เซียนเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 42 ความลับมิอาจซ่อน

    บทที่42ความลับมิอาจซ่อน

             “เจ้าคิดจะทำอะไร” เสียงของหัวหน้าหมอหลวงกล่าวถามอย่างสงสัยและแฝงไว้ด้วยแววคาดคั้น

             “เดี๋ยวท่านก็จะได้ทราบเอง”

             คำกล่าวของเฟยหลงยังมิทันจะขาดคำ พลันมีเงาดำสายหนึ่งไหววูบเข้ามาภายในห้องปรุงยาแห่งนี้เฟยหลงรีบยื่นมือไปปิดปากหัวหน้าหมอหลวง ก่อนแผ่พลังญาณปิดครอบซ่อนงำประกายพลังชีวิตของทั้งสองไว้เมื่อเงาดำสายนี้หยุดลง ก็ปรากฏเป็นคนชุดดำที่เฟยหลงเคยแอบติดตามเมื่อคราก่อนนั่นเองคนชุดดำเมื่อมาถึงมันก็มิรอช้า เดินตรงเข้าสู่ตู้เก็บถ้วยยาทันที ก่อนที่มันจะนำกระบอกสี่เหลี่ยมออกมาเสียงน้ำไหลรินดังชั่วครู่ คนชุดดำก็ถอยร่างกลับมา ก่อนทะยานพุ่งหลบหนีออกทิศทางเดิมไปร่างก็กลายเป็นพล่าเลือนก่อนที่จะค่อยๆ หายไปตามความมืด หัวหน้าหมอหลวงเซี๊ยะทิมอี้เมื่อเห็นเช่นนั้นต้องสบถออกมาคราหนึ่ง

             “เจ้าตัวบัดซบ ร้ายกาจร้ายกาจ!!… เฟยหลงเจ้าติดตามมันทันหรือไม่”

             “ข้าก็คิดจะทำเช่นนั้น ท่านจะได้รับรู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังนี้เป็นใคร”

             “ดี หากเจ้าช่วยข้าเปิดโปงเจ้าคนชั่วช้านั้นได้ ข้าเซี้ยะทิมอี้จะออกหน้าแก้ต่างเรื่องราวทั้งหมดเพื่อล้างมลทินแก่เจ้าเอง”

     

              คนชุดดำทะยานร่างหลบหลีกออกจากสำนักหมอหลวงโดยใช้สภาวะตัวเบามินานมันก็บรรลุถึงจุดนัดหมายที่เคยมาเป็นประจำ จากนั้นก็ยื่นกระบอกที่มันพึ่งนำไปทำอะไรบางอย่างกับโอสถที่เตรียมจะถวายองค์จักรพรรดิส่งให้บุคคลที่หลบมุมอยู่ผนังตึกอีกฝั่ง ก่อนกล่าว “นี่ก็ผ่านมาหลายครั้งแล้วท่านตรวจพบเบาะแสอะไรบ้างหรือไม่” บุคคลที่ยืนหลบมุมอยู่ กล่าวตอบ“ยังตอบได้มิแน่ชัด แต่นับว่าคืบหน้ามากแล้ว”

               เซี๊ยะทิมอี้ที่ถูกเฟยหลงพาตัวติดตามคนชุดดำมา ในที่สุดก็ก้าวเดินออกมาจากที่หลบซ่อนก่อนชี้หน้าด่าทอ

               “รองแม่ทัพซ้าย เจ้าส่งคนไปทำอะไรกับยาที่จะนำถวายองค์จักรพรรดิแล้วกระบอกไม้ไผ่ในมือเจ้าคืออะไร”

              บุคคลที่หลบมุมอยู่อีกข้างหนึ่งของตึกแน่นอนว่าเป็น รองแม่ทัพซ้ายนามต้าจงเหริน  เมื่อมันรู้ว่ามีผู้มาพบเห็นความลับของพวกตนคนก็ตื่นตระหนกไปชั่วขณะ แต่เมื่อพบว่าผู้มาเป็นหัวหน้าหมอหลวง คนก็เหมือนถูกความเดือดดาลเข้าครอบงำมันตวาดขึ้น “เจ้าตัวบัดซบ มาให้ฆ่าถึงที่ก็นับว่าประเสริฐนัก”ก่อนพุ่งร่างแทงมือขวาเข้าที่คอหอยของเซี๊ยะทิมอี้ ลมหวือพร้อมด้วยพลังกดดันคุกคามจนเซี๊ยะทิมอี้ต้องถอยร่นกลับหลัง แต่ด้วยที่เซี๊ยะทิมอี้มิได้มีพลังฝีมืออันใดส่งผลให้คนทำได้เพียงหลับตาปี๋รอรับการโจมตีนี้อย่างหวาดกลัวฉึก! เสียงส่วนปลายของนิ้วต้าจงเหรินแทงเข้าร่างอย่างถนัดถนี่แต่ร่างนั้นหาได้เป็นเซี๊ยะทิมอี้ไม่ กลับเป็นเฟยหลงที่ปรากฏขึ้นก่อนส่งฝ่ามือออกมาต้านรับสภาวะการโจมตีนี้ของต้าจงเหรินต้าจงเหรินเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดต้องเป็นฝีมือของเฟยหลง เพราะผู้ไร้พลังฝีมืออย่างเซี๊ยะทิมอี้ไม่มีทางที่จะสะกดรอยติดตามพวกตนได้เช่นนั้นมันจึงสบทขึ้นมา

             “เจ้า!! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ พวกตัวบัดซบก็จงหายไปจากโลกพร้อมกันซะย่าาาาห์”

              ต้าจงเหรินชักดาบออกจากฝัก พลังญาณระดับกิจญาณ ขั้นที่สี่ ก็ถูกปลดปล่อยออกมามันนับเป็นผู้ฝึกญาณวิถีเชนผู้หนึ่ง หากนับเรื่องด่านญาณมันก็อยู่ในระดับเดียวกันกับเฟยหลงแต่ทว่าเฟยหลงที่ร่างมีเส้นชีพจรลมปราณเทวะ แน่นอนว่ามันย่อมมีเปรียบต้าจงเหรินอยู่หนึ่งขั้นเช่นนั้นพลังญาณที่อยู่บนดาบของต้าจงเหรินจึงถูกกดข่ม ดาบที่ฟันลงมาก็ไร้พลังมิอาจคุกคามเฟยหลงได้เป็นเฟยหลงที่เพียงตวัดนิ้วชี้สีทองเจิดจรัสคราหนึ่ง ก็สามารถตัดดาบของต้าจงเหรินออกเป็นสองส่วนได้เป็นคนชุดดำที่พุ่งร่างฟาดฝ่ามือเข้ามา คิดหวังช่วยต้าจงเหริน เฟยหลงก็เบี่ยงร่างหลบอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งหมุนกายสองตลบไปตามสภาวะหลบหลีกเมื่อครู่ก่อนยื่นมือฉกกระบอกในมือของต้าจงเหรินและกระชากผ้าคลุมใบหน้าของคนชุดดำออก เซี๊ยะทิมอี้เมื่อมองเห็นหน้าของคนชุดดำได้อย่างชัดตาคนก็กล่าวออกมา“เป็นเจ้า จางเหว่ย”

              ที่แท้มันผู้นี้กลับเป็นคนรับใช้คนสนิทขององค์ชายรองเหยียนโจวหยวนนั่นเองเมื่อเหตุการณ์เริ่มบานปลาย เสียงเอะอะโวยวายเริ่มทำให้ทุกผู้เกิดการตื่นตัว ทั้งดูเหมือนพวกมันสองคนจะมิใช่คู่มือของบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าเช่นนั้นจางเหว่ยจึงกระชากร่างต้าจงเหริน และพากันหลบหนีไปในที่สุด เฟยหลงตระเตรียมที่จะทะยานร่างติดตามออกไปเป็นเซี๊ยะทิมอี้ที่กล่าวทัดทาน

             “มิต้องตาม ครั้งนี้เจ้าทำได้ประเสริฐยิ่งเฟยหลง”

             เสียงเอะอะจากการต่อสู้ทำให้เหล่าทหารเวรยามมารวมตัวกัน ณ บริเวณนี้ในที่สุดเมื่อพวกมันพบเจอเฟยหลงต่างกำชับหอกในมือแน่น ก่อนยกชี้ไปด้านหน้าแล้ววิ่งเข้าปิดล้อมทันทีเช่นนั้นหัวหน้าหมอหลวงจึงต้องกล่าวทัดทานเสียงแข็ง

            “พวกเจ้าวางอาวุธลง มันมิใช่คนร้าย คนร้ายที่แท้จริงเปิดเผยแล้ว”

     

