ชื่อนี้อีกแล้ว มันช่างติดตามตัวเขาดั่งเงาของผีร้ายเลยก็ว่าได้!
เมื่อคิดได้ดังนั้นความเยือกเย็นพลันปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาของเมิ่งฝานในทันใด แต่ก็จางหายไปในชั่วพริบตาต่อมา หลังจากที่พลังจิตอยู่ในขั้นจิตเมิ่งฝานก็สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีกว่าเดิมแล้วต่อให้เขากำลังเดือดดาลก็หาใช่เรื่องที่ผู้อื่นจะสามารถรับรู้ได้ไม่
เฉาหลันกระตุกยิ้มขึ้นมาพร้อมกับกำหมัดแน่นทว่าใบหน้านั้นกลับบ่งบอกถึงความจนปัญญา
“แล้วไม่มีวิธีที่จะหยุดยั้งคนพวกนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
“แท้จริงแล้วมันก็มีแต่โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้น...” เฉาหลันถอนหายใจเสียงเบาแล้วกล่าวต่อไปว่า
“วิธีการของตระกูลเมิ่งร้ายกาจเป็นอย่างยิ่งทั้งที่อยากจะฮุบเอาการค้าของห้าตระกูลใหญ่ไปครอบครองแต่ก็อยากที่จะรักษาชื่อเสียงของตระกูลตนเองไว้ด้วยจึงไม่ใช้การบีบบังคับในนามของตระกูลเมิ่ง แต่กลับให้ตระกูลของพวกข้านั้นไปเป็นตระกูลบริวารแสร้งทำเป็นว่าต้องการให้ช่วยสนับสนุนทรัพยากรในการบำเพ็ญตน! หึหึ แท้จริงแล้วก็เพราะอยากที่จะช่วงชิงธุรกิจการค้าของห้าตระกูลใหญ่อย่างพวกข้าฉะนั้นแล้วจึงคิดวิธีการที่ทำให้ชนรุ่นหลังประลองฝีมือกันขึ้นมาแต่ละตระกูลประลองได้สามครั้ง หากพ่ายแพ้ทั้งหมดพวกนั้นก็จะเข้ายึดครองทั้งตระกูล ยามนี้...เหลือเพียงตระกูลเฉาของพวกเรากับตระกูลหวังแล้วล่ะ”
“ฉะนั้นรายต่อไปที่พวกนั้นจะจัดการ...ก็คือพวกเรา?”
เฉาจื่อชะงักงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถาม
“อื้ม!”
เฉาหลันพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเหนื่อยล้า
“หลายวันนี้ข้ามัวแต่จัดการเรื่องราวพวกนี้ พวกนั้นนัดหมายวันเวลาเอาไว้ว่าอีกสามวันต่อจากนี้จะมาประลองฝีมือกับพวกเราขอเพียงมีชนรุ่นหลังที่สามารถเอาชนะพวกนั้นได้สามครั้งนับว่าพวกเรารอดตัวไปได้แต่ชนรุ่นหลังที่มีศักยภาพพอที่จะออกไปประลองได้นั้นมีจำนวนน้อยเป็นอย่างยิ่ง ยามนี้มีเพียงสามคนข้าผู้หนึ่ง บุตรชายคนโตของตระกูลหวังอย่างหวังหยวนอีกผู้หนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกผู้หนึ่งให้ความเห็นกันว่าเป็นหวังหย่งแต่ก็น่าเสียดายที่คนผู้นั้นพึ่งพาไม่ค่อยได้สักเท่าใด...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาจื่อก็ทำปากจู๋อย่างครุ่นคิดแล้วเอ่ยอย่างจนปัญญา “เจ้าคนที่ลุ่มหลงในความงามของสตรีเลอโฉมผู้นั้นสินะ...เขาอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับแปดเท่านั้นจะเทียบกับท่านพี่ได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ!”
