เมื่ออู่กุยเหวินป๋อกับหลี่ซีหยานขึ้นมาบนสนามประลองแล้ว ไป่ฉีก็ประกาศเริ่มการประลองทันที
อู่กุยเหวินป๋อใช้กำปั้นทุบพื้นลานประลองจนแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทำให้หลี่ซีหยานต้องถอยออกมาเพื่อไม่ให้โดนสะเก็ดหินที่กระเด็น
ไม่นานเศษสนามประลองก็จับตัวกันเป็นเกราะให้กับอู่กุยเหวินป๋อ ลักษณะเหมือนคนที่มีกระดองอยู่ด้านหลัง ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า มีสนามประลองหลอมรวมจนกลายเป็นเสื้อเกราะ โดยเกราะส่วนหัวนั้นมีลักษณะเหมือนหัวของมังกรดูน่าเกรงขามมากทีเดียว
“หนอย พวกเกราะหนักแบบนี้ไม่ค่อยถนัดเลยแฮะ” หลี่ซีหยานกล่าว ก่อนจะพุ่งเข้าใส่อู่กุยเหวินป๋อ
ขณะที่แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันนั้น หลี่ซีหยานก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการโจมตีด้วยเศษสนามประลองที่เป็นชุดเกราะ พวกมันราวกับกระสุนเล็ก ๆ ที่พร้อมจะยิ่งได้ทุกเมื่อ ทำให้หลี่ซีหยานต้องทิ้งระยะห่างออกมา
“เป็นอะไรไป ไม่เข้ามางั้นเหรอ แต่อย่าคิดว่าจะหนีพ้น” อู่กุยเหวินป่อกระทืบเท้าลงสนามประลอง ปรากฏหอกหินแหลมพุ่งเข้าใส่หลี่ซีหยาน ด้วยเพราะอู่กุยเหวินป๋อคิดว่าหลี่ซีหยานยังไม่สามารถใช้ปราณธาตุได้ ดังนั้นนี่คือจุดได้เปรียบของเขา เขาก็จะขอใช้มันให้เต็มที่เพื่อชิงความได้เปรียบมา
แม้หลี่ซีหยานจะพยายามต่อสู้ สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ด้วยเพราะไม่สามารถใช้ปราณธาตุได้ในตอนนี้ เขาสัญญากับตนเองว่าจะต้องเพิ่มระดับปราณจนสามารถใช้ปราณธาตุให้ได้หลังจากจบการประลองนี้
“ผู้ชนะที่จะแข่งขันในรอบต่อไปคือ จี๋หลินไท่หยาง จี๋หลินเต๋อเทียน จี๋หลินเฟิงเทียน อู่กุยเหวินป๋อ เราจะให้เวลาผู้ประลองได้พักผ่อนสัก 2 ชั่วโมง ก่อนจะเริ่มการแข่งขันรอบถัดไป” ไป่ฉีประกาศจบการประลองในรอบนี้ ผู้ชมก็เริ่มออกจากอัฒจันทร์ไปเข้าห้องน้ำหรือหาอะไรทานก่อน
'เด็กน้อยพวกนั้นยังพยายามรักษาระยะห่างจากเราอยู่สินะ เช่นนั้นข่มขวัญพวกมันสักหน่อยก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อย' ไป่ฉีนั่งขัดสมาธิกลางสนามประลอง ก่อนจะประสานมือเพื่อใช้อักขระลมปราณสร้างอาคมสำหรับบ่มเพาะพลังปราณขึ้น เรียกความสนใจเหล่าคนของตำหนักเทพที่กำลังทานอาหารซึ่งทางสมาคมการค้าจัดไว้ให้ภายในห้อง VIP หรือแม้แต่ 7 เสาหลักแห่งยุทธภพ โดยเฉพาะเจ้าอาวาสสำนักเส้าหลินที่ได้รับความรู้ด้านอักขระลมปราณมาจากไท่ซื่อคงระดับหนึ่ง
“ท่านอวี้กง ความเชี่ยวชาญไม่ธรรมดา” เจ้าอาวาสกล่าว
“ท่านรู้หรือว่าเทพกระบี่กำลังทำอะไร” ซือไท่แห่งง้อไบ๊ที่ได้ยินก็หันมาถามทันที
“อักขระที่ใช้นั้นคล้ายการสร้างเขตแดนเหมือนเจดีย์กำราบมารที่สำนัก นอกนั้นไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร” เจ้าอาวาสตอบ
'อาคมเขตแดนเรียบร้อย 2 ชั่วโมงเราคงทะลวงปราณได้ 2 ขั้น' ไป่ฉีหลับตาลงและเริ่มดึงพลังปราณที่เขาเก็บไว้ในจิตวิญญาณออกมา ที่ผ่านมาเขาเน้นการเพิ่มพลังปราณด้วยตนเองและเสริมมันด้วยโอสถ แต่ตอนนี้มีพวกที่มีระดับพลังปราณสูงกว่าเขาปรากฏตัวขึ้นและเวลาในการเพิ่มระดับปราณของเขาก็ไม่ค่อยมีเพราะงานในวงการบันเทิง ดังนั้น 2 ชั่วโมงนี้เขาจะใช้มันให้เต็มที่
ทันทีที่ไป่ฉีเริ่มเปิดเอาพลังปราณจากจิตวิญญาณออกมา เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสปราณรุนแรงที่พุ่งทะลักออกมา จึงจำเป็นต้องเปิดและปิดเป็นระยะ และนำมันเข้าสู่ตันเถียนเพื่อบ่มเพาะพลังปราณของเขา
“นี่มันบ้าชัด ๆ” อดีตประมุขตำหนักเทพมังกรครามมีสีหน้าบิดเบี้ยวทันทีที่เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่รุนแรงกว่าของเขา หากแต่พลังปราณที่สัมผัสได้นั้นมาจากเทพกระบี่ที่ตอนนี้อยู่ในระดับราชันย์ทรราชขั้น 1 เท่านั้น ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าพลังปราณรุนแรงที่เขาสัมผัสได้มาจากไหนกันแน่
“เขาทำได้ยังไงกัน ระดับพลังปราณที่อยู่ ๆ ก็พุ่งขึ้นสูงจนดูเหมือนจะเป็นระดับที่เกินกว่าราชันย์จักรพรรดิขั้น 10 แล้วสักพักระดับพลังปราณที่รุนแรงนั้นก็หายไป” อดีตประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาด เบิกตากว้างเมื่อตรวจสอบปราณของอวี้กง เขาพบว่าเพียงแค่ไม่นาน อวี้กงสามารถบ่มเพาะพลังปราณจนตอนนี้ใกล้จะแตะเพดานของราชันย์ทรราช ขั้น 1 เพื่อเลื่อนระดับปราณเป็นขั้น 2 แล้ว
“บัดซบ พวกเราฝึกฝนที่ต้าเซียนนับเป็นเพียงอาจมกองหนึ่งเท่านั้นรึ เมื่อเทียบกับความเร็วในการบ่มเพาะเช่นนี้ มันเป็นเทพเซียนรึไงกันถึงมีความสามารถท้าทายสวรรค์อย่างนี้” อดีตประมุขตำหนักเทพพยัคฆ์ขาวกล่าว
“ไม่ใช่แค่ฝีมือที่น่าหวั่นเกรง แต่ยังมีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะอีก อวี้กงคนนี้มาจากไหนกัน ในอดีตไม่เคยมีบันทึกว่ามีตระกูลอวี้อยู่ในยุทธภพมาก่อน” อดีตประมุขตำหนักเทพกิเลนกล่าว
