แค่ลำพังผู้ฝึกตนซึ่งเป็ศิษย์สายนอก เขาไม่มีทางเห็นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
"ไปกันเถอะ ออกไปจากที่นี่กัน"
ทันใดนั้นหลิงเทียนก็ถอนสายตากลับมา เขาหาเสื้อผ้าขาด ๆ สองสามชิ้นมาทำเป็ผ้าคลุม และอาศัยความมืดยามค่ำคืนลอบออกจากหุบเขาศิษย์ระดับล่างอย่างเงียบเชียบ
เมืองที่ใหญ่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสำนักเฉียนหยวนมีนามว่า ‘เมืองลั่ว’ หลังจากเดินทางข้ามเขาลุยน้ำเป็เวลาสามวัน ในที่สุดหลิงเทียนและซ่งหลิงเอ๋อร์ก็เดินทางมาถึงหน้าเมืองแห่งนี้
ใบหน้าของซ่งหลิงเอ๋อร์แดงระเรื่อ แม้ว่าการเดินทางสามวันจะเป็บททดสอบสำหรับร่างกายที่อ่อนแอของนาง แต่ระหว่างทางหลิงเทียนได้ป้อนโอสถรวมปราณระดับสูงสุดให้นางหนึ่งเม็ด ซึ่งฤทธิ์ยาที่รุนแรงนั้นเพียงพอที่จะทำให้นางมีพละกำลังเต็มเปี่ยมตลอดสามวัน
ยิ่งกว่านั้น ระหว่างทางหลิงเทียนได้ตรวจสอบร่างกายของซ่งหลิงเอ๋อร์อย่างละเอียด และเขาก็พบว่า แม้ซ่งหลิงเอ๋อร์จะมีระดับการบ่มเพาะเพียงหลอมปราณขั้นหนึ่ง แต่ภายในตันเถียนกลับมีเพลิงวิเศษดวงหนึ่ง!
ระดับของเพลิงวิเศษนี้สูงส่งถึงขั้นสาม!
ความหายากของเพลิงวิเศษขั้นสามนั้น ยิ่งกว่าิญญายุทธ์ระดับสี่เสียอีก เพียงแต่ในตอนนี้เพลิงวิเศษของซ่งหลิงเอ๋อร์ครึ่งหนึ่งสถิตอยู่ในิญญายุทธ์ แต่ิญญายุทธ์ของนางกลับเป็ิญญายุทธ์เร้นลับที่หาได้ยากยิ่ง หากยังไม่ถึงเงื่อนไขที่เหมาะสมก็จะไม่สามารถปลุกให้ตื่นขึ้นได้
ดังนั้นแม้ซ่งหลิงเอ๋อร์จะมีพร์อันยอดเยี่ยม แต่กลับไม่สามารถแสดงออกมาได้ ซึ่งหลิงเทียนจะไม่มีวันยอมให้พร์ของซ่งหลิงเอ๋อร์ต้องถูกฝังกลบอย่างแน่นอน
ขณะนี้เป็เวลาเช้าตรู่ ในอากาศมีความหนาวเย็นแฝงอยู่ หลิงเทียนเงยหน้ามองเมืองลั่วที่อยู่ตรงหน้า เมืองแห่งนี้ยิ่งใหญ่อลังการเป็อย่างยิ่ง กำแพงเมืองสร้างขึ้นจากหินทองดำทอดยาวหลายสิบลี้ บนกำแพงเต็มไปด้วยค่ายกลและร่องรอยการต่อสู้ที่หลงเหลืออยู่
เมืองลั่วในฐานะเมืองอันดับหนึ่งท่ามกลางสามสำนักใหญ่ ไม่เพียงแต่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของแดนใต้เพื่อรับหน้าที่ต้านทานศัตรูภายนอก แต่ยังเป็แหล่งการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดในแดนใต้อีกด้วย
ผู้ที่ปกครองเมืองลั่วก็คือตระกูลลั่วแห่งจวนเ้าเมือง ตระกูลลั่วถือเป็ตระกูลใหญ่ผู้มั่งคั่งและมีชื่อเสียง ถึงขั้นที่ขุมพลังความแข็งแกร่งยังน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าสามสำนักใหญ่เสียอีก เล่ากันว่าในตระกูลมีผู้แข็งแกร่งระดับสูงที่กุมอำนาจใหญ่โตอยู่ในราชวงศ์ต้าฮวง ดังนั้นต่อให้เป็สำนักหวงจี๋ที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนใต้ เมื่ออยู่ในเมืองลั่วก็ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของจวนเ้าเมือง
หลิงเทียนจูงมือซ่งหลิงเอ๋อร์เข้ามาภายในเมืองลั่ว ที่นี่มีผู้บ่มเพาะมากมายราวกับฝูงปลา เบียดเสียดกันจนไหล่ชนไหล่ ผู้บ่มเพาะระดับหลอมปราณในเมืองลั่วเรียกได้ว่ามีมากดั่งขนวัว แม้แต่ระดับสร้างรากฐานก็เป็เื่ปกติ จะมีก็เพียงผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะสูงกว่าสร้างรากฐานขึ้นไปคือระดับแปรแก่นเท่านั้น ที่จะสามารถเดินยืดอกได้อย่างสง่าผ่าเผยและได้รับความเคารพยำเกรงจากผู้คนนับหมื่น
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงหน้าหอการค้าที่ชื่อว่า หอจู้เป่า หอการค้าแห่งนี้มีตึกสูงระฟ้า ตกแต่งอย่างโอ่อ่าหรูหรา โดยรอบยังมีผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานในชุดเกราะเต็มยศยืนเฝ้าอยู่ ซึ่งเป็หอการค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองลั่ว
เหตุผลที่หลิงเทียนมาที่หอการค้าแห่งนี้ เป็เพราะโอสถที่เขา้าจะขายนั้นไม่ธรรมดา หากเป็ร้านเล็ก ๆ ทั่วไป เกรงว่าจะดูของไม่ออก
"ท่านลูกค้า้าหาโอสถชนิดใดหรือขอรับ!?"
ทันทีที่เดินมาถึงหน้าตู้ขายโอสถ เสี่ยวเอ้อของหอการค้าก็ก้าวเข้ามาส่งยิ้มประจบแล้วเอ่ยถามขึ้นทันที แต่หลิงเทียนกวาดสายตามองโอสถที่นี่แล้วส่ายหน้า แม้ว่าโอสถรวมปราณและโอสถบำรุงปราณที่นี่จะมีคุณภาพอยู่ในระดับกลางถึงสูง แต่เมื่อเทียบกับที่เขาหลอมขึ้นมาเองแล้ว มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
"ข้าไม่ได้มาซื้อโอสถ"
"อะไรนะ?" เสี่ยวเอ้อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปทันที
เขามองหลิงเทียนั้แ่หัวจรดเท้าแล้วกล่าวอย่างรังเกียจว่า "แล้วเ้ามาทำอะไร? ที่นี่ไม่ต้อนรับขอทาน หากจะมาขอทานก็รีบไสหัวไปซะ!"
เสื้อผ้าของหลิงเทียนและซ่งหลิงเอ๋อร์ขาดรุ่งริ่ง อีกทั้งตอนนี้ยังไม่ซื้อโอสถ เสี่ยวเอ้อจึงไม่อยากจะต้อนรับแม้แต่น้อย
"ข้ามาขายโอสถ!" หลิงเทียนพูดพร้อมกับก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะวางถุงใบหนึ่งลงบนโต๊ะ
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า มาขายโอสถที่หอจู้เป่า? สมองเ้าคิดอะไรอยู่กัน?"
ทว่าก่อนที่เสี่ยวเอ้อจะทันได้ตอบโต้ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของหลิงเทียน
หลิงเทียนขมวดคิ้ว รู้สึกโกรธเล็กน้อยในใจ จากนั้นจึงหันกลับไปมอง และเห็นผู้ดูแลของหอจู้เป่าหลายคนกำลังห้อมล้อมคุณชายในชุดผ้าไหมคนหนึ่งที่กำลังเดินตรงมาทางนี้
แม้เขาจะแต่งกายหรูหรา แต่ระดับการบ่มเพาะมีเพียงหลอมปราณขั้นสูงสุด อีกทั้งใบหน้ายังดูเ้าเล่ห์ เมื่อเขากวาดสายตามองผ้าคลุมขาด ๆ บนตัวหลิงเทียน ก็หัวเราะเยาะต่อว่า "ขยะอะไรก็เข้ามาในหอจู้เป่าได้ เ้าคงไม่รู้สินะว่าโอสถของหอจู้เป่านั้นส่งมาจากหุบเขาเฟินเซียง เ้ายังกล้ามาขายโอสถอีก? ช่างทำให้คนเสียอารมณ์จริง ๆ "
"คุณชายชุยเซ่า โปรดอย่าให้สิ่งเกะกะสายตาเหล่านี้ทำให้เสียอารมณ์เลยขอรับ งานประมูลของหอจู้เป่ากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว พวกเราได้เตรียมห้องรับรองไว้ให้ท่านแล้ว เชิญตามพวกเรามาทางนี้!" ผู้ดูแลเ่าั้รีบเข้ามาประจบประแจง และพาคุณชายผู้นั้นจากไป
"เหอะ! เ้ายังจะยืนบื้ออยู่ทำไม? ไม่รู้จักผู้สูงศักดิ์ของสำนักหวงจี๋หรือไง!?" เสี่ยวเอ้อหลังโต๊ะบัญชีแค่นเสียงเย็น
หลิงเทียนได้ยินดังนั้น สีหน้าก็มืดมนลงทันที "สำนักหวงจี๋?!"
หลิงเซียวคือคนที่แย่งชิงิญญายุทธ์ของเขาไป และเข้าสำนักหวงจี๋จนได้เป็ศิษย์สืบทอด ดังนั้นเขาจึงไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อสำนักหวงจี๋เลย
"ใช่แล้ว คุณชายชุยเซ่าเป็หลานชายของผู้าุโฝ่ายในชุยกว๋อแห่งสำนักหวงจี๋ มีิญญายุทธ์สัตว์อสูรระดับสาม อีกไม่นานคงบรรลุระดับสร้างรากฐาน! กับเ้าเนี่ยนะ มันอยู่คนละโลกกันเลย รีบไปได้แล้ว ที่นี่ไม่รับซื้อโอสถ!" เสี่ยวเอ้อโบกมือไล่ ราวกับกำลังไล่ขอทาน
"ทำไมถึงไม่รับ? โอสถของพวกเ้าคุณภาพต่ำเกินไป โอสถที่ข้าหลอมนั้นมีคุณภาพเหนือกว่าสิ่งเหล่านี้มาก!"
หลิงเทียนทำท่าจะหยิบโอสถในถุงออกมา แต่ทันทีที่เขาคลายปากถุง สีหน้าของเสี่ยวเอ้อก็เปลี่ยนเป็ดุร้าย "เ้าฟังภาษาคนไม่รู้เื่ใช่หรือไม่ หอจู้เป่าไม่รับซื้อโอสถ หากเ้าตั้งใจจะหาเื่ พวกเราก็จะไม่เกรงใจแล้ว!"
สิ้นเสียงนั้น ผู้คุ้มกันระดับสร้างรากฐานรอบ ๆ ก็กรูเข้ามาล้อมรอบ พร้อมที่จะลงมือทันที
"ช้าก่อน!"
แต่ก่อนที่หลิงเทียนจะทันได้โกรธเกรี้ยว เสียงใสกระจ่างเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากชั้นบน หลิงเทียนมองตามเสียงนั้นไป และสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ขณะนี้มีหญิงสาวนางหนึ่งเดินลงมาจากชั้นบน นางสวมชุดกระโปรงยาวลายเมฆาสีดำ แม้จะมีผ้าโปร่งสีดำปิดบังใบหน้าจนมองไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง แต่ในดวงตาที่ทอประกายของหลิงเทียน กลับพบว่าหญิงสาวนางนี้ไม่เพียงแต่มีบุคลิกที่ยอดเยี่ยม แต่ระดับการบ่มเพาะยังถึงขั้นสร้างรากฐานขั้นสูงสุด!
การอยู่ในระดับที่สูงขนาดนี้ ทั้งยังเยาว์วัยเช่นนี้ สถานะย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
"คุณหนูเ้าของร้าน!"
เสี่ยวเอ้อและกลุ่มผู้คุ้มกันต่างพากันก้มตัวลง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
แต่สายตาของหญิงสาวนางนั้นกลับจ้องมองไปที่ถุงในมือของหลิงเทียนตลอดเวลา นางก้าวเดินอย่างแช่มช้อยเข้ามา น้ำเสียงหวานใสเอ่ยว่า "ขอดูโอสถหน่อยได้หรือไม่"
"ย่อมได้!" หลิงเทียนพยักหน้า และส่งถุงใบนั้นให้
หญิงสาวเปิดถุงออก และทันทีที่เห็นเม็ดโอสถด้านใน ดวงตาคู่สวยก็เปล่งประกายขึ้นมา ก่อนนางจะระงับความใและความตื่นเต้นไว้ในใจ มือเรียวบางก็สั่นระริกขึ้นมาเล็กน้อย
"คุณหนูเ้าของร้าน เื่นี้ให้พวกเราจัดการเถอะขอรับ ถุงใบนั้นมันสกปรก!" เสี่ยวเอ้อที่อยู่ข้าง ๆ รีบก้าวเข้ามา เพราะหากเขาปล่อยให้หลิงเทียนรบกวนคุณหนูเ้าของร้าน เขาคงรับผิดชอบไม่ไหว
"เพียะ!"
ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับเป็ฝ่ามืออันรุนแรงจากคุณหนูเ้าของร้าน
"สกปรกรึ? ข้าว่าจิตใจของพวกเ้านั่นแหละที่สกปรก ไสหัวไป!"
หลังจากตวาดด่าออกไป หญิงสาวก็หันกลับมามองหลิงเทียน
"คุณชาย พวกเราเปลี่ยนที่คุยกันได้หรือไม่?"