ยามรัตติกาล!
เมืองหลวงที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนอวลแสงโคมสว่างไสว สุราเขียวโคมแดงดนตรีบรรเลงนวลนางร่ายรำ ขจรขจายเสน่ห์แห่งนครหลวงของอาณาจักร
ในโรงเหล้าอันมลังเมลืองอะร้าอร่าม จะเห็นบุรุษและสตรีอาภรณ์หรูหรานั่งสำเริงสำราญ
“ทั้งสองท่านเชิญทางนี้...”
เหยียบย่ำบันไดขั้นกว้าง เดินผ่านระเบียงทางเดินที่โคมไฟสลัว
ชายหนุ่มคนหนึ่งนำทางอาจารย์สำนักจันทร์สกาวอย่างหลี่เวยและหลิวเหมิ่งไปยังห้องเงียบห้องหนึ่งที่ชั้นสอง
“ทั้งสองท่าน เชิญด้านใน” บุรุษหนุ่มพยักหน้าเป็มารยาท แล้วผลักประตูออกเบาๆ
สิ่งแรกที่เห็นในคลองสายตาคือสรรพอาหารเลิศรสเรียงรายบนโต๊ะตัวหนึ่ง
ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ในห้องเพียงผู้เดียว หน้าตาของเขาธรรมดาเหลือจะเอ่ยหากอีกฝ่ายเดินเข้าฝูงชนแล้วไซร้ ต้องลืมหน้าเขาในเวลาอันรวดเร็วเป็แน่
แต่ชายผู้ดูช่างธรรมดาผู้นี้ไม่รู้จะธรรมดาอย่างไร กลับให้กลิ่นอายอันตรายอย่างยิ่งยวด
“รอคอยมานานแล้ว อาจารย์หลี่เวย อาจารย์หลิวเหมิ่ง...” ชายวัยกลางคนยิ้มน้อยๆน้ำเสียงทุ้มต่ำหนักอึ้งราวฟ้าร้อง
หลี่เวยกับหลิวเหมิ่งมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างมองเห็นแววสับสนในดวงตาอีกคน
“ท่านคือผู้ใด? เรียกหาพวกเราด้วยธุระอันใด?”
หลี่เวยเปิดปากซักถามแล้วเข้าห้องนั้นไปกับหลิวเหมิ่งตามลำดับ
“เชิญทั้งสองท่านนั่งลงก่อน ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไป” ชายวัยกลางคนเอ่ยเรียบนิ่งยกกาสุราใกล้มือขึ้นแช่มช้า รินสุราชั้นเลิศหอมกรุ่นใส่จอกจนเต็ม
ทั้งสองยิ่งฉงนหนักเข้าไปอีก
หลิวเหมิ่งขมวดคิ้ว ตะคอกเสียงเคร่ง “เ้าเป็ใครกันแน่? หากไม่บอกมาให้ชัดเจน ข้าไม่มีเวลามาอยู่เป็เพื่อนเ้าที่นี่หรอก...”
“เหอะๆ อาจารย์หลิวเหมิ่งไยต้องรีบร้อน” ชายวัยกลางคนหัวเราะนิ่งวางกาสุราลงแ่เบา มองคนทั้งสองแววตาสงบนิ่ง แล้วจึงอธิบาย“ผู้น้อยเรียนเชิญท่านทั้งสองมาด้วยมีการหนึ่งจะไหว้วานพวกท่าน...”
“โอ๊ะ?” หลี่เวยและหลิวเหมิ่งประหลาดใจเล็กน้อย
“กลางวันวันนี้ คงมีผู้นามว่า ‘ฉู่เหิน’ มาเข้าร่วมการทดสอบสำนักจันทร์สกาวกระมัง!”
ฉู่เหิน?
ทั้งสองยิ่งประหลาดใจหนักขึ้นไปอีกอีกฝ่ายมาหาพวกเขาทั้งคู่เพราะฉู่เหินกระนั้นหรือ?
“มีการอันใดก็บอกมาตามตรงเถิด! อย่ามัวอ้อมค้อมอยู่เลย”หลี่เวยตอบ
ชายวัยกลางคนยังยิ้มสุขุมไม่สะทกสะท้านเช่นเคย เขาหันกล่องไม้สองกล่องออกมาจากด้านหลังของตนอย่างใจเย็นวินาทีที่เปิดกล่องออกมา ประกายแสงระยิบระยับพลันเจิดจ้า
กล่องไม้บรรจุหินผลึกแท้แวววาวโปร่งใสหลากหลายลวดลายและสีสันสิบกว่าเม็ดด้วยกัน
ดูจากสีสันและลวดลายภายในของหินผลึกเหล่านี้แล้ว เป็หินผลึกแท้ชั้นสูงอย่างแน่นอน
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?” หลี่เวยเอ่ยปากถามน้ำเสียงเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
“เฮอะๆ ของขวัญยามพบหน้า ที่คือของขวัญแรกพบที่ข้ามอบให้พวกท่าน”ชายกลางคนหัวเราะด้วยอารมณ์
“ไม่มีบำเหน็จใดได้มาโดยไร้ผลงาน เชิญท่านเก็บของๆ ท่านกลับไปเถิด”หลิวเหมิ่งว่าเยียบเย็น
“สิ่งของ...ในเมื่อนำออกมาแล้วย่อมไม่อาจเก็บกลับคืนเช่นที่ท่านว่าได้...” ชายวัยกลางคนหยุดไป แล้วจึงว่าต่อ“ทว่า เื่ที่ข้าไหว้วานพวกท่านทั้งสองก็ขอเชิญอาจารย์ทั้งสองท่านโปรดช่วยเหลือด้วย”
“ท่าน้าจะพูดอะไรกันแน่?”
“ในรายชื่อรับศิษย์เข้าสำนักจันทร์สกาวพรุ่งนี้ ข้าไม่อยากเห็นชื่อ ‘ฉู่เหิน’ สองคำนี้”
อะไรนะ?
หลี่เวยกับหลิวเหมิ่งอดใไม่ได้เป้าหมายของอีกฝ่ายคือสิ่งนี้อย่างนั้นหรือ?
คือเพราะไม่อยากให้ฉู่เหินเข้าสำนักจันทร์สกาวนั่นเองหรือ?
“ทำไมเล่า?” หลิวเหมิ่งอดถามไม่ได้
“เหตุผลข้าจะไม่พูดมากแต่เื่เล็กน้อยเท่านี้เชื่อว่าคงเป็เื่ง่ายดายอย่างยิ่งสำหรับพวกท่าน”
“ไม่ได้” หลิวเหมิ่งขมวดคิ้วคู่หนา “พวกเราสำนักจันทร์สกาวทำตามกฎเกณฑ์ในเมื่อฉู่เหินผ่านการทดสอบจะยังมีเหตุผลใดให้ปฏิเสธเขาอีก? เก็บของๆท่านกลับไปเสีย”
หลิวเหมิ่งไม่ยินยอม แต่หลี่เวยข้างกันกลับสีหน้าลังเล
ชายวัยกลางคนยิ้มพลางลุกขึ้นมา “ข้าบอกแล้วว่าของที่ให้ไปแล้วย่อมไม่มีเหตุผลต้องรับคืน ข้าขอตัวก่อนท่านทั้งสองโปรดดื่มสุราจอกนี้เสียก่อน...”
ว่าจบก็ออกไปจากห้องทันที
อากาศดูราวกับนิ่งแข็ง หินผลึกหยวนแท้ชั้นเลิศบนโต๊ะดั่งมณีในราตรีมืดมิดส่องแสงสุกสกาว
หินผลึกหยวนแท้ชั้นเลิศเหล่านี้เป็ทรัพย์สินจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับพวกเขาทั้งสอง
พวกเขาอยู่สำนักจันทร์สกาวให้อดข้าวอดน้ำก็ต้องใช้เวลาสองสามปีกว่าจะได้หินผลึกหยวนแท้ชั้นเลิศจำนวนเท่านี้มาได้แต่เพลานี้ ขอแค่พวกเขาตัดสินใจง่ายๆ อย่างหนึ่งก็จะได้ค่าแรงเทียบเท่าสองสามปีเลยทีเดียว
แต่หากเป็เช่นนี้จริง จิตใจด้านดีก็ยังรู้สึกเกินทนรับได้อยู่ดี
“เ้าจะตอบรับคนผู้นั้นจริงหรือ?” หลิวเหมิ่งจ้องหลี่เวยตาไม่กะพริบ
หลี่เวยลังเลไม่ตัดสินใจ นี่มันการดิ้นรนกันชัดๆ หลังครุ่นคิดรอบหนึ่งดวงตาของหลี่เวยก็ฉายแววตัดสินใจ เขาเปรย “หลิวเหมิ่งเ้ารู้ไหมว่าหินผลึกหยวนแท้ชั้นเลิศพวกนี้จะมีส่วนช่วยพวกเราได้มาก”
“แต่ถ้าเบื้องบนรู้เข้า พวกเราจบเห่แน่”
“ไม่มีทางหรอก” หลี่เวยส่ายหน้าแน่วแน่ “แค่ศิษย์ใหม่ที่คุณสมบัติค่อนข้างดีเท่านั้นปะไรเบื้องบนไม่มาใส่ใจเื่พวกนี้หรอก ต่อให้เ้าสำนักรู้เข้าก็ไม่มีทางขับพวกเราออกจากสำนักจันทร์สกาวเพราะเหตุนี้แน่...”
ทั้งสองอยู่สำนักจันทร์สกาวมาราวเจ็ดแปดปีจึงแน่ใจในข้อนี้ได้
“อัจฉริยะที่ไหนก็มีทั้งนั้น สำนักจันทร์สกาวของพวกเราไม่เคยขาดศิษย์อัจฉริยะโดดเด่นเช่นนี้อยู่แล้วฉู่เหินเป็เพียงหนึ่งในนั้นเท่านั้นเบื้องบนไม่ใส่ใจหรอกว่าจะเพิ่มมาคนหนึ่งหรือลดไปอีกคน...”
หลี่เวยพูดเป็ต่อยหอย หยุดลงแล้วจึงว่าต่อ “เ้าลองคิดดูให้ดี คนที่เป็ปฏิปักษ์กับเด็กคนนั้นมิใช่คนที่พวกเราจะผิดใจด้วยได้แน่”
หลิวเหมิ่งใ เหมือนจะเข้าใจบางสิ่ง
ยามนี้พอมาคิดดูอีกที เื้ัชายวัยกลางคนผู้นั้นต้องเป็บุคคลที่เหนือล้ำยิ่งกว่าแน่
ผู้เป็ปรปักษ์กับฉู่เหินซ่อนเร้นอยู่เื้ัชายผู้นั้น
“ข้าเข้าใจแล้ว!” หลิวเหมิ่งกำหมัดรู้สึกเย็นวาบไปทั้งกระดูกสันหลัง
หลี่เวยถอนหายใจพรืดยาว “ฉู่เหินจะตายเมื่อไรก็แค่ช้าหรือเร็วเท่านั้นอีกฝ่ายยังไม่ลงมือยามนี้ กว่าครึ่งคง้าเล่นแบบ ‘แมวเล่นหนูก่อนฆ่า’ นั่นแหละ ต่อให้ฉู่เหินเข้าสำนักจันทร์สกาวของเราได้ในภายหน้าน่ากลัวว่าก็ต้องตายในสักวันอยู่ดี ในเมื่อจุดจบมันถูกวางเอาไว้แล้ว พวกเราจะยุ่งมากเื่ไปไยเล่า?”
จำต้องบอกว่า หลี่เวยเป็คนฉลาด
แน่นอน นครหลวงแห่งอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์มีคนฉลาดมากมายนับไม่ถ้วน
ยินการวิเคราะห์ของอีกฝ่ายแล้ว หลิวเหมิ่งจึงตระหนักได้ว่าเื่ราวมิได้ง่ายดายเช่นที่คิด
“เด็กคนนั้นไปผิดใจกับใครเข้านะ?” หลิวเหมิ่งลอบถอนหายใจพลันก็ส่ายหน้า “พอแล้ว เื่นี้ข้าฟังความคิดเ้าแล้วกัน! เสียดายต้นกล้าที่น่าบ่มเพาะจริงๆ...”
หลี่เวยเพ่งสายตา ใบหน้ามีแววเ็า
“แต่วันนี้ฉู่เหินทำได้โดดเด่นสะดุดตามากพรุ่งนี้พวกเราจะหาข้ออ้างอะไรปฏิเสธเขาเล่า?” หลิวเหมิ่งถาม
“ทำไมต้องหาข้ออ้างด้วยเล่า? พวกเราแค่หลบหน้าไม่พบพบเข้าก็ไม่ตอบเสีย...อีกอย่างเื่นี้ก็เป็ธุระของเราสองคนเบื้องบนไม่ถามอันใดหรอก เบื้องล่างก็ไม่ต้องไปสนใจอยากวิพากษ์วิจารณ์อันใดก็ให้พวกเขาทำไปผ่านไปไม่กี่วันใครจะมาสนใจเื่พวกนี้เล่า?”
“พูดมีเหตุผล!”
หลิวเหมิ่งพยักหน้า สิ้นไร้ความลังเลในพลัน
นอกจากรู้สึกผิดต่อฉู่เหินอยู่ในใจแล้ว ก็ไม่รู้สึกอื่นใดอีก ภายหลังเมื่อทั้งสองหยิบหินผลึกหยวนแท้ชั้นเลิศใส่กระเป๋าแล้วความรู้สึกผิดนั้นก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ความจริงมันก็โหดร้ายเช่นนี้!
เมื่อมีอำนาจและสิ่งยั่วยวนอยู่เบื้องหน้าความถูกต้องนั้นช่างเล็กจ้อยเหลือจะเอ่ย
ในโลกที่คนกินคนใบนี้พลังต่างหากคือสัจธรรมหนึ่งเดียวที่ใช้ทดสอบความแข็งแกร่ง
...
ดึกสงัด!
แสงจันทร์ผ่องใสดุจเมล็ดหิมะสีเงินฉาบไล้ลงมา
เรือนอันงดงามเป็เอกลักษณ์เงียบสงบเด่นชัดใต้แสงแห่งจันทรา
เขตนี้เป็เขตที่พักอาศัยของศิษย์สำนักจันทร์สกาว ศิษย์ธรรมดาจะพักในหนึ่งเรือนด้วยกันหลายคนมีเพียงอัจฉริยะชั้นยอดที่สำนักให้การดูแลเป็พิเศษเท่านั้นจึงจะมีเรือนที่อยู่ส่วนตัว
เห็นได้ชัดว่านี่คือเรือนส่วนตัว
ตำแหน่งทางซ้ายของสวน คือแท่นศิลา ศาลาเปิดหลังคาแห่งหนึ่ง
ยามนี้ อิสตรีอ่อนเยาว์นางหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลานั้นผมยาวประบ่า ชุดกระโปรงราตรีสีขาวแสงจันทร์สุกสกาวฉาบไล้เรือนร่างนางให้ผิวขาวราวกับหิมะนั้นผุดผาดประดุจหยก
ดวงหน้าเลอโฉมเข้าคู่กันกับเครื่องหน้าพริ้มเพรางามเลิศเพริศพริ้งดุจภูตพรายในราตรี
ทันใดนั้นเอง เด็กสาวค่อยๆ ลืมตาคู่สวยขึ้นมาบุคลิกอันเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งบังเกิดขึ้นเงียบงัน
นางหาใช่ใครอื่น แต่เป็ธิดาคนเล็กของหลงจ้าน น้องสาวของหลงชิงหยาง และพี่หญิงรองที่ไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเืของฉู่เหินหลงเสวียนซวง...
“หลายวันแล้ว เขาน่าจะมารายงานตัวที่สำนักวายุจักรพรรดิแล้วกระมัง...”ดวงตาของหลงเสวียนซวงฉายแววบางประการ ขยับริมฝีปากพึมพำกับตนเองเช่นนั้น
สองสามวันก่อนได้จดหมายจากหลงจ้านผู้เป็บิดามา กล่าวว่าฉู่เหินได้รับเลือกจากสำนักวายุจักรพรรดิให้นางกับหลงชิงหยางไปรอรับที่สถานีพักม้า
แต่เพราะสาเหตุในตัวนาง หลงเสวียนซวงถึงไม่ได้ออกไปข้างนอกมาหลายวันแล้ว
ยามหลงเสวียนซวงลังเลว่าจะไปพบฉู่เหินพรุ่งนี้ดีหรือไม่นั่นเอง วังวนปราณที่ไม่อาจควบคุมก็เกิดเอ่อล้นออกมาจากในร่างไม่ทันให้ตั้งตัวทั้งแท่นศิลาศาลาเป็รัศมีโดยรอบกายนางพลันปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งบางๆ
“เฮ้อ...”
หลงเสวียนซวงถอนหายใจแ่เบาพลังกายสัประยุทธ์ิญญาน้ำแข็งไม่อาจควบคุมได้เช่นนี้เองเผด็จการกว่าขีดจำกัดสายเืกายสัประยุทธ์ธรรมดานัก
“พอเถิด รออีกสักพักค่อยไปแล้วกัน! พี่ชายอยู่ด้วยทั้งคนคงไม่เกิดปัญหาอันใดที่แก้ไขไม่ได้”
พลันนั้น หลงเสวียนซวงหลับตาลงสงบใจเข้าสู่สภาวะฝึกวิชาอีกครั้ง
...
ดวงดาวพราวพร่างเต็มม่านฟ้าค่อยๆ เลือนรางลับตา
ขอบฟ้าปรากฏเป็สีทองอำไพ
ยามแสงแรกแห่งอรุณรุ่งส่องผ่านชั้นเมฆอาบฟากฟ้า ฉู่เหินในห้องก็เบิกตาดวงตาดำทมิฬฉายแวววาดหวังหลายส่วน
หนึ่งวันผ่านพ้นไปแล้ว ควรจะไปสำนักจันทร์สกาวได้แล้ว...
…………………………