ความคาดหวังของ ฮูหยิน หวัง ที่มีต่อ หวัง ชง ยิ่งทำให้นางรู้สึกผิดหวังมากยิ่งขึ้น อีกทั้งความรู้สึกนี้ไม่ได้หยุดลงที่ หวัง ชง เท่านั้น
ความผิดพลาดของบุตรชาย เป็ความผิดพลาดจากการอบรมของผู้เป็มารดา หากว่านางไม่ผ่อนปรนต่อ หวัง ชง ก็คงจะไม่เกิดผลเช่นนี้
“ท่านแม่ ข้าขอโทษ!! ข้ารู้ว่าข้าผิด!!”
หวัง ชง กล่าวพลางคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับก้มหน้าลง เขาตำหนิตัวเองอย่างรุนแรง แม้ว่าสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อบิดา และตระกูล หวัง ก็ตาม แม้ว่า หวัง ชง จะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนผิด แต่มารดาของเขาก็ยังไม่ได้รับรู้ความจริงในข้อนี้
หวัง ชง ไม่อาจหาคำอธิบายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับนางฟังได้ เขาต้องรอกว่าครึ่งเดือนเพื่อให้บิดากลับมา หลังจากที่ค้นพบแผนการของ เหยา กวงยี่ นั่นจึงจะทำให้มารดาของเขาเข้าใจความพยายามของเขาต่อตระกูลได้ชัดเจน
“ท่านแม่ พี่ชายไม่ได้ทำอะไรผิดเลย!!”
ทันใดนั้น เสียงใสเล็กๆ ราวกับเสียงระฆังแก้วก็ดังขึ้นมาจากด้านข้าง หลังจากที่ได้เห็นพี่ชายของนางยอมรับความผิดซ้ำๆ ก็ทำให้ หวัง เสี่ยวเหยา ไม่อาจทนได้อีกต่อไป
แม้ว่านางจะยำเกรงต่อมารดามากก็ตาม แต่นางก็ไม่อาจทนเห็นพี่ชายยอมรับผิดอย่างอยุติธรรมได้
“เื่นี้ไม่ใช่ความผิดของพี่ชาย ทำไมท่านต้องตำหนิพี่ชายว่าเป็คนผิดด้วย!!”
หวัง เสี่ยวเหยา กล่าวโต้แย้งพร้อมกับจ้องไปที่ใบหน้าของผู้เป็มารดา
“เ้าว่ากระไรนะ!?”
ฮูหยิน หวัง ผงะออกไปเล็กน้อย ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความกราดเกรี้ยว “เ้ายังจะกล้าเถียงข้าอีกเช่นนั้นรึ!?”
“น้องสาว อย่าพูดอีกเลย!!”
หวัง ชง ตกตะลึงไม่น้อย เขารีบจับมือของน้องสาวเอาไว้ แต่ทว่าในครั้งนี้นางกลับดึงมือของนางกลับไป
“หึ!! ทำไมข้าจะพูดไม่ได้!!”
ความดื้อรั้นของบุตรสาวคนเล็กตระกูล หวัง เริ่มเผยออกมาอีกครั้ง นางกล่าวออกมาอีกครั้งโดยไม่สนใจคำกล่าวของพี่ชาย “เหยา เฟิง สั่งให้ หม่า โจว ทำลายชื่อเสียงของพี่ชายโดยใช้ชื่อของพี่ชายข่มเหงผู้หญิง เช่นนั้นแล้วพี่ชายและข้าจึงไปสั่งสอน เหยา เฟิง การที่พวกเราทำเช่นนี้มันผิดด้วยเหรอ!!”
“อะไรนะ!? เ้าบอกว่า เหยา เฟิง สั่งให้ หม่า โจว มาทำลายพี่ชายของเ้างั้นรึ!?”
