ตอนที่หก I was businessman ,doing business
I was bussinessman ,doing business
ผมเป็เพียงแค่นักธุรกิจ ,ที่ทำธุรกิจ
หลายคนอาจจะว่าท่านทรัมป์ที่กล่าวเช่นนี้แต่คือความเป็จริงของการทำธุรกิจ
หากไม่ทำให้ได้เท่ากับคู่แข่งคนอื่นๆหรือบีบบังคับทรัพยากรและกลเม็ดทุกอย่างออกมา กิจการของเราก็จะเจ๊งหรือไม่สามารถสู้กับคู่แข่งได้
หากกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าเก็บดอกเบี้ยได้ร้อยละสิบห้าเปอร์เซ็นต่อปืเกือบทุกคนก็จะเก็บสิบห้าเปอร์เซ็นต่อปีหากคิดที่จะประกอบธุรกิจแบบนี้
การจะไม่เก็บดอกเบี้ยหรือเก็บดอกเบี้ยน้อยนั้นคือการที่คนเราจะรู้จักสนิทสนมกันเก็บดอกเบี้ยต่ำกว่าที่กำหนด
และตามตำราประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกไว้เคยมีการเก็บถึงสี่สิบเปอร์เซ็น
และไม่ต้องกล่าวถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต่อเดือนของเงินกู้นอกระบบที่จะแปลได้ว่าสองร้อยสี่สิบเปอร์เซ็นต่อปี
หรือดอกเบี้ยของบ่อนพนันที่อาจจะสูงถึงยี่สิบห้าหรือสี่สิบเปอร์เซ็นต่อเดือนทีเดียว
ที่ทำให้คนตกอยู่ในหล่มของดอกเบี้ยเงินกู้ไร้ที่สิ้นสุด
เพราะแม้แต่วอเรน บัฟเฟตมีรายได้เพิ่มขึ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต่อปีก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลกคนหนึ่งแล้ว
คนธรรมดาจะหาทางรอดอย่างไรได้หากเจอดอกเบี้ยสองร้อยสี่สิบเปอร์เซ็นต่อปี?
หากไม่ยอมกู้
ไปไกลๆไอ้พวกี้เีสันหลังยาว
และต่อว่าคนที่กู้ยืมสารพัดแล้วแต่จะว่ากัน
“ทำไมไม่คิดก่อนที่จะกู้”
ก็อาจจะจริงแต่ควรตั้งคำถามว่า
ทำไมทั้งที่ทำงานหนักแต่กลับมีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอจนพวกเขาต้องไปกู้มากกว่า
มีคนผู้หนึ่งได้รางวัลโนเบลในเื่การปล่อยเงินก็จำนวนน้อยเงื่อนไขไม่มากให้กับชาวบ้านที่ยากจน
ค่าตอบแทนของคนคนนั้นนอกจากรางวัลโนเบลแล้วคือคดีอาญาสารพัดจากทางรัฐบาล
และแิราวกับลอกกันมาทั้งโลกในเหตุผลของคำพิพากษา
“มอมเมาประชาชน”
ราวกับว่าทุกคนรังเกียจอย่างมากที่ชาวบ้านธรรมดาจะได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ราคาถูกโดยไม่มีหลักประกัน
การให้คนกู้โดยไม่มีหลักประกันเพียงพอคงเป็ที่รังเกียจของคนที่ศึกษาตำราเื่การเงินธนาคาร
แต่ว่าหากกล่าวเช่นนั้น
ทำไมเงินกู้นอกระบบถึงเป็กิจการที่กำไรดีมาตลอดประวัติศาสตร์ของเรา?
“เก็บเงินกู้ดอกเบี้ยสูง”ที่เงินกู้นอกระบบได้กำไรมาตลอด ตบตีแม่ค้ากลางตลาด เพื่อแย่งเงินมาได้
ยังได้กำไรทำไมธนาคารถึงไม่มั่นใจและยังเอาคดีอาญาให้กับคนที่พยายามจะให้คนเข้าถึงแหล่งเงินกู้ราคาถูก?
หากผมเป็คนดีมีคุณธรรมผมก็คงอยากทำอย่างนั้น
แต่น่าเสียดาย ผมไม่ใช่คนดีมีคุณธรรมที่จะปล่อยเงินกู้ราคาถูกอย่างคนที่ได้รางวัลโนเบลหรือนายกฯที่พยายามจะให้ได้หมู่บ้านละหนึ่งล้านบาทนั้น
I was businessman ,doing business
ผมคือนักธุรกิจที่พยายามจะทำธุรกิจ
“สนใจหารายได้จากการเล่นแชร์ไหม เจ็กฮง?”
ผมกล่าวต่ออาเจ็กที่มองท่าทางสงสัย
“หลักการก็ง่ายๆ อาเจ็กที่รู้จักคนค้าขายจำนวนมากนั้นรวบรวมคนที่ไว้ใจได้สักสี่ห้าคน ผลัดกันกู้ยืมเงินของกันและกัน ภายในกำหนดระยะเวลาจะเวียนกันยืมรอบวงโดยเจ็กที่เป็ท้าวแชร์คนแรกจะได้เงินกู้โดยไม่เสียดอกเบี้ยมาหมุนในธุรกิจของเจ็กเอง”
ผมกำลังเกลี้ยกล่อมอาเจ็กฮงในเื่ของแชร์ที่จะเป็ต้นกำเนิดของความพินาศย่อยยับของวิถีชีวิตของใครต่อหลายคนในอีกหลายสิบปีต่อมา
“อั๊ววันวันก็แทบจะมีเงินไม่พออยู่แล้วจะเอาให้ใครยืมได้อีกนาอาเจิด”
เจ็กฮงกล่าวอย่างไม่ค่อยเชื่อถือ
ผมพยักหน้า
“นั่นล่ะคือประเด็นการมีเงินหมุนคือเื่สำคัญมากกว่า ชั้นอยากให้อาเจ็กรวบรวมคนที่คิดในแง่นี้ว่าจะช่วยเหลือกันเป็กลุ่มก้อนของแชร์ ชั้นไม่้าคนมาก เรามาทดลองกันก่อนก็ได้ ว่ามันสะดวกในการที่จะรวมกลุ่มกันมากกว่าที่จะมาขัดแข้งขัดขากันเองอย่างนี้”
อาเจ็กฮงมองผมอย่างสงสัย
“แล้วทำไมลื้อถึงมาแนะนำอั้วอย่างนี้ลื้อมีแผนอะไรอาเจิด?”
“แผนของชั้นก็คือ ให้อาเจ๊กท้าวแชร์และคนต่างๆ จ้างพวกชั้นเป็คนทำบัญชีและตามเก็บเงินให้กับพวกอาเจ็กให้ใช้หมุนเงินได้ตาม้าพวกอาเจ๊กก็แค่เสียค่าใช้จ่ายนิดหน่อยจากวงเงินมาให้พวกชั้นคอยจัดการที่จะเรียกเก็บเงินกลางตลาดเหมือนเดิมนั่นล่ะ”
ผมไม่ไปเป็ท้าวแชร์ให้เหนื่อยในเมื่อโครงสร้างธุรกิจของไอ้เจิดั้แ่ดั้งเดิมคือการทวงเงินกู้เกะกะระรานชาวบ้านอยู่แล้ว
ผมเป็ไฟแนนซ์ที่คอยยึดทรัพย์จะดีกว่า
เอาความเสี่ยงทั้งหมดให้เจ็กฮงรับเอาไปส่วนผมเก็บรายได้ทำนาบนหลังคนอย่างเดียว เอ๊ย ทำหน้าที่ในการรักษาวินัยทางการเงินของลูกหนี้เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและสร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้ในด้านการเงินเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนทั่วไป