงสาวเหลียวซ้ายแลขวามองหาเด็กอ้อ ไปไหนนะเมื่อกี้นายเอริคสั่งให้อยู่เป็เพื่อน ไม่ทันไรเลย หายไปแล้ว เฮ้อ เด็กหนอเด็กแต่คิดดูอีกทีก็ดีเหมือนกัน ไม่มีคนคอยเฝ้า ไม่มีคนคอยตาม หล่อนจะได้ทำอะไรอย่างที่ใจ้าได้สะดวกขึ้น
‘จะสำรวจให้ทั่วเกาะเลย เชอะ ไม่รู้จักคนอย่างน้ำใสซะแล้ว นายเอริค’
น้ำใสค่อยชะเง้อคอมองออกไปนอกหน้าต่าง มองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจมองมาทางที่พักหล่อน น้ำใสจึงค่อย เดินเบา ๆ ออกจากที่พักไปแบบเงียบๆ แต่ไม่ลืมหันมาปิดประตูให้เรียบร้อย จะได้ไม่เป็ที่ผิดสังเกตเวลาคนอื่นมองมา
น้ำใสใช้ต้นไม้ข้างทางพรางตัวหล่อนจากสายตาของคืนอื่นน้ำใสค่อย ๆ วิ่งเร็วตื๋อไปหลบหลังต้นไม้หรือพุ่มไม้พุ่มใหญ่ วิ่งไปหลบไปจนถึงจุดหนึ่งซึ่งสามารถมองออกไปเห็นชายทะเลสีขาวสวยใสสะอาดตา
ไม่ไกลจากที่พักของหล่อนมากนักน้ำใสเห็นผู้คนมากมายทั้งชายและหญิงวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีความสุข บ้างก็วิ่งเล่นไล่จับกัน บ้างก็นั่งกินอาหารหรือผลไม้ที่ดูจะมีมากเหลือเฟือ
น้ำใสมองไปรอบๆหล่อนเห็นพวกชุดขาวสองสามคนเดินป้วนเปี้ยนไม่ไกลจากกลุ่มคนที่กำลังเพลิดเพลินอยู่ พวกชุดขาวทำหน้าที่เหมือนผู้คุมเลยแต่ก็แปลกที่ทุกคนสามารถเรียกใช้พวกชุดขาวได้แล้วก็ไม่มีการตอบโต้ทะเลาะเบาะแว้งกันเลย
จริงอย่างที่นายว่าคนของนายเชื่อฟังนาย ทุกคนมีระเบียบวินัยและทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีไม่มีใครใส่ใจหล่อน ไม่มีใครเคยมาพูดคุยทักทายหล่อนนับั้แ่หล่อนมาอยู่ที่นี่เหมือนหล่อนเป็อากาศทุกคนมองไม่เห็น ทุกคนจะเห็นหล่อนก็ต่อเมื่อนายสั่งใช่มั๊ยนายเอริค
น้ำใสอดทึ่งในความสามารถของเอริคไม่ได้ที่สามารถทำให้คนตั้งมากมายเชื่อฟังคำสั่งได้ขนาดนี้