ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 70 ปราณต้นกำเนิดและปราณ การรับหนึ่งลมหายใจแห่งปราณต้นกำเนิด

    เมื่อวิญญาณทั้งสามหายไปผมก็รู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างแทรกเข้าสู่ร่างกาย

            แต่ไม่ได้รุนแรงเท่ากับตอนที่กำจัดผียายเฒ่า

            ผมสูดลมหายใจลึกโดยไม่รู้ตัวแต่ลุงอวี๋กลับเบิกตากว้างมองผมอย่างอัศจรรย์ใจ

            “เฮ้ย! ดวงชะตาสี่มหาเคราะห์ของนายไม่ธรรมดาจริงๆไม่น่าแปลกใจที่เขาว่ามันเป็นดวงที่เหมาะกับงานนี้ที่สุด แค่ส่งวิญญาณไม่กี่ดวงก็สามารถดูดซับ ‘ปราณต้นกำเนิด’ ได้”

            คำพูดของลุงอวี๋ทำให้ผมชะงัก

            ที่ผมได้รับคือ‘บุญกุศล’ ไม่ใช่เหรอ

            อาจารย์เคยบอกผมว่าทุกครั้งที่ช่วยส่งวิญญาณหรือกำจัดผีร้าย ผมจะได้รับ ‘พร’

            พรนี้ก็คือ‘บุญกุศล’ ที่ช่วยปรับสมดุลดวงชะตาของผม เพื่อไม่ให้ถูกพลังอาฆาตครอบงำและทำให้ร่างกายผมแข็งแรงเหมือนคนปกติ

            แต่สิ่งที่ลุงอวี๋พูดตอนนี้แตกต่างจากที่อาจารย์เคยบอกผมโดยสิ้นเชิง

            ผมอดถามไม่ได้“ลุงอวี๋ อาจารย์บอกผมว่าที่ผมได้รับคือพร หรือก็คือบุญกุศลแต่นี่ทำไมถึงกลายเป็นปราณต้นกำเนิดไปได้ล่ะ”

            ลุงอวี๋หัวเราะก่อนจะอธิบาย “บุญกุศลเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้นายจะไปดูดซับมันได้อย่างไรมันจะปรากฏอยู่แค่ในบัญชีบุญบาปของนายเมื่อถึงเวลาเท่านั้น

            “การทำความดีและส่งวิญญาณมีผลดีต่อนาย เมื่อบุญกุศลสั่งสมมากขึ้น มันจะช่วยถ่วงดุลเคราะห์ร้ายที่ติดตัวมาทำให้พลังอาฆาตไม่สามารถครอบงำร่างกายของนายได้

            “แต่สิ่งที่นายสัมผัสได้จริงๆ คือ ‘ปราณต้นกำเนิด’มันเป็นพลังดั้งเดิมของสรรพสิ่ง ทุกชีวิตมีปราณต้นกำเนิดอยู่ในตัวแต่เมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง ปราณต้นกำเนิดจะสลายและกลายเป็นเพียงอากาศ

            “แต่นายไม่เหมือนใคร นายสามารถดูดซับปราณต้นกำเนิดนั้นได้โดยอัตโนมัติซึ่งเห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับดวงชะตาของนายโดยตรง”

            ผมฟังจบก็ถึงกับอึ้งที่แท้สิ่งที่ผมดูดซับมาตลอด…คือพลังดั้งเดิมของชีวิต!

            ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าดวงชะตาที่ใครๆต่างบอกว่าเป็นเคราะห์ร้ายจะมีข้อดีเช่นนี้อยู่ด้วย

            จากนิยายที่ผมเคยอ่านมาผมพอจะแยกความแตกต่างระหว่าง ‘ปราณต้นกำเนิด’ กับ ‘ปราณ’ ได้

            ‘ปราณต้นกำเนิด’ เป็นพลังแห่งชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุดมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด แต่เมื่อชีวิตดับสูญปราณต้นกำเนิดจะกระจายกลายเป็นเพียง ‘ปราณ’ หรืออากาศ

            แต่ผมกลับสามารถดึงปราณต้นกำเนิดออกมาก่อนที่มันจะสลายไป

            ความสามารถนี้…ไม่ธรรมดาจริงๆ

            “นี่ดวงชะตาของผม…มันสุดยอดขนาดนี้เลยเหรอ”

            ผมพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ

            ลุงอวี๋หัวเราะก่อนกล่าวว่า “ในสายตาพวกเรา มันนับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นซ่งเต๋อไฉคงไม่รับนายเป็นศิษย์ เจ้าแก่นั่นตาถึงนักเจอของดีแบบนี้เข้าจะปล่อยให้หลุดมือได้ยังไง”

            ลุงอวี๋พูดอย่างเสียดายราวกับเสียโอกาสเอง

            ผมหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะอาจารย์ก็ตัดสินใจรับผมเป็นศิษย์หลังจากเห็นดวงชะตาของผม

            ถ้าผมสามารถดูดซับปราณต้นกำเนิดจากเหล่าวิญญาณได้จริง

            แบบนี้หากผมดูดซับมากขึ้นล่ะมันจะทำให้ร่างกายและพลังของผมแข็งแกร่งขึ้นด้วยหรือไม่

            นี่มันปราณต้นกำเนิดฟ้าดินเลยนะ

            “ลุงอวี๋ ถ้าเป็นตามที่ลุงว่า หากผมดูดซับปราณต้นกำเนิดไปเรื่อยๆพลังของผมจะเพิ่มขึ้นด้วยหรือเปล่า ผมจะมีตบะด้วยไหม” ผมจ้องลุงอวี๋ตาไม่กะพริบ

            ลุงอวี๋หัวเราะพลางกล่าวว่า “ไอ้หนูนี่ฉลาดจริง แค่ฟังก็เข้าใจทันที ถูกต้องยิ่งมีปราณต้นกำเนิดมาก พลังของนายก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น นี่แหละคือมาตรวัดของผู้บำเพ็ญ นายมีพรสวรรค์โดยกำเนิด”

            เมื่อได้ฟังเช่นนี้ผมรู้สึกดีใจจนแทบอดกลั้นไม่ไหว

            ก่อนหน้านี้ผมแค่ต้องการกำจัดผีเพื่อปรับสมดุลดวงชะตาสี่มหาเคราะห์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ถูกพลังอาฆาตรบกวน และสามารถเอาชีวิตรอดต่อไปได้

            แต่ตอนนี้ผมเริ่มมีแนวคิดใหม่

            ถ้าผมสามารถสั่งสมปราณต้นกำเนิดจากการส่งวิญญาณหรือกำจัดผีร้าย

            หากผมส่งวิญญาณมากพอกำจัดพวกมันมากพอ ไม่เพียงแต่จะสั่งสมบุญกุศลเพื่อกดทับดวงชะตาสี่มหาเคราะห์ แต่ยังสามารถดูดซับปราณต้นกำเนิดเพื่อเสริมพลังตัวเองได้อีกด้วย

            แบบนี้ผมก็จะแข็งแกร่งได้เร็วขึ้น และมีพลังมากพอที่จะช่วยเสี่ยวอวี่แก้ปัญหาของเธอได้!

            ผมคิดเงียบๆกับตัวเอง

            แต่แล้วลุงอวี๋ก็ขัดจังหวะความคิดผม “พอๆ ดึกแล้ว ไปหาอะไรกินกันเถอะ”

            ผมพยักหน้าตอบรับสั้นๆ “อืม”

            ตอนนี้เส้นทางข้างหน้าของผมชัดเจนขึ้นแล้ว

            ผมนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานไฟฟ้าของลุงอวี๋แล้วเราก็ขี่ออกจากที่นั่น

            สุดท้ายเราก็มาหยุดที่ร้านปิ้งย่างแห่งหนึ่งตรงทางเข้าหมู่บ้าน

            ลุงอวี๋เพิ่งนั่งลงก็สั่งเบียร์มาสองสามขวด พลางลูบหัวโนของตนพร้อมบ่นว่าเจ็บ

            ผมบอกว่าลุงอวี๋เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหัวก็ยังมีแผลอยู่ ควรเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

            แต่ลุงอวี๋โบกมือไม่ใส่ใจบอกว่าแค่ไม่กี่ขวด กินแทนน้ำยาบ้วนปาก แถมแอลกอฮอล์ยังฆ่าเชื้อได้ ไม่เป็นไร

            เห็นเขายืนกรานแบบนั้นผมก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

            ก่อนที่อาหารจะมาผมกับลุงอวี๋ก็ยกแก้วชนกันรอบหนึ่ง

            จากนั้นผมก็ถามถึงเรื่องรถบัสสาย‘330’

            ลุงอวี๋นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถามผมว่าใช่คันเดียวกับที่เราขึ้นวันนั้นหรือเปล่า

            ผมพยักหน้าแล้วบอกว่าผมต้องไปจัดการกับมันในอีกสองวัน จะต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณบนรถเลยอยากรู้ว่าลุงอวี๋พอจะมีวิธีแนะนำไหม

            แต่ลุงอวี๋ไม่ได้ตอบทันทีเขาหรี่ตาลงก่อนถามกลับว่าอาจารย์ผมรับรู้เรื่องนี้หรือเปล่า

            ผมบอกว่าอาจารย์รู้แล้วซ้ำยังสั่งว่าพอขึ้นรถไป ให้บอกคนขับให้ขับไปจอดที่ท่าเรือ แล้วเขาจะมาจัดการเองส่วนรายละเอียดอื่นๆ อาจารย์ไม่ได้บอก

            ลุงอวี๋ฟังแล้วก็พยักหน้าบอกว่ารู้จักสาย ‘330’ และยังแปลกใจว่าพวกเราดันไปขึ้นคันนั้นพอดี

            เขาบอกตรงๆว่า เรื่องจัดการกับวิญญาณ อาจารย์ของผมเก่งกว่าเขามาก ในเมื่ออาจารย์อนุญาตให้ทำก็ควรทำตามแผนของอาจารย์

            ส่วนเขาจะเตรียมอาหารคนตายให้ผม

            วันนั้นก่อนเริ่มงานให้แวะไปหาเขาที่หน้ามหาวิทยาลัยเขาจะเตรียมของไว้ให้

            เขาอาจไม่มีวิชาไล่ผีขั้นสูงแต่สามารถทำอาหารที่ช่วยกดพลังอาฆาตของพวกมันได้

            บางทีมันอาจช่วยผมได้ในเวลาคับขัน

            ผมพยักหน้าและขอบคุณเขาล่วงหน้า

            คืนนั้นผมกับลุงอวี๋นั่งดื่มและพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนมืดค่ำ

            เราได้พูดคุยกันหลายเรื่องทำให้ผมเข้าใจเขามากขึ้น

            ผมเริ่มเข้าใจลุงอวี๋มากขึ้น

            ลุงอวี๋ตอนนี้อยู่ตัวคนเดียวแต่ก่อนเขาเคยแต่งงานและมีลูก

            แต่สุดท้ายพวกเขาก็จากไป

            เขาไม่ได้เล่าเหตุผลเพียงบอกว่าหลังจากเรื่องนั้นเกิดขึ้น เขาก็เริ่มขายหมึกย่างอยู่หน้ามหาวิทยาลัย

            บางครั้งก็ทำอาหารคนตายช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้าย ส่งดวงวิญญาณ และสั่งสมบุญกุศล

            หลังจากเห็นว่าผมยังมีชีวิตอยู่นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ลุงอวี๋ตัดสินใจช่วยผม

            เมื่อเห็นว่าลุงอวี๋พูดถึงเรื่องนี้ด้วยความเศร้าผมจึงไม่ได้ถามต่อ

            ผมเปลี่ยนเรื่องถามเขาว่ารู้จักศาลฮวงจุ้ยเป่าซานหรือเปล่า

            ผมเล่าว่าตอนเพิ่งออกจากตึกเก้าศพเมื่อวันก่อนบังเอิญได้พบกับตัวแทนของที่นั่น

            ลุงอวี๋พยักหน้าบอกว่าเขารู้จัก

            บอกว่าศาลฮวงจุ้ยแห่งนี้เพิ่งก่อตั้งเมื่อสามปีก่อน

            อาจารย์ที่นั่งประจำศาลเป็นนักพรตที่สืบทอดวิชามาจากเขาชิงเฉิง

            ในช่วงสามปีที่ผ่านมาศาลแห่งนี้ได้รับความนิยมในการจัดการกับปัญหาต่างๆมากมายจนเป็นที่รู้จักในเมืองของเรา

            แต่ลุงอวี๋เองก็ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาโดยตรง เพียงรู้จักชื่อเสียงของพวกเขาเท่านั้น

            เราคุยกันไปเรื่อยๆและดื่มกันคนละสี่ถึงห้าขวด

            ผมคอไม่ค่อยแข็งนักเลยเริ่มมึนๆ

            แต่ลุงอวี๋ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลกลับดูแข็งแรงขึ้นเสียอย่างนั้น ไม่มีวี่แววของอาการป่วยเลย

            เมื่อกินเสร็จก็ล่วงเลยไปจนถึงตีสาม

            ผมกับลุงอวี๋ไม่ได้กลับบ้านแต่ไปหาโรงแรมใกล้ๆ เปิดห้องพักคนละห้อง

            เมื่อล้มตัวลงนอนผมคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงเวลาที่ผ่านมา

            ผมไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของผมจะเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้

            จากนักศึกษาแพทย์กลายเป็นศิษย์ของคนเก็บศพ

            จากการเรียนรู้วิธีรักษาชีวิตมนุษย์มาตอนนี้กลับต้องเรียนรู้วิธีปราบผีและขับไล่สิ่งชั่วร้าย

            ในที่สุดด้วยอิทธิพลของแอลกอฮอล์ ผมก็ผล็อยหลับไป

            เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อผมตื่นขึ้นมาและหยิบโทรศัพท์ดูก็เห็นข้อความแจ้งเตือนสองข้อความ

            หนึ่งจากอาจารย์และอีกหนึ่งจากลุงอวี๋

            ลุงอวี๋บอกว่าเขากลับไปแล้วและให้ผมไปหาเขาที่หน้ามหาวิทยาลัยก่อนออกไปจัดการกับรถบัสสาย ‘330’เพื่อรับอาหารคนตายไว้ป้องกันตัว

            ส่วนข้อความของอาจารย์นั้นเป็นที่อยู่แห่งหนึ่งพร้อมกับข้อความสั้นๆ ว่า [มาก่อนเที่ยงคืน ฉันจะรอที่นั่น]

            ผมมองที่อยู่ในข้อความ

            มันอยู่ชานเมือง ดูเหมือนจะเป็นพื้นที่รกร้าง ไม่มีเส้นทางคมนาคมใดๆ…


     

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน