~ เวลาล่วงเลยผ่านไปสามวัน ~
ในช่วงระยะเวลาสามวันที่ผ่านมา จางหยินเซียวแทบจะไม่ได้ออกจากห้องของเขา จนผู้อาวุโสหลายๆคนเกิดความสงสัยว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นกับจางหยินเซียวหรือไม่
แต่จางหลินก็ให้เหตุผลว่า จางหยินเซียวอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาพลังยุทธ์ และไม่อนุญาตให้มีผู้ใดเข้าไปรบกวน
ในยามนี้เสถียรภาพของตระกูลจางยังไม่มั่นคงนัก แม้ว่าพวกเขาจะถูกยกให้เป็นตระกูลอันดับหนึ่งแทนที่ตระกูลชิงแล้วก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่าเมืองหยางโจวยังมีตระกูลฉี ตระกูลหลินหรือตระกูลหยูที่คอยจับจ้องตระกูลจางอยู่
แม้ว่าตระกูลทั้งหลายในเมืองหยางโจวจะแลดูเป็นปึกแผ่นจากสายตาบุคคลภายนอก แต่ก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในมุมมืดอยู่บ่อยครั้ง
ฉะนั้นแล้วอาการบาดเจ็บของจางหยินเซียวจะให้คนอื่นๆรับรู้ไม่ได้เป็นอันขาด! จนกว่าจางหลินจะสามารถนำผลมหาโพธิสัตว์กลับมาได้
เมื่อเห็นว่าจางหยินเซียวลืมตาขึ้นมา จางหลินก็รีบเข้าไปเอ่ยถามด้วยความกังวล “ท่านพ่อ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
จางหยินเซียวที่มีใบหน้าซีดเซียวส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้ว ด้วยยาอายุวัฒนะของเจ้า น่าจะยืดชีวิตของข้าไปได้อีกเป็นเดือนๆ”
จางหลินกัดริมฝีปากอย่างไม่เต็มใจ เขาจับมือจางหยินเซียวและพูดให้สัญญา “ท่านพ่อไม่ต้องกังวล ท่านจะต้องกลับมาแข็งแรงอีกครั้งได้อย่างแน่นอน”
จางหยินเซียวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นใจ แต่ก็รู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน “หลินเอ๋อร์ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเพื่อข้าขนาดนี้”
จางหลินเพียงแค่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “ขอแค่ท่านพักฟื้นต่อไป ส่วนเรื่องที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”
จางหลินไม่ได้ตัดสินใจบอกเกี่ยวกับผลมหาโพธิ์สัตว์กับจางหยินเซียวเพราะไม่ต้องการให้เขาเป็นกังวล เพราะหากจางหลินต้องเข้าสู่ป่าอสูรร่ำไห้ นั่นจะเป็นอันตรายเกินไปสำหรับผู้ที่ไร้พลังยุทธ์อย่างเขา และเขาคงจะถูกห้ามปรามจากจางหยินเซียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จางหยินเซียวจ้องมองใบหน้าของจางหลินอยู่นานสองนาน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “เอาล่ะ อย่าหักโหมมากเกินไปก็พอ”
จางหลินลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ท่านพักผ่อนเถิด อีกสักพักข้าจะกลับมา”
เมื่อกล่าวจบเขาก็เปิดประตูและออกจากห้องไปในทันที
. . .
แต่เมื่อเขาออกมา เขาก็พบกับจางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ยยืนรอเขาอยู่ด้านนอก โดยมีพ่อบ้านตระกูลจางยืนอยู่ไม่ไกล
เขาจ้องมองทั้งสามก่อนจะเอ่ยถาม “พี่สาวเจียหยู จางหลง หวู่ฮุ่ย พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
จางเจียหยูยิ้มออกมาอย่างสดใส “ข้ามาที่นี่เพื่ออำลาเจ้า หลังจากนี้ข้าต้องเดินทางไปที่คฤหาสน์เจ้าเมืองเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นศิษย์ภายนอกของสำนักจักรพรรดิดารา เกรงว่าข้าอาจจะไม่ได้กลับมาที่ตระกูลจางอีกหลายปี”
“ขอแสดงความยินดีกับพวกเจ้าทั้งสาม” จางหลินประสานมือด้วยรอยยิ้มจริงใจ
จางเจียหยูยิ้มและพูดขึ้นพลางถอนหายใจ “น้องจาง หากไม่มีเจ้า เกรงว่าพวกเราอาจจะไม่สามารถเข้าสู่สำนักได้ ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ…”
จางหลงเองก็ทุบหน้าอกของตนอย่างภาคภูมิใจ “พี่หลิน หากเจ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรในอนาคต เจ้าสามารถส่งนกพิราบมาขอความช่วยเหลือจากข้าได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าจะไปช่วยเจ้าอย่างแน่นอน!”
