หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 88 วันจากลา

    เมื่อเรากลับมาถึงป่าไผ่เขียว เสวียฉีสั่งให้หยางกวางยกเหล้าไปแจกกันดื่ม กับเหล่าปีศาจที่ไปร่วมต่อสู้ด้วยกัน จึงทำให้ฟางหรูกับเหวินอี้มีงานหนัก ต้องช่วยกันปรุงของแกล้มเหล้าและอาหารให้พวกเรากิน


    แต่ทั้งสองไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยสักคำ กลับบอกว่าดีใจที่พวกเรากลับมา เพราะช่วงที่พวกเราไม่อยู่ทั้งสองแทบไม่มีอะไรทำรู้สึกเหงา ฉันจึงบอกคนทั้งสองว่าต่อไปคงไม่ได้ไปไหนอีกแล้ว จะอยู่เรือนช่วยพวกเขาปลูกผักปลูกสมุนไพร


    สักพักเดียวเราก็ได้ยินเสียงหมาป่าหอนดังอยู่ที่ด้านนอกป่าไผ่ จึงถามหยงเป่าว่าหมาป่าหอนแบบนี้มีอะไรหรือเปล่า หยงเป่าตอบว่าไม่มีอะไรหรอก พวกหมาป่ากำลังจะกลับป่าทางใต้ จากนั้นเราก็ร่วมดื่มกินอาหารกับทุกคนที่ลานกว้างหน้าเรือน ฉลองให้กับชัยชนะให้กับความเหน็ดเหนื่อยที่สู้รบกับพวกปีศาจเยือกแข็ง


    กระทั่งวันเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ที่ฉันและคนอื่นๆใช้ชีวิตสงบสุขอยู่ในป่าไผ่เขียว ตอนเช้าตื่นมานั่งจิบน้ำชานั่งมองดูแปลงผักแปลงสมุนไพรเจริญงอกงาม เพราะได้รับการดูแลอย่างดีจากเหวินอี้


    แค่เพียงได้เห็นทุกคนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ อาจมีเสียงดังโหวกเหวกบ้างจากการประลองฝีมือกันของซิ่นหลิงกับเฟยเจิน แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้ฉันมีความสุขกับชีวิตในบ้านป่าแล้ว


    ซึ่งวันนี้หลังจากที่ฉันปรุงยาพิษจากละอองปีกผีเสื้ออัญมณีเสร็จ จึงชักชวนเสวียฉีให้ออกไปยืดเส้นยืดสายประลองฝีมือกับซิ่นหลิงและเฟยเจินที่ลานหน้าเรือน แต่เสวียฉีบอกว่าไม่อยากออกแรงเหงื่อออกเสื้อผ้าเลอะ แต่เขาจะนั่งดื่มน้ำชาดูพวกฉันประลองฝีมือแทนแล้วกัน


    เราจึงเดินออกมาที่หน้าเรือนด้วยกัน ก็เห็นหยงเป่ากับเหวินอี้กำลังช่วยกันเอื้อมเก็บฝักเม็ดบัวมายาสีน้ำเงินอยู่ที่ริมสระบัว ฉันจึงเดินแวะเข้าไปดูก็เห็นฝักเม็ดบัวฝักใหญ่น่ากินสองฝักที่หยงเป่ายื่นมาให้ จึงแกะเม็ดบัวกินมีรสชาติมันๆอร่อยไม่ต่างจากเม็ดบัวทั่วไป


    เหวินอี้ก็พูดขึ้นว่าเดี๋ยวเขาไปหาไม้ไผ่มาต่อเป็นแพเล็กๆดีกว่า จะได้ลงแพไปเก็บดอกบัวกับเม็ดบัวที่กลางสระได้ เพราะตรงกลางสระมีแต่ฝักใหญ่ๆ หยงเป่าตอบว่าดีเดี๋ยวจะให้หลี่เฉียงไปช่วยตัดไม้ไผ่มาช่วยกันต่อแพ


    ซึ่งตอนนี้ฉันไม่ไปเล่นกับเฟยเจินและซิ่นหลิงแล้ว แต่เปลี่ยนมาสนใจเรื่องการต่อแพ อยากช่วยพวกเขาต่อแพด้วย จึงยืนกินเม็ดบัวรอหยงเป่ากับเหวินอี้กำลังช่วยวัดขนาดของแพที่จะต่อ


    แต่ในขณะนั้นเองฉันก็เริ่มรู้สึกตัวเบาหวิวๆแปลกๆ เหมือนตัวกำลังจะลอยจนเท้าเริ่มลอยจากพื้น แวบแรกคิดว่าน่าจะได้รับพิษจากกินเม็ดบัวจนรู้สึกมึนวิงเวียน แต่มันไม่น่าเป็นไปได้ เม็ดบัวมีพิษเพียงเล็กน้อยขนาดมนุษย์ธรรมดายังกินได้ ยิ่งกับฉันพิษยิ่งไม่มีผลอยู่แล้ว


    กระทั่งเท้าเริ่มลอยขึ้นไม่แตะพื้น จึงเอื้อมมือคว้าจับแขนหยงเป่า เพื่อไม่ให้ตัวฉันลอยขึ้นไปบนอากาศ แต่ก็เอื้อมคว้าจับไว้ไม่ทันจึงส่งเสียงร้องโวยวายตกใจ ทำให้ทุกคนที่อยู่ด้วยกันบริเวณนั้น ต่างรีบวิ่งเข้ามาคว้าจับตัวฉันไม่ให้ลอยขึ้นไปบนฟ้า


    รวมทั้งเสวียฉีรีบวิ่งกระโจนเข้ามากอดรัด พยายามรั้งตัวฉันไม่ให้ลอยขึ้นเช่นกัน แต่ดูเหมือนพวกเขาทั้งสี่จะต้านทานพลังลึกลับนั้นไม่ไหว กระทั่งตัวฉันลอยขึ้นไปบนอากาศสูงขึ้น พร้อมกับเสียงของฟางหรูกับเหวินอี้ ช่วยกันตะโกนเรียกหยางกวางกับหลี่เฉียง ให้มาช่วยกันดึงรั้งตัวฉันไม่ให้ลอยสูงขึ้นไปมากกว่านี้


    พวกเขาพยามรั้งตัวฉันให้กลับลงไปที่ด้านล่าง แต่ทันไดนั้นปรากฏหลุมอากาศสีดำบนท้องฟ้า ใช่แล้วนั่นคืออุโมงค์บนท้องฟ้าที่เคยพาตัวฉันมาที่โลกแห่งนี้ ตอนนี้มันปรากฏขึ้นอีกครั้งและกำลังดูดฉันให้เข้าไปในอุโมงค์ แต่ฉันไม่อยากจากทุกคนจึงพยายามจับกอดรั้งทุกคนไว้ไม่ให้ตัวเองถูกดูดเข้าไป


    แต่แล้วพลังลึกลับนั้นก็ผลักทุกคนลอยกระเด็นถอยห่างออกไป จากนั้นตัวฉันก็ถูกอุโมงค์ดูดลอยวืดเข้าไปข้างใน และภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนทุกอย่างของฉันจะดับมืดสนิท คือเห็นพี่ชายทั้งสี่พยายามบินมาคว้าฉันไว้ไม่ให้จากไป พร้อมกับเสียงเรียกของพวกเราที่ร้องเรียกกันเป็นครั้งสุดท้าย

    ○

    ○

    ....เหตุการณ์บนสวรรค์....

    เบื้องหน้าบัลลังก์สีทองงามอร่าม มีสัตว์เทพทั้งสี่เสวียฉี หยงเป่า ซิ่นหลิง และเฟยเจิน กำลังยืนโต้เถียงโวยวายใส่เง็กเซียนฮ่องเต้ว่า เหตุใดบังคับพาพวกเขากลับขึ้นมาบนสวรรค์ ทั้งพยายามถามหาฉันผู้เป็นหญิงมนุษย์ ไปอยู่ที่ไหนทำไมจึงไม่นำตัวมาที่นี่ด้วย


    ส่วนนกอัคคีสวรรค์ที่ยืนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆเฟยเจิน ไม่ห้ามปรามทั้งยังทำเฉยปล่อยให้เฟยเจินช่วยเสวียฉีโวยวายใส่เง็กเซียน ให้นำตัวฉันกลับคืนมาที่ป่าไผ่เขียว


    เง็กเซียนฮ่องเต้นั่งขมวดคิ้วมองสัตว์เทพทั้งสี่ กำลังส่งเสียงโวยวายให้ส่งพวกเขากลับไปที่ป่าไผ่เขียว และให้นำตัวฉันกลับมาด้วย เง็กเซียนเหลืออดจึงตวาดออกมาเสียงดังว่า “หุบปาก!!!” ทำให้เสียงโวยวายเงียบสงบลงทันที


    เง็กเซียนจึงตำหนิพวกเขาว่าก่อนจะส่งพวกเขาลงไปที่โลกมนุษย์ ได้กำชับให้ลงไปช่วยเหลือมนุษย์ มิใช่ให้ไปเข่นฆ่ามนุษย์กำลังสู้รบกันที่ค่ายหนิงอัน มันผิดจุดประสงค์ที่สวรรค์ส่งลงไป นับเป็นความผิดรุนแรงที่ต้องถูกลงโทษ


    เสวียฉีก็เถียงด้วยความไม่พอใจว่า เขามิได้คิดจะฆ่ามนุษย์พวกนั้นแต่ถูกฉันผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์สั่งให้ทำ เขาเป็นผู้ติดตามจะให้ขัดคำสั่งได้อย่างไร ถ้าจะลงโทษพวกเขาอยู่ฝ่ายเดียวนั้นไม่ยุติธรรมเลย ดังนั้นต้องนำตัวฉันมาลงโทษด้วย เขาจะไม่ยอมถูกลงโทษฝ่ายเดียว และจะอาละวาดให้สวรรค์แตกกันไปข้าง


    ทั้งหยงเป่า ซิ่นหลิงและเฟยเจิน ต่างสนับสนุนคำโต้เถียงของเสวียฉี รวมตัวกันพูดว่าตัวต้นเหตุแห่งความผิดทั้งหมดก็คือฉัน ชอบพาพวกเขาไปหาเรื่องนอกป่าอัคคี จะมาโทษว่าพวกเขาผิดอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ถ้าเง็กเซียนไม่ยอมนำตัวฉันกลับมา พวกเขาก็จะไม่ยอมให้ถูกลงโทษง่ายๆหรอก


    แถมเสวียฉียังโทษความผิดให้นกอัคคีสวรรค์ด้วยว่า นกอัคคีสวรรค์มีดวงจิตอยู่ในร่างกายของฉันแท้ๆ ยังไม่เคยห้ามปรามฉันเลยสักครั้งว่าอย่าไปหาเรื่องโน่นนี่ อย่ายื่นมือไปช่วยเหลือมนุษย์ด้วยการออกรบเข่นฆ่า แต่กลับปล่อยให้ฉันทำอะไรตามอำเภอใจ


    นกอัคคีสวรรค์ที่ยืนฟังก้มหน้านิ่ง ถึงกับเงยหน้ามองเสวียฉีด้วยสีหน้าประมาณว่า อิหยังวะ?! แต่นกอัคคีสวรรค์ไม่โต้เถียงเสวียฉีเลยสักคำ แต่หันไปพูดกับเง็กเซียนว่า ตนยอมรับผิดที่ปล่อยปละละเลยไม่ตักเตือนห้ามปราม แต่มนุษย์หญิงผู้นั้นชอบทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง สมควรได้รับการลงโทษบ้างก็ดี


    พูดจบนกอัคคีสวรรค์ก็ทำเป็นไอค็อกแค็ก วางมือทาบบนหน้าอกตัวเองทำเป็นเจ็บหน้าอกเจ็บคอจากอาการไอ เฟยเจินจึงรีบเข้าประคองนกอัคคีสวรรค์ด้วยความเป็นห่วงในอาการเจ็บป่วยออดๆแอดๆ


    เง็กเซียนออกอาการห่วงใยในสุขภาพของนกอัคคีสวรรค์เช่นกัน จึงหันไปถามบทลงโทษกับเทพคุมกฏ ว่าโทษของนกอัคคีสวรรค์กับพวกของเสวียฉีคืออะไรบ้าง เทพคุมกฏตอบว่าพวกเขาต้องถูกจองจำไม่มีกำหนด


    เง็กเซียนจึงถามอีกว่าตอนนี้หญิงมนุษย์ผู้นั้นเป็นอย่างใร เทพคุมกฏตอบว่าขณะนี้ฉันถูกส่งตัวกลับไปในสถานที่ที่จากมา แต่ถ้าจะให้นำตัวกลับมารับโทษก็ย่อมได้ โดยการให้ไปช่วยเหลือมนุษย์เป็นการไถ่โทษจนกว่าจะสิ้นอายุขัย แต่ทว่าสวรรค์มิอาจนำตัวมนุษย์ขึ้นมาลงโทษกักขังในคุกสวรรค์ได้ แต่สามารถริดรอนพลังความสามารถ ที่เคยได้รับจากนกอัคคีสววรค์ให้เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาทั่วไป


    เง็กเซียนจึงพูดกับพวกของเสวียฉีว่า เขาจะนำตัวฉันกลับมารับโทษ แต่พวกเขาต้องถูกจองจำในคุกสวรรค์หนึ่งพันปี และต้องไปลงชดใช้ความผิดในโลกมนุษย์ แต่จะให้พวกเขาชดใช้แทนในส่วนของนกอัคคีสวรรค์ด้วยจะยอมหรือไม่


    เพราะเง็กเซียนไม่ต้องการให้นกอัคคีลงไปลำบากตรากตรำที่โลกมนุษย์อีกแล้ว จึงอยากให้บำเพ็ญเพียรรักษาอาการป่วยอยู่บนสวรรค์ ซึ่งนกอัคคีสวรรค์เองก็ไม่ได้ทักท้วงปฏิเสธ ด้วยการก้มหน้ามองต่ำเล็กน้อยบ่งบอกว่ายินยอมทำตามที่เง็กเซียนต้องการ


    ทำให้พวกเสวียฉีนั้นมีรอยยิ้มออกมาแล้วตอบว่าจะยอมรับการจองจำ แต่เสวียฉียังมีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อพวกเขาถูกจองจำอยู่ในคุกสวรรค์เป็นเวลาหนึ่งพันปี แล้วฉันที่เป็นมนุษย์จะมีอายุยืนยาวถึงหนึ่งพันปีได้อย่างไร


    เทพคุมกฏตอบว่าเขาจะหยุดเวลาที่โลกมนุษย์ไว้ เมื่อครบกำหนดหนึ่งพันปีจะนำตัวฉันกลับมาที่โลกแห่งนี้อีกครั้ง โดยจะส่งตัวลงไปที่ป่าไผ่เขียว ตรงกับวันและเวลาตอนที่จากไป เมื่อพวกเขาได้รับคำตอบที่พึงพอใจ จึงเดินตามทหารสวรรค์ไปที่คุกเพื่อรับการจองจำ