ฮูหยิน หวัง ประหลาดใจอย่างมาก นางจ้องมองไปที่ หวัง ชง และ หวัง เสี่ยวหยาน ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เห็นได้ชัดว่านางไม่เคยรับรู้เื่นี้มาก่อน
“ใช่!! ข้าเห็นมากับตา อีกทั้ง หม่า โจว ก็ยอมรับเื่นี้ด้วย!!”
หวัง เสี่ยวเหยา กล่าวออกมาด้วยเสียงดัง
ความคิดของเด็กสิบขวบนั้นไร้เดียงสา ั้แ่ต้นจนถึงบัดนี้นางยังคิดว่าการที่ หวัง ชง พานางไปยังโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล และสั่งสอน เหยา เฟิง เป็ไปเพื่อแก้แค้นให้ตัวเองเท่านั้น
มีแค้นต้องชำระ มีบุญคุณต้องทดแทน เกี่ยวกับเื่นี้นางสนับสนุนพี่ชายเต็มที่
แต่เดิมแล้ว ฮูหยิน หวัง โกรธจนแทบไม่อาจควบคุมคุมเอาไว้ได้ แต่ทว่าในเวลานี้ ความโกรธของนางลดลงอย่างมาก นางจ้องมองไปที่ลูกๆ ทั้งสองคนด้วยความเงียบ แต่เดิมแล้วนางก็ไม่เคยเชื่อว่า หวัง ชง จะใช้กำลังข่มเหงสตรี
แม้ว่าบุตรชายคนนี้ของนางจะดื้อรั้น และเอาแต่เที่ยวเตร่อยู่กับสหายที่ต่ำช้าก็ตาม แต่ฮูหยิน หวัง ก็ยังเชื่อว่าบุตรชายของนางไม่มีทางตกต่ำจนทำเื่เลวทรามเช่นนั้นได้
เหตุผลที่นางต้องทำโทษ หวัง ชง ไม่ว่าเขาจะทำหรือไม่ทำเช่นนี้ เป็เพราะเื่มันเกิดขึ้นมาแล้ว และนั่นก็ส่งผลต่อชื่อเสียงตระกูล หวัง อย่างมาก
คนนอกไม่รู้ว่าความจริงแล้วเป็เช่นไร แต่สิ่งที่พวกเขารับรู้คือ หวัง ชง เป็ทายาทตระกูล หวัง
“นั่นเป็เื่จริงหรือ!?”
ฮูหยิน หวัง กล่าวถาม แต่ในครั้งนี้ นางไม่ได้มองไปที่ หวัง เสี่ยวเหยา แต่อย่างใด แต่มองตรงไปที่ หวัง ชง ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
“อืม...!!”
หวัง ชง ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับ แม้ว่าเหตุผลที่เขาไปยังโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาลจะไม่ใช่เื่การแก้แค้นก็ตาม แต่คำกล่าวจากน้องสาวของเขาก็ไม่ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด
“เฮ้อ.......!!”
ฮูหยิน หวัง ถอนหายใจออกมาเบาๆ ครู่หนึ่งที่นางไม่รู้จะกล่าวอะไรออกมา ลูกๆ ทั้งสองคนของนางได้ก่อปัญหาใหญ่ขึ้น มันเป็เื่ที่ถูกรายงานต่อองค์จักรพรรดิ ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตำหนิ และสั่งสอนด้วยความเข้มงวด
เหยา เฟิง ลอบสั่งการให้ หม่า โจว ทำลาย หวัง ชง และทำลายชื่อเสียงเขาให้ตกต่ำถึงขีดสุดภายในเมืองหลวง มันจึงไม่แปลกที่ หวัง ชง จะพาน้องสาวไปสั่งสอนเขาที่โรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล
แม้ว่าฮูหยิน หวัง จะไม่ชอบที่ลูกๆ ทั้งสองคนของนางก่อปัญหาขึ้นมาเช่นนี้ก็ตาม แต่ถึงอย่างไรแล้ว หวัง หยาน บิดาของพวกเขาก็ยังเป็แม่ทัพรักษาชายแดน ดังนั้นนางจึงยังหวังว่าลูกๆ ของนางจะไม่ขี้ขลาด และหวาดกลัวต่อเื่ต่างๆ
ในด้านนี้ ฮูหยิน หวัง ต้องยอมรับว่าลูกๆ ของนางไม่ได้ทำสิ่งใดที่ผิดไปแม้แต่นิดเดียว
“ลุกขึ้น!!”
ฮูหยิน หวัง ถอนหายใจออกมาอีกเล็กน้อย “ข้าจะบอกเื่นี้ต่อท่านลุงใหญ่ของเ้า ตราบใดที่เ้าไม่ได้ทำอะไรผิดถึงแม้ว่าองค์จักรพรรดิจะตรัสเช่นไร พวกเราก็ยังสามารถอธิบายเื่ทั้งหมดได้!!”
“ขอบคุณ ท่านแม่!!”
หวัง ชง ยืนขึ้นพลางถอนหายใจออกมาด้วยความผ่อนคลาย เขาหันไปมองน้องสาวตัวเล็กด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
ขณะนี้ หวัง ชง รู้สึกขอบคุณน้องสาวคนนี้ของเขาอย่างมาก หากว่าไม่ได้นางช่วยกล่าวออกมาแล้ว ดูเหมือนว่าเื่นี้จะไม่จบลงเช่นนี้แน่นอน
“ฮี่ๆ!! ข้าทำดีแล้วใช่ไหม!!”
เสียงเจื้อยแจ้วของบุตรสาวคนเล็กตระกูล หวัง ดังขึ้นมาอีกครั้ง นางเงยหน้าขึ้นมองตรงไปที่ชายด้วยความภาคภูมิ นั่นทำให้ หวัง ชง อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วชื่นชมนางขึ้นมา
แม้ว่านางจะยังไร้เดียงสา แต่นางก็ยังยืนอยู่ข้างเขา
“..........ถึงเื่นี้จะเป็เพราะ เหยา เฟิง แต่พวกเ้าสองคนก็ยังทำเกินกว่าเหตุมากไป!!”
ขณะนั้น เสียงของ จ้าว ซูฮัว ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงนี้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของสองพี่น้องก็พลันสลายออกไปทันที
“โดยเฉพาะเ้า เป็ผู้หญิงแต่กลับไปต่อสู้กับผู้ชายเช่นนั้น มันเหมาะสมแล้วรึ!?”
ฮูหยิน หวัง กล่าวพลางจ้องมองไปที่ หวัง เสี่ยวเหยา ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยการตำหนิ
“เหยาเอ๋อ ยอมรับความผิด!!”
หวัง เสี่ยวเหยา ก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว ราวกับนางจะบอกว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าจะต้องจบแบบนี้!!” ขณะที่คำกล่าวจากมารดาได้เข้าผ่านใบหูซ้ายทะลุออกใบหูขวาไปเรียบร้อยแล้ว
“หากเกิดเื่เช่นนี้อีกครั้งให้เ้าบอกกับพี่ชายของเ้าไปว่า ไม่ไป!! หากเขายังรั้นให้เ้าออกไปให้มาบอกข้า ข้าจะหักขาของเขาทิ้งเสีย!!”
ฮูหยิน หวัง ไม่ปล่อยโอกาสนี้ที่จะได้ตักเตือนลูกๆ ของนางไปแม้แต่นิดเดียว ซึ่งหลังจากนี้นางคงกล่าวตำหนิออกมาอีกครู่ใหญ่
ดวงตาของ หวัง เสี่ยวเหยา เลื่อนไปมา เห็นได้ชัดว่านางไม่สนใจจะฟังคำตักเตือน และอยากจะหนีออกไปให้เร็วที่สุดมากกว่า
เมื่อมองเห็นเช่นนั้น หวัง ชง ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมาในใจเบาๆ เขารู้ว่านาง้าจะทำอะไร
“ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว!! ให้พวกเรากินอะไรก่อนได้ไหม!?”
ฝ่ามือเล็กๆ ของบุตรสาวคนเล็กตระกูล หวัง เลื่อนลงไปที่่ท้องพร้อมกับลูบเบาๆ ขณะที่ใบหน้าของนางแสดงความน่าสงสารออกมา ซึ่งประจวบกันนั้นเสียงจากท้องของนางก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หัวใจของฮูหยิน หวัง สั่นไหวขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แต่แล้วใบหน้าของนางก็แข็งกระด้างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “เราจะพูดถึงเื่ของกินทีหลัง จำเอาไว้ว่าอย่าต่อสู้กับใครอีกในอนาคต!!”
“เอ๊ะ!! นั่นใครน่ะ!?”
หวัง เสี่ยวเหยา เงยหน้าขึ้นพร้อมกับมองผ่านไปด้านหลังของมารดาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ขณะที่ฮูหยิน หวัง หันกลับไปด้วยบ้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจอยู่นั้น นางก็จับมือ หวัง ชง พร้อมกับวิ่งออกไปทันที
“พี่ชาย หนีเร็ว!!”
หวัง ชง หัวเราะลั่นขณะที่วิ่งออกไปพร้อมกับน้องสาวอย่างพร้อมเพรียง ราวกับว่าพวกเขาได้ฝึกฝนมันมากกว่าหลายร้อยครั้ง ในขณะที่ด้านหลังพวกเขายังมีเสียงะโของผู้เป็มารดาดังขึ้นมาด้วยความโกรธ
“หวัง เสี่ยวเหยา!! ถ้าเ้ายังกล้าวิ่งออกไปอีกข้าจะกักบริเวณเ้าเป็เวลาสามวัน!!”
………………..
หวัง ชง ยังคงพยายามหลบหนีจากการถูกลงโทษจากเื่ที่เกิดขึ้นภายในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล
ใน่เช้าของวันรุ่งขึ้น หวัง ชง ยังคงติดตามข่าวของภิกษุขี้โรคอย่างใกล้ชิด
ในขณะเดียวกันนั้น หวัง เสี่ยวเหยา ถูกกักบริเวณเป็เวลาสามวัน แม้ว่า หวัง ชง จะไปพบแต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปพบนาง แม้ว่าบิดาของพวกเขากล่าวว่าจะกลับมาจัดการกับพวกเขา แต่บัดนี้ก็ยังไม่วี่แววว่าจะกลับมาแต่อย่างใด
หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดแล้วนั้น บิดาของเขาน่าจะถูกเรียกกลับไปประจำที่ชายแดนเช่นเดียวกับ่ชีวิตที่แล้วของเขา
หวัง ชง นอนลงบนเตียงโดยซ้อนฝ่ามือทั้งสองข้างไว้ด้านหลังศีรษะ แต่เขาก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้
เื่จากเมื่อตอนกลางวันเวียนกลับมาภายในหัวของเขาอีกครั้ง เขาไม่คิดมาก่อนว่าภิกษุขี้โรคจะกลับไปแล้วเช่นนี้
“มันไม่ควรเป็เช่นนี้!! อย่าบอกว่าต้าถังจะไม่มีวาสนาได้เหล็กหวู่จือ!!”
หวัง ชง พบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยากที่จะยอมรับได้
สถานการณ์ในตอนนี้ เหล็กหวู่จือเป็โอกาสเดียวของ หวัง ชง ที่เขาจะสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก แม้ว่าเขาจะยังมีช่องทางอื่นอยู่ก็ตาม แต่มันก็ยังไม่อาจเทียบกับเหล็กหวู่จือได้ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เลือกที่จะติดตามเื่นี้เป็อันดับแรกแน่นอน
ใน่ชีวิตที่แล้วของเขา ต้าถังพลาดโอกาสที่จะได้เหล็กหวู่จือ ทำให้ศัตรูของต้าถังนำมันมาใช้ สุดท้ายคนนับพันนับหมื่นของต้าถังก็ต้องตกตายด้วยคมดาบที่ตีขึ้นจากเหล็กหวู่จือ
นั่นเป็ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของต้าถัง
หวัง ชง มีความยึดติดเกี่ยวกับเื่นี้มากที่สุด นั่นทำให้เขายังคงครุ่นคิดถึงเื่นี้ และพยายามย้อนกลับไปแก้ไข
ในชีวิตนี้ เหล็กหวู่จือเพิ่งปรากฏขึ้นและชื่อเสียงของมันก็ยังไม่เป็ที่รู้จัก นี่เป็โอกาสดีที่ หวัง ชง จะสร้างความมั่งคั่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำประโยชน์มาสู่ทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่เขาไม่คิดว่าแผนการทั้งหมดนั้นจะต้องมาจบที่ความล้มเหลวั้แ่ต้นเช่นนี้
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!? อย่าบอกว่าขนาดการ กลับมาเกิดใหม่ของข้า ต้าถังก็ยังไม่มีโอกาสได้รับแม้แต่เศษเสี้ยวก้อนเล็กๆ ของเหล็กหวู่จือ!?”
หวัง ชง นอนอยู่บนเตียงครุ่นคิดว่ามีสิ่งใดผิดพลาด หรือเขาอาจจะมองข้ามสิ่งใดไป
“เรียนรู้ความแข็งแกร่งของผู้อื่น เพื่อปรับปรุงตัว!!” หวัง ชง ไม่เคยคิดว่าการใช้จุดแข็งของผู้อื่นเป็สิ่งผิด เขาพยายามครุ่นคิดถึงรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเหล็กหวู่จือ
หวัง ชง จำได้ว่ามีตระกูลหนึ่งเข้ามาขอซื้อเหล็กหวู่จื่อจากภิกษุขี้โรคด้วยราคาสูง หากว่าภิกษุเ่าั้ได้เดินทางกลับไปแล้ว มันไม่ได้หมายความว่าพวกเขาซื้อขายเหล็กหวู่จือไปแล้วหรอกหรือ!?
หัวใจของ หวัง ชง เริ่มถูกเติมเต็มด้วยความสับสน
“ไม่ใช่แบบนั้น!!”
หลังจากครู่หนึ่ง หวัง ชง ก็เหมือนจะคิดบางอย่างออก จู่ๆ เขาก็ลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว
“ภิกษุขี้โรคเ่าั้พูดคุยกันด้วยภาษาสันสกฤต พวกเขาไม่รู้ภาษาของทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ แต่ พี่ใหญ่ฟันทอง ไม่สามารถพูดภาษาสันสกฤตได้ แล้วทำไมถึงได้บอกว่าพวกเขาพูดสำเนียงแปลกๆ!?”
ในที่สุด หวัง ชง ก็พบว่ามันมีบางอย่างผิดปกติจริงๆ ชาวสินธุ (เซินตู) เดินทางมาจากตะวันตกไกล และภิกษุของพวกเขาก็มีจำนวนไม่มากนักที่จะเดินทางมายังทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
ชาวสินธุวส่วนใหญ่จะสามารถพูดภาษาของทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ได้ มันจึงทำให้พวกเขาไม่มีปัญหาในการสื่อสาร แต่สำหรับภิกษุสองถึงสามคนนั้นพวกเขาต่างออกไป พวกเขาพูดคุยกันด้วยภาษาสันสกฤตเท่านั้น แม้แต่ ชนเผ่าหู ที่มาจากตะวันตกเช่นกันก็ไม่อาจเข้าใจคำกล่าวของพวกเขาได้
นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมจึงไม่มีคนรู้ว่าพวกเขาเดินทางมาทำอะไรที่นี่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขา้าขายเหล็กหวู่จือ หลังจากที่ความลับของเหล็กหวู่จือถูกเปิดเผยออกมาจึงทำให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่
คนที่สามารถพูดภาษาสันสกฤตภายในต้าถังหาได้ไม่ยากนัก หากมีเพียงคนเดียวที่ไปสอบถามเื่นี้ต่อภิกษุขี้โรค นั่นอาจหมายถึงเหล็กหวู่จือภายในเทือกเขาไฮเดอราบาดจะอยู่ภายในการของต้าถังทั้งหมด หากเป็เช่นนั้นต้าถังจะยิ่งน่าเกรงขาม และแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็มาแน่นอน
พี่ใหญ่ฟันทอง กล่าวว่าพวกเขาพูดด้วยสำเนียงแปลกๆ หากว่าเขาได้พบกับภิกษุขี้โรคจริงๆ เขาจะไม่กล่าวเช่นนั้น
“ไม่ถูกต้อง ฟันทอง ไม่ได้พบกับภิกษุขี้โรค แต่เป็ภิกษุชาวชาร์!!”
หวัง ชง ครุ่นคิดถึงความทรงจำจาก่ชีวิตที่แล้วของเขา ทันใดนั้นเขาก็สามารถตระหนักได้อย่างชัดเจน ภิกษุชาวชาร์ และภิกษุขี้โรค ต่างก็มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระพุทธรูปหลายองค์ถูกสร้างขึ้นภายในดินแดนของพวกเขานั่นเป็ภาพที่สวยงามมาก บ่อยครั้งที่ภิกษุชาวชาร์เดินทางมายังทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เพื่อเผยแผ่ศาสนา
เมื่อต้าถังขาดความเข้าใจในตัวผู้คนจากตะวันตกแล้วนั้น จึงทำให้ผู้คนในยุคนี้สับสนระหว่างภิกษุชาวชาร์ และภิกษุขี้โรค บางคนเข้าใจว่าทั้งสองมีที่มาเดียวกันด้วยซ้ำ
เมื่อ พี่ใหญ่ฟันทอง กล่าวว่าภิกษุเ่าั้พูดด้วยสำเนียงแปลกๆ นั่นย่อมหมายถึงภิกษุชาวชาร์
ในตอนนี้ หัวใจของ หวัง ชง เต็มไปด้วยความสุขอย่างมาก ความหดหู่ภายในหัวใจก่อนหน้านี้ของเขาสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย หากคนที่ พี่ใหญ่ฟันทอง พบเป็ภิกษุชาวชาร์ นั่นหมายความว่าภิกษุขี้โรคยังคงอยู่ภายในต้าถัง และนั่นย่อมเป็โอกาสสำหรับเขา
ในพริบตานั้น หวัง ชง ััได้ว่าเซลล์ในร่างกายของเขากำลังสั่นไหวด้วยความปีติอย่างชัดเจน
แม้ว่า ฟันทอง จะให้ข้อมูลผิดๆ กับเขา แต่ หวัง ชง ก็ยังได้รับข่าวสำคัญจากข้อมูลนี้อยู่
“ร้านขายเครื่องประดับหินโมราสีขาว.....!!”
หวัง ชง กล่าวถึงสถานที่ที่ ฟันทอง กล่าวถึง
ที่ตั้งของชาวชาร์นั้นอยู่ห่างไกลจากทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ออกไปไกล เหล่าภิกษุมักจะเดินทางมายังต้าถังกับคาราวานพ่อค้าเร่ หวัง ชง รับรู้จาก่ชีวิตก่อนหน้าของเขาก่อนแล้ว ว่ามีคาราวานพ่อค้าเร่ไม่มากนักที่จะให้เหล่าภิกษุเดินทางมาด้วย
ชาวสินธุอยู่ใกล้กับชาวชาร์ และมีเพียงเส้นทางเดียวที่สามารถเดินทางมายังต้าถังหากเขาสามารถถามที่อยู่ของภิกษุชาวชาร์จากร้านขายเครื่องประดับหินโมราสีขาวได้แล้วนั้น เขาก็จะสามารถพบตัวภิกษุขี้โรคได้
หวัง ชง ไม่สามารถนั่งเฉยได้อีกต่อไป
.............................