จอมยุทธ์ซุปตาร์

ตอนที่ 206 สองกิเลนหนุ่มแห่งตำหนักเทพกิเลน Re

        เมื่ออู่กุยเหวินป๋อกับหลี่ซีหยานขึ้นมาบนสนามประลองแล้ว  ไป่ฉีก็ประกาศเริ่มการประลองทันที  


        อู่กุยเหวินป๋อใช้กำปั้นทุบพื้นลานประลองจนแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  ทำให้หลี่ซีหยานต้องถอยออกมาเพื่อไม่ให้โดนสะเก็ดหินที่กระเด็น


        ไม่นานเศษสนามประลองก็จับตัวกันเป็นเกราะให้กับอู่กุยเหวินป๋อ  ลักษณะเหมือนคนที่มีกระดองอยู่ด้านหลัง  ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า  มีสนามประลองหลอมรวมจนกลายเป็นเสื้อเกราะ  โดยเกราะส่วนหัวนั้นมีลักษณะเหมือนหัวของมังกรดูน่าเกรงขามมากทีเดียว


        “หนอย  พวกเกราะหนักแบบนี้ไม่ค่อยถนัดเลยแฮะ” หลี่ซีหยานกล่าว  ก่อนจะพุ่งเข้าใส่อู่กุยเหวินป๋อ


        ขณะที่แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันนั้น  หลี่ซีหยานก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการโจมตีด้วยเศษสนามประลองที่เป็นชุดเกราะ  พวกมันราวกับกระสุนเล็ก ๆ ที่พร้อมจะยิ่งได้ทุกเมื่อ  ทำให้หลี่ซีหยานต้องทิ้งระยะห่างออกมา


        “เป็นอะไรไป   ไม่เข้ามางั้นเหรอ  แต่อย่าคิดว่าจะหนีพ้น”  อู่กุยเหวินป่อกระทืบเท้าลงสนามประลอง  ปรากฏหอกหินแหลมพุ่งเข้าใส่หลี่ซีหยาน  ด้วยเพราะอู่กุยเหวินป๋อคิดว่าหลี่ซีหยานยังไม่สามารถใช้ปราณธาตุได้  ดังนั้นนี่คือจุดได้เปรียบของเขา  เขาก็จะขอใช้มันให้เต็มที่เพื่อชิงความได้เปรียบมา


        แม้หลี่ซีหยานจะพยายามต่อสู้  สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว  ด้วยเพราะไม่สามารถใช้ปราณธาตุได้ในตอนนี้  เขาสัญญากับตนเองว่าจะต้องเพิ่มระดับปราณจนสามารถใช้ปราณธาตุให้ได้หลังจากจบการประลองนี้


        “ผู้ชนะที่จะแข่งขันในรอบต่อไปคือ  จี๋หลินไท่หยาง  จี๋หลินเต๋อเทียน  จี๋หลินเฟิงเทียน  อู่กุยเหวินป๋อ  เราจะให้เวลาผู้ประลองได้พักผ่อนสัก 2 ชั่วโมง  ก่อนจะเริ่มการแข่งขันรอบถัดไป” ไป่ฉีประกาศจบการประลองในรอบนี้  ผู้ชมก็เริ่มออกจากอัฒจันทร์ไปเข้าห้องน้ำหรือหาอะไรทานก่อน


        'เด็กน้อยพวกนั้นยังพยายามรักษาระยะห่างจากเราอยู่สินะ  เช่นนั้นข่มขวัญพวกมันสักหน่อยก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อย' ไป่ฉีนั่งขัดสมาธิกลางสนามประลอง   ก่อนจะประสานมือเพื่อใช้อักขระลมปราณสร้างอาคมสำหรับบ่มเพาะพลังปราณขึ้น  เรียกความสนใจเหล่าคนของตำหนักเทพที่กำลังทานอาหารซึ่งทางสมาคมการค้าจัดไว้ให้ภายในห้อง VIP หรือแม้แต่ 7 เสาหลักแห่งยุทธภพ  โดยเฉพาะเจ้าอาวาสสำนักเส้าหลินที่ได้รับความรู้ด้านอักขระลมปราณมาจากไท่ซื่อคงระดับหนึ่ง


