บทที่38
หัวหน้ากลุ่มหมาล่าเนื้อ
หมิงเยว่หลานพยักหน้าเบา ๆยอมรับการประเมินของชายชรา ดวงตาคู่งามยังคงนิ่งสงบไร้คลื่นอารมณ์
ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้าส่งคนตามไปงั้นหรือ?”
ชายชราโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ขอรับ”
หมิงเยว่หลานเหลือบตามองเขาใบหน้าเปี่ยมด้วยความสงบที่ยากหยั่งถึง ก่อนจะถามต่อ
“ทันหรือไม่?”
ชายชราส่ายหน้าเล็กน้อยแววตาแฝงความเคารพและสำนึกผิด
“ไม่ขอรับ”
เขาตอบเสียงนิ่งแต่หนักแน่น
“อีกฝ่ายระวังตัวมากทุกก้าวย่างคล้ายถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า คนของบ่าวแม้จะเชี่ยวชาญในการติดตามแต่ก็มิกล้าประมาท จึงไม่อาจเร่งไล่ตามด้วยพลังเต็มขีดจำกัด มิฉะนั้นอาจจะถูกอีกฝ่ายลวงไปยังกับดักได้”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงขรึม
“เป็นเหตุให้พลาดการติดตามไปในท้ายที่สุด”
หมิงเยว่หลานไม่แสดงอารมณ์ใดเพียงยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างเชื่องช้า ราวกับทุกอย่างยังเป็นไปตามที่ควร
ชายชราเงียบงันไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลลึก
“แต่ว่า...คุณหนูขอรับคนผู้นี้แม้มิใช่ผู้ฝึกตน แต่พลังและกลวิธีกลับล้ำลึกยิ่งยิ่งกว่าอสูรร้ายกลางหุบเหวเสียอีก มิอาจประมาทได้เลย ขอท่านโปรดระวังตน”
“อืม...” หมิงเยว่หลานขานรับในลำคอ แววตาไหววูบคล้ายตกอยู่ในห้วงความคิดชั่วขณะ
บรรยากาศเงียบงันเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งบางคลุมผิวน้ำก่อนชายชราจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นอีกครา
“แล้วเรื่องของตระกูลหลี่คุณหนูจะมิให้ข้าลงมือเองจริง ๆ หรือขอรับ?”
น้ำเสียงของเขายังคงสุภาพแต่แววตาที่ฉายออกมาในยามนี้กลับเย็นเยียบยิ่งกว่าเหมันต์ปลายปี
มีเพียงเจตนาเดียว...ทำลายล้างให้สิ้นซาก!
หมิงเยว่หลานหัวเราะเบา ๆแววตาขี้เล่นหันมองเขา
“เจ้าเป็นตัวตนระดับใดกัน?”
“เหตุใดจึงคิดจะลดตนเอง...ไปลงมือกับตระกูลเล็กๆ ที่มีเพียงผู้นำระดับหลอมกายาขั้นสูงสุดเป็นผู้นำกัน?”
ชายชราสงบนิ่งหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วค้อมศีรษะ
“ขอรับ...”
น้ำเสียงขานรับนั้นแน่นิ่งและยอมรับโดยไม่โต้แย้งแม้ยังไม่อาจละความเคียดแค้นในแววตาได้สนิทก็ตาม
ครั้งนี้คุณหนูบาดเจ็บมันในฐานะผู้คุ้มกันย่อมมีความผิดความเคียดแค้นในใจของชายชราย่อมตกไปอยู่ที่ตระกูลหลี่ที่อยู่เบื้องหลังของกลุ่มหมาล่าเนื้อ
หมิงเยว่หลานละสายตากลับมาที่ถ้วยชาในมือวางลงบนโต๊ะไม้ช้า ๆ
เสียงถ้วยกระทบพื้นไม้ดังแผ่วเบาแต่ทว่ามั่นคง
“จริงสิ...”
นางเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด
“พวกเจ้า...จัดการพวกคนทรยศที่เหลือให้ข้าด้วยไหน ๆ เรื่องนี้ก็ถูกเปิดเผยแล้ว ข้าก็สมควรเล่นตามน้ำต่อไปไม่เช่นนั้นตระกูลหลี่กับกลุ่มหมาล่าเนื้อจะเริ่มสงสัยเอาได้”
“รับคำสั่งขอรับ!”
ชายชราประสานมือโค้งศีรษะขานรับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
…
วันที่สิบสาม
ณ ที่พักของ กลุ่มหมาล่าเนื้อ
บรรยากาศทั่วทั้งค่ายพักในยามนี้เต็มไปด้วยเงาแห่งความเงียบงันและความตึงเครียดอันมืดหม่นความเงียบสงัดที่ปกคลุมพื้นที่เหล่านี้ แตกต่างจากวันก่อนหน้าราวฟ้ากับเหว
หลังจากข่าวการตายของรองหัวหน้าฝูแพร่กระจายออกไปแม้จะพยายามปิดบังเท่าใด แต่ภายในกลุ่มกลับไม่มีผู้ใดสงบใจได้แม้สักคนเดียว
ณ ส่วนลึกที่สุดของค่าย
ในเขตที่พักซึ่งห้ามผู้ใดล่วงล้ำโดยพลการ
มีห้องลับแห่งหนึ่งตั้งอยู่ด้านหลังศาลากลางหลังใหญ่
หน้าประตูไม้สีเข้มที่มีอักขระค่ายกลป้องกันสลักล้อมเอาไว้
ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นเนื้อตัวกระวนกระวายไม่เป็นสุขสองเท้าของเขาก้าวเดินวนเวียนไปมาหน้าประตูด้วยท่าทางลังเลไม่แน่ใจดวงตากระสับกระส่ายไร้สมาธิ
เขาเป็นสมาชิกระดับกลางของกลุ่มหมาล่าเนื้อสวมอาภรณ์สีดำขลิบแดงตามแบบกลุ่ม ผ้าคาดเอวรัดแน่นจนเหงื่อไหลชุ่มเต็มแผ่นหลัง
มือของเขากำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดจากแรงกดดันภายในใจ
ไม่ว่าจะพยายามสงบจิตใจอย่างไรก็ไม่อาจควบคุมได้
เข้าไปดีหรือไม่...
หรือควรรออีกสักพัก...
คำถามเหล่านั้นวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัวเขาราวกับมีเงามืดลึกลับกำลังกัดกร่อนหัวใจอย่างช้า ๆ
ในขณะที่เขากำลังลังเลไม่อาจตัดสินใจ
ประตูไม้สีเข้มนั้น...พลันเปิดออกอย่างช้าๆ
เสียงเอี๊ยดแผ่วเบาแต่กลับดังชัดในโสตประสาท
ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากรอยเปิดของประตู
จากนั้น...ร่างหนึ่งก็ย่างก้าวออกมา
ชายวัยสามสิบปีผู้หนึ่งเรือนกายสูงใหญ่กำยำ อาภรณ์สีเทาเข้มเรียบง่ายแต่รัดแน่นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งเต็มไปด้วยพลัง
ดวงตาของเขาแหลมคมดั่งเหยี่ยวใบหน้าหล่อเหลาทว่าไร้อารมณ์
เมื่อเขาก้าวออกมาพลังปราณที่ห่อหุ้มทั่วร่างก็พลันแผ่ซ่านออกมากดทับอากาศรอบข้างให้หนักอึ้งราวภูผาถล่ม
บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด!
เขาคือผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางที่แท้จริง
พลังอันมหาศาลแผ่ซ่านทั่วเรือนร่างชัดเจนว่าเขาคือหนึ่งในเสาหลักของกลุ่มหมาล่าเนื้อ
ไม่มีผู้ใดกล้าตั้งตนต่อกรเว้นเสียแต่ต้องการหาความตาย
ชายหนุ่มที่ยืนรออยู่หน้าประตูถึงกับตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะเหงื่อเย็นไหลซึมเต็มแผ่นหลังดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยขณะมองอีกฝ่ายที่กำลังย่างเท้าเข้ามาใกล้
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่กล้าหลบตายังคงยืนค้อมศีรษะคารวะโดยไม่เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว
เพราะเขารู้ดี...เวลานี้ไม่ใช่เวลาจะกล่าวสิ่งใดโดยพลการ
เสียงประตูไม้ยังไม่ทันปิดสนิทเสียงทรงอำนาจก็เปล่งดังขึ้นจากชายที่เพิ่งก้าวออกมาจากห้องลับ
เสียงนั้นแหลมคมดั่งกระบี่เฉือนผิวน้ำทะลวงทะลุเข้ากระดูกดำของผู้ฟัง
“มีเรื่องอันใด!”
ชายหนุ่มที่ยืนรออยู่หน้าประตูสะดุ้งเฮือกรีบค้อมศีรษะลงต่ำ ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างเร่งรีบ
“เกิดเรื่องแล้วขอรับ...หัวหน้า!”
ชายผู้เปล่งเสียงถาม มิใช่ใครอื่นแต่คือ กวนเทียน หัวหน้าของ กลุ่มหมาล่าเนื้อ
ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมกายาขั้นกลางร่างสูงใหญ่สง่างาม ราวกับยอดเขาไม่รู้จักถดถอย
เขาหรี่ตาลงช้า ๆ ดวงตาคมปลาบคล้ายเหยี่ยวล่าเหยื่อจับจ้องไปยังลูกน้องตรงหน้า
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
เสียงของเขายังคงราบเรียบแต่ในความนิ่งสงบนั้นคล้ายแฝงไว้ด้วยคลื่นพายุที่พร้อมถาโถมทุกเมื่อ
ลูกน้องเบื้องหน้ารีบคุกเข่าลงทันทีไม่กล้าสบสายตา
จากนั้นจึงเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กวนเทียนฟัง
โดยเฉพาะแผนการที่ รองหัวหน้าฝูดำเนินไปในป่าอสูร...และผลลัพธ์ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น
กวนเทียนนิ่งฟังโดยไม่กล่าวแทรกดวงตาเรียบนิ่งค่อย ๆ ฉายแววเย็นเยียบยิ่งขึ้น
มือที่ประสานอยู่ข้างหลังบีบแน่นจนเส้นเอ็นขาวนูนขึ้นชัดเจน
เมื่อได้ฟังจนจบ เขาก็เอ่ยถามเสียงต่ำ
“ไม่กลับมาเลยงั้นหรือ?”
“ใช่ขอรับ...” ลูกน้องตอบอย่างยากลำบาก สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“รองหัวหน้าฝูและคนทั้งหมดที่ร่วมเดินทางไป...ยังไม่มีใครกลับมาเลยแม้แต่คนเดียว”
เขากลืนน้ำลายเหนียว ๆลงคออย่างยากเย็น ก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่ข้าน้อย...ได้ข่าวว่าหัวหน้าหมิงแห่งกลุ่มกลีบบุปผากลับมาถึงเมืองอวี้หยางแล้วขอรับ”
ดวงตาของกวนเทียนหรี่ลงยิ่งกว่าเดิมเงียบงันไร้ถ้อยคำ แต่แรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาหนักอึ้งราวหินพันจั้ง
ลูกน้องรีบรายงานต่อทันที ราวกับเกรงกลัวว่าความเงียบจะกระตุ้นโทสะของอีกฝ่าย
“นางกลับมาเพียงคนเดียวขอรับ!ข้าน้อยลองสืบข่าวดูแล้ว...”
“ดูเหมือนคนในกลุ่มของนางจะตายหมดเพราะพบเจอกับสัตว์อสูรระดับสาม...พยัคฆ์เกราะทมิฬ”
“นางจึงสามารถรอดกลับมาได้เพียงผู้เดียวขอรับ”
กวนเทียนยังคงยืนนิ่ง ร่างสูงใหญ่มิได้ขยับแม้แต่น้อย
ทว่า...ใบหน้าที่เรียบนิ่งนั้นบัดนี้เย็นชาราวน้ำแข็งพันปี ดวงตาที่คล้ายไร้อารมณ์กลับแฝงด้วยความแหลมคมจนทำให้ผู้คุกเข่ารู้สึกคล้ายมีกระบี่นับพันเล่มจ่อปลายคออยู่ตลอดเวลา