           รุ่งอรุณของวันใหม่ในวังหลวงแคว้นเหยียนได้มาถึง ความวุ่นวายโกลาหลก็ได้ก่อตัวขึ้นสำนักหมอหลวง ร่วมกับสำนักมือปราบ ต่างเร่งทำงานอย่างรวดเร็ว เมื่อหลักฐานปรากฏชัดของเหลวที่อยู่ในกระบอกถูกตรวจพบว่าเป็นพิษร้าย ร่องรอยอัตลักษณ์ถูกระบุตัวตนได้อย่างชัดเจนเช่นนั้นกระบี่อาญาสิทธิ์ก็ได้ไปอยู่ในมือขององค์หญิงเหยียนจินอวี้ เป้าหมายที่กระบี่อาญาสิทธิ์นี้จะไปเยือนย่อมหนีไม่พ้นตำหนักขององค์ชายรอง เหยียนโจวหยวน

     

           ตำหนักองค์ชายรอง เหยียนโจวหยวน 

           “เป็นกระหม่อมที่ทำงานผิดพลาด มิคิดว่าเรื่องจะออกมาเป็นเช่นนี้ได้”

            องค์ชายเหยียนโจวหยวนมีสีหน้าที่บิดเบี้ยวและเปี่ยมไปด้วยโทสะอารมณ์ของมันตอนนี้มิอาจบอกบรรยายได้ มันขมวดคิ้วเป็นปมแน่น ครุ่นคิดหาทางที่จะกล่าววาจาแก้ต่างความในครั้งนี้แต่คิดจนแล้วจนรอดตนก็มิอาจงัดหลักฐานใดมาทัดทานหลักฐานที่ฝ่ายตรงข้ามมีหรือสร้างขึ้นมาได้เป็นเสียงบุรุษชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเงียบสงบมาตลอดพลันกล่าวขึ้น

            “มิว่าพระองค์จะคิดหาวาจาใดมาว่ากล่าว สุดท้ายก็ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักฐานยืนยันให้ทัดทานแก้ตัวได้มีทางเดียวคือวางมือ และหลบหนีไปซะ”

           “หากข้าคิดหนี คงหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ข้ามิยอมรามือโดยง่าย”

           “เช่นนั้นพระองค์คงจะต้องจบสิ้นในวันนี้เป็นแน่ โปรดเชื่อกระหม่อมหลบหนีไป”

     

            “เหยียนโจวหยวน มีราชโองการให้นำตัวเจ้าไปสอบสวนข้อเท็จจริง หากไม่ยินยอมให้คุมตัวแต่โดยดีข้าจะนำกำลังทหารไปคร่ากุมตัวเจ้า” เสียงสตรีสดใส ดังก้องกังวาลไปจนถึงภายในตำหนักเป็นองค์หญิงเหยียนจินอวี้ที่นำกำลังทหารหลายสิบนายมาถึง

            ต้าจงเหรินนั่งก้มหน้านิ่งอยู่เนิ่นนาน ก่อนกัดฟันเงยหน้าขึ้นกล่าว“กระหม่อมจะออกไปยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดีย…..” คำกล่าวยังไม่สิ้นสุดเหยียนโจวหยวนก็เปิดประตูตำหนักเดินออกสู่ภายนอกแล้ว

            “น้องหญิงเจ้ามีธุระอันใดหรือ”

            “โจวหยวนเจ้าอาจจะมีท่าทีไขสือได้ในตอนนี้ แต่มินานเรื่องชั่วช้าที่เจ้าก่อขึ้นจะมัดตัวเจ้าจนดิ้นมิหลุดคุมตัวไป”

           

             ทันทีที่สิ้นเสียงคำกล่าวขององค์หญิงเหยียนจินอวี้ เหล่าทหารชุดเกราะเงินวาวก็กรู่เข้าไปคร่ากุมเหยียนโจวหยวนทันที

             “พวกเจ้าถอยออกไปให้หมด” เสียงคำรามก้องปรากฏบุรุษชราที่นั่งอยู่ภายในตำหนักของเหยียนโจวหยวนทะยานร่างออกมา พร้อมทั้งผลักฝ่ามือส่งคลื่นพลังกระแทกเข้าใส่เหล่าทหารชุดเกราะจนล้มระเนระนาดเหยียนจินอวี้เห็นเช่นนั้นคนต้องขมวดคิ้วมุ่นก่อนกล่าว “ท่านแม่ทัพใหญ่ท่านคิดก่อการกบฏหรือ”

              ที่แท้บุรุษชราที่อยู่ภายในตึกองค์ชายรองกลับเป็นแม่ทัพใหญ่ นามจางหว่างจิ้งนั่นเอง มันก้มหัวคาราวะต่อเหยียนจินอวี้ แล้วกล่าว

              “กระหม่อมมิเคยมีความคิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย”

              “เช่นนั้นท่านก็หลบไปให้กับเรา”

              “กระหม่อมทำเช่นนั้นมิได้”