“ความสามารถในการบ่มเพาะน่าตกใจยิ่งนัก” อดีตประมุขตำหนักเทพเต่ามังกรกล่าวสั้น ๆ เขาคิดแค่ว่าความเร็วนี้น่าตกใจ แต่ฝีมือของอวี้กงนั้น เขายังไม่อยากจะยอมรับจนกว่าจะได้ลองสู้ดูสักครั้ง
เวลาผ่านไปช้า ๆ เหล่าผู้ชมที่กลับเข้ามาต่างก็จ้องไปยังอวี้กงที่นั่งบ่มเพาะพลังอยู่กลางสนามประลอง แม้ระดับพลังปราณของพวกเขาจะน้อย แต่ก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่วอวี้กงลืมตาขึ้นจากการฝึกพลังปราณ
'เข้าสู่ขั้น 3 ได้เสียที' ไป่ฉีคิด ก่อนจะสลายเขตแดนและลุกขึ้นยืน
ผู้ชมและบุคคลจากหลายสำนักยุทธ์ ต่างคุยกันเรื่องการเพิ่มระดับปราณของเทพกระบี่ ความรวดเร็วนี้มันน่ากลัวมาก นี่ไม่ใช่ระดับปราณขั้นต้นที่จะทะลวงขั้นลมปราณได้ง่าย แต่นี่เป็นระดับปราณราชันย์ทรราช ที่ประมุขตำหนักเทพรุ่นปัจจุบันต่างใช้เวลาหลายสิบปีแต่ก็ไม่สามารถก้าวผ่านคอขวดไปได้ ดังนั้นการเลื่อนขั้นแต่ละครั้งอาจต้องกินเวลายาวนานหลายปี ส่วนเทพกระบี่ที่อยู่ต่อหน้าพวกเขาสามารถทะลวง 2 ขั้นได้ใน 2 ชั่วโมงเท่านั้น
“ผู้เข้าประลองรอบสุดท้ายทั้ง 4 คน ให้มาเตรียมตัวที่สนามประลอง จากนี้ศิลาจะจับคู่อีกครั้งหนึ่ง” ไป่ฉีกล่าว พร้อมกับบนศิลาสีดำปรากฏรายชื่อคู่ที่จะแข่งขันกัน
“คู่แรก จี๋หลินไท่หยางกับจี๋หลินเต๋อเทียน คู่ที่สองจี๋หลินเฟิงเทียนกับอู่กุยเหวินป๋อ” หลังไป่ฉีประกาศ 2 ผู้อาวุโสตำหนักเทพกิเลนที่เป็นปู่กับตาของทั้ง 2 คนที่ต้องประลองกัน ต่างยิ้มให้กัน พวกเขาไม่คิดจะเขม่นกันว่าหลานของใครดีกว่า เพราะคิดว่าหลานของพวกเขามองการแข่งนี้เป็นการทดสอบฝีมือตนเองมากกว่าจะมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูหรือคู่แข่ง
“ประมุขน้อยของตำหนักเทพเจอกันแบบนี้ หากจี๋หลินเฟิงเทียนชนะ ไม่เท่ากับว่าตำหนักเทพกิเลนชนะไปเลยเหรอคะ” พิธิกรสาวถามอวี้กง เธออยากจุดประเด็นเล็กน้อย
“มันขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีจิตวิญญาณแห่งผู้ฝึกตนหรือไม่ การประลองนี้เปิดโอกาสให้ได้แสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่และถือเป็นการหาประสบการณ์ด้วย หากจี๋หลินเฟิงเทียนชนะแล้วอีกคู่ขอสละสิทธิ์เพื่อให้ประมุขน้อยของตนได้รับชัยชนะในการแข่งปีนี้ นับว่าทั้ง 2 ไม่คู่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตน ทั้งที่โอกาสที่จะได้ประสบการณ์ในการต่อสู้แบบนี้หาได้ยากยิ่งนัก” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับมองไปที่จี๋หลินไท่หยางกับจี๋หลินเต๋อเทียน
'อย่างที่คิดไว้ ท่านอวี้กงไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่' ไท่หยางคิด
'ท่านอาจารย์มองมาน่ากลัวมาก ใครจะไปกล้าฟะ' เต๋อเทียนคิด
“เช่นนั้น จี๋หลินเต๋อเทียน กับจี๋หลินไท่หยาง ทั้ง 2 ขึ้นมาที่สนามประลองได้” ไป่ฉีประกาศ ทั้ง 2 คนที่ถูกขานชื่อเดินขึ้นมาเตรียมพร้อมที่สนามประลอง
เมื่อไป่ฉีประกาศเริ่มการประลอง ทั้ง 2 คนต่างซัดลูกเหล็กใส่กันทันที ก่อนจะใช้กิเลนเหิน ปะทะกันกลางอากาศ เสียงหมัดและเท้าปะทะกันดังลั่น แต่กลับมีคนที่มองเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดนี้เพียงแค่ไม่กี่คน อย่างน้อยต้องเป็นผู้ที่มีระดับจักรพรรดิขั้น 5 ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะพอมองเห็นได้
“ทั้ง 2 คนมีความสามารถถึงขนาดนี้ น่ายินดีแท่นผู้อาวุโสทั้ง 2 จริง ๆ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว หากให้ทั้ง 2 คนนี้สู้กับเขา คาดว่าแม้พลังปราณเขาจะมากกว่า แต่ 2 คนนี้ก็น่าจะโจมตีใส่เขาได้มากพอสมควร
เหล่าผู้ชมต่างเห็นเพียงภาพติดตาตอนที่ทั้ง 2 ปะทะกันเท่านั้น ผ่านไปเพียง 5 นาที ทั้ง 2 ต่างปรากฏตัวขึ้นบนสนามประลองในสภาพเหงื่อโทรมกาย หน้าอกของพวกเขากระเพื่อมขึ้นลงจนเห็นได้ชัด พวกเขาใช้กระบวนท่าต่อสู้กันอย่างเต็มที่ ตามแขนและขามีรอยช้ำให้เห็นจากการปะทะกันเมื่อครู่
“สุดยอด” ชายคนหนึ่งในหมู่ผู้ชมมองตาค้าง มือเขาสั่นไปหมดเพราะความตื่นเต้น
“ไท่หยาง สู้ ๆ ฉันเชียร์คุณค่ะ” หญิงสาวส่งเสียงหวานใสของเธอออกมา เธอหลงเสน่ห์จี๋หลินไท่หยางเข้าให้แล้ว
“เต๋อเทียน สู้เขานะคะ” หญิงสาวอีกคนหนึ่งตะโกน
เมื่อทั้ง 2 ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มเปิดฉากต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้พวกเขาเรียกกิเลนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสายฟ้าออกมา ก่อนจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเกราะมาส่วมใส่ตัวของพวกเขาเอาไว้ จนตอนนี้พวกเขาราวกับนักรบโบราณไม่มีผิด
การปะทะกันแต่ละครั้งเกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าชวนอกสั่นขวัญแขวน หลายคนอุดหู บางคนหลับตาทุกครั้งที่เกิดเสียง มีเพียงเหล่าผู้นำกับผู้อาวุโสของแต่ละสำนักเท่านั้นที่ยังนั่งมองกันตาไม่กระพริบ ใบหน้าเผยรอยยิ้มขึ้นทุกคน พวกเขาไม่ได้เห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดแบบนี้มานานแล้ว เลือดในตัวพวกเขาสูบฉีดจนใบหน้าพวกเขามีสีแดงเล็กน้อย การต่อสู้นี้ช่างน่าตื่นเต้นจริง ๆ
