ตอนที่ 97 ผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสาร แผนการของเยวี่ยหมิงคง
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น ใบหน้าของเย่หลิวหลีก็พลันขึ้นสีระเรื่อ นางฮึดฮัดเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “ท่านพี่ อย่าได้พูดอันใดเหลวไหล ข้าจะไปนึกถึงเขาได้อย่างไร เพียงแค่สงสัยเท่านั้นเอง ก็เขาถูกยกย่องว่าคู่ควรจะทัดเทียมกับท่านพี่ผู้เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์เช่นกันนี่”
“ข้าได้ยินมาว่าเขาสามารถบดขยี้องค์รัชทายาทแห่งราชสำนักเซียนต้าฉู่ได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้นยังบรรลุถึงระดับจอมราชันขั้นกลางอีกด้วย พลังฝีมือช่างน่าสะพรึงกลัวนัก ในหมู่คนรุ่นเยาว์แทบไร้ผู้ใดทัดเทียมได้ จึงอดมิได้ที่จะเอ่ยถามท่านพี่ดู”
คำพูดเหล่านี้ แม้ฟังดูคล้ายคำแก้ตัว
ทว่าเย่หลางเทียนจะฟังมิออกได้อย่างไร
ว่าน้องสาวของเขาแท้จริงแล้วกำลังอยากรู้ว่าเขามีความคิดเห็นเช่นไรเกี่ยวกับกู้ฉางเกอ
ความคิดเช่นนี้ย่อมมิอาจรอดพ้นสายตาเขาไปได้
สายตาของเย่หลางเทียนจับจ้องไปยังสีหน้าของเย่หลิวหลีที่ดูคล้ายแฝงไว้ด้วยความคาดหวังเล็กน้อย ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ
แท้จริงแล้ว เขาเองก็มิเข้าใจเหมือนกันว่า ในโลกเบื้องล่างนั้น เย่หลิวหลีมีปฏิสัมพันธ์กับกู้ฉางเกอถึงขั้นลึกซึ้งเช่นนี้ได้อย่างไร
รายละเอียดบางส่วนเขาได้ยินจากปากของผู้อาวุโสเสวี่ยแล้ว แม้จะมีความบาดหมางระหว่างพวกเขาเล็กน้อย ทว่ากู้ฉางเกอก็มิได้ลงโทษทำความลำบากใจอันใดให้แก่นาง เพียงแค่ให้นางกล่าวคำขอโทษเท่านั้น
ทว่าเพราะเหตุใด เพียงแค่นั้นถึงทำให้นางถึงกับคิดถึงเขาอยู่มิวางวาย
เย่หลางเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า “เรื่องราวของกู้ฉางเกอ ข้าเองก็รู้มามิน้อย บุรุษผู้นี้นับเป็นศัตรูตัวฉกาจของข้าเลยทีเดียว ทั่วโลกหล้าต่างขนานนามว่าข้าเป็นดั่งมหาจักรพรรดิโบราณผู้กลับชาติมาเกิด ส่วนเขานั้นกลับได้รับการขนามนามว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์แห่งเทพเซียนโดยแท้จริง คำเรียกขานระหว่างจักรพรรดิโบราณกับเทพเซียน เพียงเท่านี้ก็เห็นได้ชัดเจนแล้ว...”
ในโบราณกาล จักรพรรดิเป็นผู้เบิกฟ้าปกครองแผ่นดิน สร้างอาณาเขตกว้างใหญ่ ดำรงพระราชฐานสูงสุด รับภาระหน้าที่แห่งชะตาฟ้าลิขิต ทว่ามีเพียงเทพเซียนเท่านั้นที่จะข้ามผ่านอนิจจัง สถิตเป็นอมตะ และได้ชื่อว่าเป็นผู้ครองชีวิตนิรันดร์
แม้คำเรียกขานจะฟังดูใกล้เคียงกัน ทว่าในความจริงแล้วนั้น กลับห่างไกลราวท้องนภากับพื้นปฐพี
สำหรับเรื่องนี้ เย่หลางเทียนย่อมตระหนักดี
กู้ฉางเกอบัดนี้ได้บรรลุถึงระดับจอมราชันขั้นกลางแล้ว
ทว่าเขาเองเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับขั้นจอมราชันได้มินานนัก ความห่างชั้นนี้ย่อมมิใช่เพียงเล็กน้อย
เมื่อได้ฟังคำประเมินของเย่หลางเทียนเกี่ยวกับกู้ฉางเกอ เย่หลิวหลีก็มิอาจห้ามใจให้สั่นสะท้านได้ แม้แต่ท่านพี่ของนางก็ยังกล่าวถึงเขาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ากู้ฉางเกอช่างน่าสะพรึงกลัวนัก!
ขณะที่คิดเช่นนี้ ภาพในห้วงคำนึงก็ปรากฏเป็นเงาร่างแห่งเทพบรรพกาลผู้ลึกลับ แผ่พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ราวกับเทวะสถิตอยู่เหนือกาลเวลา ทำให้นางมิอาจห้ามความหวาดหวั่นที่ก่อตัวขึ้นในใจ
เย่หลางเทียนมิทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาของเย่หลิวหลี
เขาเพียงแต่ส่ายศีรษะเบาๆ ความคิดพุ่งพล่านไปถึงวันหนึ่งที่เขาจะได้ประมือกับกู้ฉางเกอ ในฐานะหนึ่งในยอดอัจฉริยะรุ่นเยาวน์ เขาย่อมมิอาจขาดซึ่งหัวใจแห่งการต่อสู้ การประลองยุทธ์เพื่อพิสูจน์ตนย่อมเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ และเขาหาได้เกรงกลัวต่อสิ่งใดไม่
“นายน้อย เจ้าหนุ่มนอกสายตระกูลนามว่าเย่หลิงผู้นั้นได้กลับมาอีกครั้งแล้ว เขาได้ประกาศท้าทายท่านต่อหน้าฝูงชน บัดนี้ที่ลานประลองได้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายแล้วขอรับ”
เสียงรายงานดังขึ้นจากนอกโถง ลอยมาพร้อมสายลมบางเบา ทว่ากลับทำให้บรรยากาศในตำหนักคล้ายเย็นเฉียบลงทันใด
เย่หลางเทียนผู้กำลังสนทนากับเย่หลิวหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาแฝงประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง
“เย่หลิงหรือ นั่นเป็นผู้ใดกัน” เย่หลิวหลีเบิกตาโต แววตาฉายชัดถึงความแปลกใจ
เพียงคนจากสายนอกของตระกูล ยังกล้าบังอาจมาท้าทายท่านพี่ได้อย่างนั้นหรือ ในฐานะผู้สืบทอดแห่งตระกูลเซียนโบราณ เย่หลางเทียนแม้ยังมิได้ประกาศตัวสู่โลกภายนอก ทว่าชื่อเสียงและพลังอำนาจของเขาย่อมเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว
การที่ผู้ใดสักคนกล้ามาท้าทายเขา จะมิถือเป็นการกระทำที่หาเรื่องใส่ตัวหรืออย่างไร
เย่หลางเทียนเผยแววขุ่นเคืองอยู่ในที ก่อนจะอธิบายเสียงเรียบ “เย่หลิงผู้นี้ เป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะจากการประลองของตระกูลสายนอกเมื่อมินานมานี้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับอนุญาตให้ขอพรสามประการจากตระกูลเรา หนึ่งในพรนั้นก็คือการท้าทายประลองฝีมือกับข้า”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเยียบเย็น คล้ายลมหนาวพัดผ่าน “มันต้องการเอาชนะข้าเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้บิดาของมัน เมื่อหลายปีก่อน ข้าได้พลั้งมือทำร้ายบิดาของมันจนบาดเจ็บสาหัส”
สิ้นคำกล่าว ดวงตาของเย่หลางเทียนพลันฉายแววเฉยชา ราวกับเหตุการณ์นั้นเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน มิได้สลักสำคัญแม้แต่น้อย
เย่หลิวหลีขมวดคิ้วมุ่น ประกายเย็นเยือกสะท้อนอยู่ในดวงตาใสกระจ่าง ท้าทายท่านพี่เพื่อแก้แค้นอย่างนั้นหรือ ช่างน่าสมเพชนัก
รับการชดเชยไปแล้ว บัดนี้ยังจะมาทวงถามความยุติธรรมอีก... มิน่าเล่าถึงได้ทำให้ท่านพี่ผู้สงบนิ่งเช่นนี้ถึงกับมีอาการขุ่นเคืองใจได้
"เหตุนี้ถูกพวกมันยกขึ้นเป็นประเด็น กล่าวหาว่าสายตระกูลหลักดูแคลนสายนอก ก่อให้เกิดความวุ่นวายมิน้อย ถึงกับทำให้เหล่าผู้อาวุโสบางท่านตำหนิข้าด้วยซ้ำ" เย่หลางเทียนกล่าวพลางเผยสีหน้ามืดครึ้ม แฝงความมิพอใจอย่างชัดเจน
ท่าทีอันหยาบช้าเช่นนี้ ชัดเจนว่ามิใช่การทวงถามความยุติธรรมอันบริสุทธิ์ ทว่าเป็นการยกเรื่องราวขึ้นมาปั่นป่วนสถานการณ์ต่างหาก
ที่น่าขุ่นเคืองกว่านั้นคือ ในฐานะผู้สืบทอดสายหลักแห่งตระกูล แม้เขาจะยอมรับการท้าทาย ทว่าก็ต้องระมัดระวังมิให้บั่นทอนศักดิ์ศรีของฝ่ายสายนอก มิอาจเผยพลังเต็มที่ให้เกิดความขัดแย้งหนักหน่วงขึ้น
มินานนัก เย่หลางเทียนก็ลุกขึ้นจากตำหนัก เดินออกไปด้วยก้าวย่างสง่างาม มุ่งหน้าไปยังลานประลอง
เย่หลิวหลีลังเลชั่วครู่ ก่อนจะตามติดท่านพี่ไปด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
นางเองก็อยากชมดูการประลองที่ถูกเรียกว่าการทวงถามความยุติธรรมในครั้งนี้เช่นกัน
…
ในขณะเดียวกัน ณ ดินแดนนิรันดร์สวรรค์ อันเป็นที่ตั้งแห่ง ราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน
นครเซียน
ภายในมหาวิหารอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่ตระการตา
สุริยันจันทราลอยเด่นเหนือฟ้า ฟ้าดินสถิตมั่นค้ำจุนปฐพี
เยวี่ยหมิงคงในฉลองพระองค์จักรพรรดินีอันทรงอำนาจ ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุด ดวงตาหงส์เรียวคมหลับพริ้มเล็กน้อย เปี่ยมด้วยรัศมีแห่งจักรพรรดินีผู้น่าเกรงขาม บรรดาขุนนางเบื้องล่างต่างพากันหวาดหวั่น ตัวสั่นเทิ้ม พลางกราบทูลรายงานเรื่องราวล่าสุดอย่างระมัดระวัง
"ความสงบเรียบร้อยภายในและภายนอกราชสำนักเซียน กลับคืนสู่สมดุลดังเดิม บัดนี้คงมิมีสิ่งใดเป็นปัญหาอีกต่อไป"
เมื่อได้ฟังคำกราบทูลทั้งหมด เยวี่ยหมิงคงพยักหน้าเบาๆ ดวงพักตร์เผยความพึงพอใจออกมาเล็กน้อย
“เลิกการประชุมเถิด”
สุรเสียงนุ่มเย็นเอื้อนเอ่ยพลางสะบัดพระหัตถ์เรียวอย่างสง่างาม บรรดาขุนนางทั้งหลายพากันถอยออกจากท้องพระโรงโดยพร้อมเพรียง
ภายในวิหารกว้างขวางนี้ เหลือเพียงบรรดาข้าราชบริพารคนสนิทหยิบมือเดียว
ทว่าครู่ต่อมา นางกลับโบกมือขึ้นอีกครั้ง บ่งบอกให้ทุกคนถอยไปจนหมดสิ้น
ณ ยามนี้ บรรยากาศในห้องโถงใหญ่จึงกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
เยวี่ยหมิงคงใช้พระหัตถ์ขาวผ่องนวดคลึงหว่างคิ้วอย่างอ่อนล้า บนพักตร์ปรากฏร่องรอยแห่งความเหนื่อยหน่าย
ในพระทัย นางกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้
ด้วยความสามารถในการล่วงรู้ฟ้าดิน นางย่อมรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงว่าเรื่องราวเหล่านั้นนับว่ามิใช่เรื่องง่ายดาย
ท้ายที่สุดแล้ว การเตรียมการล่วงหน้านั้นย่อมเป็นเรื่องจำเป็น แม้ผู้ที่ล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าเช่นนาง ยังรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ช่างยากเย็นนัก หากไร้ซึ่งความรู้อันแจ่มแจ้งเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ เกรงว่านางคงมิอาจก้าวไปข้างหน้าได้แม้เพียงก้าวเดียว
"กู้ฉางเกอ... ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก!"
“ตามกาลเวลาแล้ว นภาแห่งความมืดมิดดุจสิ้นแสงแห่งสรรพสิ่งกำลังจะมาถึง ความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในเขตแดนสวรรค์ชั้นในกำลังใกล้เข้ามา นี่คือการปรากฏขึ้นของจักรวาลแห่งยุคบรรพกาลอันเร้นลับบางส่วน... เรื่องนี้ย่อมกลายเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ ของเหล่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์และสำนักนิกายอริยะแห่งฟ้าดินทั้งหลาย”
“บรรดานิกายใหญ่ก็ใกล้จะร่วมมือกันจัดตั้งสำนักเซียนแท้ เพื่อคัดเลือกศิษย์ผู้เลิศล้ำจากทุกอาณาจักร เพื่อสถาปนาบุคคลผู้ก้าวสู่ความเป็นเซียนที่แท้จริงขึ้นมา”
“ส่วนมรรคาแห่งเซียนของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็คงใกล้จะเผยร่องรอยออกมาแล้วเช่นกัน... สามีผู้นั้นของข้าเข้าบำเพ็ญเพียรที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มานานปี คิดว่าที่แท้ก็เพื่อสิ่งนี้... ตอนนั้นข้ากลับมองมิออกเลยสักนิด”
“ตอนนี้พอคิดดูแล้ว นี่คงเป็นแผนการอันล้ำลึกที่สุดของเขาในการแทรกตัวเข้าไปในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์”
“ยามเมื่อจิตวิญญาณแห่งเซียนปรากฏตัวในกาลก่อน แต่ละเผ่าพันธุ์ต่างชิงกันแย่งชิงอย่างบ้าคลั่ง ถึงขั้นทำให้เหล่าผู้มีพลังระดับขั้นมหายุทธ์สูงสุดยังต้องลงมือด้วยตนเอง ทว่าสุดท้ายกลับมิมีผู้ใดได้มันไป... จิตวิญญาณแห่งเซียนก็หายสาบสูญไปจากสายตาของทุกคน”
“ตอนนี้เมื่อนึกดูแล้ว จิตวิญญาณแห่งเซียนนั้นน่าจะตกอยู่ในเงื้อมมือของกู้ฉางเกออย่างเงียบงัน เขาแอบขโมยมันไปภายใต้สายตาของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย... ช่างสมกับเป็นสามีของข้าจริงๆ ฮึ”
เยวี่ยหมิงคงหัวเราะเบาๆ อย่างเย้ยหยันตนเอง ก่อนสีพระพักตร์จะกลับมาเคร่งขรึมและล้ำลึกอีกครั้ง รัศมีแห่งความกังวลค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากรอบกาย
“เขามีสายโลหิตต้องห้ามและฝึกฝนศาสตร์มารอันลึกลับ พลังที่แท้จริงของเขาย่อมมิอาจวัดได้เพียงผิวเผิน การไปเยือนตระกูลกู้ครั้งนั้น ข้าช่างบุ่มบ่ามนัก หากเขาคิดจะสังหารข้าจริงๆ โอกาสรอดชีวิตก็คงริบหรี่เหลือเกิน”
"ต่อไปข้าต้องเตรียมการให้รอบคอบที่สุดก่อนเท่านั้น"
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เยวี่ยหมิงคงก็ทอดถอนใจอย่างเงียบงัน
การไปเยือนตระกูลกู้ในครั้งนั้น นางแทบมิได้ประโยชน์อันใดกลับมาเลย
ทว่านางกลับสังเกตเห็นว่าการกระทำของกู้ฉางเกอในยามนี้ดูจะแตกต่างออกไปจากสิ่งที่นางเคยประสบในชาติภพก่อน
สิ่งนี้สร้างความกังขาให้กับนาง และกลับเพิ่มความมิวางใจในส่วนลึกมากยิ่งขึ้น
กู้ฉางเกอนั้นถือกำเนิดมาพร้อมกับดวงจิตแห่งมาร นางย่อมรู้อย่างดี เรื่องนี้อีกมินานก็คงเลื่องลือไปทั่วหล้า เรื่องราวที่เขาช่วงชิงกระดูกแห่งมรรคาของน้องสาวมาเพื่อมาปลูกถ่ายไว้ในร่างตนเอง เพียงเพื่อกลบซ่อนดวงจิตมารที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
แน่นอนว่าสำหรับกู้ฉางเกอแล้วนั้น เรื่องนี้คงมิได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อสถานะของเขามากนัก อย่างมากก็เป็นเพียงการเพิ่มเสียงก่นด่าจากผู้คน
พรสวรรค์แห่งเทพเซียนและดวงจิตมารติดตัว... เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเขย่าขวัญไปทั่วทุกสารทิศ น่าสะพรึงกลัวจนเกินจะจินตนาการได้
ทว่านางก็ยังมิเข้าใจอยู่ดีว่า ดวงจิตมารที่ติดตัวของกู้ฉางเกอนั้นมีที่มาอย่างไร นางคาดเดาไว้ในใจว่ามันอาจเกี่ยวข้องกับ ศาสตร์มารต้องห้ามที่เขาฝึกฝนอยู่ก็เป็นได้
“เมื่อคิดดูแล้ว น้องเซียนเอ๋อร์ผู้มีจิตใจงดงามเช่นนั้นกลับต้องมาเป็นเพียงผู้เคราะห์ร้ายคนหนึ่ง ในชาติภพก่อน นางมิเพียงถูกกู้ฉางเกอช่วงชิงกระดูกแห่งมรรคาไป ท่วาต่อมาก็คงถูกเขากลืนกินพลังบำเพ็ญต้นกำเนิดอีกด้วย จนทำให้นางสูญสิ้นซึ่งทุกสิ่ง และเลือนหายไปจากโลกหล้า ตอนนั้นข้ายังโง่เขลาคิดว่านางคงปล่อยวางความแค้นและปลีกตัวไปใช้ชีวิตอย่างสงบ”
“ชาตินี้ ข้าจะต้องปกป้องนางให้จงได้”
เมื่อเยวี่ยหมิงคงคิดถึงตรงนี้ ความรู้สึกหนักอึ้งก็ยิ่งกดทับอยู่บนบ่า
ผู้อื่นอาจมิรู้ความจริง ทว่าสำหรับนางแล้วกลับชัดเจนยิ่งนัก
เบื้องหลังกู้ฉางเกอนั้นมีอาจารย์ผู้ลึกลับคอยหนุนหลังอยู่ ในชาติภพก่อน บุคคลผู้นี้เคยลงมือเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
และก็เพราะการลงมือเพียงครั้งนั้นเอง ที่ช่วยกู้ฉางเกอจากการที่ศาสตร์มารต้องห้ามเกือบจะถูกเปิดเผย
เยวี่ยหมิงคงคาดเดาไว้ว่า อาจารย์ผู้ลึกลับคนนั้นของกู้ฉางเกอ คงต้องมีความเกี่ยวข้องกับศาสตร์ต้องห้ามที่เขาฝึกฝนอยู่เป็นแน่ และจะมิปรากฏตัวเว้นแต่กู้ฉางเกอใกล้ถูกเปิดโปงความลับ
หากมิใช่เพราะเหตุนี้ เหตุใดเขาจึงมิอาจเผยตัวตนได้อย่างเปิดเผยเล่า
เรื่องของศาสตร์มารต้องห้ามนั้นเป็นภัยใหญ่หลวงนัก แม้แต่ผู้เป็นอาจารย์ของกู้ฉางเกอเองก็ยังต้องซ่อนเร้นตนในเงามืด
นี่แสดงให้เห็นว่า หากความลับนี้ถูกเปิดเผยออกมา ภาพที่ปรากฏคงเป็นมหันตภัยที่มิอาจประเมินได้
ในใจลึกๆ ของเยวี่ยหมิงคง นางเองก็มิอยากให้กู้ฉางเกอต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนั้น วันที่เขาจะถูกผู้คนหันหลังให้ โดดเดี่ยวดั่งเงาอันไร้ที่พึ่ง ในโลกหล้าที่มีเพียงศัตรูรายล้อม…
“สิ่งที่ข้าทำอยู่ในตอนนี้ ไยมิถือเป็นการปกป้องเขาด้วยเล่า”
เยวี่ยหมิงคงพลันสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว นางตัดสินใจที่จะไปเยือนตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์สักครา หนึ่งเพราะเกี่ยวพันกับการเผยร่องรอยของมรรคาแห่งเซียน และอีกเหตุหนึ่งก็เพื่อตัวกู้เซียนเอ๋อร์เอง
ในฐานะพี่สะใภ้ นางจะนิ่งเฉยปล่อยให้กู้เซียนเอ๋อร์ตกอยู่ในอันตรายโดยมิรู้ตัวได้อย่างไร
“จริงสิ ช่วงนี้ผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสารก็คงใกล้จะปรากฏตัวแล้วสินะ ดูเหมือนเขาจะมีนามว่าเย่หลิง ข้าได้ยินมาว่าเขาครอบครองตราประทับแห่งวัฏสงสารโบราณซึ่งกักเก็บพลังแห่งวัฏสงสารเอาไว้ พลังนี้...ข้าต้องวางแผนช่วงชิงมาให้จงได้”
เยวี่ยหมิงคงพลันหรี่พระเนตรดั่งหงส์ ความคิดแผ่ซ่านถึงเรื่องสำคัญอีกประการ
มหาเทพวัฏสงสารเป็นตัวตนที่เก่าแก่สูงสุด มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงส่ง ดำรงอยู่เหนือฟ้าดิน
เป็นผู้มีบารมีทรงอำนาจประหนึ่งหยั่งถึงหกภพภูมิแห่งวัฏสงสาร ทั่วทั้งฟ้าดินมิอาจฝังกลบ กาลเวลามิอาจกลืนหาย
นางคงต้องฉวยโอกาสในยามที่ทายาทแห่งมหาเทพสงสารวัฏยังอ่อนแอ ช่วงชิงตราประทับแห่งวัฏสงสารโบราณมาครอบครองให้ได้
เมื่อความคิดถูกจัดวางอย่างชัดเจน เยวี่ยหมิงคงก็เริ่มลงมือวางแผนอย่างละเอียด
…
ณ ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ภายในดินแดนอนันต์สวรรค์ แห่งเขตแดนสวรรค์ชั้นใน
บนยอดเขาสูง เมฆหมอกลอยคลุ้ง พาดผ่านราวกับม่านอันเลือนลาง ที่นั่นมีผู้เฒ่าผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ท่วงท่าดุจเซียนผู้บำเพ็ญเพียรชั่วนิรันดร์กำลังทอดเบ็ดอย่างสงบสุข
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ช่างมีจิตใจสงบเยือกเย็นถึงเพียงนี้ ทำให้ผู้น้อยอดรู้สึกชื่นชมมิได้”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ตามมาด้วยร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์ขาวราวหิมะ เขานั่งลงอย่างสบายอารมณ์บนก้อนศิลาใกล้ๆ ท่วงท่าราวกับอยู่ในตำหนักของตนเอง มิเห็นความเคร่งขรึมของสถานที่แห่งนี้อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
“กู้ฉางเกอ เจ้ามีเรื่องอันใดก็ว่ามาตรงๆ เถิด ระหว่างข้ากับเจ้ามิต้องมาคดโค้งอ้อมค้อมให้มากความ”
เสียงเอ่ยเรียบเรื่อยดังขึ้นจากผู้อาวุโสใหญ่ เขามิแม้แต่จะยินยอมปรายตามองผู้มาเยือน ยังคงจ้องเขม็งไปที่เบ็ดตกปลาที่หย่อนลงสู่ผืนนภาอันมืดมัวราวกับห้วงเมฆเบื้องล่าง
ท่าทีของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่า มิได้ยินดียินร้ายกับการมาเยือนของกู้ฉางเกอแม้แต่น้อย
ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิใส่ใจ สีหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเจือความผ่อนคลายอยู่เช่นเดิม
“ข้าก็มิได้มีธุระอันใด เพียงแค่มาขอบคุณท่านผู้อาวุโสใหญ่ที่เมตตาช่วยอบรมสั่งสอนน้องสาวของข้าเท่านั้น”
กู้เซียนเอ๋อร์ผู้ซึ่งยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง หน้าตาไร้อารมณ์อยู่เบื้องหลังเขานั้น เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น มือบางที่กำกระบี่หยกอยู่ก็บีบแน่นขึ้นทันที ราวกับอยากจะแทงทะลุหัวใจคนตรงหน้าจากข้างหลังให้รู้แล้วรู้รอด
ยอดเขาที่ท่านผู้อาวุโสใหญ่พำนักอยู่แห่งนี้ ปกติแล้วมีเพียงมิกี่คนเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เหยียบย่างขึ้นมาได้
ก่อนหน้านี้ กู้ฉางเกอเองก็เคยมาเยือนที่นี่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือวันที่เขาเข้าร่วมตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เป็นครั้งแรก และทำลายสถิติของเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ที่ยืนยงนานถึงหนึ่งแสนปี จนสร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกผู้ทุกนาม
หลายคนล้วนเข้าใจว่าท่านผู้อาวุโสใหญ่จะต้องรับเขาเป็นศิษย์อย่างแน่นอน
ทว่าผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าในวันนั้น ท่านผู้อาวุโสใหญ่กลับเพียงพาเขาขึ้นมาบนยอดเขา และกล่าวถ้อยคำบางประโยค ก่อนจะให้เขาจากไป โดยมิเอ่ยถึงเรื่องการรับเป็นศิษย์แม้แต่น้อย
เรื่องราวในวันนั้นกู้ฉางเกอจำได้อย่างแจ่มชัด
สิ่งแรกที่ท่านผู้อาวุโสใหญ่กล่าวออกมาคือ “เจ้าเป็นคนที่มีจิตใจมิบริสุทธิ์ มีกลิ่นอายแห่งมารฝังลึกอยู่ในกระดูกดำ มิอาจแบกรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ได้”