จางหลินหัวเราะอย่างขบขัน “หากถึงเวลานั้นข้าจะรบกวนเจ้าอย่างแน่นอน”
จางหวู่ฮุ่ยไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนว่าในบรรดาเยาวชนทั้งหมดของตระกูลจาง จะมีเพียงชายผู้นี้คนเดียวที่ไม่ชอบขี้หน้าจางหลินสักเท่าใดนัก
คนรุ่นเยาว์ทั้งสามแลกเปลี่ยนบทสนทนากันอยู่นานก่อนจะกล่าวคำอำลา จากนั้นจางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ยก็จากไปพร้อมกับพ่อบ้านของตระกูลจางตรงไปยังคฤหาสน์เจ้าเมือง
เมื่อมองดูแผ่นหลังของพวกเขาทั้งสาม จางหลินอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “นับจากนี้พวกเจ้าจะต้องกลายเป็นเสาหลักให้แก่ตระกูลจางในอนาคต เมื่อนั้นข้าอาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เมืองหยางโจวอีกต่อไป”
. . .
จางหลินกลับมายังห้องของเขาโดยมีลุงเฉียนมายืนรออยู่แล้ว
ลุงเฉียนรีบวิ่งเข้ามาและยื่นม้วนกระดาษให้แก่จางหลินด้วยสองมือ “นายน้อย นี่คือแผนที่ภูมิศาสตร์ของป่าอสูรร่ำไห้ ข้าพยายามค้นหาเท่าที่หามาได้ แต่มันมีเพียงแค่ 3 ใน 10 ส่วนของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น”
คิ้วของจางหลินขมวดขึ้น “3 ใน 10 ส่วน? นี่น้อยเกินไปหรือไม่?”
ลุงเฉียนทำได้เพียงยิ้มอย่างขมขื่น “บริเวณรอบนอกของป่าอสูรร่ำไห้ยังคงมีกองกำลังและทหารรับจ้างอาศัยอยู่ แต่ภายในอาณาบริเวณป่านับตั้งแต่สามลี้เป็นต้นไป นั่นเป็นสถานที่ที่มีผู้คนเคยย่างกรายเข้าไปแต่ไม่เคยได้กลับออกมา นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าพวกเราไม่มีแผนที่ภูมิศาสตร์ที่ละเอียดกว่านี้”
จางหลินถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “เอาล่ะ ดูเหมือนว่าข้าทำได้เพียงแค่ต้องระวังตัวให้มากขึ้น”
จากนั้นจางหลินก็หยิบเสื้อคลุมสีดำขึ้นมาสวมทับอาภรณ์สีขาว เขาเปิดลิ้นชักและหยิบหน้ากากสีขาวออกมา ซึ่งเป็นหน้ากากแบบเดียวกับที่ใช้ในการแสดงงิ้ว หากแต่ไม่มีการวาดใบหน้าใดๆลงบนหน้ากาก
หน้ากากสีขาวมีรอยเลือดเขรอะกรังติดอยู่เล็กน้อย เขาเก็บหน้ากากนั้นไว้ในแขนเสื้อและหันไปเปิดลิ้นชักพลางหยิบมีดสั้น มีดบิน กริชและเข็มมาเหน็บไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกาย
เมื่อเห็นว่าจางหลินเตรียมพร้อมมากเพียงใด ลุงเฉียนก็กล่าวออกมาอย่างหนักอึ้ง “นายน้อย ได้โปรดระวังตัวด้วย ชีวิตของท่านสำคัญที่สุด หากท่านยังมีชีวิต พวกเราก็ยังมีวิธีอื่นที่จะรักษาต้นกำเนิดแห่งชีวิตให้แก่นายท่านได้ ท่านไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตของท่านเข้าแลกกับสถานการณ์ที่อาจจะทำให้ท่านต้องถึงฆาต”
“ข้าเข้าใจดี…” จางหลินพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่เขาจะโบกมือและกล่าวว่า “ในช่วงเวลานี้ข้าต้องการให้ท่านและกลุ่มบัญญัติสวรรค์ทุกคนมารวมตัวกันที่ตระกูลจางเพื่อปกป้องท่านพ่อและคนอื่นๆ”
ลุงเฉียนโค้งคำนับ “ข้าน้อยเข้าใจ”
จากนั้นจางหลินก็เดินออกจากตำหนักตระกูลจางด้วยฝีเท้าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และหวังว่าการเดินทางในครั้งนี้จะนำมาซึ่งผลมหาโพธิสัตว์ที่จะสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของจางหยินเซียวได้
แต่ทันทีที่เขาก้าวออกจากธรณีประตู ความรู้สึกที่เป็นลางร้ายก็วาบผ่านเข้ามาในจิตใต้สำนึก
แต่ความรู้สึกนั้นคงอยู่แค่ชั่วครู่ เขาสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยแววตาที่มุ่งมั่น!
[ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องนำผลมหาโพธิสัตว์กลับมาให้ได้!]
[หลังจากนั้นข้าจะได้ออกจากเมืองหยางโจวโดยที่ไม่มีอะไรติดค้างหรือต้องอาวรณ์อีกต่อไป]
เขาเดินไปยังรถม้าการค้าและออกเดินทางสู่ทิศใต้ของเมืองหยางโจว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งของป่าอสูรร่ำไห้ในทันที
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าการออกจากตระกูลจางในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชะตากรรมที่จะผันเปลี่ยนไปตลอดกาล…