        “ท่านอวี้กง  ความเชี่ยวชาญไม่ธรรมดา” เจ้าอาวาสกล่าว


        “ท่านรู้หรือว่าเทพกระบี่กำลังทำอะไร” ซือไท่แห่งง้อไบ๊ที่ได้ยินก็หันมาถามทันที


        “อักขระที่ใช้นั้นคล้ายการสร้างเขตแดนเหมือนเจดีย์กำราบมารที่สำนัก  นอกนั้นไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร” เจ้าอาวาสตอบ


        'อาคมเขตแดนเรียบร้อย  2 ชั่วโมงเราคงทะลวงปราณได้ 2 ขั้น' ไป่ฉีหลับตาลงและเริ่มดึงพลังปราณที่เขาเก็บไว้ในจิตวิญญาณออกมา  ที่ผ่านมาเขาเน้นการเพิ่มพลังปราณด้วยตนเองและเสริมมันด้วยโอสถ  แต่ตอนนี้มีพวกที่มีระดับพลังปราณสูงกว่าเขาปรากฏตัวขึ้นและเวลาในการเพิ่มระดับปราณของเขาก็ไม่ค่อยมีเพราะงานในวงการบันเทิง  ดังนั้น 2 ชั่วโมงนี้เขาจะใช้มันให้เต็มที่


        ทันทีที่ไป่ฉีเริ่มเปิดเอาพลังปราณจากจิตวิญญาณออกมา  เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสปราณรุนแรงที่พุ่งทะลักออกมา  จึงจำเป็นต้องเปิดและปิดเป็นระยะ และนำมันเข้าสู่ตันเถียนเพื่อบ่มเพาะพลังปราณของเขา


        “นี่มันบ้าชัด ๆ” อดีตประมุขตำหนักเทพมังกรครามมีสีหน้าบิดเบี้ยวทันทีที่เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่รุนแรงกว่าของเขา  หากแต่พลังปราณที่สัมผัสได้นั้นมาจากเทพกระบี่ที่ตอนนี้อยู่ในระดับราชันย์ทรราชขั้น 1 เท่านั้น  ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าพลังปราณรุนแรงที่เขาสัมผัสได้มาจากไหนกันแน่


        “เขาทำได้ยังไงกัน  ระดับพลังปราณที่อยู่ ๆ ก็พุ่งขึ้นสูงจนดูเหมือนจะเป็นระดับที่เกินกว่าราชันย์จักรพรรดิขั้น 10 แล้วสักพักระดับพลังปราณที่รุนแรงนั้นก็หายไป” อดีตประมุขตำหนักเทพวิหคสีชาด  เบิกตากว้างเมื่อตรวจสอบปราณของอวี้กง  เขาพบว่าเพียงแค่ไม่นาน  อวี้กงสามารถบ่มเพาะพลังปราณจนตอนนี้ใกล้จะแตะเพดานของราชันย์ทรราช ขั้น 1 เพื่อเลื่อนระดับปราณเป็นขั้น 2 แล้ว


        “บัดซบ  พวกเราฝึกฝนที่ต้าเซียนนับเป็นเพียงอาจมกองหนึ่งเท่านั้นรึ  เมื่อเทียบกับความเร็วในการบ่มเพาะเช่นนี้  มันเป็นเทพเซียนรึไงกันถึงมีความสามารถท้าทายสวรรค์อย่างนี้” อดีตประมุขตำหนักเทพพยัคฆ์ขาวกล่าว


        “ไม่ใช่แค่ฝีมือที่น่าหวั่นเกรง  แต่ยังมีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะอีก  อวี้กงคนนี้มาจากไหนกัน  ในอดีตไม่เคยมีบันทึกว่ามีตระกูลอวี้อยู่ในยุทธภพมาก่อน” อดีตประมุขตำหนักเทพกิเลนกล่าว


        “ความสามารถในการบ่มเพาะน่าตกใจยิ่งนัก” อดีตประมุขตำหนักเทพเต่ามังกรกล่าวสั้น ๆ เขาคิดแค่ว่าความเร็วนี้น่าตกใจ  แต่ฝีมือของอวี้กงนั้น  เขายังไม่อยากจะยอมรับจนกว่าจะได้ลองสู้ดูสักครั้ง


        เวลาผ่านไปช้า ๆ เหล่าผู้ชมที่กลับเข้ามาต่างก็จ้องไปยังอวี้กงที่นั่งบ่มเพาะพลังอยู่กลางสนามประลอง  แม้ระดับพลังปราณของพวกเขาจะน้อย   แต่ก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว   จนกระทั่วอวี้กงลืมตาขึ้นจากการฝึกพลังปราณ


        'เข้าสู่ขั้น 3 ได้เสียที' ไป่ฉีคิด   ก่อนจะสลายเขตแดนและลุกขึ้นยืน


        ผู้ชมและบุคคลจากหลายสำนักยุทธ์  ต่างคุยกันเรื่องการเพิ่มระดับปราณของเทพกระบี่  ความรวดเร็วนี้มันน่ากลัวมาก  นี่ไม่ใช่ระดับปราณขั้นต้นที่จะทะลวงขั้นลมปราณได้ง่าย  แต่นี่เป็นระดับปราณราชันย์ทรราช ที่ประมุขตำหนักเทพรุ่นปัจจุบันต่างใช้เวลาหลายสิบปีแต่ก็ไม่สามารถก้าวผ่านคอขวดไปได้  ดังนั้นการเลื่อนขั้นแต่ละครั้งอาจต้องกินเวลายาวนานหลายปี  ส่วนเทพกระบี่ที่อยู่ต่อหน้าพวกเขาสามารถทะลวง 2 ขั้นได้ใน 2 ชั่วโมงเท่านั้น


        “ผู้เข้าประลองรอบสุดท้ายทั้ง 4 คน  ให้มาเตรียมตัวที่สนามประลอง  จากนี้ศิลาจะจับคู่อีกครั้งหนึ่ง” ไป่ฉีกล่าว  พร้อมกับบนศิลาสีดำปรากฏรายชื่อคู่ที่จะแข่งขันกัน


        “คู่แรก จี๋หลินไท่หยางกับจี๋หลินเต๋อเทียน  คู่ที่สองจี๋หลินเฟิงเทียนกับอู่กุยเหวินป๋อ” หลังไป่ฉีประกาศ  2 ผู้อาวุโสตำหนักเทพกิเลนที่เป็นปู่กับตาของทั้ง 2 คนที่ต้องประลองกัน  ต่างยิ้มให้กัน  พวกเขาไม่คิดจะเขม่นกันว่าหลานของใครดีกว่า  เพราะคิดว่าหลานของพวกเขามองการแข่งนี้เป็นการทดสอบฝีมือตนเองมากกว่าจะมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูหรือคู่แข่ง


        “ประมุขน้อยของตำหนักเทพเจอกันแบบนี้  หากจี๋หลินเฟิงเทียนชนะ  ไม่เท่ากับว่าตำหนักเทพกิเลนชนะไปเลยเหรอคะ” พิธิกรสาวถามอวี้กง  เธออยากจุดประเด็นเล็กน้อย


        “มันขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีจิตวิญญาณแห่งผู้ฝึกตนหรือไม่  การประลองนี้เปิดโอกาสให้ได้แสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่และถือเป็นการหาประสบการณ์ด้วย  หากจี๋หลินเฟิงเทียนชนะแล้วอีกคู่ขอสละสิทธิ์เพื่อให้ประมุขน้อยของตนได้รับชัยชนะในการแข่งปีนี้  นับว่าทั้ง 2 ไม่คู่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตน  ทั้งที่โอกาสที่จะได้ประสบการณ์ในการต่อสู้แบบนี้หาได้ยากยิ่งนัก” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับมองไปที่จี๋หลินไท่หยางกับจี๋หลินเต๋อเทียน


