“จะรับมันตรง ๆ แบบนั้นไม่ได้หรอกนะ...เจ้านี่น่ะมีชื่อเรียกว่า ‘กระสุนต้นกำเนิด’ แหละ ซึ่งถูกปลุกเสกจากน้ำรักของเธอที่ผสมอยู่ในช่องคลอดของฉันยังไงล่ะที่รัก…”
เสียงปริศนาของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น
“กระสุนนี่เมื่อกระทบกับออร่ามันจะเข้าไปรบกวนเส้นทางของลมปราณหรือวงจรเวทมนตร์ ตัดขาดจากแหล่งพลังงานอีเธอร์ทั้งภายนอกและภายในเปรียบเทียบได้กับการยิง EMP ใส่ระบบคอมพิวเตอร์นั่นแหละ... คงรู้สึกปั่นป่วนมาก จุก ๆ ไปเลยสินะจ้ะเด็ก ๆ”
น้ำเสียงแหบปนเซ็กซี่ เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบหญิงสาวที่เปี่ยมด้วยอำนาจและความลึกลับราวกับกำลังเล่นเกมนั้นเรย์จดจำมันได้ขึ้นใจ ดูเหมือนเบียทริกซ์จะไม่สนใจเลยที่เปิดเผยความสามารถของกระสุนนั่นให้พวกเขาฟังเพราะคนที่เป็นเหยื่อของมันคงไม่เคยมีใครรอดไปได้ หรือไม่ก็ต้องมั่นใจว่านี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งจากประเภทความสามารถทั้งหมดที่เธอมีเท่านั้น
คุรุโอกะชะโงกหน้าออกไปหน้าร้านโดยโผล่แค่ส่วนตาออกไปเพียงนิดเดียวกลับถูกยิงสวนเข้ามาด้วยปืนกลเบา VECTOR ทำให้ต้องหดหัวหลบลงแทบไม่ทันเธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะใช้ไอ้กระสุนต้นกำเนิดบ้าบออะไรนั่นปนเข้ามาด้วยหรือไม่สีหน้าแปลกประหลาดเริ่มผุดขึ้น
“ยัยนั่นฝีมือร้ายกาจเกินไปแค่มองเพียงแวบเดียว ในหัวก็ลั่นเปรี๊ย ๆ แล้ว ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะเจอกันแบบสองต่อหนึ่งแล้วสามารถเอาชนะได้เลย”
คุรุโอกะนิ่วหน้ากล่าวกับเรย์ที่กำลังตั้งสมาธิโคจรลมปราณที่กำลังปั่นป่วนในร่างให้กลับมาเป็นปกติแต่มันช่างทำได้ยากลำบากเหลือเกิน
ทางฝั่งเบียทริกซ์มองจางจื่อฟงที่หมอบอยู่ตรงแทบเท้า
“สภาพดูไม่ได้เอาเสียเลย...ที่มาช่วยนี่ฉันคิดตังเพิ่มนะรู้ไหม”
“แล้วแต่คุณผู้หญิงเลยเถอะ”
ชายแก่ที่นอนหมดสภาพได้แต่ยิ้มให้เบียทริกซ์อย่างจนใจจากนั้นสาวใหญ่เริ่มก้าวเดินอย่างเชื่องช้าผ่านร่างของจางจื่อฟงไปหยุดอยู่ที่หน้าร้านเครื่องประดับพลางยกปืนกลเบาเล็งเข้าไปในร้าน
“ดีใจนะที่เธอยังไม่ตายน่ะข้อเสนอยังคงมีผลอยู่รู้ไหม เพียงแค่ยอมคลานสี่ขาออกมาหาฉันเท่านั้นหนุ่มน้อย”
“เหอะๆ ...ยัยนั่นประสาทกินอยู่รึไง”
คุรุโอกะเบ้ปากพึมพำเบา ๆแต่กลับมีกระสุนยิงกราดเข้ามาชุดใหญ่
ตรงกลางร้านมีเคาน์เตอร์กระจกใสที่ประดับด้วยไฟLED สีขาวนวล ตู้กระจกเหล่านี้บรรจุไปด้วยเครื่องประดับมากมายไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอเพชรประดับมรกตต่าง ๆ แหวนทองคำขาวฝังทับทิมหรือกำไลเพชรที่ส่องแสงวิบวับตัดกับแสงไฟด้านใน ขณะที่เพชร พลอย และอัญมณีต่าง ๆ เคยถูกจัดเรียงอย่างงดงามทว่าบัดนี้กลับเละเทะไปด้วยรูกระสุน
“ระวังปากหน่อยฉันหูดีนะจ้ะ ...เอาล่ะ— ฉันจะนับหนึ่งถึงสิบ ถ้ายังไม่ออกมาล่ะก็...”
เบียทริกซ์ลั่นไกด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ เริ่มนับถอยหลังด้วยอิริยาบถสบาย ๆ คล้ายมาเดินเล่นท่ามกลางความวุ่นวายของสนามรบ
“สิบ—เก้า— แปด—”
คุรุโอกะหันมาสบตากับเรย์ขณะในมือของเธอชูสิ่งหนึ่งให้เขาดู แต่แววตาของเธอบอกว่าแผนนี้อาจจะไม่ปลอดภัยแต่ก็เป็นหนทางเดียวที่มี เรย์พยักหน้าแม้จะยังมีความเจ็บปวดจากการต่อสู้เมื่อครู่ แต่เขาก็ไม่เห็นทางเลือกอื่น
“เจ็ด—ห้า— สี่— สาม—”
เบียทริกซ์ยังคงนับถอยหลังด้วยน้ำเสียงเย้าหยอกแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็น
ไม่รอให้นับเสร็จคุรุโอกะขว้างระเบิดมือสองลูกที่เก็บมาได้จากร่างของผู้ก่อการร้ายซึ่งเธอเพิ่งจัดการไปก่อนหน้าระเบิดลอยวูบผ่านอากาศ กลิ้งหลุน ๆ ไปหยุดบนพื้นใกล้กับตำแหน่งของเบียทริกซ์
“อ้าว ๆ ไม่รอให้ฉันนับ—"
บึ้ม! บึ้ม!
เสียงระเบิดดังกึกก้องตามมาติด ๆ สะเทือนพื้นที่ทั้งบริเวณแกรนด์แอเทรียมกระจกหน้าร้านเครื่องประดับแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆเศษแก้วและเครื่องประดับหล่นลงมาทับซ้อนบนพื้นระเบิดเป็นเพลิงควันหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณแสงไฟในห้างดับพรึบ เหลือเพียงแสงสีแดงกะพริบเตือนจากไฟฉุกเฉินเสียงสปริงเกอร์ดับเพลิงดังซ่าเหมือนฝนตกหนัก น้ำเย็นฉ่ำพุ่งกระจายจากเพดานราวกับหวังจะดับเพลิงที่ยังลุกไหม้อยู่จากแรงระเบิด
ภายใต้ฝุ่นควันที่กำลังจางลงปรากฏแสงสว่างเจิดจ้าแผ่ออกมา แสงนั้นสร้างรูปร่างดั่งปีกเทวทูตขนาดใหญ่แผ่ขยายห่อหุ้มร่างของเบียทริกซ์ไว้ในลักษณะคล้ายรูปทรงไข่
ปีกแสงนั้นค่อย ๆ สลายหายไปแสงสีขาวสะท้อนกับน้ำที่สาดจากสปริงเกอร์ราวกับม่านฝนที่โปรยปราย หญิงสาวยังยืนตรงจุดเดิมร่างเพรียวสูงยังไม่บุบสลาย ดูราวกับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลยแม้แต่น้อย ความชุ่มชื้นจากสายน้ำที่ราดรดลงมาจากสปริงเกอร์ไม่อาจบดบังความสง่างามและความน่ากลัวของสาวใหญ่ได้
เธอกวาดสายตาคมกริบมองไปยังร้านเครื่องประดับที่เคยเปล่งประกายวิบวับทว่าบัดนี้กลับถูกความมืดและควันทึบปกคลุม เต็มไปด้วยเศษซาก ไม่เหลือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใด เธอคิดว่าพวกเขาคงใช้เส้นทางพนักงานด้านหลังร้านในการหลบหนี
“ให้ตายสิ... เล่นแรงไม่เกรงใจสถานที่สวยๆ งาม ๆ กันเลย”
เธอหมุนตัวและส่ายหัวเบา ๆขณะเดินลุยแอ่งน้ำออกจากที่เกิดเหตุ เธอไม่ได้ติดตามพวกเขาไปเพราะเชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องได้พบกันอีกครั้งเร็ว ๆ นี้แน่
น้ำที่ยังคงไหลจากเพดานกระทบกับเสื้อผ้าและผมของเธอแต่เบียทริกซ์กลับเดินออกไปอย่างไร้ซึ่งความกังวลใด ๆ ทิ้งร่องรอยไว้เพียงเสียงฝีเท้าจากบูทส้นสูงที่ก้องสะท้อนในความว่างเปล่า
“เข้ามาแล้วก็รีบปิดประตูด้วยสิวะจะรอให้พวกมันเห็นแล้วบุกเข้ามารึไง”
เสียงทุ้มห้าวร้องสั่งการอย่างถือดีแสดงอำนาจจนเคยชิน
กาโต้กวาดตาสำรวจผู้ชายผู้อยู่เบื้องหน้าเวทีระหว่างที่บอดี้การ์ดคอยอารักขาอยู่รอบๆ อายุราวสี่สิบกว่าปีได้ ผูกเนกไทไหมสีแดงกับเชิ๊ตสีขาวเสื้อเบลเซอร์สีกรมท่าพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ นอกจากนี้เขายังตัวสั่นเทาอีกด้วยใบหน้าซีดเซียว เหงื่อเม็ดเป้ง ๆ ผุดออกมาจากหน้าผากเดินกระสับกระส่ายไปมาด้วยความกังวล ราวใกล้สติแตกเต็มทนเหมือนทำเรื่องผิดมโนธรรมมาไม่มีผิด
เอนซุเดินตามหลังกาโต้มาโทยะที่เห็นหญิงสาวอีกครั้งก็แสดงอาการลุกลี้ลุกลน
“เอนซุซัง!ผมกำลังเป็นห่วงคุณอยู่พอดีเลยครั—”
เพี๊ยะ!
“นี่สำหรับที่แกทิ้งฉัน!”
มือเรียวตบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรง
โทยะที่โดนตบกลับเลือดขึ้นหน้าเตรียมง้างมือจะสวนกลับทว่าถูกร่างใหญ่ของกาโต้มายืนกั้นไว้อีกฝ่ายที่ตัวสูงกว่าจ้องมองลงมาด้วยแววตาดุดัน จนโทยะต้องก้าวถอยหลังส่วนบอดี้การ์ดของเขาก็เล็งปืนไปยังกาโต้
เวลานี้ทุกคนอยู่ในโรงละครขนาดใหญ่ซึ่งตกแต่งอย่างหรูหราสะท้อนถึงความอลังการของเรือสำราญลำนี้ สถานที่แห่งนี้ถูกออกแบบมาอย่างประณีตภายในมีที่นั่งเรียงรายหลายแถว ลดหลั่นลงมาตามแนวลาดของพื้นที่ให้ทุกที่นั่งสามารถมองเห็นเวทีขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจนผ้าม่านสีแดงเข้มปักด้วยดิ้นทองถูกดึงปิดครึ่งหนึ่งให้เห็นเพียงแสงไฟที่กระพริบอยู่หลังเวที
เหนือเวทีมีโคมไฟแชนเดอเลียขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยคริสตัลหลายร้อยชิ้นแสงไฟจากโคมส่องกระทบกับคริสตัลเป็นประกายระยิบระยับแต่บรรยากาศภายในกลับไม่สว่างสดใสอย่างที่ควรจะเป็นเสียงคร่ำครวญและเสียงสะอื้นแว่วมากระทบหูจากมุมต่าง ๆ ของห้องนักท่องเที่ยวจำนวนมากอัดแน่นอยู่ในห้องนี้ บางคนนั่งคุกเข่ากับพื้นกอดลูกน้อยที่ร้องไห้ บางคนนั่งหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาสะท้อนถึงความหวาดกลัวที่ยังคงปกคลุมพวกเขา
ที่มุมหนึ่งของโรงละคร มีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งกอดกันไว้แน่นสายตาจับจ้องไปที่เวทีที่พวกเขาเคยตั้งตารอดูการแสดงความรื่นเริงและความสุขที่เคยอยู่ที่นี่เหมือนถูกลบหายไปจนหมดสิ้นนักท่องเที่ยวบางคนเริ่มแสดงอาการเครียดจัด มีชายคนหนึ่งยืนโวยวายอย่างเกรี้ยวกราดพยายามที่จะบุกออกไปทางประตูหน้า แต่ถูกกลุ่มฮันเตอร์ที่ทำหน้าที่คุมประตูห้ามเอาไว้
กลุ่มฮันเตอร์ประมาณห้าถึงหกคนยืนกระจายตัวอยู่หน้าประตูทางเข้าและทางออกของโรงละครบ้างก็เป็นฮันเตอร์บอดี้การ์ด บ้างก็เป็นฮันเตอร์ที่มาท่องเที่ยว พวกเขาสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำและอาวุธที่ชิงมาจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายและไม่พลาดที่จะทำลายกล้องวงจรปิดทุกตัวในบริเวณทิ้งเมื่อรู้ว่าบรรดาห้องควบคุมในส่วนต่าง ๆ ถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายยึดไปแล้วเรียบร้อย
“ลองใครลั่นไกออกมาสักนัด สาบานเลยว่าฉันจะทำให้มือข้างนั้นหายไปตลอดกาล”
คุรุโอกะที่เพิ่งเดินตามหลังเข้ามาสมทบพร้อมกับเรย์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด พร้อมแสดงตราเจ้าหน้าที่ให้ทุกคนดู
เมื่อได้ยินคำขู่ของคุรุโอกะบอดี้การ์ดของโทยะต่างลังเล หยุดมือไว้กลางอากาศ แม้จะมีอาวุธอยู่ในมือแต่พวกเขาก็รู้ดีว่าไม่มีทางสู้กับอีกฝ่าย ทำให้ไม่มีใครกล้าขยับลงมือก่อนจริง ๆ
ส่วนโทยะได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจก้อนอารมณ์ขุ่นมัวติดอยู่ในลำคอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทำให้รู้สึกเหมือนหัวใจจะขาดเลือด
“จิตสำนึกช่างไร้ขอบเขตจนหาไม่เจอเสียจริงนะ”
เอนซุคร้านจะสนใจว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับคำพูดของเธอรีบเข้าไปช่วยเรย์พยุงโทชิยูกิเข้าไปด้านใน
สุดท้ายแล้ว โทยะและเหล่าบอดี้การ์ดจำใจต้องถอยไปนั่งหลบมุมบริเวณด้านหลังของโรงละคร ซึ่งมีโซฟาหรูสีแดงเข้มตั้งเรียงรายกันอยู่ใต้แสงไฟสลัวโซฟาเหล่านี้ถูกจัดวางเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสงบเงียบเวลาชมการแสดง
กลุ่มของเรย์เดินไปยังมุมหนึ่งของโรงละครใกล้กับเวทีด้านขวา ตรงนั้นมีเก้าอี้ที่เคยเป็นที่นั่งของผู้ชมแถวหน้าแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ชั่วคราวสำหรับดูแลผู้บาดเจ็บ คุรุโอกะเข้ามานั่งข้างโทชิยูกิที่ยังหลับใหลอยู่ดวงตาข้างขวาของเขาถูกปิดไว้ด้วยผ้าพันแผล ยังคงมีเลือดซึมผ่านซึ่งมันมัดไว้ด้วยความระมัดระวังสีหน้าของโทชิยูกิขณะนี้ดูสงบลงกว่าก่อนหน้า อาจเป็นผลจากฤทธิ์ของสมุนไพร ‘เซนโตะคิ’ ของริงโกะที่ใช้ระงับความเจ็บปวด เป็นพืชที่มีคุณสมบัติพิเศษในการห้ามเลือดและระงับความเจ็บปวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัลเคมิสต์นิยมเอามาบดและผสมกับน้ำผึ้งป่า มันจะกลายเป็นยาดื่มที่มีสรรพคุณอันยอดเยี่ยมเป็นที่นิยมในท้องตลาดด้วยราคาที่จับต้องได้
คุรุโอกะจ้องมองโทชิยูกิที่หลับสนิทด้วยความรู้สึกผิดเธอรู้ดีว่าชายหนุ่มคนนี้เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเธอการมองเห็นเขาในสภาพนี้ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวเล็กน้อย
“สรุปสถานการณ์ทั้งหมดนายคิดว่ายังไงบ้างคิดว่ามันเหมาะเจาะเกินไปไหมที่พวกมันเล็งไปยังคนของกลุ่มนักการเมืองและนักธุรกิจ...โดยเฉพาะตระกูลโคซุเอะ”
คุรุโอกะกล่าวในท้ายประโยคเธอมองคนจากตระกูลโคซุเอะทั้งสองที่อยู่ตรงนี้ซึ่งเอนซุเองก็กำลังฟันบทสนทนาของพวกเขาอย่างตั้งใจ
“เรื่องคราวนี้กลัวว่าจะเป็นความพยายามขัดขวางการฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือโดยการจับตัวคนของตระกูลโคซุเอะไว้ต่อรองอย่างนั้นเหรอครับ”
“ก็พอจะอธิบายได้ว่าทำไมพวกเขาถึงตกเป็นเป้าหมายถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดก็ตาม”
คุรุโอกะสันนิษฐานจากเจตนาและคำพูดของกลุ่มศัตรูพลางก้มหน้าลงมองมือทั้งสองของตนที่ประสานนิ้วกันไว้แนบแน่น
คุริสึมองดูเธอในท่าทางบ่งบอกว่ากำลังเป็นกังวลอย่างผิดวิสัย
“ผมมั่นใจว่านี่น่าจะเป็นฝีมือกลุ่มก่ออาชญกรรมจาก’ฮั่น’ นะครับ”
“นายคิดแบบนั้นเพราะการปรากฏตัวของจางจื่อฟงงั้นเหรอ”
คุริสึยักไหล่เริ่มประเมินสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ให้ฟัง
“ทุกอย่างมันบ่งชี้แบบนั้นนี่ครับฝีมือของพวกมันดูมีความเป็นมืออาชีพมากไม่เหมือนกลุ่มโจรสลัดธรรมดาทั่วไปเลยสักนิดเดียวผมคิดว่าพวกฮั่นคงถูกว่าจ้างมาอีกต่อหนึ่ง อาจเป็นกองกำลังแบบผสม”
เรย์ที่นั่งฟังบทสนทนาอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นมาบ้างหลังปะติดปะต่อข้อมูล
“หมายความว่าพวกมันต้องการใช้ตัวประกันเป็นหมากต่อรองทั้งหมดนี้เป็นแค่ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ พวกนั้นมองว่าญี่ปุ่นเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นและแผนการฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือก็อาจกระทบกับผลประโยชน์ของพวกมันสินะครับ”
“แล้วหลังจากยึดเรือลำนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จพวกมันจะทำอะไรต่อไป?”
เอนซุถามด้วยความสงสัยเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตอนนี้ตนเองกำลังตกเป็นเป้าหมายหลักของผู้ก่อการร้าย
“หากเรือสำราญลำใหญ่เช่นนี้ขาดการติดต่อกับชายฝั่งไปนานเกินเวลาที่กำหนดไว้มันจะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังศูนย์ควบคุมการจราจรทางน้ำ และก่อนที่เรือลาดตระเวนหรือเครื่องบินจะออกค้นหาตำแหน่งของเรือเพื่อประเมินสถานการณ์ พวกมันคงจะหันหัวเรือออกสู่น่านน้ำสากลเป็นลำดับแรกผมคิดว่าพวกมันต้องเลือกใช้สักวิธีในการขนถ่ายตัวประกันออกจากเรือลำนี้แล้วทำตัวหายเข้ากลีบเมฆ”
เรย์ลองวิเคาะห์ประเมินสถานการณ์ในมุมมองของศัตรูเพราะเมื่อยามเผชิญกับสถานการณ์ไม่ปกติเขาสามารถสงบจิตใจลงและคิดใคร่ครวญได้อย่างลึกซึ้งรอบคอบ
“แต่มันจะง่ายอย่างที่เธอว่างั้นเหรออย่าลืมว่าหน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นสามารถใช้ดาวเทียมและระบบเรดาร์ในการตรวจจับและติดตามเรือในน่านน้ำได้นะ”
กาโต้ถามอย่างสงสัย
“ถึงแม้ผมจะไม่รู้ว่าพวกมันเลือกใช้วิธีไหนแต่คุณกาโต้คิดว่าพวกที่กล้าวางแผนทำเรื่องแบบนี้ได้จะไม่เตรียมการป้องกันอะไรเลยสำหรับเรื่องนี้งั้นเหรอครับ”
“เธอเข้าใจถูกต้องแล้ว”
ขณะนั้นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่นั่งอยู่มุมห้อง ฟังการสนทนามานานก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง
"ผมเป็นเจ้าหน้าที่จากสะพานเดินเรือพวกผมบางคนสามารถหนีออกมาได้ก่อนที่พวกมันจะเข้าควบคุมสะพานเดินเรือได้อย่างสมบูรณ์…ผมเห็นกับตาว่าพวกมันได้หันหัวเรือออกนอกเส้นทางแล้วแต่ผมก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายของพวกมันคือที่ไหนกันแน่"
“ถ้าศัตรูคือพวกที่ต้องการขัดขวางแผนการฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือด้วยการใช้ตัวประกัน พวกมันก็คงจะมุ่งหน้าไปยังหมู่เกาะในประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งนับว่าอยู่ใกล้กับพันธมิตรของพวกมันมากที่สุด”
คุรุโอกะเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ เมื่อลองเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ฮั่น’และกลุ่มผู้มีอิทธิพลในละแวก
เรย์ใช้มือลูบจมูกตัวเองเบาๆ หลับตาครุ่นคิดคำนวณในใจ กระบวนความคิดของเขาราวกับกำลังจมดิ่งลงในสายน้ำ บังคับตัวเองให้กำจัดอารมณ์เชิงลบให้หมดมีเพียงสมองที่นิ่งสงบเท่านั้นจึงจะสามารถมีความคิดที่แจ่มแจ้งและชัดเจนนำข้อมูลที่มีทั้งหมดตอนนี้มาอนุมานได้อย่างแม่นยำ ตั้งทุก ๆ สมมติฐานที่พอเป็นไปได้
“หากพวกมันเริ่มเปลี่ยนเส้นทางในช่วงห้าทุ่ม... และคาดคะเนว่าพวกมันมุ่งหน้าลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้เป้าหมายน่าจะเป็นน่านน้ำสากลทางเหนือของฟิลิปปินส์ ระยะทางจากโอกินาวะถึงจุดนั้นประมาณสามร้อยห้าสิบถึงสี่ร้อยไมล์ทะเล...”
เรย์เหลือบตามองไปที่เอนซุซึ่งกำลังตรวจดูอาการของโทชิยูกิพลางคิดต่ออย่างเป็นระบบ ราวกับเครื่องจักรที่มีพลังประมวลผลสูง
“ด้วยความเร็วเฉลี่ยของเรือสำราญลำนี้ประมาณยี่สิบถึงยี่สิบสองนอต... ถ้าคิดตามนี้เรือคงใช้เวลาประมาณสิบเจ็ดถึงยี่สิบชั่วโมงกว่าจะถึงน่านน้ำสากล... ถ้าเป็นแบบนั้นเรือควรจะไปถึงน่านน้ำสากลทางเหนือของฟิลิปปินส์ราว ๆห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่มของวันถัดไป…”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
กาโต้ถามพลางพยายามคิดตามพลังคำนวณของเรย์ให้ทัน
เรย์ใช้ความเร็วของเรือโดยประมาณในการคำนวณอีกครั้งในใจ
“จากน่านน้ำสากลเข้าสู่น่านน้ำของฟิลิปปินส์ระยะทางอีกประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบถึงสองร้อยไมล์ทะเล... นั่นหมายถึงว่าจะต้องใช้เวลาเพิ่มอีกประมาณเจ็ดถึงสิบชั่วโมง…เรือลำนี้ก็จะแล่นถึงประมาณเที่ยงคืนถึงตีห้าของวันถัดไป”
ทุกคนต่างพลันมุ่นคิ้วกังวล พร้อมกับกำลังบวกเลขในใจ
ริงโกะหันมองสีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉยของเรย์ด้วยอารมณ์ซับซ้อนเล็กน้อยแน่ทีเดียวว่าอีกฝ่ายคงกำลังคิดแผนรับมือเธอเข้าใจว่าเรย์แสดงท่าทีเช่นนั้นเพราะต่อให้กังวลไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
“ไม่ว่าจะกี่ชั่วโมงต่อจากนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป เราต้องยึดสะพานเดินเรือกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด...ถ้าไม่ทำแบบนั้นสถานการณ์คงยากเกินควบคุมแล้ว”
คุริสึพูดบทสรุปซึ่งทุกคนล้วนพยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าพวกคุณคิดที่จะสู้กลับล่ะก็ ผมแนะนำว่าบริเวณพื้นที่เก็บสินค้าในส่วนท้ายเรือมีห้องลับที่เก็บอาวุธไว้เผื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน สำหรับต่อต้านการก่อการร้าย...แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้จำนวนอาวุธที่เรามีในคลังดูเหมือนจะไม่สัมพันธ์กับจำนวนคนที่สามารถใช้มันได้นี่สิ”
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเสนอทางเลือกให้กับทุกคน
“ถ้ามีอาวุธมากพอ…คนใช้น่ะ หาเพิ่มได้ไม่ยากหรอก และฉันคิดว่าคนอื่น ๆในเรือคงยินดีจะใช้มันเพื่อปกป้องตัวเองด้วย”
คุรุโอกะกล่าวในขณะที่คนอื่น ๆ พยักหน้าเห็นตรงกัน
“แล้วหลังจากยึดสะพานเดินเรือกลับมาได้คิดว่าจะมีใครมาช่วยพวกเราต่อจากนี้ไหม”
“พิจารณาถึงความเป็นไปได้มีโอกาสสูงมากที่ทางกองทัพน่าจะเริ่มตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้แล้ว ฉันคิดว่าพวกเราเพียงแค่ต้องถ่วงเวลาเรือลำนี้ไม่ให้แล่นออกน่านน้ำสากลเท่านั้น”
คุรุโอกะเป็นคนตอบคำถามนี้แทน
เมื่อได้ยินว่าเรือลำนี้จะไปถึงจุดไหนสีหน้าของเธอก็ซีดเซียวลงมาก แต่พอเห็นว่าทุกคนกำลังวางแผนเพื่อยับยั้งก็เห็นได้ชัดว่าเธอผ่อนคลายความกังวลลงได้หลายส่วน จิตใจอันสงบราบเรียบหรืออาจจะเป็นจิตใจที่พยายามแสดงออกให้ดูสงบราบเรียบของเรย์ ก่อให้เกิดผลทางสงบสติอารมณ์กับเอนซุมากที่สุด
“ห้ามเป็นอะไรไปเด็ดขาดเลยนะ...ไม่งั้นอาไม่มีหน้าไปพบคางูยะแน่”
เรย์เผยยิ้มอ่อนให้กับท่าทางจริงจังของอีกฝ่าย
“...ผมจะทำให้ดีที่สุดครับไม่ต้องห่วง”
เมื่อตกลงกันได้ว่าจะสู้กลับพวกเขาจึงรวบรวมผู้คนที่ยังมีใจสู้ โดยเล่าถึงสถานการณ์ที่เรือลำนี้กำลังเผชิญซึ่งคนส่วนใหญ่ล้วนยินดีให้ความร่วมมือ เมื่อชะตากรรมอันไม่แน่นอนแขวนอยู่บนนาฬิกาทรายซึ่งกำลังเริ่มนับถอยหลัง