บทที่ ๑๒ : แปลงร่าง
“องค์กุ้ยเฟยฟางเซียนเพคะคือว่าพวกเราเปิดเผยปราณกันแบบนี้ ดีแล้วหรือเพคะ?” ลั่วลั่วเอ่ยถามผู้เป็เ้านายด้วยสีหน้าใคร่รู้ ขณะที่เฟยหลงนั่งค้ำคางนิ่งอยู่บนบัลลังก์กระดิกขาไปมา
“ในเมื่อพวกเ้าสำเร็จเคล็ดกระบวนท่าจากคัมภีร์การ์ตูนภายในวันสองวันได้พวกเราก็...มิมีเื่อันใดที่ต้องกลัวอีกต่อไป” เฟยหลงยิ้มมุมปากจ้องมองเตียวชิงเทียนและโหลเปิ่นเหวยตาไม่กระพริบ“บอกมาพวกเ้าตั้งใจจะมากระทำการอันใดที่หนานซาแห่งนี้กันแน่”
ชายร่างใหญ่ในชุดเกราะเหล็กสะดุ้งโหยงดาบในมือล่วงหล่นลงสู่พื้น “เป็ไปไม่ได้... ปราณของคนเหล่านี้เป็ของจริงอย่างนั้นรึ?” ใบหน้าบากหยาบกร้านสบถบ่นเขายังคงขยี้ตาตัวเองไปมาแบบไม่เชื่อสายตา
เหล่าทหารทัพหลวงค่อยๆคุกเข่าลงเบื้องหน้าฟางเซียน พวกมันทุกคนเริ่มตื่นกลัวผู้นำคนใหม่แห่งหนานซา...ซึ่งกำลังปล่อยปราณออร่าขั้นบริสุทธิ์ไปทั่วโถงประชุมด้วยใบหน้าเรียบเฉยอยู่บนบัลลังก์สลักสวยหรู
โหลเปิ่นเหวยั์ตาล่อกแล่กเหงื่อกาฬไหลทั่วร่างร่างผอมกะหร่องพยายามหาทางรอดให้ตัวเองพ้นความผิด ทว่า... เสี้ยววินาทีนั้นเตียวชิงเทียนก็ควักโอสถจากถุงย่ามข้างเอวขึ้นมาไว้ในมือ ก่อนที่นิ้วอวบอูมจะหยิบยาวิเศษเข้าปากเคี้ยวกรุบๆใบหน้าอาฆาตแค้น
“จะปราณจริงหรือปราณปลอมก็หาใช่คู่ต่อสู้ของข้า...ของจริงเขาวัดกันที่คัมภีร์กระบวนท่าฝึกยุทธกันทั้งนั้น” ร่างใหญ่เต็มไปด้วยแผลเป็ะโลั่นั์ตาเต็มไปด้วยเส้นเืฝอยจนเปลี่ยนเป็สีแดง
“ท่านแม่ทัพ...นั่นมันโอสถทิพเทพยุทธ ผู้ที่กลืนกินลงไปจะบรรลุปราณห้าขั้นในชั่วเวลาสั้นๆแต่ต้องแลกด้วยอายุขัยของตัวเอง” โหลเปิ่นเหวยพึมพำในลำคอมุมปากเริ่มฉีกยิ้มอย่างมีความหวัง “พวกทหารทัพหลวงที่ยอมคุกเข่าให้ทรราชไม่ยอมฟังบัญชาจากแม่ทัพล้วนแล้วแต่มีโทษปะากันทั้งสิ้นคิดหรือว่าท่านแม่ทัพจะพ่ายแพ้สิ้นชื่อแก่พวกสวะหนานซาโดยง่ายพวกเ้ามีตาหามีแววไม่”
เตียวชิงเทียนเริ่มคลุ้มคลั่งกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ขยายใหญ่ขึ้นจากเดิมหลายเท่า ปราณออร่าขั้นัพลันแปรเปลี่ยนสีสันมันสว่างวาบปรากฏเป็สีน้ำเงินเข้มเหมือนผู้สำเร็จยุทธธาตุน้ำที่บรรลุขั้นเทวะเสียแล้ว!
“นังแพศยาฟางเซียนเ้าถามว่าพวกข้ามีที่นี่ทำไมน่ะหรือ? ข้าจะตอบให้อีกครั้งก็ได้! …มาเอาศีรษะของเ้ากลับไปถวายองค์ไทเฮาอย่างไรล่ะ?” เสียงแหบทุ้มราวปีศาจเอื้อนเอ่ยดาบที่นอนนิ่งอยู่กับพื้นลอยขึ้นเข้ามืออวบอูมราวกับมีแม่เหล็กดูด
เฟยหลงจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาพรั่นพรึงแน่ล่ะ! เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าพวกคนในมิตินี้จะมีสิ่งของที่ขี้โกงเช่นกัน“โอสถทิพเทพยุทธสินะ” หญิงสาวผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ทวนคำั์ตาเบิกกว้างเมื่ออีกฝ่ายบรรลุปราณเทวะใน่เวลาสั้นๆ
“หม่อมฉันเคยอ่านตำรับตำรามาก็มากเพิ่งเคยเห็นของจริงก็วันนี้เพคะ” เยี่ยนเอ๋อขยับแว่นตาที่เฟยหลงมอบให้เมื่อวันก่อนเข้ากับสันจมูกพลางจ้องมองเงาร่างที่กำลังขยายใหญ่ของเตียวชิงเทียนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น “โอสถทิพเทพยุทธสกัดจากสัตว์พิษสิบหกชนิดมันมีฤทธิ์ทะลวงเส้นปราณในเวลาอันสั้น ทำให้ผู้ใช้บรรลุขั้นปราณข้ามชั้นโดยง่ายแต่เมื่อหมดฤทธิ์ของยา ผู้ใช้จะกลับมามีปราณเริ่มที่ระดับปฐีอีกครั้งกล้ามเนื้อภายในจะได้รับความบอบช้ำอย่างที่สุด”
เฟยหลงขมวดคิ้วหาทางแก้ไขทว่า... เวลานั้นกำปั้นขนาดใหญ่ก็พุ่งตรงเข้าหน้าของลั่วลั่วซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้างอย่างจัง
ตู้ม!!!
เตียวชิงเทียนอัดกำปั้นไปที่หนึ่งในองครักษ์แห่งดวงดาวด้วยใบหน้าแสยะยิ้มความเร็วของเขาทำให้เฟยหลงเริ่มเหงื่อออกแบบไม่ทันตั้งตัว “เห้ย!”
ลั่วลั่วกระเด็นเข้าอัดกับกำแพงข้างหลังปากกระอักเืสดออกมาเป็จำนวนมาก ขณะที่ถิงถิงหลับตาข้างหนึ่งลงพลันจ้องมองไปที่เตียวชิงเทียนเหมือนกำลังจะลงมืออะไรบางอย่าง
“เนตรวงแหวนก๊อปปี้นินจา”
จบประโยคแขนเรียวเล็กของเด็กสาวผมเปีย ก็มีขนาดกล้ามเนื้อขยายใหญ่ขึ้นจนอวบอูม “กระบวนท่าใดก็ตาม เมื่ออยู่ต่อหน้าหม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันสามารถลอกเลียนได้ทั้งหมด”เด็กสาวที่เคยพูดน้อยเอื้อนเอ่ยบอกเ้านาย ก่อนพุ่งทะยานปะทะกำปั้นกับเตียวชิงเทียนแบบสุดแรงเกิด
เปรี้ยง!
เกิดแรงสั่นะเืไปทั่วบริเวณร่างของสาวน้อยผมเปียลอยละลิ่วอัดเข้าโถงกำแพงอีกด้านหนึ่งสลบเหมือด
เฟยหลงมองตามเงาร่างของถิงถิงแล้วขี้มูกไหลใบหน้าเหยเก“หือ... ถึงจะเหมือนสำเร็จยุทธจากการ์ตูนแต่ประสบการณ์ก็ไม่มีเลยนี่หว่า เมื่อก่อนก็เป็แค่สาวใช้ตัวเล็กๆจะให้ไปสู้กับพวกขุนศึกได้ไง ถ้าไม่ฝึกฝีมือเสียก่อน”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็ของเตียวชิงเทียนฉีกยิ้มกว้างหัวเราะร่าั์ตายังคงจดจ้องฟางเซียนด้วยแววกระหายเื “ข้าสำเร็จคัมภีร์ระดับเทวะ วารีพิชิตปฐี ส่วนพวกเ้ามันก็มีแค่ปราณหลอกเด็กใช้กระบวนท่าประหลาดได้ก็เท่านั้น”
ร่างใหญ่ในชุดเกราะเหล็กชูดาบในมือขึ้นหรา“แล้วนี่ก็ดาบระดับั แต่ข้ายังไม่ได้ใช้มันเลยสิ! แค่กำปั้นอย่างเดียวพวกเ้าก็เอาข้าไม่อยู่เสียแล้ว”
โหลเปิ่นเหวยเก็บถุงย่ามที่ล่วงหล่นอยู่กับพื้นขึ้นมาไว้ในมือซึ่งมันหล่นหายจากข้างเอวของแม่ทัพชิงเทียนใน่เวลาที่ะโไปต่อยลั่วลั่วในครั้งแรกหนึ่งมุมปากฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัย
“พวกเ้าจงรับโอสถเหล่านี้ไปแล้วรีบเข้าช่วยท่านแม่ทัพกำจัดทหารแห่งหนานซา กอบกู้บ้านเมือง แน่นอน! ความดีความชอบย่อมใหญ่หลวง หากพวกเ้าทำหน้าที่ได้ดี” ร่างผอมกะหร่องแจกจ่ายโอสถทิพเทพยุทธแก่เหล่าทหารหาญจากทัพหลวงั์ตาลึกโหลคาดหวังผลงานในครั้งนี้โดยไม่ต้องเปลืองแรงของตัวเอง
ทหารหลวงที่เคยถอดใจยอมแพ้ไปแล้วกลับมีใจฮึกเหิมขึ้นพวกมันกลืนกินเม็ดยาลงท้องไม่พูดพร่ำ พลันเปล่งพลังระดับจักรพรรดิออกมาเป็จำนวนมาก
“หยุดพวกมันไว้ปกป้องท่านผู้ตรวจการฟางเซียน” เหล่าทหารและตำรวจหนานซากู่ร้องและชักอาวุธต่างๆเข้าห้ำหั่นฝ่ายศัตรูแบบไม่กลัวตายหลังจากที่พวกเขาสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรบางอย่าง
ฉัวะ!
ปลายดาบฟาดฟันจ้วงแทงเหล่าทหารแห่งหนานซาอนิจจาเหมือนทุกอย่างจะสายไปเสียแล้ว...
ไม่มีใครหยุดกองทหารทัพหลวงได้อีกพวกมันเพิ่มพลังด้วยโอสถวิเศษจนเกินมือเหล่าทหารของเฟยหลงไปมาก
“เวรแล้ว”ร่างระหงลุกยืนมองกวาดไปรอบโถงประชุมเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า เฟยหลงไม่เคยคิดถึงผลที่จะตามมามาก่อน
“เยี่ยนเอ๋อรวบรวมคนเจ็บและที่พอยังเดินไหวไปทีู่เาเหม่ยฮัว ที่นั่นจะมีพวกชายชุดดำปริศนาช่วยเหลือพวกเ้าถึงข้าจะไม่รู้ว่าพวกเขาเป็ใคร แต่ก็ดีกว่าพากันตายอยู่ที่นี่” เฟยหลงออกคำสั่งหนึ่งในสี่องครักษ์ประจำกาย ก่อนจะถอดผ้าคลุมออกเผยให้เห็นชุดเมดสีขาวพร้อมรบ
“แต่...แล้วองค์กุ้ยเฟยล่ะเพคะ” เยี่ยนเอ๋อเอ่ยถามสีหน้าเป็ห่วงเ้านายสุดแสน
“ข้าจะต้านพวกนรกนี่ไว้เอง”มุมปากฉีกยิ้มแหยปลอบโยนอีกฝ่าย มือข้างหนึ่งลูบหัวเด็กสาวแบบอ่อนโยน
“รับบัญชาเพคะ...”เด็กสาวผู้สวมแว่นหมอบกราบเป็ครั้งสุดท้ายพลันวิ่งออกไปสั่งการเหล่าทหารแห่งหนานซาให้อพยพตรงไปยังูเาเหม่ยฮัวโดยเร็วที่สุด
ถิงถิงและลั่วลั่วถูกทหารแห่งหนานซาจับนอนเปลแบกหามอย่างเร่งรีบคนส่วนใหญ่กำลังมุ่งหน้าหลบหนีไปทางูเา
“คิดจะหนีกันไปไหนพวกมดปลวก”เหล่าทหารทัพหลวงวิ่งไล่กวดเหล่าคนเจ็บโดยมีเตียวชิงเทียนและโหลวเปิ่นเหวยยืนหัวเราะร่าอยู่ด้านหลัง “เอาสิ ข้าให้เวลาหนี หนีให้พ้น เพราะอย่างไรข้าก็จะตามไปเด็ดหัวพวกเ้าเรียงตัวอยู่แล้ว”
ตู้ม!
ฟางเซียนเหาะลงมากระทืบพื้นขวางทางเหล่าทหารจากเมืองหลวงทันควันร่างระหงเหมือนไม่ยอมให้มีผู้ใดติดตามคนของนางได้อีก
“ข้าไม่ ให้ ใคร ผ่าน”
ใบหน้าสละสวยขมวดคิ้วโกรธจัดแม้จะรู้ตัวว่าพลังปราณของนางมิอาจต่อกรฤทธิ์ยาเทพยุทธได้แต่ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว
เตียวชิงเทียนและโหลวเปิ่นเหวยหัวเราะท้องแข็งสายตาทหารทัพหลวงจ้องมองร่างขาวผู้ยืนขวางทางคนเดียวด้วยอาการตลกขบขัน
“นังแพศยาที่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ทางการเมืองเป็เพียงหญิงงามไร้สถานที่ให้กลับไปซุกหัวนอนพอมีปราณยุทธเข้าหน่อยกลับกล้าเสนอหน้า ก่อนจะเด็ดหัวของเ้าทิ้ง ข้าจะขืนใจเ้าเสียให้เข็ด”แม่ทัพใหญ่ั์ตาสีแดงวาวโรจน์จ้องมองเรือนร่างอีกฝ่ายพร้อมกลืนน้ำลายอึกโต “เมื่อไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับราชวงศ์แล้ว ข้าจักกระทำการอันใดกับเ้าก็ได้”
ร่างระหงในชุดเมดสีขาวก้มหน้าสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่สองมือกำหมัดแน่น ดวงตายังคงหลับพริ้มเหมือนรวบรวมสมาธิ
“คนหนึ่งคนจะหยุดทัพหลวงเรือนหมื่นแถมหลายร้อยคนยังเสพโอสถทิพเทพยุทธ มีกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอก ฟางเซียน” โหลเปิ่นเหวยะโลั่นปนเสียงหัวเราะ “ปลดข้าออกจากตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลรึ... ช่างกล้า ต่อให้เวลานี้เ้าก้มกราบยอมเป็นางบำเรอของข้าก็มิทันเสียแล้ว”ใบหน้าซูบตอบเหมือนผีดิบยิ้มหวานอารมณ์ดี
“พวกเ้าคิดว่า...เื่การโกงด้วยยาเทพยุทธ พวกเ้าทำเป็ฝ่ายเดียวหรือ?” เฟยหลงเอื้อนเอ่ยแทรกเสียงเรียบ
“แล้วอย่างไร?เ้าเองก็จะกลืนกินโอสถวิเศษเช่นกันกระนั้นรึ” โหลเปิ่นเหวยยังคงยียวนกวนประสาท
ร่างระหงในชุดเมดค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ หนึ่งมุมปากฉีกยิ้มเหมือนนึกอะไรออก
“ตอนที่ซุน โกอู สู้กับฟรีสซ่าบนดาวนาแม็ก เขาได้ตบะแตก...แล้วเปลี่ยนร่างเป็ตำนาน ครั้งนี้ข้าเองก็จะทำแบบนั้นเฉกเช่นเดียวกัน”
เหล่าทหารหลวง...โหลเปิ่นเหวย... เตียวชิงเทียนหันมามองหน้ากันไปมาเหมือนงุนงงในคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณ...
“ย้าก!”
ร่างขาวกำกำปั้นเบ่งพลังจนมีกระแสไฟฟ้าปรากฏโดยรอบั์ตาสีดำเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีเขียว
ทรงผมสีดำที่แต่งองค์ทรงเครื่องไปด้วยปิ่นปักผมแตกกระจายออก เส้นผมดำขลับเริ่มปรากฏสีทองเข้าแทนที่
ผืนดินที่เฟยหลงยืนอยู่ปริแตกไปด้วยพลังมหาศาลระดับปราณขั้นบริสุทธิ์กลับกลายเป็ระดับเทวะจุติชีวิตที่สาม
ครู่ต่อมาร่างกายของเฟยหลงก็ถูกห่อหุ้มไปด้วยออร่าสีทอง สีผม สีคิ้วและทรงผมเปลี่ยนไปเป็คนละคน...
“นี่เรียกว่าซุปเปอร์ไซยันขั้นแรกและดูเหมือนว่าข้าจะยังทำได้อีกหลายร่างถ้าได้อ่านการ์ตูนจบ”
ใบหน้าสวยั์ตาสีเขียวเอื้อนเอ่ยเบาๆ หนึ่งมุมปากแสยะยิ้มจนทุกคนที่สบตาด้วยตะลึงงันไปหมด
โปรดติดตามตอนต่อไป