เฉาหลันส่ายหน้าเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าหาผู้ที่ดีกว่าเขาไม่ได้อีกแล้ว อีกอย่างเจ้าคนผู้นั้นก็ชอบทำตัวฉวยโอกาสอยู่เสมอนอกจากวันๆ จะเอาแต่ตามตื๊อข้าแล้วยังคิดที่จะร่ำเรียนวิชาศิลาสยบมารของตระกูลเฉาอีกด้วย!”
“ท่านว่าอย่างไรนะเจ้าคะ!”
เฉาจื่อกระตุกยิ้ม นัยน์ตาของนางวาวโรจน์ขึ้นมาชั่วครู่ก่อนจะหันมามองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ท่านพี่ ข้าว่าท่านขอให้พี่เมิ่งฝานช่วยดีหรือไม่เจ้าคะ พี่เมิ่งฝานมีพลังที่ยิ่งใหญ่ไม่เป็นรองใครแม้แต่ทหารรับจ้างพวกนั้นเห็นเขาก็ยังต้องวิ่งหนี!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเฉาหลันก็ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยพลางยิ้มส่งไป “พวกนั้นก็แค่ทหารรับจ้างบางทีหากเจ้าบอกว่าตนเองเป็นผู้ใดพวกนั้นอาจจะไม่ทำร้ายเจ้าก็เป็นได้คนของตระกูลเมิ่งพวกนั้นแข็งแกร่งจะตายไป จะไปตบตาพวกนั้นไม่ได้หรอกนะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาจื่อก็ชะงักงันไปชั่วครู่แล้วมองไปยังเมิ่งฝานอย่างวาดหวังราวกับว่าอยากให้เขาแสดงศักยภาพออกมาทว่าเมิ่งฝานกลับลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “นั่นสิข้าไม่เหมาะสมเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างข้าก็ค่อนข้างเหนื่อยแล้วด้วยขอตัวไปพักผ่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ข้าจะจากไปทันที!”
“ได้ข้าจะจัดการเรื่องที่พักให้ท่านเดี๋ยวนี้!”
เฉาหลันพยักหน้ารับทว่านัยน์ตากลับมีความเยือกเย็นปรากฏนางลูบศีรษะของเฉาจื่อแล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้องห่วงหากไม่ไหวจริงๆ ข้าก็จะให้หวังหย่งเข้าร่วมด้วย หึหึ ศิลาสยบมารเป็นถึงวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงมันถูกผนึกมาตั้งนาน ใช่ว่าเขาจะสามารถศึกษามันได้โดยง่าย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็หันกลับไปอย่างรวดเร็วนัยน์ตาของเขาจับจ้องไปยังเฉาหลันก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “ศิลาสยบมารคือสิ่งใดกัน?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉาหลันก็หัวเราะเสียงเบาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ดูท่าท่านคงจะไม่ใช่คนแถวนี้สินะศิลาสยบมารนั้นเป็นวิชายุทธ์ที่บรรพบุรุษของตระกูลเฉาสืบทอดต่อๆ กันมา แต่กลับเกิดปัญหาขึ้นในรุ่นหนึ่งของตระกูลตระกูลเฉาจึงไม่อาจสัมผัสได้ถึงพลังของวิชายุทธ์นั้นได้อีกต่อไป และศิลาสยบมารก็ถือว่าเป็นวิชายุทธ์ชั้นเลิศของตระกูลเฉาเลยทีเดียว!”
วิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรฮวง!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ เขามองเฉาหลันแล้วเอ่ยพลางยิ้มขึ้น“ข้าจะช่วยท่านประลอง แต่ท่านจะให้ข้าศึกษาวิชายุทธ์นั้นได้หรือไม่?”
“หวังหย่งก็ร้องขอข้ามาเช่นนี้แหละและข้าก็กำลังจะรับปากเขาด้วย!”
นัยน์ตาของเฉาหลันวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญาทว่าในเวลาต่อมาเมิ่งฝานกลับกระตุกยิ้มขึ้นมุมปากแล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้องใช้เขาหรอกนะ ข้าว่าข้าเหมาะสมยิ่งกว่า!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นทั้งเฉาหลันและเฉาจื่อต่างก็สบตากันชั่วครู่นึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะเปลี่ยนใจเร็วเพียงนี้เมื่อครู่เขายังไม่รับปากอยู่เลยไม่ใช่หรือไร
เมื่อเห็นว่าเฉาจื่ออ้าปากค้างเมิ่งฝานก็ยกยิ้มอย่างเก้อเขินแล้วเอ่ยเสียงเบา “เอาล่ะ ข้าเหมาะสมกว่าเขาจริงๆ เมื่อครู่ไม่ค่อยสบายตัวเท่าใดแต่ตอนนี้ข้าดีขึ้นแล้ว...”
เมื่อรู้ว่ามันคือข้ออ้างเฉาหลันก็กระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยด้วยความสงสัย “หวังหย่งเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับแปดท่าน...”
นางยังพูดไม่จบพลันปรากฏกลิ่นอายของระลอกคลื่นแห่งพลังปราณแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วท้องวิหารใหญ่และร้อนแรงอย่างยิ่ง
กลิ่นอายของพลังนั้นออกมาจากร่างของเมิ่งฝานซึ่งอยู่ขั้นหลอมปราณระดับเก้าซึ่งมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าหวังหย่งหลายเท่าตัว สีหน้าของเฉาหลันเปลี่ยนไปทันใด ก่อนจะเอ่ยด้วยความชะงักงัน“ขั้นหลอมปราณระดับเก้า!”
ดูคล้ายว่าอายุของเมิ่งฝานจะน้อยกว่าตนทว่ากลับมีพลังอันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“เย้ ท่านพี่เมิ่งฝานเก่งมากเลยเจ้าค่ะ!”
ข้างกายนั้นเฉาจื่อร้องออกมาด้วยความดีใจจนกระโดดโลดเต้น
เมิ่งฝานไหวไหล่ แล้วมองไปยังเฉาหลันก่อนจะถามเสียงเบา“ยามนี้...พอหรือไม่?”
หญิงสาวเก็บแววตาที่บ่งบอกถึงความตกตะลึงก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม“ได้ ข้าจะไปถามหวังหย่งเสียก่อน เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เกี่ยวเนื่องกับตระกูลเฉาและตระกูลหวังฉะนั้นแล้วจะให้ข้าตัดสินใจเพียงลำพังก็คงไม่ดีนัก หากท่านเข้าร่วมได้ข้าก็จะให้ท่านเข้าไปศึกษาวิชายุทธ์ศิลาสยบมารท่านคิดว่าอย่างไร?”
“ตกลงตามนี้!”
เมิ่งฝานยืนกอดอกนัยน์ตามีความร้อนแรงปรากฏ
นี่เป็นถึงวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรฮวงซึ่งเทียบเท่ากับวิชายุทธ์ทะลวงธาราฉะนั้นแล้วความแข็งแกร่งของมันจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง วิชายุทธ์ดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่จะทำให้ความสามารถของเมิ่งฝานเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิมฉะนั้นแล้วเมิ่งฝานที่เดิมทีคิดว่าจะไม่สนใจจึงไม่อาจหักห้ามใจได้
เฉาหลันหันหลังกลับไปด้วยสีหน้าพอใจแล้วเดินไปด้านหลังวิหารใหญ่ ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ยังคงอยู่ที่เดิมสนทนากับเฉาจื่อด้วยรอยยิ้ม
ไม่นานนักพลันมีพลังลมของกำลังภายในแผ่ซ่านมาจากด้านหลังหนึ่งในนั้นเป็นพลังของเฉาหลัน ส่วนอีกขุมพลังเต็มไปด้วยความเยือกเย็น!
“ผู้ใดคือเมิ่งฝาน?”
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาในวิหารใหญ่เขามีอายุราวยี่สิบปี ดูคล้ายว่ามีพลังอำนาจที่น่าสะพรึง ซ้ำยังมีใบหน้าที่บ่งบอกถึงความเย็นชาส่วนด้านหลังของเขาก็คือชายชราอีกกลุ่มที่แม้จะเป็นผู้อาวุโสของตระกูลเฉาและตระกูลหวังแต่ก็มองมายังเมิ่งฝานด้วยสายตาแห่งความสงสัย
เมื่อได้เห็นบุรุษหนุ่มผู้นั้น เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าเขาคงจะเป็นหวังหย่งจึงเอ่ยว่า “ข้าเอง!”
หลังจากสบตากับเมิ่งฝาน นัยน์ตาของหวังหย่งพลันวาวโรจน์เจ้าของสายตาอันดุดันจึงเอ่ยด้วยเสียงอันเยือกเย็น “เจ้าหนูเจ้ามาจากที่ใดกัน? เป็นเพียงผู้ที่ไร้ซึ่งหัวนอนปลายเท้าคิดว่าจะคู่ควรมาเป็นตัวแทนของพวกข้าเข้าร่วมการประลองอย่างนั้นหรือรีบไสหัวไปเสีย แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!”
แม้จะอยู่ภายใต้การจ้องมองของหวังหย่งแต่เมิ่งฝานกลับก้มหน้าลงเพื่อลิ้มรสชาติของชาอย่างสบายใจ คิดในใจว่าชาดี จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา“ขออภัยด้วยแล้วกัน!”
คำพูดชองเมิ่งฝานบ่งบอกแล้วว่าเขาไม่เปลี่ยนใจเป็นแน่
นัยน์ตาอันเย็นยะเยือกของหวังหย่งมองเมิ่งฝานตั้งแต่หัวจรดเท้าในทันใด
“หลันเอ๋อร์ผู้ที่เจ้าหามาจะพึ่งพาได้หรือ? การประลองในครั้งนี้หาใช่เรื่องล้อเล่นไม่!”ผู้อาวุโสแห่งตระกูลเฉาที่อยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม เมื่อได้เห็นว่าอายุของเมิ่งฝานยังอ่อนเยาว์จึงทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจ
เฉาหลันยังคงยืนอยู่ที่เดิมนางมองมายังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงเบา “แท้จริงแล้วเขาจะมีศักยภาพหรือไม่นั้น...ประเดี๋ยวก็จะได้ทราบแล้วล่ะเจ้าค่ะ!”
ในขณะเดียวกันนั้น หวังหย่งพลันตวาดออกมาเสียงต่ำเมื่อก้าวออกไปเบื้องหน้าพลังปราณมากมายก็แผ่ซ่าน พลางใช้ฝ่ามือฟันไปยังจุดที่เมิ่งฝานอยู่แล้วเอ่ยว่า“เจ้าหนู ไปตายเสียเถอะในเมื่อเจ้าขัดขวางเส้นทางของข้าหวังหย่ง ก็อย่าหาว่าข้าไม่ปรานี!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจากำลังภายในของเขาก็แผ่ซ่านหากฝ่ามืออันคมกริบดุจคมดาบมาถึงร่างก็คงจะขาดสะบั้น
“ท่านพี่เมิ่งฝานระวังตัวด้วยเจ้าค่ะ!”
เฉาจื่อที่อยู่ข้างกายของเมิ่งฝานรีบเอ่ยบอกไปนัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยกังวลใจ ทว่าแม้ต้องเผชิญหน้ากับพลังลมจากกำลังภายในที่ดุดันเมิ่งฝานกลับยังคงนั่งอยู่กับที่แล้วดื่มชาอย่างสบายใจ ในชั่วพริบตาที่ฝ่ามือของหวังหย่งมาถึงตัวเขาจึงเงยหน้าขึ้น
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ จากนั้นเขาพลันขยับออกด้านข้างในชั่วพริบตาฝ่ามืออันดุดันของหวังหย่งจึงเฉียดต้นคอเขาไปด้านข้าง แม้ว่าจะอันตรายเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ไม่อาจทำร้ายเมิ่งฝานได้แม้เพียงน้อยนิดแล้วในวินาทีต่อมาฝ่ามือขาวของเมิ่งฝานก็ขยับตอบโต้ไปด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
ปัง!
ฝ่ามือของเมิ่งฝานตวัดออกไปในอากาศด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมายของผู้คนทั้งหลายหลังจากที่พลังจิตอยู่ในขั้นจิตเขาก็สามารถรู้ถึงทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบกายอย่าว่าแต่กลยุทธ์ของหวังหย่ง ต่อให้เป็นการโจมตีด้วยเข็มขนาดเล็กเขาก็ยังสามารถสัมผัสได้
ในการลงมือครั้งนี้เมิ่งฝานปล่อยพลังออกไปทั้งหมดเพราะรู้ว่าเฉาหลันกับทุกคนที่อยู่ด้านหลังของตนเองนั้นล้วนแต่กำลังมองอยู่และต้องการที่จะหยั่งเชิงพลังที่แท้จริงของตนเองด้วยหากไม่ระเบิดพลังออกมาเช่นนี้ก็คงจะไม่มีคุณสมบัติเข้าไปศึกษาพลังของวิชายุทธ์ศิลาสยบมาร
เพื่อวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรฮวงแล้วนั้นเขาจำเป็นต้องโหดร้ายต่อหวังหย่ง
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาเมื่อฝ่ามือประทับลงไปบนใบหน้าของหวังหย่งพลังแผ่ซ่านเมื่อเขาตบเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างดุดัน หลังจากที่ล่าถอยไปหลายก้าวหวังหย่งก็ล้มลงไปบนพื้นโดยที่ใบหน้าบวมเป่งพร้อมกับกระอักเลือดทั้งยังรู้สึกคล้ายกำลังจะสลบ
หวังหย่งเป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับแปดแต่เมิ่งฝานกลับทำให้อีกฝ่ายกระเด็นกลับไปได้เพียงฝ่ามือเดียว
ความเงียบงันที่คล้ายดั่งความตายปกคลุมไปทั่ววิหารใหญ่ ต่อให้เป็นผู้อาวุโสของตระกูลเฉาก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ดูคล้ายว่าแม้แต่พวกเขาก็ยังหาได้มีความสามารถที่จะปลดปล่อยพลังอันดุดันเช่นนี้ไม่
เมิ่งฝานลุกขึ้นยืนก่อนแล้วเอ่ยเสียงเรียบในเวลาต่อมา“พอหรือยัง? ข้าคิดว่าคงไม่ต้องหยั่งเชิงพลังใดอีกแล้วนะขอรับ!”
เมื่อเอ่ยออกไปเช่นนั้นเขาก็ดื่มชาจนหมดแล้วเดินออกไปด้านนอก
ตั้งแต่ต้นจนจบนั้นเขามิได้ขยับไปแม้เพียงก้าวเดียวดังนั้นอีกฝ่ายจะต้องมีประสบการณ์ในการต่อสู้ไม่น้อยจึงกล้าที่จะเอ่ยเช่นนั้นออกมาได้!
เฉาหลันมองไปยังเงาร่างของเมิ่งฝานที่ก้าวออกไปจากวิหารใหญ่แล้วพยักหน้ายอมรับก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ไม่เลวถ้าอย่างนั้นก็ให้ท่านไปแทนหวังหย่งส่วนเรื่องค่าตอบแทนนั้น...ดูคล้ายว่าต้องหนักเอาการ!”