              “เพราะอะไร... พระบิดาเรามีบุญคุณต่อท่านอย่างใหญ่หลวง เหตุใดท่านจึงเข้าข้างเจ้าคนที่คิดปลงพระชนม์พระองค์เล่า”

              จางหว่างจิ้งเงียบงันไปชั่วขณะคล้ายมิอาจสรรหาวาจามาว่ากล่าวประการใดได้แต่แล้วเป็นหัวหน้าองค์รักษ์ อวี้จงหวิน ที่ตวาดขึ้น ก่อนพุ่งกายออกไปอย่างรวดเร็ว“หลีกไป” คนตวัดฝ่ามือฟาดออก ส่งพลังญาณที่อยู่ในระดับปรมาญาณขั้นต้น ซึ่งอยู่ในขอบเขตที่เหนือธรรมชาติเข้าใส่จางหว่างจิ้ง แม่ทัพใหญ่จางหว่างจิ้งเองก็มิธรรมดาด้วยพลังญาณวิถีเชนระดับกตญาณ ขั้นที่หนึ่ง กอปรกับประสบการในสนามรบอันโชกโชน ส่งผลให้มันรับมือและตอบโต้ได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ ซ้ำยังดูเหมือนจะมีเปรียบอยู่หนึ่งก้าว

               เสียงลมขวับเคี้ยว กอรปกับกระแสพลังอันปั่นป่วนที่เกิดจากยอดฝีมือทั้งสองส่งให้รอบข้างต้องถอยร่นออกไปไกล เหล่าทหารชุดเกราะที่ลุกขึ้นมาอยู่ก่อนแล้ว ต่างกำชับหอกในมือแน่นแล้วกระจายกำลังเป็นวงกว้างปิดล้อมหนทางหลบหนีไว้หมดสิ้น การต่อสู้ของแม่ทัพใหญ่กับหัวหน้าองครักษ์เป็นไปอย่างดุเดือดแม่ทัพใหญ่จางหว่างจิ้งฟาดท่อนแขนที่หุ้มด้วยพลังญาณลงใส่บริเวณหัวไหล่ของหัวหน้าองครักษ์อวี้จงหวินก่อนจะผลักฝ่ามืออันหยาบกร้านจู่โจมใส่บริเวณท้องน้อยอย่างต่อเนื่อง อวี้จงหวินถึงคราจวนตัวคนต้องถลาหลบหลีกกลับหลังพร้อมทั้งฟาดฝ่ามือที่ห่อหุ้มด้วยพลังสีเหลืองอ่อนอันหยุนเยียบพุ่งเข้าใส่จางหว่างจิ้ง

            เปรี้ยงง!!! เสียงดังสนั่นเมื่อจางหว่างจิ้งชกกำปั้นที่หุ้มด้วยพลังญาณสีเทาหม่นสลายพลังโจมตีอันหยุนเยียบสายนี้ไป “ข้าขอร่วมสู้เคียงข้างท่านอีกครั้ง”เป็นเสียงของรองแม่ทัพฝ่ายซ้ายต้าจงเหรินกล่าวขึ้น ก่อนที่ร่างคนจะมาปรากฏที่ข้างกายของแม่ทัพใหญ่เมื่อต้าจงเหรินออกตัว รองแม่ทัพฝ่ายขวาอวู่เชี่ยวเหว่ยก็มิรอช้า คนพุ่งร่างมายืนข้างกายหัวหน้าองครักษ์ทันทีก่อนกล่าว “สุนัขจงเหริน วันนี้เจ้ากับข้าจะได้เห็นดีกัน”

            ทั้งสี่เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เส้นสายพลังแล่นฝ่าอากาศ กรีดเป็นทางยาวจนพลังธรรมชาติบริเวณนั้นเกิดการบิดเบี้ยวปั่นป่วนเหล่าทหารชุดเกราะที่ไร้พลังญาณต่างถูกคลื่นพลังกระแทกคนถอยร่นไปไกล แต่ก็ยังสามารถปิดล้อมบริเวณดังกล่าวได้อย่างมิบกพร่องด้านเหยียนจินอวี้ถูกพลังคุกคามจนต้องถอยร่นแทบเสียหลัก โชคดีที่เฟยหลงอยู่เคียงข้างนางจึงสามารถป้องกันและสลายพลังบางส่วนออกไปได้ ส่วนเหยียนโจวหยวนมันยังมีท่าทีที่นิ่งเฉยคนก้มหน้านิ่งคล้ายคิดทำสิ่งใด

             การต่อสู้สัประยุทธ์ยิ่งมายิ่งดุเดือด ยิ่งสู้ยิ่งรุนแรง บรรยากาศโดยรอบปั่นป่วนกดดันจนผู้ที่อยู่โดยรอบต้องหลบหลีกถอยห่างออกไปไกลมากยิ่งขึ้น นี่เป็นการต่อสู้ของยอดฝีมือลำดับต้นๆแห่งวังหลวงแคว้นเหยียน เช่นนั้นทุกผู้ในที่นี้ย่อมมิอาจสอดมือเข้าเกี่ยวข้องได้ ตูมมมมม!!ฟิ้ว ขวับ เปรี้ยงงง!! ฝุ่นคลีบปลิวคละคลุ้งปิดบังทัศนียภาพโดยรอบไปหมดสิ้นส่งผลให้ผู้คนเห็นการต่อสู้ได้อย่างไม่ชัดตา จากนั้นเพียงชั่วอึดใจ ฝุ่นละอองก็เริ่มปลิวตกสู่พื้นโลกทัศนียภาพที่เคยปิดบังปกคลุม ก็เริ่มซาลงจนมองบริเวณรอบข้างได้อย่างชัดตาอีกครั้ง

             ปรากฏภาพเบื้องหน้า เป็นแม่ทัพใหญ่จางหว่างจิ้ง และรองแม่ทัพฝ่ายซ้ายต้าจงเหรินที่คุกเข่าอยู่บนพื้นทั้งคู่ พร้อมกระอักโลหิตออกมาเต็มอกเสื้อ คนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงมิอาจลุกขึ้นมาได้อีกเมื่อเป็นเช่นนี้อวี้จงหวิน และอวู่เชี่ยวเหว่ยก็พุ่งทะยานเข้าหาคนทั้งสองทันที ก่อนจะฟาดฝ่ามือออกไปอย่างรวดเร็วเป็นองค์หญิงเหยียนจินอวี้ที่กล่าวขึ้น “หยุดมือ” อวี้จงหวิน และอวู่เชี่ยวเหว่ย หยุดยั้งสภาวะการโจมตีลงในทันที เหยียนจินอวี้กล่าวต่อ

             “พวกท่านถือว่าได้เอาชนะพวกมันแล้ว ส่วนเรื่องตายสำหรับพวกมันยังมิง่ายดายถึงเพียงนั้นพวกมันจะต้องได้รับโทษตามกฏหมายของวังหลวงเสียก่อน ทหารจับตัวพวกมันไป”

              จากผลการต่อสู้เมื่อครู่กลับกลายเป็นที่โจษขานไปทั่วว่า ยอดยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งวังหลวงแคว้นเหยียนได้เปลี่ยนมือแล้วจากแม่ทัพใหญ่กลายเป็นหัวหน้าองครักษ์ แต่เฟยหลงกลับเป็นผู้เดียวที่เห็นต่าง เพราะมันสัมผัสได้ในช่วงที่ฝุ่นคลีบกำลังปลิวคละคลุ้งปิดบังทัศนียภาพอยู่นั้นมีพลังญาณอันแข็งแกร่งสายหนึ่งปรากฏขึ้นชั่วครู่ และจัดการจางหว่างจิ้ง กับต้าจงเหรินลงได้เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น

              “เงาเลือนลางนั่นเป็นผู้ใดกัน”

                 

               หลังจากเหตุการณ์อันวุ่นวายในวันก่อนหน้าจบลงจากหลักฐานและอัตลักษณ์ต่างๆ ทำให้เหยียนโจวหยวนและพรรคพวกมิอาจหลุดพ้นความผิดฐานลอบปลงพระชนม์นี้ได้ในที่สุดเรื่องเลวร้ายในแคว้นเหยียนก็ปรากฏ ความลับที่ถูกปิดบัง ก็มิอาจเก็บซ่อนได้อีกแล้วเหยียนโจวหยวน จางหว่างจิ้ง ต้าจงเหริน และพรรคพวกที่เกี่ยวข้องได้ถูกถอดยศฐาบรรดาศักดิ์พร้อมทั้งถูกคุมขังพันธนาการไว้ในคุกมืดชั้นสุดท้าย ใต้วังหลวง มิให้เห็นแม้แต่เดือนหรือตะวันและได้รับอาหารและน้ำเพียงสามครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น

                “บุคคลที่กระทำอันใดไว้ ย่อมมิอาจหลบรอดจากผลของการกระทำนั้นการกระทำในสิ่งที่ดี ย่อมได้รับผลกรรมอันดี หากกระทำในสิ่งที่เลวร้ายแล้วไซร้ ย่อมได้รับผลกรรมที่เลวร้ายฉันท์ใด ฉันท์นั้น”

    คล้ายกับเรื่องเซียนเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน