นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 97 เปิดตัวหลานสาวบุญธรรม

    ตอนที่97เปิดตัวหลานสาวบุญธรรม


    มีการนำเสนอข่าวครึกโครมของตระกูลติงที่ถูกคนร้ายบุกยิงจนเสียชีวิตโดยมีคนเสียชีวิตทั้งหมดสามคน นั่นคือ ติงไฉและตั้งซูเม่ย สองสามีภรรยา และช่างแกะสลักหยกชื่อช่างกวงโดยคนทั้งหมดถูกยิงที่บ้านพักของแต่ละคน เป็นการสังหารที่อุกอาจและท้าทายอำนาจรัฐเป็นอย่างยิ่งโชคดีที่คนร้ายไม่ได้ยิงหรือฆ่าคนอื่นอีกดังนั้นตระกูลติงในเวลานี้จึงเหลือผู้รอดชีวิตสองคนนั่นคือชายชราติงเฉิงและหลานชายคนเดียว ติงลู่จิว


    ครั้นผู้คนตระกูลหวังมาถึงที่เกิดเหตุจึงพบกับภาพอันน่าสลดหดหู่ของการเสียชีวิตลูกชายและลูกสะใภ้เพื่อนตนเองหวังเส้าเฟิงปลอบใจเพื่อนร่วมเรียนสมัยวัยรุ่นด้วยกันอย่างเห็นใจและสงสารในโชคชะตาที่เพื่อนต้องพบกับเหตุร้ายเช่นนี้


    ติงหวงหลานช็อกและหมดสติทันทีที่พบภาพเหตุการณ์อันเศร้าสลดเช่นนี้เธอถูกหามตัวส่งโรงพยาบาลในทันที ส่วนหวังเจียวชินต้องทำหน้าที่ปลอบใจแม่ตนเองเนื่องจากเธอช็อกกับข่าวที่ได้รับรู้เช่นกัน


    เหตุการณ์ความวุ่นวายและข่าวใหญ่ของเมืองหงในวันนี้ซึ่งกลายเป็นประเด็นสนทนากันนานถึงสองสามวัน ไม่ว่าจะเป็นผู้คนหรือตระกูลใดล้วนแล้วแต่คาดเดาถึงสาเหตุการเสียชีวิตกะทันหันของลูกชายและลูกสะใภ้ตระกูลติง


    ยกเว้นตระกูลกัวที่คาดเดาเหตุการณ์ไว้บ้างแล้วแต่พวกเขาก็ไม่ประมาทเช่นกันเนื่องจากคนร้ายอาจกำลังหาทางกำจัดคนที่เคยรู้เรื่องการว่าจ้างแกะสลักหินหยกนั้นอยู่ดังนั้นงานเปิดตัวแพลตฟอร์มเดสตินีและเปิดตัวหลานสาวบุญธรรมจึงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจในท้องที่ให้ช่วยดูแลความปลอดภัยของคนตระกูลกัวและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเป็นการเฉพาะด้วยค่าจ้างสูงลิบลิ่วเพื่อความปลอดภัยของผู้คนที่จะมาร่วมงานในวันนั้น


    ซูเวยเห็นว่าการเปิดตัวตนเองเป็นเรื่องใหญ่และมีผู้คนรับรู้กันมากมายเธอตัดสินใจบอกกล่าวผู้บังคับบัญชาตนเองเพื่อแสดงความเคารพตามหน้าที่โดยซูเวยส่งอีเมลแจ้งข้อความสั้นๆไปให้ผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษพร้อมกับสมาร์ตเอกซ์ที่เธอถือว่าเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ตนคุ้นเคยในโลกออนไลน์


    ข้อความที่ส่งถึงผู้บัญชาการหยางมีดังนี้“เรียนผู้บังคับบัญชา ฉันได้รับความอนุเคราะห์จากตระกูลกัวแห่งเมืองหงที่จะรับเป็นหลานสาวบุญธรรมซึ่งทางตระกูลกัวจะจัดงานเปิดตัวในวันเสาร์ที่ 3 เมษายน ค.ศ.2010 จึงแจ้งมาเพื่อทราบลงชื่อ ซูเวย”


    ซูเวยขมวดคิ้วแน่นด้วยความหงุดหงิดใจเนื่องจากเธอยังสรุปไม่ได้ว่าควรจะเรียนเชิญเจ้านายมาร่วมงานดีไหมหรือแค่แจ้งข่าวให้ทราบก็พอ แต่ทว่าเธอกดส่งข้อความไปแล้วค่อยมานั่งตริตรองในภายหลัง


    ปรากฏว่ามีข้อความกระเด้งขึ้นมาซึ่งเป็นการตอบกลับที่รวดเร็วมากเนื่องจากเธอเพิ่งกดส่งไปได้ไม่ถึงห้านาที ทำให้ซูเวยเบิกตาจ้องมองหน้าจอด้วยความสนใจชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะกดเปิดอ่านข้อความที่ส่งกลับมาซึ่งมีเนื้อหาว่า “ว่างอยู่ จะไปร่วมงานด้วย ลงชื่อ หยางเฟยเจิน”


    “อ๊ะ!เจ้านายจะมาร่วมงานด้วยหรือ? เป็นไปได้ยังไง?” ซูเวยอุทานด้วยความตื่นตระหนก เธอไม่คาดคิดว่าเจ้านายตนเองจะมาร่วมงานส่วนตัวที่ถือว่าเป็นงานเล็กๆเท่านั้นซึ่งไม่คู่ควรที่เขาจะเดินทางมาแต่เธอไม่กล้าที่จะขัดขืนคำสั่งหรือคัดค้าน จึงได้แต่ส่งข่าวแจ้งให้ตระกูลกัวรับทราบและเตรียมการต้อนรับไว้เป็นอย่างดี


    ส่วนข้อความที่เธอส่งไปหาสมาร์ตเอกซ์นั้นเป็นข้อความที่เป็นธรรมดาทั่วไป นั่นคือ “สวัสดีสมาร์ตเอกซ์ ตระกูลกัวแห่งเมืองหงจะรับฉันเป็นหลานสาวบุญธรรมฉันแค่บอกให้รู้ไว้เท่านั้นแหละ ลงชื่อ ซูเวย”


    ปรากฏว่ามีข้อความตอบกลับมาหาเธออย่างรวดเร็วภายในเวลาแค่สองนาทีเท่านั้นสร้างความประหลาดใจให้กับซูเวยยิ่งนัก เธอรีบกดเปิดอ่านข้อความที่แจ้งเตือนเข้ามาในกล่องจดหมายของอีเมลตนเองว่า“ยินดีด้วย ฉันมีของขวัญที่จะมอบให้ แล้วจะฝากไปกับคนสำคัญ ลงชื่อ สมาร์ตเอกซ์”


    “เอ๋!เขาจะฝากของขวัญมากับใครหรือ? ฉันไม่ได้บอกว่าอยากได้ของขวัญสักหน่อย”ซูเวยขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจมากยิ่งขึ้น ฉับพลันเธอนึกออกแล้วว่าคนสำคัญของเขาจะต้องหมายถึงพ่อของเขาซึ่งก็คือเจ้านายของเธอนั่นเอง


    “อ๋อ!แสดงว่าเขาจะต้องฝากมากับเจ้านายแน่ๆเลย ขอบคุณล่วงหน้าละกัน”ซูเวยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เธอไม่คิดว่ามิตรภาพทางออนไลน์จากเพื่อนที่เคยแข่งขันแฮ็กข้อมูลระหว่างกันจะยังงดงามในความรู้สึกของตนเอง


    ในความเป็นจริงแล้วการที่หยางเฟยเจินเดินทางมาที่เมืองหงนี้เนื่องจากทางกองกำลังพิเศษได้รับรายงานถึงความเคลื่อนไหวของสมาชิกระดับสูงที่เป็นเอสเปอร์และระดับกลางที่มีพลังอันแข็งแกร่งขององค์กรชั่วร้ายหลายคนที่กำลังลักลอบเข้ามาเขาจึงจำเป็นต้องมาสืบหาร่องรอยและวัตถุประสงค์ของพวกมันว่าเข้ามาที่เมืองหงอย่างไรและด้วยเป้าหมายใดรวมถึงมีเอสเปอร์ระดับสูงบางคนที่ลักลอบเดินทางไปเมืองจงเช่นกัน


    ดังนั้นการที่หยางเฟยเจินมาร่วมงานของซูเวยก็เป็นแค่ทางผ่านที่เขาจะต้องมาสืบข่าวร่วมกับหน่วยข่าวกรองของกองกำลังพิเศษอยู่แล้วจึงเป็นการมาที่ไม่เสียเวลาและอาจได้เบาะแสสำคัญจากงานเลี้ยงเปิดตัวของซูเวยที่มีผู้คนจากตระกูลใหญ่ของเมืองหงมาร่วมงานมากมายเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว


    ..........


    หลังทานอาหารเย็นอิ่มแล้วในเย็นวันที่1 เมษายน ซูเวยและเกาอิงกำลังนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันอย่างมีความสุข


    ในที่สุดเกาอิงทนหลานสาวรบเร้ามาหลายวันไม่ไหวเธอจึงตอบตกลงที่จะไปร่วมงานเปิดตัว อนึ่งเธอเองก็เริ่มรู้สึกมั่นใจตัวเองมากขึ้นเมื่อได้ทานยาของหลานสาวมาหลายวันทำให้วันนี้ใบหน้ารวมทั้งผิวพรรณทั่วร่างกายของเกาอิงเหมือนกับถอยหลังไปเมื่อสิบปีก่อนสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนของหมู่บ้านมังกรเป็นอย่างยิ่งที่พบเห็นเกาอิง


    “เวยเวยยายจะไปร่วมงานเลี้ยงเปิดตัวของหลานอยู่นะ” เกาอิงจึงตัดสินใจที่จะไปร่วมงานเปิดตัวหลานสาวที่เมืองหงพร้อมกันจึงบอกหลานสาวที่นั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันอย่างมั่นใจ


    “ยายคิดถูกแล้วละค่ะที่จะไปร่วมงานกับหนูยายจะใจร้ายปล่อยให้หนูไปเปิดตัวคนเดียวได้ยังไงละคะ?”ซูเวยยิ้มกว้างอย่างยินดีและมีความสุขเมื่อยายบอกกับตนเอง


    เธอมีความสุขที่ยายยอมเดินทางไปร่วมงานกับตนเองเธออยากให้ยายได้พบปะผู้คนและโอ้อวดได้ว่ามีหลานสาวเก่งและเป็นที่ต้องการของผู้คนเป็นการลบปมด้อยที่ยายเคยมีมาในอดีต เธอต้องการทำสิ่งดีๆให้ยายมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆอย่างน้อยเป็นการตอบแทนที่เธอมีโอกาสมาเกิดใหม่ในร่างของเด็กน้อยที่สามารถลิขิตชีวิตของตนเองได้


    เกาอิงพยักหน้ายืนยันอีกครั้งอย่างอารมณ์ดีและผ่อนคลายเธอจ้องมองหลานสาวพลางลูบหัวด้วยความรู้สึกรักใคร่อย่างจริงใจว่า “ยายมีแค่เวยเวยคนเดียวยายจะทิ้งหลานไปได้ยังไงละ”


    “หนูก็เหมือนกันค่ะ”ซูเวยยิ้มกว้างพร้อมกับโผเข้ากอดยายไว้อย่างแนบแน่น เธอรู้สึกว่าอ้อมกอดของยายช่างอบอุ่นและมีกลิ่นหอมอ่อนๆแผ่กระจายออกมาจากตัวยายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลิ่นยาอายุวัฒนะที่เธอให้ยายกินมันจะช่วยทำให้อวัยวะถูกซ่อมแซมให้มีสภาพแข็งแรงขึ้น พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นเย็นสบายออกจากร่างกายเพื่อช่วยกล่อมเกลาให้จิตใจนิ่งสงบมากขึ้น


    จากนั้นสองยายหลานแยกย้ายไปนอนเมื่อถึงเวลา20.00 น. โดยพรุ่งนี้สายๆจะมีรถจากตระกูลกัวมารับสองยายหลานที่หมู่บ้านมังกร


    ..........


    รุ่งเช้าซูเวยไปฝึกฝนกับสืออู๋เจ๋อตามเดิมเธอพบว่าพละกำลังของเขารุดหน้าเร็วมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้สร้างความพึงพอใจให้เธอยิ่งนัก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการที่เขาหมั่นฝึกซ้อมทุกขณะที่มีเวลาว่างทำให้สภาพร่างกายและจิตใจของเขานิ่งสงบมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน


    “เยี่ยมมากค่ะพี่อู๋เจ๋อหวังว่าเมื่อฉันกลับมาจากเมืองหงแล้ว พี่จะแข็งแกร่งมากกว่านี้อีก”ซูเวยกล่าวชื่นชมสืออู๋เจ๋อตามจริง


    หลังจากที่เธอปะทะกับเขาหลายครั้งและพบว่าเขาสามารถต้านทานพลังของตนเองได้ทำให้ซูเวยพึงพอใจยิ่งนัก ทั้งที่เธอใช้พละกำลังแค่หนึ่งในร้อยส่วน เนื่องจากเวลานี้สืออู๋เจ๋อเพิ่งจะก้าวข้ามขอบเขตกลั่นฉีขึ้นมาเป็นสร้างฐานรากระดับต้นดังนั้นหนทางการฝึกตนของเขายังอีกยาวไกล แต่ด้วยอายุที่น้อยของเขานั้นถือเป็นข้อได้เปรียบของเขาที่เหนือกว่าคนฝึกตนอื่นๆมากนัก


    ซูเวยตั้งใจว่าหากมีหัวใจรากแก้วอีกเธอจะต้องปรุงยาเพื่อทำให้เขาแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นให้ได้


    ส่วนสำนักนิรนามนั้นซูเวยไม่เป็นกังวลมากนักหลังจากที่รับรู้จากไต้อี้แล้วว่าเขาสามารถนำยาไปประมูลได้เงินกลับมามากถึง95 ล้านหยวนหลังหักค่าธรรมเนียมออกแล้ว ซึ่งเงินจำนวนมากนั้นสามารถพัฒนาสำนักนิรนามได้อีกมากโขดังนั้นซูเวยจึงปล่อยให้เรื่องการพัฒนาและสร้างกองกำลังเป็นหน้าที่ของสำนักนิรนามโดยเธอจะกลับไปปรุงยาให้กับพวกเขาในปีถัดไปที่หัวใจรากแก้วเติบโตพอที่จะนำมาปรุงยาได้แล้ว


    ครั้นซูเวยและสืออู๋เจ๋อฝึกฝนด้วยกันจนถึงเวลา06.00 น. จึงพากันกลับมาที่บ้านของแต่ละคน ซูเวยจัดเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวใส่ไว้ในกระเป๋าล่องหนและกระเป๋าเป้ของตัวเองบางส่วนเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตจนเกินไปส่วนยายพกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่หวังฉีซื้อไว้ให้ยายไว้ใช้เป็นการส่วนตัว


    ปรากฏว่าคนที่มารับซูเวยและยายคือหูจยงซึ่งเป็นไปตามคาดเพราะซูเวยเดาว่าพ่อบ้านหูจะต้องยุ่งยากในการเตรียมงานที่บ้านตระกูลกัวดังนั้นเขาคงไม่สะดวกเดินทางมารับตนเองอย่างแน่นอน


    “สวัสดีครับยายเกาสวัสดีครับคุณหนูซู ผมช่วยถือกระเป๋าให้นะครับ” หูจยงเอารถเข้ามาจอดในลานหน้าบ้านของซูเวยแล้วเขาปราดเข้ามายกกระเป๋าของเกาอิงแทนซูเวยเนื่องจากเกาอิงมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่กว่าซูเวยมากนัก ดังนั้นเขาจึงเลือกช่วยเหลือคนชราก่อนซึ่งเขาคาดเดาว่าซูเวยจะต้องไม่ต่อว่าตนเองแน่นอน


    การคาดเดาของหูจยงแม่นยำนักเพราะซูเวยพยักหน้าพอใจและไม่ได้ต่อว่าอะไรเขาทำให้เขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาเหลือบมองไปทางหลังบ้านที่การก่อสร้างบ้านใหม่ของซูเวยใกล้เสร็จสิ้นแล้วเหลือแค่ตกแต่งภายในเล็กน้อย รวมทั้งการติดตั้งอุปกรณ์บนห้องทดลองของซูเวยที่ชั้นสามบ้านหลังใหญ่โตและสวยงามจากการออกแบบของซูเวย ทำให้หูจยงส่งเสียงอุทานด้วยความสนใจว่า“โอ้โฮ! คุณหนูซูครับ บ้านใหม่สวยจังเลยนะครับ ใครออกแบบหรือครับ? น่าอยู่จริงๆ”


    “เวยเวยเป็นคนออกแบบเองวันที่แปดก็ว่าจะทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ อย่าลืมมาร่วมงานด้วยนะ”เกาอิงยิ้มกว้างรับคำชมพลางเอ่ยชวนหูจยงอย่างเป็นมิตรเธอรับรู้เรื่องเหล่าผู้คุ้มกันของตระกูลกัวที่มาจากตระกูลหูทั้งหมดโดยทุกคนล้วนแต่เป็นคนซื่อสัตย์ ทำให้เกาอิงรู้สึกเป็นมิตรจึงพูดจาอย่างเป็นกันเอง


    “ขอบคุณครับยายเกาผมคงต้องแล้วแต่คำสั่งของเจ้านายครับ” หูจยงยิ้มตอบรับอย่างมีความสุขแต่เขายังต้องรับคำสั่งจากเจ้านายตระกูลกัวที่แล้วแต่ว่าจะมอบหมายให้ใครมาบ้างเนื่องจากเหตุร้ายของตระกูลกัวถือว่ายังมีอยู่ ฉะนั้นทุกคนจึงต้องระมัดระวังตัวเองขั้นสูงสุดไว้ก่อนไม่มีใครกล้าประมาทเนื่องจากทุกคนเคยเห็นศัตรูที่ทรงพลังมากกว่าตนเองมาก่อนแล้ว


    เกาอิงพยักหน้าเข้าใจพลางยิ้มอย่างให้กำลังใจพลันหูจยงร้องเสียงหลงเหมือนพบสิ่งแปลกประหลาดเขาชี้นิ้วใส่หน้าเกาอิงอย่างตื่นตกใจว่า “เอ๊ะ!ใช่ยายเกาจริงหรือครับ? ผมเพิ่งมองชัดๆทำไมหน้ายายเกาดูเหมือนกลับเป็นสาวขึ้นมาแบบนี้ละครับ?”


    “แหม!ก็นึกว่าจะทักตั้งแต่รับกระเป๋าไปจากมือฉันแล้ว” เกาอิงหัวเราะเบาๆอย่างมีความสุขเธออารมณ์ดีมากขึ้นเมื่อผู้คนที่นานๆพบเห็นตัวเอง ล้วนมีท่าทางไม่แตกต่างกันนั่นคืออุทานด้วยความประหลาดใจและมีข้อความแสดงความสงสัยในการย้อนวัยกลับเป็นสาวทำให้เกาอิงมีความสุขที่ตนเองมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นและมีใบหน้าอ่อนเยาว์สร้างความพิศวงให้กับผู้คนทั้งหลาย


    “ก็ผมไม่กล้ามองหน้ายายตรงๆนี่ครับ”หูจยงเกาหัวยิ้มเขินอายพลางบอกความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง เนื่องจากเขากล้าที่จะสบตากับเด็กๆเท่านั้นแต่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากกว่านั้นเขาจำเป็นต้องแสดงท่าทางนอบน้อมโดยไม่สบตาตรงๆ ซึ่งเขาถูกปลูกฝังให้เคารพเพศหญิงยกเว้นคนร้ายผู้หญิงที่เขาจะจ้องมองอย่างเคียดแค้นชิงชัง


    คำตอบของหูจยงรวมทั้งท่าทางเขินอายของเขาทำให้เกาอิงส่งเสียงหัวเราะชอบใจจากนั้นเกาอิงล่ำลากับจิวมู่ตานพลางกำชับเรื่องการเฝ้าบ้านตนเองระหว่างที่ไม่อยู่โดยซูเวยบอกกล่าวกับสืออู๋เจ๋อไว้บ้างแล้วเรื่องค่ายกลเพื่อช่วยปกป้องบ้าน รวมทั้งซูเวยปล่อยเวยเวยหนึ่งให้เฝ้าระวังภัยไว้ที่บ้านด้วยหนึ่งตัวดังนั้นเธอจึงไม่เป็นกังวลมากนัก


    หลังจากนั้นซูเวยและเกาอิงขึ้นรถเดินทางไปเมืองหงกับหูจยงเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย


    ซูเวยและยายเดินทางมาถึงบ้านตระกูลกัวในเวลา12.20 น. ทั้งสองคนทานอาหารกลางวันร่วมกับครอบครัวกัวที่เวลานี้มีแค่กัวเป่าคนเดียวส่วนคนอื่นๆนั้นแยกย้ายไปเตรียมงานกันคนละหน้าที่


    หลังทานอาหารกลางวันอิ่มแล้วหวังฉีกลับมารับเกาอิงและซูเวยไปลองชุดที่จะสวมใส่วันเปิดตัวหลานสาวบุญธรรมพร้อมกับพูดคุยกับนักออกแบบที่จะช่วยออกแบบการแต่งหน้า ทรงผมและเครื่องตกแต่งอื่นๆให้สมฐานะกับหลานสาวบุญธรรมคนเดียวของตระกูลกัวอันโด่งดังแห่งเมืองหง

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน