“ท่านแม่ ท่านอย่าได้เข้าใจผิดพี่ชายท่านนี้....คนที่รุมทำร้ายข้าคือพวกของปี้ฟาน”
เสียง์ดังขึ้น ในที่สุดเ้าเด็กก็ยอมเปิดปากพูดสักที เวลานี้หนิงเทียนรู้สึกเบาใจลงไปมาก
“ให้ข้าได้สู้กับอสูรลมปราณยังดีเสียกว่ารับมือกับสตรีที่ไร้เหตุผลเช่นนี้”
“ปี้ฟาน? เกิดอะไรขึ้นรีบเล่าให้แม่ฟัง!!” นางเอ่ยถามปี้ยี่อย่างเร่งรีบ ภายในหัวของนางตอนนี้สับสนเป็อย่างมาก
เ้าโจรร้ายไม่ใช่โจรร้ายแต่กลับกลายเป็หลานหัวหน้าหมู่บ้านที่ทำร้ายลูกของมันจะเป็ไปได้อย่างไร
จากนั้นปี้ยี่ ได้เล่าเื่ราวทั้งหมดให้แก่แม่ของมันั้แ่เื่พบเจอแก่นอสูรจนถึงเื่ที่ถูกปี้ฟานลุมทำร้าย
“ปี้ฟาน!! เหตุใดปี้ฟานถึงมาทำร้ายลูกข้าเช่นนี้ ข้าจะไปขอความเป็ธรรมจากท่านปี้ชี” นางกล่าวด้วยความโมโหถึงแม้จะเป็หลานของหัวหน้าหมู่บ้านนางก็ไม่เกรงกลัว
ในขณะที่นางกำลังวุ่นวายกับความคิดอยู่นั้น เสียงของปี้ยี่ก็ดังขึ้นมาทำลายฟุ้งซานในหัวของนาง
“พี่ชาย ข้าชื่อว่าปี้ยี่ คนนี้คือแม่คนสวยของข้า ปี้เหยา ไม่ทราบว่าพี่ชายมีนามว่า?”
“ข้าไม่มีแซ่ ชื่อหนิงเทียน” หึสตรีเบาปัญญานางนี้ ชื่อปี้เหยา
“ข้าขอเรียกท่าน ว่า พี่ชายหนิงได้หรือไม่?”ใบหน้าของปี้ยี่นั้นเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา
“มันเป็เื่ของเ้า”หนิงเทียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“พี่ชายหนิง ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้”ปี้ยี่ก้มศีรษะลงทำการขอบคุณ ก่อนที่มันจะสลบไปมันได้ยินคำกล่าวของหนิงเทียนที่ออกหน้าช่วยมันได้ทุกประโยค
“ไม่จำเป็...ข้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรเ้าเลย แม่ของเ้ามาพบเข้าก่อนต่างหาก”
เมื่อได้ยินหนิงเทียนกล่าวเช่นนั้น ปี้เหยารู้สึกสะดุ้งอยู่ภายในใจ
เวลานี้หญิงสาวที่ไร้เหตุผลเมื่อครู่ หน้าแดงด้วยความอายจากการกระทำของตัวนางเอง มันเป็เื่ที่นางเข้าใจผิดเองทั้งหมด
นางไม่แม้แต่จะฟังเื่ราวให้ดีกับตาหน้าว่าหนิงเทียนคือโจรร้าย
แต่ที่น่าอายที่สุดคือโจรร้ายที่นางกล่าวหาคือผู้ที่ช่วยชีวิตปี้ยี่ ลูกของนางเอง....
“เอ่อ..ท่านโจร...คล้ายว่ามันพึ่งได้สติในสิ่งที่มันกำลังจะกล่าว มันรีบกลืนคำว่าโจรลงคอไป
“คุณชายหนิง ข้า...ข้าขอโทษที่เข้าใจท่านผิด” ปี้เหยากล่าวพร้อมก้มศีรษะเล็กน้อย
หนิงเทียนคิดอยู่ในใจ ‘เฮ๊อะ ต่อให้เ้ามาอุ่นเตียงให้ข้า ก็ยังไม่สาแก่ความผิดที่เ้าป้ายสีข้า’
ในขณะที่หนิงเทียนจะกล่าวโทษออกไปมันมองยังปี้เหยาและปี้ยี่สองแม่ลูก ทำให้มันนึกถึงภาพคนๆนึง ‘เวลานี้ท่านแม้ห้าจะทำอะไรอยู่’มันระบายลมหายใจออกมา “เฮ้ออ”
“ไม่เป็ไร” มีเพียงสามคำที่ออกจากปากมันและน้ำเสียงที่กล่าวนั้นแ่เบากว่าทุกที
คล้ายกับว่าเด็กแปดขวบจะรู้ว่าเวลานี้แม่ของนั้นมีอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มันจึงรีบเปลี่ยนเื่ทันที
“พี่ชายหนิง ท่านไม่ใช่คนแถวนี้ ข้าไม่เคยพบเห็นท่านในหมู่บ้านนี้เลย”
แม้จะไม่ใช่คนของหมู่บ้าน แต่ถ้าเป็ผู้ฝนตนที่ผ่านไปมาระหว่างแดนเทวะและทวีปฟ้า์ ปี้ยี่จะต้องเคยเห็นหน้ามาบ้าง
“ข้าเป็คนต่างถิ่น ข้าได้ข่าวว่า หมู่บ้านแห่งนี้มีคาราวานขนส่งบรรณาการไปยังเมืองฉางผิง ข้าจึงเดินทางมาเพื่อที่จะร่วมขบวนเดินทาง”
หนิงเทียนกล่าวอย่างไม่ปิดบัง แม้ว่าพ่อบ้านมู่จะบอกมันถึงสถานที่ตั้งของกองคาราวาน แต่จากที่มันเห็นหมู่บ้านแห่งนี้ครั้งแรก
มันจะไปเชื่อได้อย่างไรว่าหมู่บ้านที่ไกลความเจริญแห่งนี้จะมีขบวนคาราวานที่ใหญ่โต
“พี่ชายหนิง ขบวนคาราวานบรรณาการพึ่งจะออกไปเช้านี้เอง”
คำพูดของปี้ยี่นั้น ราวกับฟ้าที่ผ่าลงมา มันไม่สามารถทำอะไรได้เลย จะให้มันเดินทางไปเมืองฉางผิงด้วยตัวเองนั้น
ไม่มีทางเป็ไปได้ แค่เพียงออกจากป่าพฤกษาทมิฬมายังหมู่บ้านปี้จุ่ย มันยังต้องใช้เวลามากกว่าที่พ่อบ้านมู่กล่าวไว้ถึง4ชั่วยาม
“เช่นนั้น ข้าต้องรออีกหนึ่งเดือน!!!” หนิงเทียนรู้สึกเสียดายเวลาอย่างมากภายในหัวของมันกำลังนึกคิดถึงทางออก
‘ข้าจะยอมเสียเวลาอยู่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ไปอีกหนึ่งเดือนหรือว่าจะกลับไปเล่นกับเ้าลิงโง่ดี’
“หนึ่งเดือน? พี่ชายหนิง เหตุใดท่านต้องรออีกหนึ่งเดือนกัน”ปี้ยี่นั้นงุนงงกับคำพูดของหนิงเทียน
“มิใช่ว่า ต้องรออีกเดือนหนึ่งถึงจะมีการส่งบรรณาการหรอกรึ?” ใบหน้าหนิงเทียนเต็มไปด้วยความสงสัย
ในอดีตตัวมันยึดแผ่นดินมานับสิบ ชิงเมืองมานับร้อย ทุกๆเมืองบริวารจะต้องของบรรณาการให้แผ่นดินฉินทุกๆหนึ่งเดือน เื่นี้เป็ธรรมเนียมของาที่ทุกคนรู้กันดี
ปี้เหยาที่ยืนนิ่งอยู่นั้น กล่าวออกมากด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า “หมู่บ้านปี้จุ่ยของพวกเรา จะต้องส่งบรรณาการให้เมืองฉางผิงทุกๆสิบวัน”
“สิบวัน!!” หนิงเทียนเผลอหลุดปากออกมา
มีคำกล่าวว่าแม้แต่หมาถ้ามันจนตรอกมันจะแว้งกัดเ้าของได้ เ้าเมืองฉางผิงนี้ช่างเป็ตัวบัดซบที่โง่งมจริงๆ
เห็นแก่ประโยชน์ตรงหน้าเพียงชั่วคราว ข้ามั่นใจได้เลยอีกไม่เกิน10ปี จะต้องเกิดคลื่นใต้น้ำอย่างแน่นอน
“พวกเราเป็หมู่บ้านเล็กๆ บรรณาการของพวกเราจะถูกส่งไปยัง เผาเฮ่ย และส่งต่อไปที่เมืองฉางผิงอีกทอดหนึ่ง”
ปี้เหยากล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ ถึงแม้หมู่บ้านปี้จุ่ยจะมีการค้าขายผักผลไม้และไม้ฟืนกับผู้ฝึกตนอยู่บ้าง แต่กลับไม่ช่วยให้พวกมันมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นเลย
เพราะอาหารส่วนใหญ่ที่ได้จากการปลูกและค้าขายนั้น ชาวบ้านจะต้องรวบรวมส่งเพื่อเป็บรรณาการในทุกๆสิบวัน
เวลานี้หนิงเทียนได้เข้าใจแล้วถึงเหตุผลที่หมู่บ้านนี้มีชื่อว่า ปี้จุ่ย(??-หุบปาก)
ผู้คนในหมู่บ้านเพียงแค่ก้มหน้าก้มตาปลูกผัก ค้าขาย หาบรรณาการไปโดยไม่ต้องมีปากเสียงอะไรทั้ง
แค่เพียงพวกมันทั้งหมดหุบปากแล้วก้มหน้าทำงานเยี่ยงทาส สมกับชื่อหมู่บ้านมันแล้วจริงๆ
“คุณชายหนิง ข้านั้นมีความสนิทสนมกับท่านปู่ซานอยู่บ้าง เพื่อเป็การไถ่โทษพรุ่งนี้ตัวข้าจะพาท่านไปสมัครงานที่กองคาราวานเอง”
ปี้เหยามองไปทางหนิงเทียนพร้อมกับยิ้มแห้งๆ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความสำนึกผิด
“ปู่ซาง?”
“ท่านปู่ซานเป็ผู้ดูแลขบวนคาราวาน ท่านเป็คนใจดี ยิ่งท่านแม่เป็คนแนะนำ ท่านปู่ต้องหางานที่ไม่ลำบากให้พี่ชายหนิงได้แน่”
ปี้ยี่ยิ้มกว้างก่อนที่มันจะกล่าวต่อ “จริงสิ พี่ชายหนิงคืนนี้ ท่านจะไปพักที่ใด?”
“อย่าได้ห่วง ข้าเป็เพียงคนร่อนเร่ ดินคือเตียง ฟ้าคือหลังคา ขอเพียงมียังพื้นดิน ที่ไหนๆข้าก็นอนได้”
คำพูดนี้มิได้เกินเลยแม้แต่น้อย แม้ชีวิตนี้ หนิงเทียนจะอยู่ในตำหนักภูตที่โออ่า ใหญ่โต แต่ชีวิตก่อนเขาทำศึกทั่วเหนือใต้การนอนกลางดินถือว่าเป็เื่ปกติ
“ท่านแม่ ให้คืนนี้ให้พี่ชายหนิงพักที่บ้านเราได้ไหม”ปี้ยี่หันไปถามแม่ของมันด้วยดวงตาที่ใสซื่อ
“แต่ว่า บ้านของเรามีเพียงสองเตียงเท่านั้น”ปี้เหยากล่าวอย่างลำบากใจ แม้นางจะไม่คิดมากเื่ที่หนิงเทียนเป็คนแปลกหน้า
แต่ด้วยความขัดสนของบ้าน การให้คนอื่นมาพักนั้นนับว่าเป็การสร้างความลำบากอยู่ไม่น้อย
“ให้พี่ชายหนิงนอนเตียงข้า เดียวข้าจะไปนอนกับท่านแม่เอง”รอยยิ้มที่เห็นฟันขาวของปี้ยี่ช่างไร้เดียงสายิ่งนัก
เมื่อลูกของนางกล่าวเช่นนั้น ปี้เหยาเองก็ไม่ใช่คนใจแคบอย่างใด
“ถ้าเช่นนั้นคุณชายหนิง คืนนี้ท่านพักที่นี้เถอะ ข้างนอกนั้นฝนตกหนักมากคงจะไม่ดีนักที่จะให้ท่านไปนอนกลางฝน”
“เช่นนั้นข้าต้องรบกวนแล้ว” หนิงเทียนไม่ปฎิเสธความหวังดี
ถึงแม้มันจะบอกว่าเตียงคือดินฟ้าคือหลังคาก็เถอะ แต่คืนนี้ฟ้ารั่วเช่นวันนี้ ถ้ามันไม่ได้หลังคาจริงๆ มันคงต้องกลายเป็ลูกนกเปียกน้ำเป็แน่....
“ทั้งสองคงหิวแล้ว ข้าจะไปเตรียมอาหาร” ปี้เหยา กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสามชีวิตนั่งสนทนากันอยู่ภายในบ้านเล็กๆ ขณะที่ปี้เหยากำลังเตรียมอาหาร นางพยามที่จะจุดไฟอย่างยากลำบากเพราะอากาศข้างนอกชื้นจากฝนที่กำลังตก
ปี้เหยาหยิบถุงข้าวที่เกือบจะว่างเปล่าขึ้นมา
สิบนาทีต่อมาปี้เหยาจัดเตรียมหนังสัตว์ผืนเก่าเป็ผ้ารองและวางถ้วยโจ๊กสองชามกับผักต้มถ้วยเล็ก
หนิงเทียนมองไปยังอาหารที่ปี้เหยานำมาอย่างเหม่อลอย‘ข้าต้องกินของพวกนี้’
มันเป็ผู้ฝึกตนแดนองครักษ์ เขาสามารถอดอาหารได้สบายๆเป็อาทิตย์โดยไม่มีผลต่อร่างกาย
แต่เหตุผลที่เขาทานอาหารทุกวันเป็เพราะความเคยชินจากชีวิตก่อนของเขานั้นเอง
“คุณชายหนิง บ้านข้าไม่มีของดีมากมาย ผักต้มนี้เป็ของดีที่สุดท่านลองทานดู”น้ำเสียงของปี้เหยาเวลานี้อ่อนโยนเป็อย่างมาก ช่างแตกต่างจากเมื่อสองชั่วยามก่อนราวฟ้ากับเหว
ปี้ยี่ที่มองไปยังจานผักต้มด้วยความตื่นเต้น “พี่ชายหนิง ผักต้มของท่านแม่อร่อยที่สุด ท่านโชคดีมากๆ โดยปกติแล้วท่านแม่จะทำผักต้มเพียงอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น”
ด้วยความยากลำบากของครอบครัวมัน โดยปกติแล้วมันกับแม่ของมันจะกินเพียงโจ๊กเปล่าและผลไม้เท่านั้น การที่จะมีผักต้มนั้นถือว่าเป็โอกาสที่พิเศษจริงๆ
หนิงเทียนพยามตักผักต้มเข้าปาก นี้มัน!! มันแย่มากจนเขาแทบจะกลืนไม่ลง
ไม่ได้เป็เพราะปี้เหยาทำอาหารแย่แต่อย่างใด มันเป็เพราะวัตถุดิบที่นำมาปรุงนั้นแย่สุดๆนั้นเอง
ในตำหนักภูตมารดาห้ามักจะทำของดีๆ ให้หนิงเทียนกินมากมาย แม้กระทั่งเนื้อของัก็ไม่ใช่อาหารแปลกประหลาดอะไรสำหรับมัน
หนิงเทียนมองไปทางปี้ยี่ที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยและละสายตาไปทางปี้เหยา เขาสังเกตเห็นว่าปี้เหยากำลังมองพวกเขาทานอย่างมีความสุข
แต่...เหตุใดถึงไม่มีชามโจ๊กตรงหน้านาง มันฉุกคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่มันจะมองไปยังถ้วยโจ๊กของตนเอง “แม่นางปี้เหยา เหตุใดถึงไม่มีชามโจ๊กของท่าน”
หลังจากได้ยินเช่นนั้นปี้ยี่หยุดทานทันที มันพึ่งจะนึกได้ว่าแม่ของมันไปเก็บผักเก็บฟืนทั้งวัน จะมีเอาเวลาว่างตอนไหนไปกินอาหาร “ท่านแม่ท่านยังไม่ได้กินอาหาร”
“ไม่ ตอนกลางวันแม่เก็บผลไม้ และได้กินมันไปบางส่วนแล้ว เ้าอย่าได้ห่วงแม่”
หนิงเทียนชะงัก ข้าเป็แขกที่ไม่ได้รับเชิญ โจ๊กถ้วยนี้คงมีไว้สำหรับสองคนแม่ลูกนี้
หนิงเทียนผลักชามโจ๊กไปหน้าปี้เหยา “ท่านกินเถอะ ตัวข้าพอจะมีอาหารมาบ้าง สำหรับข้าขอเพียงชามเปล่าก็พอ”
“ทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด คุณชายหนิงเป็ผู้มีพระคุณของปี้ยี่ สิ่งนี้ถือเป็เื่เล็กน้อยที่เราจะตอบแทนท่านได้ ขอให้ท่านกินมันเถอะ ตัวข้านั้นไม่หิวจริงๆ”
ปี้เหยาบอกปัดในขณะที่ท้องของนางกำลังทรยศนางเอง
“ข้าไม่้ามัน” คร่านี้หนิงเทียนตอบอย่างเสียงแข็ง
ปี้ยี่ที่มองไปทางสองคน ซ้ายทีขวาที “เอาเช่นนี้”มันพูดราวกับได้ข้อสรุป
ปี้ยี่หยิบถ้วยโจ๊กตรงหน้ามันและของหนิงเทียน เทรวมกัน และตักแบ่งใหม่เป็สามถ้วย
แม้เมื่อแบ่งแล้ว มันจะเหลือเพียงน้อยนิดก็ตามแต่มันก็หาได้สนใจ มันยิ้มกว้างไปทางทั้งสองคน
หนิงเทียนมองไปยังถ้วยโจ๊กในมือ มันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งนี้เป็เื่ยากลำบากเพียงใด
แต่บัดนี้มันตระหนักดีว่าตัวเองนั้นโชคดีเพียงใดที่ได้กำเนิดในโลกนี้โดยมีบิดามารดาทั้งห้าที่รักและคอยเอาใจใส่
ถ้าข้าเกิดมาในหมู่บ้านปี้ยี่เช่นนี้ ตัวข้าจะต้องดิ้นรนมากเพียงใดกัน
ในความคิดของเขาโลกนี้มันแตกต่างจากโลกในชีวิตก่อนมากมาย มีพลังฝึกตนที่เรียกว่าปราณและมีสมบัติวิเศษต่างๆมากมาย ด้วยสองสิ่งนี้มันสมควรช่วยให้ผู้คนอยู่โดยไม่ลำบาก
แต่ในความจริงแล้วจะโลกใหม่หรือโลกเก่ามันก็ไม่ต่างกันแม้แต่น้อยชนชั้นใต้การปกครองยังเป็เพียงเศษเดนของมนุษย์ที่อยู่อย่างยากลำบากเสมอชนชั้นสูงก็ยังทำตนกดขี่ชาวบ้านอยู่ทุกยุคทุกสมัย
ในเวลานั้นเองความคิดชั่ววูบก็แล่นเข้ามาในสมองของมัน ‘ถ้าข้าได้เป็ฮ่องเต้ของแผ่นดินนี้ มันจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน’
ตัวมันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดถึงมีความคิดเช่นนี้
ทั้งสามกินโจ๊กตรงหน้าหมดอย่างรวดเร็วแม้กระทั่งผักต้มยังไม่เหลือแม้แต่ชิ้น
หนิงเทียนคล้ายพึ่งจะคิดอะไรออกมา จริงสิแม้ข้าจะไม่มีอาหารติดตัวมาแต่ในแหวนมิติข้ามี ‘น้ำผึ้งหยกเย็น’
มันหยิบน้ำผึ้งหยกเย็นออกมาหยดลงไปในชามโจ๊กที่ว่างเปล่าผสมเข้ากับน้ำฝนและยื่นให้ทั้งสองคน
“นี้คือ น้ำผึ้ง จากหมู่บ้านของข้า พวกเ้าลองดื่มดู” กลิ่นหอมจางๆมันแผ่ออกมาจากชาม เพียงได้กลิ่นหอมจางๆทำให้ทั้งคู่หลงใหลไปกับน้ำผึ้งถ้วยนี้
“พี่ชายหนิง นี้คือน้ำผึ้งอะไร ทำไมถึงได้หอมเช่นนี้” ปี้ยี่ถามด้วยความอยากรู้ ในขณะที่มือของมันประครองถ้วยน้ำผึ้งไว้อย่างดี
“มันเป็เพียงน้ำผึ้งธรรมดาเท่านั้น”หนิงเทียนคร้านเกินกว่าที่จะอธิบายไป
ความจริง ผึ้งหยกเย็นเป็สัตว์อสูรลมปราณขั้นที่1 ถึงมันจะเป็เพียงระดับ1 แต่เนื่องจากพวกมันอยู่รวมกันเป็กลุ่มนับพันๆตัว
แม้แต่อสูรลมปราณระดับ2ยังไม่กล้าที่จะไปขโมยน้ำผึ้งของพวกมัน
น้ำผึ้งหยกเย็นถือว่าเป็วัตถุดิบระดับโลกขั้นกลาง แม้จะยังมิได้ปรุงเป็น้ำทิพย์
แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็ผู้ฝนตนในแดนมนุษย์ขั้นสองได้ภายในเจ็ดวันเพียงแค่เพียงดื่มมันลงไปเท่านั้น
...........
ยามวิกาลดึกสงัด
ฟ้าคำราม พายุโหมกระหน่ำอย่างรุ่นแรง เมฆฝนสีดำบนท้องฟ้า ไม่มีที่ท่าว่าจะจางหายไป พายุฝนยิ่งโหมแรงขึ้น สภาพอากาศรอบด้านเปลี่ยนเป็ดุดันน่ากลัว
หนิงเทียนปิดเปลือกตาอยู่บนเตียง จิตของเขาทำสมาธิเข้าสู่ห้วงการรับรู้พยามที่จะเพ่งพินิจไปยัง ม้วนภาพเทพยุทธ์ภาพที่2
เค้าลางจางๆปรากฏบนภาพที่2 มันมีเส้นสายมากมาย แต่มันเลือนรางเกินไปที่จะบอกได้ว่ามันคือภาพอะไร
หนิงเทียนรู้สึกได้ชัดเจนว่าปราณฉีภายในเส้นลมปราณของเขามีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น
แม้ว่าความแตกต่างจะไม่มาก แต่หลังจากที่ปราณฉีถูกโคจรไปทั่วร่างของหนิงเทียนนับสิบครั้ง ความบริสุทธิ์มันเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง1ใน100
‘แค่เพียงเส้นเลือนราง’หนิงเทียนอุทานออกมามันไม่กล้าคิดเลยเมื่อภาพที่2ปรากฎชัดออกมา ความอัศจรรย์ใดจะเกิดขึ้นกับร่างของมัน
บัดนี้ตัวมันรู้สึกเหมือนว่าใกล้ที่จะทะลวงไปดินแดนแห่งปราชญ์เต็มที
‘ยังเร็วเกินไป...ข้าต้องรอให้ปราณฉีในร่างเสถียรเสียก่อน คงจะใช้เวลาประมาณ30วัน’หนิงเทียนค่อยๆทิ้งตัวลงกับเตียงที่แข็งดุจพื้นหิน
มันเป็่เวลาเช้าตรู่ ท้องฟ้าทิศตะวันออกเริ่มที่จะสาดแสง หนิงเทียนตื่นจากการหลับใหล เนื่องจากเสียงะโจากภายนอก
“พี่ชายหนิง พี่ชายหนิง ท่านตื่นแล้วหรือไม่”
หนิงเทียนเปิดเปลือกตามองไปยังต้นตอของเสียงนั้น
“ปี้ยี่ ยังเช้าตรู่ถึงเพียงนี้ เ้ามีเื่อันใด”
“เปล่าๆ ท่านแม่แค่ให้ข้ามาปลุกพี่ชายหนิงเท่านั้น พวกเราจะได้ไปที่กองคาราวารบรรณาการกัน”
“กองคาราวารบรรณาการ ต้องไปเช้าเพียงนี้นั้นหรือ?”
“ถูกแล้วพี่ชายหนิง วันนี้เป็วันแลกอาหารของพวกเรา ยามบ่ายของทุกวันหลังจากเราส่งบรรณาการเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนในหมู่บ้านจะไปรวมตัวกันที่บ้านของท่านปี้ชีเพื่อนำผักผลไม้และฟืนที่เหลือจากส่งบรรณาการไปแลกเป็อาหาร พี่ชายหนิงวันนี้เราจะได้กินเนื้อสัตว์ป่ากัน ฮี่ๆ”เมื่อพูดถึงเนื้อสัตว์ป่ามันยิ้มอย่างมีความสุข
“อย่างนั้น ขอเวลาข้าชั่วครู่”
จากนั้นพวกเขาทั้งสามได้เดินทางไปบ้านรับรองทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็ที่ตั้งของกองคาราวารบรรณาการ
ระหว่างทางนั้น เสียงดังวุ่นวายของชาวบ้านดังขึ้นอย่างไม่หยุด ผู้คนในหมู่บ้านนับสิบกำลังตกแต่งหมู่บ้านอย่างยิ่งใหญ่
ที่เห็นได้ชัดเจนคือเสาบ้านทุกต้นประดับไปด้วยหนังสัตว์ผืนโต แม้กระทั่งการนำกระดูกสัตว์ป่าเก่าๆมาทำเป็เสาโดยใช้หนังสัตว์เป็ธง ติดประดับไว้ที่หน้าบ้าน
“คนพวกนี้เหตุใดถึงวุ่นวายนัก” หนิงเทียนมองไปยังธงหนังสัตว์ป่าของชาวบ้าน มันใช้ความพยามอย่างมากในการกลั่นหัวเราะ
“คุณชายหนิงวันนี้นั้นพิเศษกว่าทุกๆครั้ง เนื่องจากครั้งนี้นายน้อยของเผ่าซิเดินทางมาด้วยตนเอง
ที่สำคัญที่สุดวันนี้เผ่าซิ จะรับเด็กผู้มีพร์คนหนึ่งจากหมู่บ้านเราไปเข้าร่วมกับเผ่าซิ”
“เผ่าซิ?” หนิงเทียนพึมพำกับตัวเองอย่างแ่เบาถึงอย่างนั้นปี้ยี่ที่เดินอยู่ข้างๆก็ได้ยิน มันคิดว่าพี่ชายหนิงคนนี้คงไม่รู้จักเผ่าซิ มันจึงเริ่มที่จะอธิบายออก
“เผ่าซิเป็เผ่าที่มีอำนาจในดินแดนหุบเขาลูกที่สอง กำลังรบของเผ่าซิเทียบเท่ากับเผ่าเฮยที่คอยปกป้องดูแลหมู่บ้านของเรา”
“เผ่าซิ? แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเลย?”คิ้วของหนิงเทียนเลิกขึ้นสูง
“คุณชายหนิง เผ่าชิเป็เผ่าของนักรบ พวกเขาถือครองทักษะบ่มเพาะวิชา ‘กระดูกราชสีห์’มันเป็ทักษะที่ผู้ชายในหมู่บ้านของเราใฝ่ฝันถึง
แม้แต่ท่านปี้ชี ยังไม่มีโอกาสกลายเป็นักรบที่แท้จริงเพียงเพราะเขาขาดทักษะบ่มเพาะ” ปี้เหยากล่าวอย่างคาดหวัง
ถ้ามีนักรบที่แท้จริงในหมู่บ้าน พวกมันอาจจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ก็ได้
“ข้าเองก็อยากเป็นักรบของเผ่าซิ” ปี้ยี่ยิ้มจนเห็นฟันขาว นักรบที่แท้จริงเป็ความฝันของมัน
หนิงเทียนฟังทั้งสองเล่าเื่ราวของเผ่าซิอย่างภาคภูมิใจ มันทำได้เพียงยิ้มโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
ในระหว่างทางเดิน สองคนแม่ลูกยังพูดคุยถึงความยิ่งใหญ่ของเผ่าซิอย่างไม่หยุด
“แม่นางปี้เหยา ข้าต้องทำอย่างไรบ้างถึงสามารถเข้าร่วมขบวนคาราวานได้?” หนิงเทียนเปลี่ยนเื่ทันที
แม้มันจะได้ยินเื่ราวที่ประดุจเทพของเผ่าซิจากทั้งคู่ แต่ภายในใจของมันคร้านเกินกว่าจะสนใจเผ่าเล็กๆที่ตั้งอยู่ชายแดนเช่นนี้
ถ้าเป็เื่ราวของเมืองฉางผิงอาจจะทำให้มันตั้งใจฟังกว่านี้ก็เป็ได้
“คุณชายหนิง ถ้าท่าน้าขึ้นขบวนบรรณาการมีสองวิธี วิธีแรกง่ายที่สุดท่านต้องสมัครงานในกองคาราวานท่านจะได้เข้าร่วมขบวนโดยไม่เสียเงินทองใดๆ
อีกทางหนึ่งท่านต้องใช้เงินทองเป็ค่าใช้จ่ายในการขึ้น” ปี้เหยาอธิบาย
“ใช้เงิน? .....ตัวข้านั้นไม่มีเงินติดตัวมาแม้แต่น้อย ข้าสามารถใช้สิ่งอื่นแทนเงินทองได้หรือไม่”
เป็ความจริงที่เวลานี้มันไม่มีเงินติดตัวแม้แต่น้อย เนื่องจากแดนภูติเร้นลับตัดขาดจากพื้นที่ราบภาคกลางมานับพันปีแล้ว
เช่นนั้นมันจะไปมีเงินทองที่เป็อัตราแลกเปลี่ยนของคนในพื้นที่ราบภาคกลางได้อย่างไร?
ในความคิดของหนิงเทียน มันอาจจะต้องใช้หินลมปราณระดับต่ำสัก2-3ก้อนในการจ่ายแทนเงิน
ปี้เหยามองไปยังหนิงเทียนด้วยแววตาเห็นใจ นางคิดว่า สิ่งที่ใช้แทนเงินของหนิงเทียนคือผักผลไม้หรืออาจจะเป็เนื้อของสัตว์ป่า
“ข้าเสียใจด้วยคุณชายหนิง....ขบวนคาราวานบรรณาการนั้น รับเพียงแต่เงินท่านั้น”
ภายในใจของนาง สงสารหนิงเทียนเป็อย่างมากบ่อยครั้งที่มีผู้้าเดินทางไปยังเมืองฉางผิงโดยปราศจากเงินติดตัว
มันจะไปรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งแลกเปลี่ยนที่หนิงเทียนพูดถึงคือหินลมปราณ แค่เพียงเงินทองนั้นยังมีใช้กันเฉพาะในชนเผ่าและเมืองใหญ่
ไม่ต้องพูดถึงหินลมปราณมีเพียงกลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้นที่ใช้กันเป็อัตราแลกเปลี่ยน
ในหมู่บ้านปี้จุ่ยเอง ยังใช้ ค่าแลกเปลี่ยนเป็ผักหนึ่งตะกร้าเท่านั้นเอง
ปี้เหยาพยามปลอบใจหนิงเทียนอีกครั้ง“ไม่เป็ไรคุณชายหนิง ถ้าท่านไม่มีเงิน ท่านสามารถสมัครทำงานในกองคาราวานได้”
“ทำงาน?” คิ้วของมันยกขึ้นสูง
คร่านี้น้ำเสียงของปี้เหยาเต็มไปด้วยความดีใจ คล้ายกับมันหาทางออกให้หนิงเทียนได้
“ในกองคาราวานมีงานมากมายนัก เช่น ทำอาหาร กวาดพื้น ส่งอาหาร ให้อาหารสัตว์ และแบกหามบรรณาการ
ท่านสามารถเลือกอย่างใดก็ได้ เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถเข้าร่วมขบวนคาราวานได้แม้จะไม่มีเงิน”
ได้ฟังเช่นนั้นหนิงเทียนยืนอึ้งไปชั่วขณะ “…..”ไร้คำกล่าวใดๆออกจากปากของหนิงเทียน
มันตัดสินใจที่ไม่อธิบายอะไรให้หญิงที่ไร้ปัญญาเช่นนี้ฟัง
พวกเรามาถึงแล้ว ปี้ยี่ชี้ไปทาง กระโจมผ้าถักขนาดใหญ่ ขนาดของมันสูงใหญ่กว่าบ้าน ของชาวบ้านนับ10เท่า มันตกแต่งไปด้วยลวดลายสีแดงงดงาม สลักไปด้วยลายพู่กันสี คราม
หนิงเทียนมองไปยังกระโจม ถึงมันเป็เพียงแค่กระโจมธรรมดา แต่การที่มันตกแต่งได้เช่นนี้ แสดงว่าผู้ที่สร้างมันต้องเป็ผู้ที่มีปัญญาเป็แน่หาใช่คนป่าคนดอยไม่
“นี้คือคาราวานของหมู่บ้านเ้า”
“คุณชายหนิงท่านล้อข้าเล่นแล้ว ไหนเลยหมู่บ้านเราจะมีกองคาราวานใหญ่เช่นนี้”
“หรือจะเป็ของเผ่าเฮย?”
“คุณชายหนิงกระโจมคาราวานบรรณาการนี้เป็ของ เมืองฉางผิง”
หมู่บ้านปี้จุ่ยนับได้ว่าเป็ประตูทางเข้าสำหรับการเดินทางจากแดนเทวะมาทวีปฟ้า์
มันจึงไม่แปลกอันใดที่เมืองใหญ่เปี่ยมด้วยอำนาจอย่าง ฉางผิง จะมาตั้งขบวนคาราวานที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้
“พวกเราเข้าไปกันเถอะ”สิ้นเสียงของปี้เหยา ทั้งสามเดินเข้าไปในกระโจมสีแดงทันที
ปี้เหยาเปิดประตูผ้าอย่างระมัดระวัง ทั้งสามพลันเห็นชายชราคนหนึ่งแต่งตัว เรียบร้อย ลักษณะดูไม่แยแสต่อสิ่ง นั่งอยู่บนโต๊ะโดยที่ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท
“คาราวะท่านปู่ซาง” ปี้เหยากล่าวด้วยความเคารพ พร้อมกับก้มศีรษะลง
“ท่านปู่ซาง” ปี้ยี่ะโเสียงดังพลันวิ่งไปหาชายชราอย่างรวดเร็ว
ชายชราค่อยๆเปิดตาขึ้นมา มันบิดี้เีและมองไปยังผู้มาเยือนทั้งสาม
เมื่อเห็นปี้ยี่ที่วิ่งเข้ามาสายตาที่เ็าแปรเปลี่ยนเป็ความอ่อนโยน
“โอ้!! เด็กน้อยข้าคิดว่าเ้าลืมตาแก่คนนี้ไปแล้ว”สองมือที่เหี่ยวชราอุ้มปี้ยี่ขึ้นมานั่งที่ตัก
น้ำเสียงและท่าทางของมันแปรเปลี่ยนไปทันที จากชายชราที่ไม่แยแสต่อสิ่งใดกลับกลายเป็ชายแก่ที่ดูอบอุ่นคล้ายกับปู่เฒ่าในบ้าน
“เด็กน้อยใบหน้าของเ้าไปโดนอะไรมา”ปู่ซางมองไปยังรอยเขียวเล็กๆในบนหน้าของปี้ยี่ จิตสังหารของมันบังเกิดขึ้นชั่วพริบตาก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ดวงตาของหนิงเทียนหรี่ลงมันมองไปยังชายแก่ตรงหน้า คิ้วของเขายกสูง ‘จิตสังหารหืม!! ดินแดนองครักษ์ขั้น9?’
แม้มันจะเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียวไหนเลยมันจะรอดพ้นสายตาของหนิงเทียนไปได้
“ท่านปู่ซางข้าพาสหายมาสมัครงานในกองคาราวานเ้าค่ะ”น้ำเสียงของปี้เหยาบ่งบอกถึงเคารพปู่ซางคนนี้อย่างสูง
ในขณะชายชราซางยังจับจ้องไปยังหนิงเทียนอย่างครุ่นคิด มันกลับเปล่งเสียงร้องออกมา
“โอ้ย!! เ้าเด็กน้อยอย่าดึงหนวดข้าสิ ชายชรากล่าวเชิงดุไปที่ปี้ยี่” มันยังคงใช้น้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิมเหมือนเช่นคราวแรกไม่เปลี่ยน
“ฮี่ฮี่” ปี้ยี่หัวเราะอย่างสนุกสนาน
“เหยาเอ๋อ เ้าหนุ่มคนนี้คือเป็ใคร?” ชายชราถามพลางเล่นกับปี้ยี่ไปพร้อมกัน
“ท่านปู่ซาง นี้คือคุณชายหนิง เป็สหายของผู้เยาว์และยังเป็ผู้มีพระคุณกับปี้ยี่ด้วยเ้าค่ะ ” ปี้เหยาเริ่มที่จะแนะนำหนิงเทียน
“โอ๋ เป็ผู้มีพระคุณกับเด็กน้อยปี้ยี่”ชายชราเริ่มที่จะให้ความสนใจกับหนิงเทียน
“ข้า้าร่วมขบวนไปยังเมืองฉางผิง” หนิงเทียนกล่าวความ้าของมันออกมาด้วยเสียงราบเรียบ
ในขณะที่สายตาของมันจับจ้องไปยังชายชราตรงหน้า‘หมู่บ้านเช่นนี้กลับมีบุคคลในดินแดนองครักษ์ขั้น9?’
ชายชราซาง ยิ้มออกมา พร้อมกล่าวด้วยเสียงเ็า “เ้ามีอะไรมาแลกเปลี่ยนกับข้า?”
“ข้า้าเป็ผู้คุ้มกัน” หนิงเทียนตัดสินใจที่จะไม่ใช้ทั้งหินลมปราณหรือสมัครเป็คนรับใช้มันเลือกที่จะเป็ผู้คุ้มกัน
คงเป็การดีที่สุดที่มันจะไม่ทำตัวเป็เหมือนคุณชายผู้ร่ำรวย ที่มีพลังฝึกตนเพียงขั้น9ของแดนมนุษย์
ปี้เหยาและปี้ยี่ ที่มากับมันแสดงสีหน้าประหลาดใจ
“ผู้คุ้มกัน!! คุณชายหนิงท่านอย่าได้เข้าใจผิดไป ผู้คุ้มกันเป็งานอันตรายอีกทั้งต้องเป็ผู้ฝึกตนเท่านั้น”ปี้เหยารีบกล่าวเตือนหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว
“โฮะๆๆ เ้าหนุ่มเ้า้าเป็ผู้คุ้มกัน เ้าต้องรู้ว่าผู้คุ้มกันนั้นเป็หน้าที่อันตราย จะต้องปกป้องสิ่งของและผู้คนในขบวนด้วยชีวิต เ้ามีความมั่นใจ?”
“ข้า้าเป็ผู้คุ้มกัน” ครั้งนี้มันกล่าวด้วยเสียงแข็งไร้ซึ่งความเคารพใดๆต่อชายแก่ตรงหน้า
ชายชราซางระบายลมหายใจออกมาทางปาก เฮ้อ… ‘มีเด็กหนุ่มมากมายที่มั่นใจในตัวเองเกินไปและเอาชีวิตมาทิ้งในการเป็ผู้คุ้ม ’
“เนืองจากเ้าเป็สหายของเหยาเอ๋อ เช่นนั้นเ้าจงฟังให้ดี ข้าจะไม่กล่าวเป็ครั้งที่สอง
จากหมู่บ้านนี้ไปเมืองฉางผิงใช้เวลาร่วม40วัน บางครั้งอาจจะราบรื่นหรือบางครั้งเ้าต้องพบเจอโจรป่าหรือแม้กระทั่งสัตว์อสูร
ถ้าเ้าไม่มั่นใจในความแข็งแกร่งของตัวเอง เ้าจงเลือกตำแหน่งอื่นไม่เช่นนั้น มันอาจเป็การเดินทางครั้งสุดท้ายในชีวิตของเ้า”
“ข้า้าเป็ผู้คุ้มกัน” เวลานี้หนิงเทียนมีโทสะอย่างมาก ไอ้แก่นี่มันเป็ใคร ขนาดพ่อบ้านแห่งแดนภูตเร้นลับยังมิกล้าให้หนิงเทียนกล่าวคำเดิมถึง3ครั้ง
ถ้าไม่ติดว่าชายชราตรงหน้ามัน กล่าวด้วยความหวังดีและยังสนิทสนมกับครอบครัวที่ ให้ความช่วยเหลือมันแล้วละก็ กระดูกผุๆของตาแก่คนนี้คงได้หักสักสองถึงสามท่อน …
“โฮะๆๆ เ้าหนุ่มเ้าช่างไม่เห็นคุณค่าของชีวิตจริงๆ เช่นนั้นเ้ารับหินทดสอบนี้ไป ถ้าเ้ามีความแข็งแกร่งในแดนมนุษย์ระดับเก้าขึ้นไป เ้าสามารถลงชื่อเป็ผู้คุ้มกันได้” สิ้นเสียง ชายชราซางส่งหินทดสอบลมปราณมาให้หนิงเทียน
หนิงเทียนเร่งลมปราณในร่างขึ้น และส่งพลังไปยังหินทดสอบพลันเกิดแสงสีเหลืองและกระพริบอยู่เก้าครั้ง
“หืมม ดินแดนมนุษย์ขั้น9 เหตุใดถึงอยู่ในขั้นเก้า9แดนมนุษย์?” สายตาของชายชราหรี่แคบลง คล้ายกับมันกำลังคิดอะไรบางอย่าง
ปี้ยี่กล่าวด้วยเสียงติดๆขัดๆ “พี่...พี่ชายหนิง ท่านเป็ผู้ฝึกตนซ้ำยังอยู่ในขั้นสูงสุด”
ปี้เหยามองไปที่หนิงเทียนอย่าง ตกตะลึง ภายในใจของนางสั่นสะท้าน คนที่อยู่หน้านางตอนนี้ เด็กกว่านางถึง2ปีแต่กลับมีระดับการฝึกตนเทียบเท่าหัวหน้าหมู่บ้านอย่างท่านปี้ชี
“ก็แค่ดินแดนมนุษย์เท่านั้น”หนิงเทียนตอบปี้ยี่อย่างไม่แยแส
พวกมันต้องไม่ยอมเชื่อแน่ๆ ถ้าหนิงเทียนบอกว่าตัวมันอยู่เหลืออีกเพียงครึ่งก้าวจะเข้าสู่ดินแดนแห่งปราชญ์
“เ้าหนุ่ม เ้ามาลงชื่อไว้อีกเก้าวันข้างหน้า จงมาที่นี้และถึงแม้เ้าจะได้เป็ผู้คุ้มกันในขบวนคาราวาน
แต่ข้าหาได้มีค่าตอบแทนใดๆให้ นอกเหนือจากให้เ้าร่วมขบวนเดินทางไปยังที่หมายเท่านั้น ส่วนเื่อาหารและที่พักเ้าต้องช่วยเหลือตนเอง”
หนิงเทียนไม่ได้กล่าวตอบอะไรชายชราซ่าง มันทำเพียงแค่พยักศีรษะตอบรับเท่านั้น
“ท่านปู่ซาง วันนี้เป็วันแลกเปลี่ยนอาหาร ปี้เหยาต้องขอตัวก่อน”
“เช่นนั้นจงรีบไป ถ้าเ้าลำบากให้รีบมาหาตาแก่คนนี้ อย่าได้เกรงใจ”
ปี้เหยายิ้มอย่างอ่อนโยน มันมองไปยังปู่ซางด้วยความเคารพ
“ขอบพระคุณท่านปู่ซางมาก เมื่อปี้เหยาได้รับเนื้อสัตว์แล้ว ในวันพรุ่งนี้ ปี้เหยาจะทำซุปเนื้อที่ท่านปู่ชอบมาให้”
“วิเศษ วิเศษ เพียงแค่คิดข้าก็น้ำลายไหลแล้ว โฮ๊ะๆ” ชายชราซางยิ้มอย่างอบอุ่น
ปี้ยี่ที่ยิ้มจนเห็นฟันขาวที่เรียงตัวกัน “ท่านปู่ไว้ข้าจะมาเล่นด้วยใหม่”
ชายชราซางมองไปยังคนทั้งสามที่กำลังเดินจากไป สีหน้าที่อ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็ความสงสัยในทันที มันครุ่นคิดถึงสาเหตุ
‘มนุษย์ขั้นเก้า เหตุใดข้าถึงไม่สามารถรับรู้พลังฝึกตนของเ้าเด็กนั้นได้ั้แ่คราวแรก หรือว่าข้าจะแก่จนจิตััทื่อลงหมดแล้ว’มันได้แต่ถอนหายใจกับตนเอง
ในโลกฝึกตนแห่งนี้ เป็เื่ปกติสามัญทั่วไป ผู้ที่มีพลังฝึกตนในดินแดนที่สูงกว่ามักจะััถึงระดับฝึกตนของผู้ที่อ่อนกว่าได้โดยไม่จำเป็ต้องใช้หินทดสอบปราณ
ในระหว่างที่พวกมันกำลังเดินทางกลับ “ท่านสอนข้าต่อสู้บ้างได้ไหมพี่ชายหนิง” ปี้ยี่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เ้า้าฝึก ไว้ต่อยตีกับเด็กที่ชื่อปี้ฟานนั้น” หนิงเทียนถามออก
“ข้าไม่ได้้าต่อสู้กับปี้ฟาน ข้าเพียง้าแข็งแกร่งเพื่อที่จะได้ล่าสัตว์ป่าเอาเนื้อมาให้ ท่านแม่ได้กินทุกวัน”
ได้ยินดังนั้นปี้เหยายิ้มอย่างมีความสุข พลางเอามือไปลูบที่ศีรษะของปี้ยี
หนิงเทียนมองไปยังปี้เหยา “ข้าขอถามอะไรแม่นางปี้เหยาสักอย่างได้หรือไม่?”
“คุณชายหนิงอย่าได้เกรงใจพวกเรา ถ้ามันเป็สิ่งที่ข้ารู้ ข้าย่อมตอบอย่างเต็มใจ”
“ท่านพอจะรู้ความเป็มาของชายชราซางคนนี้หรือไม่?”
“คุณชายหนิงตัวข้านั้น รู้เพียงแต่ว่า ท่านปู่ซางมาประจำที่ขบวนคาราวานของหมู่บ้านปี้จุ่ยั้แ่ ข้าอายุ10ปีเท่านั้น นอกเหนือจากเื่นี้แล้วข้าไม่รู้อะไรแม้แต่น้อย”
หนิงเทียนหันมองกลับไปยังกระโจมสีแดง ‘ดินแดนองครักษ์ขั้น9 เหตุผลใดถึงมาอยู่ในหมู่บ้านที่ไร้ซึ่งทรัพยากรเช่นนี้’
“คุณชายหนิง ท่านให้ปี้ยี่ พาชมรอบๆหมู่บ้านเราไปก่อนส่วนตัวข้าจะรีบกลับบ้านไปนำตะกร้าผักมาแลกอาหาร” เสียงของปี้เหยาปลุกหนิงเทียนให้ตื่นจากภวังค์ความคิด
“ไม่จำเป็ ข้านั้นสนใจเกี่ยวกับการแลกอาหารของหมู่บ้านนี้มากกว่า อีกทั้งข้ายังจำเป็ต้องเตรียมอาหารในการเดินทางเองด้วย”
ปี้ยี่มองไปยังแม่ของมัน “เราไปพร้อมกันเถอะ ข้าจะได้ช่วยท่านแม่แบกตะกร้าได้”
“ตกลง...พวกเราไปพร้อมกันเถอะ”
...
......
บริเวณใจกลางของหมู่บ้านปี้จุ่ย ปรากฏบุคคลสองคนนั่งอยู่ใจกลางของฝูงชน ด้านหน้าของพวกเขาปรากฏโต๊ะขนาดใหญ่ ที่ถูกลุมล้อมไปด้วยคนนับร้อย
“ผัก8ตะกร้า ฟืน2ตะกร้า แลกข้าวสาร10ขันเนื้อสัตว์1ขีด”
“ผลไม้10ตะกร้า ฟืน6ตะกร้า แลกข้าวสาร 15ขันเนื้อสัตว์2ขีด”
เสียงของทหารผู้ดูแลการแลกของทำหน้าที่อย่างแข็งขัน
“พวกเ้าไม่ต้องแย่งกันใครมาก่อนได้แลกก่อน” เสียงของเด็กหนุ่มในชุดเกราะเงินที่นั่งอยู่กลางฝูงชนะโออก ลักษณะของมันสูงส่งแตกต่างจากคนในทั่วไปโดยสิ้นเชิง
ด้านข้างของมันมีชายแก่หนวดเครายาว สวมชุดถักทอนั่งอยู่คู่กัน
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%