“นี่สิถึงจะสมกับเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง” อดีตประมุขตำหนักเทพเต่ามังกรกล่าวชมออกมา
หญิงสาวที่เป็นผู้ชมหลายคนแม้จะอุดหูหรือหลับตาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า แต่พวกเธอก็ตะโกนให้กำลังใจสองชายหนุ่มที่สู้กันไม่มีออมแรงแม้แต่น้อย
'เจ้า 2 คนนี้ยิ่งได้ยินเสียงเชียร์จากผู้ชมยิ่งสู้ถวายหัว ลืมไปรึเปล่าว่ายังมีการแข่งอีกรอบเนี่ย' ไป่ฉีคิด แต่นี่แหละถึงจะสมกับเป็นลูกศิษย์ของเขา การสู้อย่างเต็มกำลังถือเป็นการให้เกียรติคู่ต่อสู้อย่างแท้จริง
สุดท้ายแารประลองก็จบลงด้วยชัยชนะของจี๋หลินไท่หยางที่สามารถชิงจังหวะหลบได้แบบฉิวเฉียด ก่อนจะโจมตีด้วยกระบี่ที่สร้างจากสายฟ้าเข้าไปที่จี๋หลินเต๋อเทียน
“สิ้นสุดการประลอง ผู้ชนะจี๋หลินไท่หยาง” ไป่ฉีประกาศ ก่อนจะส่งโอสถฟื้นฟูพลังปราณให้กับไท่หยาง ขณะเดียวกันเสียงผู้ชมก็โห่ร้องขึ้นชื่นชมทั้งคู่ที่ต่อสู้กันอย่างเต็มที่ ทำให้พวกเขาได้ตื่นเต้นกับการประลองแบบที่พวกเขาไม่เคยเห็นจากการประลองในช่วงหลายสิบปีมานี้
“ขอบคุณครับท่านอวี้กง” ไท่หยางรับโอสถมาจากอวี้กง
“สู้ได้ดี” ไป่ฉีกล่าวชม ก่อนจะตบบ่าไท่หยางเป็นการให้กำลังใจ และหันไปให้กำลังใจเต๋อเทียนเช่นกัน
ทั้ง 2 กอดคอกันพาร่างของตัวเองไปยังที่นั่งข้างสนามประลองอย่างทุลักทุเล เพื่อฟื้นฟูร่างกายและพลังปราณ ภาพที่ทั้ง 2 คนประคองกัน ทำให้ผู้ชายหลายคนที่ได้เห็นถึงกับยกยิ้มขึ้นจากภาพแห่งมิตรภาพตรงหน้า แม้ทั้ง 2 แม้จะแข่งขันกันดุเดือดขนาดนั้นกลับยังพูดคุยราวเพื่อนสนิท ไม่โกรธเคือง อิจฉาอีกฝ่ายแม้แต่น้อย นั่นเพราะทั้งคู่สู้ด้วยความสามารถทั้งหมดที่มี ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันสำหรับผู้ฝึกตน
ส่วนหญิงสาวทั้งหลายต่างมองทั้ง 2 คนด้วยดวงตาเหม่อลอย ไม่รู้ว่าภายในใจของพวกเธอคิดอะไรอยู่ มีบางคนถึงกับเลือดกำเดาไหลทีเดียว หลายคนต่างตั้งฉายาให้พวกเขาว่า “สองกิเลนหนุ่มแห่งตำหนักเทพกิเลน” ไม่มีใครคิดว่าภายหลังจากนี้อีกหลายปีทั้ง 2 ได้สร้างชื่อในฐานะจอมยุทธ์กิเลนคู่ที่แข็งแกร่งที่สุด
“คู่ประลองถัดมา จี๋หลินเฟิงเทียน กับอู่กุยเหวินป๋อ ขึ้นมาบนสนามประลองได้” ไป่ฉีประกาศเรียกคู่ประลองคู่ถัดไปขึ้นมา ทำให้ทุกคนถอนสายตาออกมาจากไท่หยางและเต๋อเทียนกลับมาจับจ้องที่สนามประลองอีกครั้ง
_________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
