เล่ม 3 - ตอนที่ 11 ยาชา
สามวันต่อมา จางหานเฟิ่งรู้ในที่สุดว่าเชวียนอ๋องส่งสิ่งใดมาให้ตงตี้ มันคือง้าวด้ามเหล็กยาวประมาณหนึ่งจ้าง หนักประมาณสี่สิบจิน1 อาวุธคู่กายของตงตี้ที่หายไป ทันใดก็นึกถึงความคิดของเชวียนอ๋องขึ้นมาว่าต้องการสิ่งใด และนางก็ช่วยส่งเสริมให้อีกด้วย เมื่ออ่านข้อความที่อยู่บนจดหมายซึ่งได้รับมาจากหอสุรากุ้ยฮวาเรียบร้อย จึงโยนกระดาษที่อยู่ในมือลงไปในเตาไฟ พลางกล่าวกับตันตัน“เชวียนอ๋องต้องการให้ท่านน้ากลับไป...”ตันตันอยู่ข้างกายของจางหานเฟิ่งเกือบจะตลอดเวลา จึงเอ่ยถามขึ้นมาพลางมีสีหน้าเคร่งเครียด“เหมันตฤดูชาวไร่ชาวนาไม่สามารถทำการเกษตรได้ เมื่อเกิดศึกสงครามขึ้นเช่นนี้ เชวียนอ๋องกลับถึงเมืองที่ตั้งมั่นได้แค่ไม่กี่วันก็มีการสู้รบ ถ้าจะไม่ดีนักนะเพคะ”“ข้าเล็งเห็นตรงจุดนี้เอาไว้ก่อนแล้ว ก่อนเข้าสู่เหมันตฤดูจึงให้หลงจู๊ใช้คนไปกว้านซื้อข้าวสารอาหารแห้งเอาไว้ หยูกยาที่จำเป็นข้าก็ให้คนกว้านซื้อเอามาเก็บไว้เช่นกัน”ตันตันพยักหน้าเล็กน้อยด้วยว่าเข้าใจเรื่องนี้ ทว่าก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ เพราะจางหานเฟิ่งเป็นสตรีที่งกจริงๆ คุณหนูใหญ่ของนางทุ่มเงินก่อนเชียวหรือ“เงินทั้งหมดนี้ออกเองหรือเพคะ”“ออกไปก่อน...เรียกเก็บทีหลัง”“อย่างไรหรือเพคะ” ตันตันไม่เข้าใจว่าจะเรียกเก็บทีหลังอย่างไร และจากใคร“ข้าก็ต้องเก็บเอาจากเชวียนอ๋องและทางการของแคว้นจ้าว” จางหานเฟิ่งหัวเราะขบขัน ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราพราวไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ “การค้าขายกับทางการไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักสำหรับข้า ขอแค่ข้าเอ่ยปากเท่านั้น ผู้คนก็จะมาหาข้าเอง”“แล้วถ้าไม่เกิดศึกสงครามระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นเหอและแคว้นเป่ย?” ตันตันอดที่จะสมมุติขึ้นมาไม่ได้“จะกลัวไปไย ถ้าไม่เกิดศึกสงครามก็นำออกมาขายคืน เจ้าก็รู้อยู่ไม่ใช่หรือ...ข่าวสารของหอสุรากุ้ยฮวาได้มาจากที่ใด” ดวงตาหงส์ช้อนขึ้นมองใบหน้าของบ่าวรับใช้คนสนิท“รู้เพคะ” ตันตันพยักหน้า ข่าวสารของหอสุรากุ้ยฮวาที่มาจากนอกเมืองหลวงนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมาจากโรงเตี๊ยม เหลาสุรา และเพิงขายอาหารเล็กๆ ตามริมทางทุกๆ ห้าหรือสิบหลี่“แต่ข้าว่าเกิดขึ้นแน่ พูดถึงเรื่องนี้...ข้าต้องหาคนคุ้มกันข้าวสารอาหารแห้งและหยูกยาเหล่านี้ไปส่งให้เชวียนอ๋อง” นางย่นหัวคิ้วครุ่นคิดวางแผนว่าจะส่งไปถึงเมืองที่เชวียนอ๋องปกครองอยู่อย่างไร“ไยไม่ใช้ท่านน้าตง?” ตันตันไม่เข้าใจ คุณหนูของนางคิดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าถึงเพียงนี้แล้ว เหตุไฉนถึงไม่ใช้งานตงตี้ไปเลย“ไม่ได้ เพราะท่านน้าต้องเร่งรีบเดินทาง ข้าคิดว่าใช้คนของท่านอ๋องจะดีกว่า ข้ากำลังนึกถึงจิ้นเทียน...”“แล้วแคว้นเป่ย...” ตันตันยังไม่ลืมองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยที่ร้ายกาจประดุจอสรพิษผู้นั้น“แคว้นเป่ย...”จางหานเฟิ่งนึกถึงยวิ๋นเหวินหรงขึ้นมาเช่นกัน บุรุษผู้นี้ต้องการร่วมมือกับแคว้นเหอเพื่อโจมตีแคว้นจ้าว เมื่อเกิดศึกสงครามภายในแคว้นเหอขึ้นมาเช่นนี้ อีกทั้งเป็นเพราะองค์หญิงยวิ๋นซูจิน ทว่าบุรุษผู้นี้กลับยังนิ่งเฉย หรือเลือกแล้วว่าจะทอดทิ้งขนิษฐาจริงๆ หลังจากที่ครุ่นคิดก็มีสีหน้าเข้มขึ้น นางเอ่ยกับตันตันอีก“เราต้องช่วยเหลือเชวียนอ๋อง ทว่าจะขนข้าวสารอาหารแห้งและหยูกยาผ่านชายแดนช่วงนี้ เป็นอะไรที่ยากลำบาก ข้าหวังอย่างยิ่งว่าเชวียนอ๋องจะต้านทานได้จนถึงวสันตฤดู”ตันตันไม่ถามอะไรอีก เพราะบ่าวรับใช้อย่างนางจะทำอะไรได้ เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้จึงพูดเตือนคุณหนูใหญ่ของนาง“ใกล้จะถึงเวลาเรียนฝังเข็มแล้วเพคะ”“อืม...”จางหานเฟิ่งพยักหน้าน้อยๆ ยามนั้นท่านหมอฮวงที่พักอยู่ในตำหนักพยัคฆ์หมอกชั่วคราวได้เดินทางมาถึงหน้าเรือนที่พักของนางก่อนเวลา ตันตันหันไปสั่งงานขันทีและนางกำนัลให้ช่วยกันยกโต๊ะยาวกับโคมไฟสี่ตัวมาตั้งทุกหัวมุมโต๊ะ เพราะต้องการความสว่างในห้องนี้เมื่อท่านหมอฮวงก้าวเข้ามาเห็นว่าทุกอย่างพร้อมอย่างเช่นเคย วันนี้นางกำนัลผู้หนึ่งจะเป็นหนูทดลองให้จางหานเฟิ่งฝังเข็ม พลันประสานหมัดและกล่าว“คารวะชายาเอกจินอ๋อง”“ท่านหมอ...วันนี้เราจะเรียนฝังเข็มตรงจุดไหน”จางหานเฟิ่งถามพลางพับชายแขนเสื้อเผยข้อมือบอบบางของนาง ข้างๆ เป็นตันตันที่ยืนถือถาดไม้ บนถาดไม้วางด้วยเข็มชุดที่จางหานเฟิ่งจะใช้ฝังบนร่างกายของนางกำนัลที่กำลังถอดอาภรณ์ออก“พูดตามตรง ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดจะสอนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอฮวงยังประสานหมัดพลางกล่าวสุ้มเสียงเคร่งขรึมจางหานเฟิ่งค่อยๆ เบนสายตาไปมองใบหน้าของท่านหมอฮวง นางถามกลับตาปริบๆ“ไม่มีสิ่งใดจะสอนข้าแล้วจริงๆ หรือ”“ไม่มีสิ่งใดจะสอนแล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยได้ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่มีไปหมดแล้ว”“เช่นนั้น...ท่านหมอกับข้ามาถกเถียงเรื่องจุดชีพจรกันเถิด”“ถกเถียงเรื่องจุดชีพจร?” ท่านหมอฮวงพลันเงยหน้าขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ นางรู้หมดแล้ว ยังจะมาถกเถียงกันด้วยเหตุผลใดอีก“ผู้ที่มีวรยุทธสูงสามารถจี้สกัดจุดไม่ให้ร่างกายของคนเราขยับได้”จางหานเฟิ่งเบนสายตาไปมองนางกำนัลที่ถอดอาภรณ์ออกจนเหลือเพียงเอี๊ยมและกางเกงชั้นในสีขาว นางกำนัลเห็นสายตาของชายาเอกจินอ๋องเท่านั้นก็หันไปมองตันตัน ตันตันจึงพยักหน้าให้ขึ้นไปนอนอยู่บนโต๊ะยาวตรงหน้า ยามนั้นจางหานเฟิ่งเอ่ยถามท่านหมอฮวงขึ้นอีกเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเต็มไปด้วยความจริงจัง“ทางการรักษา...ท่านหมอฮวงคิดว่าสามารถฝังเข็มระงับความรู้สึกของร่างกายคนเราได้หรือไม่”“ฝังเข็มระงับความรู้สึกของร่างกาย ข้าน้อย...” ท่านหมอฮวงหยุดหาคำตอบว่าเป็นไปได้หรือไม่“ถูกต้องแล้ว ท่านหมอว่าได้หรือไม่”“ข้าน้อยคิดว่า...ไม่น่าจะได้”“เหตุใดถึงไม่น่าจะได้ ท่านหมอช่วยอธิบายให้ข้าเข้าใจหน่อย” จางหานเฟิ่งรอฟังอย่างตั้งใจ นางไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ถ้าท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ นางคงได้ถามท่านแม่“ปลายเข็มที่แทงลงไปตามจุดชีพจรนั้นเพื่อกระตุ้นให้เส้นลมปราณที่เชื่อมต่อกันเปิดออกกว้าง หัวใจ...ตับ...ม้าม...ปอด...กระเพาะ...ข้าน้อยจึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้พ่ะย่ะค่ะ”“ข้าเข้าใจที่ท่านหมอกล่าวแล้ว” จางหานเฟิ่งกำลังครุ่นคิดถึงการรักษาเหล่าทหารในศึกสงครามให้รอดชีวิตมากที่สุด คนเหล่านี้มีครอบครัวที่ต้องกลับไปหา “ถ้าเป็นการจี้สกัดจุด ร่างกายขยับไม่ได้ ทว่าความรู้สึกต่างๆ ยังคงอยู่...”“การจี้สกัดจุดคือการใช้กำลังภายในปิดเส้นทางเดินของลมปราณ เมื่อเส้นลมปราณถูกตัดขาด ร่างกายจึงขยับไม่ได้ แต่ความรู้สึกยังอยู่พ่ะย่ะค่ะ”“อืม...ท่านหมอรู้จักยาชาหรือไม่”“ยาชา?” ท่านหมอฮวงทวนคำด้วยความประหลาดใจ ไยชายาเอกจินอ๋องถึงได้พูดเรื่องนี้ น้ำเสียงที่เอ่ยเต็มไปด้วยความครุ่นคิด “ข้าน้อยเคยได้ยิน แต่ไม่เคยเห็นมาก่อน”“เช่นนั้นท่านหมอก็รู้ว่ายาชามีเพื่อการใด”จางหานเฟิ่งยื่นมือข้างหนึ่งออกไปกดจุดชีพจรตรงลำคอของนางกำนัลที่นอนอยู่บนโต๊ะยาวตรงหน้า พลันนางกำนัลก็ผล็อยหลับไปในทันที สร้างความแตกตื่นขึ้นเล็กน้อย ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าเปล่งเสียงดังออกมารบกวน“ข้าน้อยรู้...ยาชานั้นทำให้ร่างกายไร้ความรู้สึกตามที่ชายาเอกจินอ๋องต้องการ” ท่านหมอฮวงจับประเด็นที่จางหานเฟิ่งพูดคุยได้แล้ว“ถูกต้องแล้ว ข้ามีสูตรยาชาอยู่”“ชายาเอกจินอ๋องมีสูตรยาชา!”“ถูกต้องแล้ว” จางหานเฟิ่งพยักหน้า นางมองความฉงนของท่านหมอฮวง หลังจากนั้นท่านหมอฮวงก็มีสีหน้ากระจ่างชัดก่อนจะเอ่ยขึ้นมา“อืม...เพราะเส้นลมปราณหลักนั้นเชื่อมกับอวัยวะภายในที่สำคัญ ถ้าจะใช้ปลายเข็มจุ่มยาชาแล้วฝังลงไป อาจจะเกิดอันตรายได้นะพ่ะย่ะค่ะ”“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น...ข้าคิดว่าจุดนอกเส้นลมปราณเป็นหนทางที่ดีที่สุด” จางหานเฟิ่งกำลังหาวิธีทำให้ร่างกายของคนเราชาไร้ความรู้สึก นางมีสูตรยาชาอยู่ ทว่าไม่รู้ว่าจะใช้การอย่างไร กินเข้าไป นางก็ไม่รู้จะส่งผลอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ ทาภายนอกนั้นก็ยังไม่ได้เริ่มทดลอง ขณะที่นางเริ่มเรียนการฝังเข็ม นางจึงนึกถึงการใช้ปลายเข็มจุ่มยาชาแล้วฝังลงในร่างกายของคนเราขึ้นมา“ข้าน้อยขอถามได้หรือไม่” ท่านหมอฮวงสงสัย“เชิญ...”“ชายาเอกจินอ๋อง...เหตุใดจึงพูดคุยเรื่องนี้กับข้าน้อย”“ภายในแคว้นเหอเกิดศึกสงครามขึ้นแล้ว ข้าจึงคิดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่าถ้าเกิดศึกสงครามระหว่างแคว้น ข้าจะช่วยเหล่าทหารของแคว้นจ้าวได้อย่างไร จึงพยายามจะพัฒนาวิธีการรักษา ท่านหมอรู้หรือไม่ว่า...ทหารที่ได้รับบาดเจ็บแล้วรอดมาได้มีน้อยเพียงใด”“ข้าน้อย...” ท่านหมอฮวงไร้คำพูดขณะมองใบหน้าของจางหานเฟิ่งอย่างตื่นตะลึง สตรีเยาว์วัยผู้นี้มีความคิดอันยิ่งใหญ่จนบุรุษอย่างเขาที่ผ่านโลกมานานกว่านาง...รู้สึกตัวเล็กจ้อยขึ้นมา“ข้ามีสูตรยาชาจริงๆ ยาชาจะช่วยทำให้ร่างกายไร้ความรู้สึก” นางอยากที่จะเห็นผลการทดลองด้วยตาของตัวเอง วันนี้จึงชักชวนท่านหมอฮวงขึ้นมา“ชายาเอกจินอ๋อง...เอ่อ...ได้สูตรยาชามาอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอฮวงอดไม่ได้ที่จะถาม แต่แล้วก็เกือบจะหัวเราะออกมา เพราะคำตอบผุดขึ้นมาในใจเอง นางเป็นใคร นางคือชายาเอกของจินอ๋องหรือแม่ทัพไร้พ่ายเชียวนะ สูตรยาชาจากเผ่าหุยตู ไฉนจะหามาไม่ได้“สูตรยาชานี้...ข้าได้มาจากท่านแม่” จางหานเฟิ่งตอบโดยไม่คิดสิ่งใด“ว่าอย่างไรนะ!” ท่านหมอฮวงมีสีหน้าเหมือนไม่เชื่อ หลังจากมีราชโองการจากองค์ฮ่องเต้ประกาศออกมาว่าให้นางสมรสกับจินอ๋อง ผู้คนต่างเริ่มขุดคุ้ยเรื่องราวของนางขึ้นมาพูดกัน ทั่วทั้งแคว้นจ้าวจึงรู้ว่ามารดาของจางหานเฟิ่งได้เสียชีวิตไปนานแล้ว“ข้าได้มาจากท่านแม่”“ท่านแม่ของชายาเอกจินอ๋อง...” ท่านหมอฮวงไม่เข้าใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไรที่มารดาของจางหานเฟิ่งจะคิดค้นสูตรยาชาขึ้นมา ฮูหยินจางคนก่อนเสียชีวิตไปตั้งสิบปีแล้วมิใช่หรือไร“ข้าไม่รู้ว่าสูตรยาชาของข้าแตกต่างจากเผ่าหุยตูหรือไม่” นางพูดราวกับนั่งอยู่ในใจของอีกฝ่าย “ตันตัน...เจ้าไปหยิบยาชามาให้ข้า!”“เพคะ” ตันตันขานรับแล้วหายเข้าไปด้านใน“ท่านหมอ...วันนี้เราก็ทดลองที่เท้าของนางกำนัลกันก่อนเถอะ”ดวงตาหงส์หลุบลงมองนางกำนัลที่นอนไม่ได้สติอยู่บนโต๊ะยาวตรงหน้า พลันนางกำนัลผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ทางด้านหลังก็เข้ามาถอดถุงเท้าให้อย่างรู้งาน แต่แล้วก็เกิดอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ“นี่...”1 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม