พอได้ยินประโยคนั้นจ้าวเฟยก็แสดงสีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด
เขาครุ่นคิดสักพักก็ตัดสินใจพยักหน้าตอบรับ ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหายอย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้ขาพิการไร้ค่าเช่นนี้ อย่างแย่ที่สุดก็เหมือนที่เป็นอยู่พิการเช่นนี้แล้ว จะมีอะไรให้ต้องเสียอีก?
"เช่นนั้นก็รบกวนคุณหนู ช่วยข้าด้วยเถิด!"
จ้าวเฟยกัดฟันพยักหน้ากำลังจะกล่าวอะไรบางอย่าง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตามมาด้วยเสียงเรียกหาของท่านหมอเฉียน "หนูน้อยหว่านเจ้าอยู่ในนี้หรือไม่?"
เขารู้ว่าซูอี้หว่านน่าจะกำลังตรวจคนไข้อยู่จึงเกรงใจที่จะเข้าไปโดยพลการ คาดไม่ถึงว่าซูอี้หว่านจะตอบรับโดยปราศจากความลังเล“เชิญเข้ามาเถิดเจ้าค่ะ”
ท่านหมอเฉียนรู้สึกสงสัยอยู่บ้างแต่ก็เปิดม่านผ้าเดินเข้าไป แล้วก็เห็นผู้คนมากมายยืนอยู่ในนั้น
สองมือยกขึ้นโดยอัตโนมัติคล้ายจะทำความเคารพเซียวจวิ้นอัน แต่แล้วก็ตระหนักได้ก่อนจะเอ่ยสิ่งใดรีบดึงมือกลับ เขาเพียงแค่ผงกศีรษะให้ ก่อนจะหันไปมองซูอี้หว่านอย่างสงสัย"...ผู้นี้คือ?"
ท่านหมอเฉียนมิคุ้นหน้าจ้าวเฟยนักในเมื่อองครักษ์ข้างกายเซียวจวิ้นอันมีอยู่มากมาย จ้าวเฟยเป็นหน่วยพยัคฆ์อีกทั้งปกติก็มิค่อยปรากฏตัว การที่เขาไม่เคยเห็นจึงมิใช่เรื่องแปลก
ทว่าจ้าวเฟยกลับทราบฐานะของเขาในดวงตาจึงฉายแววประหลาดใจออกมา "ท่านคือท่านหมอเฉียน?"
ชื่อเสียงของท่านหมอเฉียนเขาได้ยินมานาน อีกฝ่ายเป็นหมอหลวงที่ดีที่สุดในวัง เป็นหมอประจำพระองค์ของฮ่องเต้แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เขาไม่อาจถามมากความ ได้แต่พยักหน้าให้เป็นการทักทาย
ส่วนซูอี้หว่านก็ได้กล่าวถึงอาการของจ้าวเฟยให้ท่านหมอเฉียนฟังคร่าวๆ
"ในเมื่อหนูน้อยหว่านกล่าวเช่นนี้ ข้าก็เชื่อว่าเจ้าต้องมั่นใจ"
ท่านหมอเฉียนแสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่งกับวิธีของซูอี้หว่าน"อีกทั้งสิ่งที่เจ้ากล่าวก็มิผิด ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หากต้องการรักษาขาให้หายสนิท ก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะไม่ทิ้งร่องรอยอันใดไว้"
กระดูกขาบิดเบี้ยวไปแล้วหากไม่หักแล้วต่อใหม่ ปล่อยให้มันงอเช่นนั้น ก็ย่อมไม่มีวิธีอื่น
เมื่อเห็นว่าท่านหมอเฉียนก็กล่าวเช่นนั้นจิตใจของจ้าวเฟยก็ยิ่งแน่วแน่ บัดนี้ก็เริ่มเข้าใจว่าเหตุที่เด็กสาวผู้นี้สามารถสนทนากับท่านหมอเฉียนได้อย่างสนิทสนมย่อมต้องมีบางสิ่งที่พิเศษ ความสามารถทางการแพทย์คงมิได้ด้อยไปกว่าใคร
ตนเองแค่เห็นว่าอีกฝ่ายยังเยาว์วัยก็ตัดสินใจไปก่อนแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็รู้สึกผิดอยู่บ้างเมื่อเห็นว่าซูอี้หว่านยังคงมีท่าทีสงบนิ่งก็ยิ่งเกิดความเชื่อมั่นในตัวนางมากขึ้นไปอีก เขากัดฟันแล้วกล่าวว่า"ขาข้างนี้ของข้า ต้องรบกวนคุณหนูแล้ว"
ซูอี้หว่านพยักหน้าครุ่นคิดแล้วเห็นว่ามิจำเป็นต้องเตรียมการอันใดเป็นพิเศษสิ่งที่จำเป็นล้วนมีพร้อมอยู่ในมิติของตน จึงตัดสินใจเริ่มการรักษาทันที
ทั้งผู้รักษาและผู้ถูกรักษาล้วนมิมีความเห็นผู้คนอื่นๆ ย่อมมิอาจคัดค้านได้ ในไม่ช้าซูอี้หว่านก็ไล่ผู้คนออกไปจนหมดเหลือไว้เพียงท่านหมอเฉียน เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือหากซูอี้หว่านต้องการ
ซูอี้หว่านหันหลังเดินไปยังตู้ที่อยู่ด้านในหันหลังให้คนทั้งสอง แล้วหมุนแหวนไม้บนนิ้วเล็กน้อย หยิบสิ่งที่จำเป็นออกมาจากมิติจากนั้นจึงถือถาดหันกลับมา มอบจุกไม้ก๊อกอันหนึ่งให้ก่อน
"กัดสิ่งนี้เอาไว้"
การหักขาโดยตรงความเจ็บปวดเช่นนั้นย่อมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมิอาจทนได้เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เขาเผลอกัดลิ้นตนเอง จุกไม้ก๊อกนี้จึงเป็นสิ่งที่ขาดมิได้
จ้าวเฟยรับมันไปโดยมิลังเลกัดมันไว้ในปาก บัดนี้ซูอี้หว่านก็ได้กำแท่งไม้ขนาดเท่าข้อมือ พร้อมจะลงมือแล้ว
หลังจากเล็งอยู่หลายครั้งนางก็ลงมืออย่างเด็ดขาด ในตอนที่จ้าวเฟยยังมิได้ทันตั้งตัวก็หักกระดูกขาตรงนั้นลงในคราเดียว
ซูอี้หว่านควบคุมแรงและตำแหน่งได้อย่างแม่นยำท่านหมอเฉียนอดมิได้ที่จะยื่นมือไปลูบคลำดู ตำแหน่งมิมีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยเขาอดมิได้ที่จะเลื่อมใสในตัวซูอี้หว่านมากยิ่งขึ้น
ในฐานะหมอหลวงในวังสิ่งที่เขาได้สัมผัสบ่อยที่สุดคือปัญหาการปรับสมดุลร่างกายการรักษาบาดแผลภายนอกมีไม่มากนัก ประสบการณ์ในการต่อกระดูกขาให้ผู้คนเช่นนี้ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ตอนที่เขาเดินทางในโลกกว้างเคยรักษาผู้ที่บาดเจ็บเช่นนี้
ตอนนั้นเขาเองก็โชคดีที่สามารถต่อขานั่นให้คนผู้นั้นได้เวลาเดินเหินจึงมิได้แตกต่างจากคนทั่วไปมากนัก หากแต่เวลาเดินเร็วๆก็ยังสามารถมองเห็นความผิดปกติได้อยู่บ้าง
ยามหวนนึกถึงครานั้นท่านหมอเฉียนก็ยังคงรู้สึกเสียดายไม่น้อย
เรื่องนี้ทำให้เขาอยากรู้มากยิ่งขึ้นหลังจากที่ซูอี้หว่านต่อกระดูกให้ใหม่แล้วขาของคนผู้นี้จะสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ถึงขนาดไหน
แต่การบาดเจ็บที่เอ็นและกระดูกเช่นนี้ต้องใช้เวลาพักฟื้นถึงร้อยวันเป็นอย่างน้อยส่วนจะกลับมาเป็นปกติได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ในช่วงแรกคงยังไม่เห็นผลอย่างน้อยที่สุดก็ต้องรออีกสามเดือนถึงจะรู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร
ขณะที่ท่านหมอเฉียนกำลังใจลอยซูอี้หว่านก็ต่อกระดูกขาให้เข้าที่อย่างคล่องแคล่วทาชั้นยาที่ปรุงขึ้นเป็นพิเศษบนผิวหนังแล้วใช้แผ่นไม้ที่เตรียมไว้ตรึงมันให้แน่นก็เป็นอันเรียบร้อย
บัดนี้จ้าวเฟยราวกับเพิ่งฟื้นคืนสติเขาอ้าปากออก จุกไม้ก๊อกก็ร่วงหล่นลงจากปาก
เขานึกขำตัวเองอยู่บ้างจุกไม้ก๊อกนี้ดูเหมือนจะมิได้มีประโยชน์อันใด เพราะเมื่อครู่ที่คุณหนูซูลงมือเขายังมิได้ทันตั้งตัว รอจนกระทั่งรู้สึกเจ็บปวดขี้ผึ้งสีเขียวก็ถูกป้ายทาลงมาแล้ว
ไม่รู้ว่ายาขี้ผึ้งนี้ทำมาจากสิ่งใดมันทั้งเย็นสบายและสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ความเจ็บแสบราวถูกไฟคลอกพลันบรรเทาลงมากตอนนี้กลับไม่รู้สึกทรมานจนแทบทนไม่ไหวอีกแล้ว
"ภายในสิบวัน ท่านห้ามลงจากเตียง ข้าจะเปลี่ยนยาให้ท่านทุกวันพึงระลึกไว้ว่าขาข้างนี้ห้ามขยับเขยื้อนโดยเด็ดขาด"
ซูอี้หว่านเก็บของในถาดพลางกำชับจ้าวเฟย"หากต้องการพักฟื้นให้ดี ต้องใช้เวลาเกือบสามเดือน ห้ามใจร้อนมิเช่นนั้น ข้าก็ไม่กล้ารับประกันว่าขาของท่านจะสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้"
ความหมายแฝงของคำพูดนี้ก็คือตราบใดที่เชื่อฟังนาง พักฟื้นให้ดี ขาก็จะสามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้
จ้าวเฟยหลังจากที่ได้เห็นฝีมือของซูอี้หว่านแล้วในตอนนี้ก็ยิ่งเชื่อมั่นในตัวนางมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น "คุณหนูซูท่านหมายความว่า ขาของข้าจะสามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้จริงหรือ?"
ซูอี้หว่านพยักหน้า"หากต้องการกลับมาเป็นเหมือนเดิม คงต้องพักฟื้นอีกสักปีครึ่งทว่าหลังจากสามเดือน ขาของท่านก็จะสามารถเดินได้ตามปกติตราบใดที่ไม่ใช้งานหนักจนเกินไป ก็ไม่มีปัญหา"
ที่จริงแล้วนี่เป็นเพียงการกล่าวเกินจริงของนาง ในความเป็นจริงระยะเวลาสามเดือนก็เพียงพอที่จะทำให้ขากลับมาสมบูรณ์แบบ แต่ที่นางกล่าวเช่นนี้ก็เพราะไม่อยากให้ฝีมือทางการแพทย์ของตนเองดูมหัศจรรย์เกินไป
ขี้ผึ้งสีเขียวนั่นนางตั้งชื่อให้ว่า ‘ยาสมานกระดูกสร้างเส้นเอ็น’ชื่อนี้ฟังดูมหัศจรรย์มาก ทว่าสรรพคุณยิ่งมหัศจรรย์กว่ามันมีฤทธิ์ในการสมานกระดูกและสร้างเส้นเอ็นอย่างแท้จริงซูอี้หว่านกล้าพูดได้เลยว่า นอกจากนางแล้ว จะไม่มีผู้ใดมีสิ่งนี้ในครอบครองแน่นอน