        'อย่างที่คิดไว้  ท่านอวี้กงไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่' ไท่หยางคิด


        'ท่านอาจารย์มองมาน่ากลัวมาก  ใครจะไปกล้าฟะ' เต๋อเทียนคิด


        “เช่นนั้น จี๋หลินเต๋อเทียน กับจี๋หลินไท่หยาง  ทั้ง 2 ขึ้นมาที่สนามประลองได้” ไป่ฉีประกาศ  ทั้ง 2 คนที่ถูกขานชื่อเดินขึ้นมาเตรียมพร้อมที่สนามประลอง


        เมื่อไป่ฉีประกาศเริ่มการประลอง  ทั้ง 2 คนต่างซัดลูกเหล็กใส่กันทันที  ก่อนจะใช้กิเลนเหิน ปะทะกันกลางอากาศ  เสียงหมัดและเท้าปะทะกันดังลั่น  แต่กลับมีคนที่มองเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดนี้เพียงแค่ไม่กี่คน  อย่างน้อยต้องเป็นผู้ที่มีระดับจักรพรรดิขั้น 5 ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะพอมองเห็นได้


        “ทั้ง 2 คนมีความสามารถถึงขนาดนี้  น่ายินดีแท่นผู้อาวุโสทั้ง 2 จริง ๆ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว  หากให้ทั้ง 2 คนนี้สู้กับเขา  คาดว่าแม้พลังปราณเขาจะมากกว่า  แต่ 2 คนนี้ก็น่าจะโจมตีใส่เขาได้มากพอสมควร


        เหล่าผู้ชมต่างเห็นเพียงภาพติดตาตอนที่ทั้ง 2 ปะทะกันเท่านั้น  ผ่านไปเพียง 5 นาที  ทั้ง 2 ต่างปรากฏตัวขึ้นบนสนามประลองในสภาพเหงื่อโทรมกาย  หน้าอกของพวกเขากระเพื่อมขึ้นลงจนเห็นได้ชัด  พวกเขาใช้กระบวนท่าต่อสู้กันอย่างเต็มที่  ตามแขนและขามีรอยช้ำให้เห็นจากการปะทะกันเมื่อครู่


        “สุดยอด” ชายคนหนึ่งในหมู่ผู้ชมมองตาค้าง  มือเขาสั่นไปหมดเพราะความตื่นเต้น


        “ไท่หยาง สู้ ๆ ฉันเชียร์คุณค่ะ” หญิงสาวส่งเสียงหวานใสของเธอออกมา  เธอหลงเสน่ห์จี๋หลินไท่หยางเข้าให้แล้ว


        “เต๋อเทียน  สู้เขานะคะ” หญิงสาวอีกคนหนึ่งตะโกน


        เมื่อทั้ง 2 ได้ยินแบบนั้นก็เริ่มเปิดฉากต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง  แต่คราวนี้พวกเขาเรียกกิเลนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสายฟ้าออกมา  ก่อนจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเกราะมาส่วมใส่ตัวของพวกเขาเอาไว้  จนตอนนี้พวกเขาราวกับนักรบโบราณไม่มีผิด


        การปะทะกันแต่ละครั้งเกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าชวนอกสั่นขวัญแขวน  หลายคนอุดหู  บางคนหลับตาทุกครั้งที่เกิดเสียง  มีเพียงเหล่าผู้นำกับผู้อาวุโสของแต่ละสำนักเท่านั้นที่ยังนั่งมองกันตาไม่กระพริบ  ใบหน้าเผยรอยยิ้มขึ้นทุกคน  พวกเขาไม่ได้เห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดแบบนี้มานานแล้ว  เลือดในตัวพวกเขาสูบฉีดจนใบหน้าพวกเขามีสีแดงเล็กน้อย  การต่อสู้นี้ช่างน่าตื่นเต้นจริง ๆ


        “นี่สิถึงจะสมกับเป็นผู้ฝึกยุทธ์  ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง” อดีตประมุขตำหนักเทพเต่ามังกรกล่าวชมออกมา


        หญิงสาวที่เป็นผู้ชมหลายคนแม้จะอุดหูหรือหลับตาทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า  แต่พวกเธอก็ตะโกนให้กำลังใจสองชายหนุ่มที่สู้กันไม่มีออมแรงแม้แต่น้อย


        'เจ้า 2 คนนี้ยิ่งได้ยินเสียงเชียร์จากผู้ชมยิ่งสู้ถวายหัว  ลืมไปรึเปล่าว่ายังมีการแข่งอีกรอบเนี่ย' ไป่ฉีคิด  แต่นี่แหละถึงจะสมกับเป็นลูกศิษย์ของเขา  การสู้อย่างเต็มกำลังถือเป็นการให้เกียรติคู่ต่อสู้อย่างแท้จริง


        สุดท้ายแารประลองก็จบลงด้วยชัยชนะของจี๋หลินไท่หยางที่สามารถชิงจังหวะหลบได้แบบฉิวเฉียด  ก่อนจะโจมตีด้วยกระบี่ที่สร้างจากสายฟ้าเข้าไปที่จี๋หลินเต๋อเทียน


        “สิ้นสุดการประลอง  ผู้ชนะจี๋หลินไท่หยาง” ไป่ฉีประกาศ  ก่อนจะส่งโอสถฟื้นฟูพลังปราณให้กับไท่หยาง  ขณะเดียวกันเสียงผู้ชมก็โห่ร้องขึ้นชื่นชมทั้งคู่ที่ต่อสู้กันอย่างเต็มที่  ทำให้พวกเขาได้ตื่นเต้นกับการประลองแบบที่พวกเขาไม่เคยเห็นจากการประลองในช่วงหลายสิบปีมานี้


        “ขอบคุณครับท่านอวี้กง” ไท่หยางรับโอสถมาจากอวี้กง


        “สู้ได้ดี” ไป่ฉีกล่าวชม  ก่อนจะตบบ่าไท่หยางเป็นการให้กำลังใจ และหันไปให้กำลังใจเต๋อเทียนเช่นกัน


        ทั้ง 2 กอดคอกันพาร่างของตัวเองไปยังที่นั่งข้างสนามประลองอย่างทุลักทุเล  เพื่อฟื้นฟูร่างกายและพลังปราณ  ภาพที่ทั้ง 2 คนประคองกัน  ทำให้ผู้ชายหลายคนที่ได้เห็นถึงกับยกยิ้มขึ้นจากภาพแห่งมิตรภาพตรงหน้า  แม้ทั้ง 2 แม้จะแข่งขันกันดุเดือดขนาดนั้นกลับยังพูดคุยราวเพื่อนสนิท  ไม่โกรธเคือง  อิจฉาอีกฝ่ายแม้แต่น้อย  นั่นเพราะทั้งคู่สู้ด้วยความสามารถทั้งหมดที่มี  ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันสำหรับผู้ฝึกตน


        ส่วนหญิงสาวทั้งหลายต่างมองทั้ง 2 คนด้วยดวงตาเหม่อลอย  ไม่รู้ว่าภายในใจของพวกเธอคิดอะไรอยู่  มีบางคนถึงกับเลือดกำเดาไหลทีเดียว  หลายคนต่างตั้งฉายาให้พวกเขาว่า “สองกิเลนหนุ่มแห่งตำหนักเทพกิเลน”  ไม่มีใครคิดว่าภายหลังจากนี้อีกหลายปีทั้ง 2 ได้สร้างชื่อในฐานะจอมยุทธ์กิเลนคู่ที่แข็งแกร่งที่สุด


        “คู่ประลองถัดมา  จี๋หลินเฟิงเทียน กับอู่กุยเหวินป๋อ  ขึ้นมาบนสนามประลองได้” ไป่ฉีประกาศเรียกคู่ประลองคู่ถัดไปขึ้นมา  ทำให้ทุกคนถอนสายตาออกมาจากไท่หยางและเต๋อเทียนกลับมาจับจ้องที่สนามประลองอีกครั้ง

_________________________________

+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน