บทที่ 146 ขุนเกื้อเดือด
ทางฝั่งของขุนเกื้อเองก็เพิ่งตระหนักว่า...มีคนหายไปหนึ่งคน
นั่นคือ...
เมียว
ภายในห้องประชุมของจวนแม่ทัพ เมืองศรีวัชรคีรี บรรยากาศเงียบงันผิดปกติทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดขุนเกื้อก้มมองรายชื่อผู้รอดชีวิต ก่อนขมวดคิ้วแน่น
"เมียว..."
"ยังไม่กลับมาอีกหรือ"
ยานส่ายหน้า
"ขอรับ"
"พวกเราตรวจสอบแล้ว"
"ไม่มีใครพบร่องรอยของนาง"
ลีเคนาขมวดคิ้วเช่นกัน
"เป็นไปไม่ได้"
"วิชาเคลื่อนย้ายมิตินั้น ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนจะถูกดึงกลับมาพร้อมกัน"
เจ้าพระยาสหัสเดชาหรี่ตาลง
"ถ้าไม่กลับมา..."
"ก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว"
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
ก่อนขุนเกื้อจะกำหมัดแน่น
ปัง!
หมัดของเขาทุบลงบนโต๊ะไม้จนแตกร้าว
"บัดซบ!"
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเมียวคือหนึ่งในกำลังสำคัญของฝ่ายตนการสูญเสียจอมอาคมระดับนี้ไปหนึ่งคน ไม่ต่างจากการเสียกองทัพทั้งกองลีเคนาหลับตาลงช้า ๆ
ก่อนถอนหายใจ
"ไม่คิดเลย...เพราะพลังของข้า...จึงทำให้นางต้องตาย"
แม้นางจะไม่ชอบเมียวเป็นการส่วนตัวแต่เมื่อรู้ว่าพวกเดียวกันเสียชีวิตก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ ขุนเกื้อโบกมือทันที
"มิใช่ความผิดของท่าน"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"หากจะโทษ..."
"ก็ต้องโทษไอ้นิน!"
แววตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
"แผนการครั้งนี้เดิมทีไม่มีช่องโหว่เลยมันคือคนที่ทำลายค่ายอาคม"
"มันคือคนที่คิดหาวิธีรับมือปักษารามสูร"
"และสุดท้าย...มันยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้เมียวหายสาบสูญ"
ทุกคนพยักหน้าช้า ๆ
เมื่อย้อนทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด
ก็พบว่า...
ทุกครั้งที่ฝ่ายตนกำลังจะได้เปรียบนินจะโผล่ออกมาทำลายแผนการเสมอยานถอนหายใจ
"หากเป็นเช่นนั้น..."
"ต่อไปเราจะทำอย่างไร"
"ทางสยามคงเริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหญ่แน่"
ขุนเกื้อกลับยิ้มบาง ๆ
"ปล่อยให้พวกมันเคลื่อนไหวไป"
"อีกไม่นาน..."
"ราชสาส์นจากสยามก็คงเดินทางมาถึงยโสธรปุระ"
เจ้าพระยาสหัสเดชาพยักหน้า
"แล้วฝ่าบาทจะทรงกริ้วหรือไม่"
ขุนเกื้อหัวเราะเบา ๆ
"กริ้ว?"
"เหตุใดพระองค์ต้องกริ้ว"
"พวกเราไม่ได้เคลื่อนไหวในนามของราชอาณาจักรขอม"
"แต่เข้าไปในฐานะ..."
"กองกำลังกบฏ"
"ถึงสยามจะประท้วง"
"อย่างมากก็เพียงขอให้ส่งตัวท่านตากับบิดาของข้า"
"แต่จะให้ขอมยอมรับว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้..."
"ไม่มีวัน"
เหล่าผู้บัญชาการต่างยิ้มออกมานี่คือเหตุผลที่พวกเขาเตรียมเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ต้นต่อให้แผนล้มเหลวขอมก็ยังสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้
ขุนเกื้อจึงลุกขึ้นยืนสายตาของเขาเฉียบคมกว่าเดิม
"พักเรื่องสยามไว้ก่อน"
"จากนี้..."
"ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทอยู่ระยะหนึ่ง"
"ส่วนพวกเจ้า"
เขามองไปยังทุกคน
"จงเตรียมกำลังให้พร้อม"
"พวกเราจะออกเดินทาง"
"ไปยังแดนหิมพานต์"
ทันทีที่ได้ยินชื่อสถานที่นั้นดวงตาของทุกคนก็เป็นประกายยานกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น
"ในที่สุด..."
"ก็ถึงเวลานั้นแล้วหรือขอรับ"
ขุนเกื้อพยักหน้า
"ครั้งก่อน..."
"เราพ่ายแพ้เพราะกำลังยังไม่มากพอ"
"แต่ครั้งหน้า"
"ข้าจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก"
"แดนหิมพานต์...จะเป็นสถานที่ที่ทำให้พวกเรามีกำลังมากพอจะเหยียบสยามให้จมดิน"
รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้าของทุกคน
ทันใดนั้น
นายทหารผู้หนึ่งก็เอ่ยถามขึ้น
"แล้ว..."
"ครอบครัวของท่านเขยเล่าขอรับ"
ขุนเกื้อยิ้มอย่างมั่นใจ
"ข้าจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว"
"องค์หญิงใหญ่รับปากจะดูแลพวกเขาเอง"
ก่อนหน้านี้ขุนเกื้อได้แบ่งนักเวทจำนวนหนึ่งใช้ค่ายอาคมเคลื่อนย้ายลับทยอยส่งคนในตระกูลของฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดาเข้าสู่เมืองหลวงยโสธรปุระเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สยามตอบโต้ด้วยการลอบสังหารหรือจับตัวญาติพี่น้องเป็นตัวประกัน
ในเวลานี้...
คนในตระกูลของขุนเกื้อทั้งหมดกำลังพักอาศัยอยู่ภายในจวนหลังใหม่ที่องค์หญิงใหญ่จัดหาให้แม้จะยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ แต่ก็ถือว่าปลอดภัยกว่าฐานทัพชายแดนหลายเท่า
อย่างไรก็ตาม...
ไม่มีผู้ใดในห้องนี้ล่วงรู้เลยว่ากำลังสำคัญที่สุดที่พวกเขาคิดว่าสูญเสียไปแล้ว...
หาได้ตายไม่หากแต่กำลังนั่งเรียนภาษาและใช้แท็บเล็ตอยู่ในมิติหยก ภายใต้คำสั่งของคนที่พวกเขาเกลียดที่สุด...
ขุนโสภา...หรือนินนั่นเอง
กลับมาทางฝั่งของนินภายในโกดังลับของอุยกายลังไม้และลังเหล็กขนาดใหญ่ถูกวางเรียงรายเต็มพื้นที่ นินเปิดลังแต่ละใบตรวจสอบด้วยตัวเอง
เครื่องกลึงโลหะ...
แบบแปลนเครื่องจักร...
อะไหล่สำรอง...
รวมไปถึงเหล็กคุณภาพสูงจำนวนมาก เมื่อเปิดตรวจดูครบทุกชิ้น เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"เยี่ยม"
"ของครบกว่าที่คิดไว้เสียอีก"
อุยกายหัวเราะ
"ฉันทำงานให้ใครเคยพลาดด้วยหรือ"
"ของทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบแล้ว"
"รับรองไม่มีปัญหา"
นินยิ้มก่อนโอนเงินงวดสุดท้ายให้อีกฝ่าย
ไม่นาน...
เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นนินกดรับสายทันที
"สวัสดีครับ"
ปลายสายกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"คุณหลินหนานครับ"
"สินค้าที่คุณสั่งผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ"
นินยิ้มทันที
"เร็วเหมือนกันนะ"
"ผมขอรับของวันนี้เลย"
"ได้ครับ"
"พวกเราจัดเตรียมไว้หมดแล้ว"
ของที่นินสั่งผลิตนั้น
ได้แก่...
เครื่องทำกระดาษแบบต้นแบบ
กล้องดูดาวกำลังขยายหลายระดับ
กล้องจุลทรรศน์สำหรับการศึกษา
รวมถึงคู่มือการใช้งานทั้งหมดที่เขาให้แปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว สิ่งเหล่านี้...จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการศึกษาในสยามหลังวางสาย อุยกายอดถามไม่ได้
"คราวหน้าถ้าอยากได้ของอะไร..."
"สั่งผ่านฉันก็ได้นะ"
นินเหลือบมองอีกฝ่ายก่อนหัวเราะเบา ๆ
"สั่งกับนาย"
"แพงกว่าปกติตั้งเท่าตัว"
อุยกายหัวเราะลั่น
"ก็ของที่นายสั่งมันไม่ใช่ของที่เดินเข้าไปซื้อในห้างได้เสียหน่อย บางอย่างต้องใช้เส้นสาย บางอย่างต้องประมูล บางอย่างต้องไปหิ้วมาจากต่างประเทศ ราคามันก็ต้องบวกเพิ่มเป็นธรรมดา"
เขาตบไหล่นินเบา ๆ
"แต่เอาเถอะ"
"ครั้งหน้า..."
"ฉันคิดราคาปกติให้นาย"
นินยิ้ม
"ตกลง"
"เพราะของที่ฉันอยากได้...ยังมีอีกเพียบ"
ว่าแล้วเขาก็หยิบรายการที่จดเตรียมไว้ออกมา
กระดาษถูกเขียนแน่นไปด้วยชื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ
ตั้งแต่เครื่องมือในห้องทดลอง อุปกรณ์ฟิสิกส์ อุปกรณ์เคมีเครื่องมือสำรวจ เครื่องมือวัด ไปจนถึงอุปกรณ์ด้านการศึกษาอีกนับร้อยรายการ ยังมีเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการทำพลาสติกอีกด้วย
อุยกายยิ่งอ่านก็ยิ่งขมวดคิ้ว
"นายจะเปิดมหาวิทยาลัยหรือไง"
นินเพียงยิ้ม
"ประมาณนั้น"
อุยกายหัวเราะ แม้จะสงสัยว่าชายตรงหน้าจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไร แต่ตลอดเวลาที่ร่วมงานกันมา เขาเรียนรู้แล้วว่า...เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม
"ไม่มีปัญหา"
"ฉันจะทยอยหามาให้นาย"
...
ขณะเดียวกัน
ภายในศูนย์วิจัยคลีนิกของสวีหว่านถัง เธอกำลังตรวจดูผลการทดลองรอบสุดท้ายด้วยความตื่นเต้น หลังจากใช้เวลาติดตามอาการอาสาสมัครเพียงหกถึงแปดวัน
ผลลัพธ์ที่ได้...
เกินกว่าที่ทุกคนคาดคิด
ฟันซี่ใหม่งอกขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ทั้งสี รูปร่าง และการเรียงตัวแทบไม่ต่างจากฟันธรรมชาติ
ยิ่งกว่านั้น...
ผลการทดสอบความแข็งแรงยังแสดงให้เห็นว่าฟันชุดใหม่มีความแข็งและทนทานกว่าฟันเดิมเสียอีก เมื่ออ่านรายงานฉบับสุดท้ายจบ
สวีหว่านถังถึงกับกำหมัดแน่นก่อนร้องออกมาด้วยความดีใจ
"เยี่ยมมาก!"
เธอรีบเดินเข้าไปยังห้องพักผู้ป่วยทันทีภายในห้องจ้าวหมิ่นกำลังนั่งส่องกระจกอย่างอารมณ์ดี
มองซ้าย...
มองขวา...
ก่อนจะยิ้มกว้างให้กับตัวเอง
สวีหว่านถังเดินเข้าไปพร้อมรอยยิ้ม
"คุณย่าคะ"
"รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง"
จ้าวหมิ่นหันมายิ้มอย่างภูมิใจ
"สวยมาก"
"ย่าว่าย่าดูเหมือนสาวอายุยี่สิบกว่าเลย"
สวีหว่านถังถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหัวเราะอย่างจนใจ
"หนูหมายถึง..."
"ฟันค่ะ"
"ฟันเรียงตัวดีไหม"
"กัดอาหารแล้วเป็นอย่างไร"
"มีอาการเจ็บหรือเปล่า"
จ้าวหมิ่นหัวเราะแห้ง ๆ
"อ้อ..."
"เรื่องนั้นเอง"
นางลองกัดฟันเบา ๆ
ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"ดีมากไม่เจ็บเลย กัดอะไรก็สบาย เหมือนฟันแท้ทุกอย่าง"
พูดจบก็ยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวยงาม
"ทำให้ปู่ของหลานด้วยนะ"
สวีหว่านถังหัวเราะ
"ได้ค่ะ"
"เดี๋ยวหนูจัดคิวให้"
จากนั้นเธอแกล้งทำเสียงน้อยใจ
"แต่คุณย่าคะ..."
"ทำไมเรียกหนูว่าถังถัง"
"เรียกหว่านหว่านก็น่ารักกว่านะ"
จ้าวหมิ่นโบกมือ
"ถังถังน่ารักกว่า"
"ย่าเรียกแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก"
สวีหว่านถังยิ้มอย่างจนใจ เถียงผู้ใหญ่คงไม่มีวันชนะจ้าวหมิ่นลุกขึ้นหยิบแว่นกันแดดสีดำมาสวมก่อนจัดทรงผมหน้ากระจกอีกครั้ง
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว..."
"ย่ากลับก่อนนะ"
"อ้อ..."
"เดี๋ยวย่าช่วยหาลูกค้าให้"
สวีหว่านถังหัวเราะ
"ขอบคุณค่ะ"
"เดี๋ยวหนูไปส่ง"
จ้าวหมิ่นรีบส่ายหน้า
"ไม่ต้องหนูทำงานต่อเถอะย่ากลับเองได้"
เมื่อพูดจบ นางก็เดินออกจากศูนย์วิจัยด้วยท่าทางมั่นใจหากไม่รู้จักมาก่อน คงไม่มีใครเชื่อว่าสตรีที่เดินอย่างสง่างามคนนั้น
คือคุณย่าที่อายุเกินเจ็ดสิบปีแล้ว สวีหว่านถังยืนมองแผ่นหลังของผู้เป็นย่าก่อนหัวเราะเบา ๆ
"คุณย่านี่..."
"วัยรุ่นจริง ๆ"
หลังได้รับรู้เรื่องยาบำรุงของนินที่ทำให้ทั้งคุณปู่คุณย่าและคุณลุงของเธอต่างดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเห็นได้ชัด ครั้งเธอแรกที่เธอเห็นตกใจมาก มันจะต้องสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในวงการสุขภาพอย่างแน่นอน
เดิมที...เธอเคยคิดอยากร่วมลงทุนกับนิน แต่เมื่อทราบว่าอีกฝ่ายกำลังทุ่มเทพัฒนาแบรนด์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของตนเอง
เธอก็ได้แต่ยิ้มอย่างเสียดาย
"ผู้ชายคนนี้..."
"สร้างเรื่องน่าตกใจได้ทุกครั้งจริง ๆ ดูเหมือนน้องสาวของเธอจะโชคดีมากจริงๆ" แต่พอมาคิดว่าเมื่อก่อนหลินหนานเป็นคนอย่างไรเธอก็ถอนใจออกมา
หลังจากจัดการเรื่องของอุยกายเรียบร้อย นินก็กลับเข้าสู่ยุคโบราณอีกครั้งจุดหมายของเขาคือ กรมวิทยาการ
พรึ่บ!
ร่างของนินปรากฏขึ้นภายในห้องทำงาน ก่อนจะโบกมือเก็บลังไม้และหีบเหล็กจำนวนมากออกแล้วไปเรียกคนมาขนของ
"ช่วยกันขนของพวกนี้ไปที่ห้องวิจัยรวมหน่อย…ระวังด้วยนะ"
เจ้าหน้าที่กรมวิทยาการรีบเข้ามาช่วยกันขนลังไม้อย่างรวดเร็ว
ส่วนเครื่องมือที่สำคัญที่สุด เช่น กล้องจุลทรรศน์ กล้องดูดาว และอุปกรณ์ทดลองต่าง ๆ นั้น นินนำเข้าไปเก็บไว้ในห้องทดลองส่วนตัวของตนก่อน
ไม่นาน...
ห้องวิจัยรวมก็เต็มไปด้วยเครื่องมือรูปร่างประหลาดที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนบงกช นายฟาง ยี่หนิง และนายเผือก อิง ต่างเดินวนดูอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยแววตาเป็นประกาย
"ท่านขุน...นี่คืออะไรกันหรือเจ้าคะ"
บงกชถามด้วยความสงสัย
นินยิ้มเล็กน้อย
"อีกเดี๋ยวก็รู้"
แต่ก่อนจะใช้งานเครื่องมือเหล่านั้น นินยังมีเรื่องสำคัญต้องทำ
เขาเดินเข้าไปยังห้องด้านหลัง ก่อนนำชุดเครื่องไฟฟ้า และอุปกรณ์ควบคุมที่เตรียมไว้ประกอบเข้าด้วยกัน
ไม่นาน...ทุกอย่างก็เรียบร้อยตกคนได้แต่สับสน
นินหัวเราะเบา ๆ แล้วนำปลั๊กไฟไปเสียบ ใช่แล้วสิ่งที่นินทำนั่นคือระบบปลั๊กไฟนั่นเอง
"ต่อไปกรมวิทยาการจะใช้ระบบไฟฟ้ามาตรฐาน"
"เครื่องมือพวกนี้ต้องอาศัยไฟฟ้าจึงจะใช้งานได้"
แม้ทุกคนจะไม่เข้าใจว่า "ระบบไฟฟ้ามาตรฐาน" คืออะไร แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามแทรก
จากนั้นนินจึงเริ่มสาธิตการใช้งานเครื่องมือทีละชิ้นเขาอธิบายวิธีเปิด-ปิด วิธีดูแลรักษา และข้อควรระวังอย่างละเอียด
นายฟางกับยี่หนิงแทบจะยกมือถามทุกลมหายใจ
"เหตุใดเลนส์จึงขยายได้เพียงนี้"
คำถามหลั่งไหลไม่หยุด
แม้แต่นายเผือก อิง ผู้ไม่ค่อยพูด ก็ยังอดถามไม่ได้หลายครั้งบรรยากาศทั้งห้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแต่สิ่งที่สร้างความตกใจมากที่สุด...
คือกล้องจุลทรรศน์ นินตักน้ำจากอ่างมาเพียงหยดเดียว แล้วหยดลงบนแผ่นกระจก ก่อนวางไว้ใต้เลนส์
"บงกช ลองดูสิ"
หญิงสาวก้มลงมอง
เพียงไม่กี่อึดใจ...
นางก็เบิกตากว้าง
"ทะ...ท่านขุน!"
"ในน้ำ...มีตัวอะไรไม่รู้เต็มไปหมดเลยเจ้าค่ะ!"
ทุกคนรีบผลัดกันมอง เมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกำลังแหวกว่ายอยู่ในหยดน้ำ ต่างก็รู้สึกขนลุกไปตาม ๆ กัน
บงกชรีบถามด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
"น้ำที่พวกเราดื่มกันทุกวัน...มีเจ้าพวกนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ"
"แล้วพวกเราจะไม่เป็นอะไรหรือ"
นินหัวเราะออกมา
"ข้าถามอะไรอย่างหนึ่งพวกเจ้ากินหมูหรือไม่"
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน
"กินสิขอรับ"
"แล้วเป็นอะไรหรือไม่"
ทุกคนชะงัก บงกชตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้
"เอ่อ...เหมือนจะไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ"
นินหัวเราะมองนาง
"ก็เช่นนั้นก็แปลว่าไม่เป็นไรใช่ไหมล่ะ"
ทุกคนคิดว่ามีเหตุผล
"ร่างกายมนุษย์แข็งแกร่งกว่าที่พวกเจ้าคิดมากของพวกนี้ทำอะไรไม่ได้หรอก"
ทุกคนพยักหน้าช้า ๆ แม้ยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่โลกทัศน์ของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว นินเดินไปยังเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่ง ก่อนเปิดผ้าคลุมออก
"คืนนี้..."
"ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปดูสิ่งที่คนทั้งโลกถกเถียงกันมาหลายพันปี"
ทุกคนมองหน้ากันอย่างสงสัยนินยิ้มมุมปาก ก่อนชี้ไปยังกระบอกทรงยาวสีดำ
"คืนนี้ พวกเจ้าจะได้รู้ด้วยตาตัวเอง..."
"ว่าโลกของเรานั้น กลม...หรือแบน กันแน่"