บทที่ 47 ดูถูกหน้าตาคนรวยใหม่แบบเจ้า
เฉินชิงหยวนถูกเหล่าศิษย์พี่ล้อมไว้ จึงยืนนิ่งอย่างกระอักกระอ่วนใจ
“ศิษย์พี่ทั้งหลาย มีเรื่องอะไรหรือขอรับ”
“เจ้าเด็กน้อยหาเงินได้ก้อนโต ไม่คิดจะแบ่งให้เหล่าศิษย์พี่บ้างเลยรึ?” เหล่าศิษย์พี่เป็นคนพูดตรงไปตรงมา จึงเอ่ยจุดประสงค์ออกมาตรง ๆ
“โอ้ ที่แท้ก็เรื่องนี้” เฉินชิงหยวนแสร้งทำเป็นเพิ่งรู้ตัว
“พวกข้าต่างก็ให้เจ้ายืมถุงเก็บสรรพสิ่งไป ต้องคิดดอกเบี้ยด้วยนะศิษย์น้องเล็ก” จริง ๆ แล้วพวกศิษย์พี่ไม่ได้ตระหนี่ แต่พวกเขาไม่มีเงินจริง ๆ เลยต่างหาก!
ศิษย์พี่ที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนมีชีวิตอยู่มาหลายพันปี ไร้ซึ่งทรัพย์สมบัติติดตัว ออกไปไหนก็ดูด้อยกว่าคนอื่น หากไม่ใช่ว่าเข้าตาจนจริง ๆ พวกเขาคงไม่กล้ามาขอหินวิญญาณจากเฉินชิงหยวนเช่นนี้
เฉินชิงหยวนเหลือบมองเหล่าศิษย์พี่ที่มา ส่วนใหญ่ล้วนมีครอบครัวแล้ว การเก็บเงินส่วนตัวนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ศิษย์พี่คนหนึ่งสวมชุดนักพรตสีดำที่ขาดจนต้องปะ ทำให้เฉินชิงหยวนรู้สึกจี๊ดในใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเข้า พลางคิดในใจว่า
‘ท่านก็เป็นถึงผู้อาวุโสฝ่ายในของสำนักเสวียนชิง ผู้ยิ่งใหญ่ในขอบเขตเทวะผกผัน เหตุใดจึงดูซอมซ่อขนาดนี้?’
สำนักเสวียนชิงไม่เคยรุกรานทรัพยากรของสำนักอื่น ไม่ทำเรื่องลับ ๆ ล่อ ๆ หรือปล้นชิง ดังนั้น แม้ว่าเหล่าศิษย์พี่จะมีการบำเพ็ญสูงส่ง แต่จริง ๆ แล้วกลับไม่มีทรัพย์สมบัติมากนัก
แดนลับในดินแดนฝูหลิวซิงอวี้ถูกสำรวจไปเกือบหมดแล้ว ปัจจุบันแทบไม่มีข่าวลือเรื่องแดนลับแห่งใหม่ปรากฏขึ้น ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าศิษย์พี่ค่อนข้างลำบาก
โชคดีที่มีบรรดาพี่สะใภ้คอยดูแลเรื่องการเงิน ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจะมีวันนี้ ทุกช่วงระยะเวลาหนึ่ง พวกนางจะมอบทรัพยากรในการบำเพ็ญให้กับเหล่าศิษย์พี่อย่างเพียงพอ ส่วนหินวิญญาณที่ใช้ดื่มกินสนุกสนานนั้น ไม่มีให้แน่นอน ต้องหาวิธีกันเอาเอง
“เอาไปเถอะ!” เฉินชิงหยวนเพิ่งหาเงินก้อนโตมาจากหานซาน ทรัพย์สมบัติมากมาย ศิษย์พี่ที่มาร่วมงานต่างก็ได้รับส่วนแบ่ง
ศิษย์พี่คนหนึ่งมองหินวิญญาณระดับกลางแปดร้อยก้อนในมือ แล้วมองเฉินชิงหยวนด้วยแววตาเคียดแค้นพร้อมกับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงประจบประแจง
“ศิษย์น้องเล็ก ศิษย์พี่แปดคนนี้ทนเห็นหน้าเศรษฐีหน้าใหม่แบบเจ้าไม่ไหวจริง ๆ หากมีปัญญา ก็เอาหินวิญญาณมาทับพี่ชายให้ตายไปเลยสิ”
“...” ทุกคนเหลือบมองศิษย์พี่แปด พลางด่าทอในใจว่าคนหน้าด้าน
“ไม่ได้คุยโม้หรอกนะ ย้อนไปพันปีก่อน สำหรับหินวิญญาณแค่นี้ ข้าไม่แม้แต่จะชายตามอง แม้มันจะตกอยู่บนพื้น ข้าก็ขี้เกียจก้มเก็บ เหนื่อยเสียเปล่า ๆ”
“ช่วงหลายปีมานี้ ข้าใช้ทรัพย์สมบัติไปมากแต่ไม่มีที่หาเงิน ค่าตอบแทนรายเดือนก็มีแค่นี้ ยากลำบากยิ่งนัก!”
“ที่จริงแล้ว สำนักเสวียนชิงของเราก็ไม่ได้ยากจน ในคลังสมบัติมีของดีตั้งมากมาย แต่จำเป็นต้องใช้เพื่อดูแลค่ายกลวิญญาณในที่ต่าง ๆ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงทำให้พวกเราต้องลำบากกันหน่อย”
“ศิษย์น้องเล็ก ไม่งั้นศิษย์พี่เป็นองครักษ์ให้เจ้าสักพักก็ได้ เจ้าให้ค่าเหนื่อยเดือนละนิดหน่อยก็พอ” เหล่าศิษย์พี่ต่างพูดคุยกัน บ่นเรื่องความยากจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แท้จริงแล้ว ด้วยฐานะผู้บำเพ็ญที่มีปราณสูงส่ง หากพวกเขาต้องการหาหินวิญญาณก็มีวิธีการตั้งมากมาย เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่อยากจากสำนักเสวียนชิงไป และไม่ต้องการเป็นผู้คุ้มกันให้กับหอการค้าบางแห่ง จึงอาศัยเพียงเบี้ยรายเดือนเลี้ยงชีพ ทำให้ดูยากจนข้นแค้นเช่นนี้
‘สรุปเป็นคำเดียวว่า ขี้เกียจ!’
หากไม่ถึงขั้นจนตรอกจริง ๆ พวกเขาก็จะไม่ยอมออกไปหาเงิน
“พอแล้ว แค่นี้พวกท่านก็ใช้ได้สักพักหนึ่งแล้ว” เฉินชิงหยวนไม่กังวลเรื่องทรัพยากรการบำเพ็ญของเหล่าศิษย์พี่ พี่สะใภ้ทุกคนทราบดี พวกเขาได้หินวิญญาณไป ก็เอาไปซื้อสุรารสเลิศ หรือไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ เท่านั้น
“ขี้เหนียวจริง ๆ” ทุกคนที่ได้ประโยชน์จากเฉินชิงหยวน ต่างก็เอ่ยปากต่อว่าก่อนจากไปอย่างไม่เต็มใจ
เฉินชิงหยวนไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแต่ส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะเท่านั้น จากนั้นเฉินชิงหยวนก็แบ่งหินวิญญาณส่วนหนึ่งให้กับศิษย์พี่หญิง เก็บไว้เองส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือได้นำไปวางไว้ที่ตำหนักภารกิจ เพิ่มรางวัลสำหรับศิษย์ในสำนักที่ทำภารกิจสำเร็จ
ภารกิจในตำหนักภารกิจนั้นค่อนข้างปกติ เช่น มีโจรปล้นฆ่าผู้คนปรากฏตัวขึ้นในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง มีการระบุขอบเขตการบำเพ็ญของโจรเอาไว้ ศิษย์ที่มีความมั่นใจก็สามารถรับภารกิจได้
เช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ชื่อเสียงของสำนักเสวียนชิงดีขึ้น แต่ยังช่วยให้ศิษย์ในสำนักได้เพิ่มประสบการณ์การต่อสู้จริงอีกด้วย และยังทำให้ศิษย์สามารถหารายได้เสริมเพื่อการบำเพ็ญได้อีกด้วย นับเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว
ตำหนักภารกิจนี้ก่อตั้งขึ้นโดยเฉินชิงหยวน ช่วยยกระดับการบำเพ็ญของศิษย์ในสำนักได้เป็นอย่างมากนอกจากนี้เฉินชิงหยวนยังได้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ มากมาย ทำให้ศิษย์ในสำนักรู้สึกผูกพันกับสำนักมากขึ้น
หนึ่งชั่วยามต่อมา หานซานเดินทางมาถึงถ้ำฝึกตนของเฉินชิงหยวน
“คุยกันเป็นอย่างไรบ้าง” เฉินชิงหยวนรินชาให้หานซานพร้อมกับเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“เฮ้อ! ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” หานซานถอนหายใจเบา ๆ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” เฉินชิงหยวนถามด้วยความสงสัย
“หลิงหรานเซียนจื่อนั้นยอดเยี่ยมทุกด้าน เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าเสียดาย” ฮั่นซานถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าอยากได้คู่ชีวิตที่ชื่นชอบดอกมะลิ แต่หลิงหรานเซียนจื่อไม่ชอบดอกมะลิ ชอบดอกกุหลาบ”
“แล้วอย่างไรต่อ” เฉินชิงหยวนถาม
“จากนั้นข้าก็จากมา ยุติความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่เนื้อคู่กันเสีย” หานซานรู้สึกเสียดาย แต่ไม่เสียใจแม้แต่น้อย
“เจ้าทำได้ดีมาก” เฉินชิงหยวนชูหัวแม่มือให้ด้วยความชื่นชม
“คู่ชีวิตต้องอยู่เคียงข้างกันไปตลอดชีวิต ไม่อาจบุ่มบ่ามได้ หากความสนใจไม่ตรงกัน ชีวิตในภายภาคหน้าคงไม่มีความสุข” ตอนแรกหลิวหลิงหรานยังไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร ใครจะไปรู้ว่าหานซานจะพูดขึ้นมาก่อน โดยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าทั้งสองคนไม่ค่อยเหมาะสมกัน เขาจึงกล่าวขออภัยแล้วก็จากไป ปล่อยให้หลิวหลิงหรานนั่งงุนงงอยู่ในโถงเพียงลำพัง
หานซานมีมาตรฐานสูงมากสำหรับคู่ชีวิต ไม่เพียงต้องมีความสามารถและรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังต้องมีรสนิยมที่ตรงกันอีกด้วย
“เหล่าหาน ขอให้ท่านพบเจอคู่ชีวิตที่เหมาะสมในใจด้วยเถิด” เฉินชิงหยวนตบบ่าหานซาน รู้สึกทึ่งจริง ๆ
“เรื่องวาสนามันบังคับกันไม่ได้ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะ!” ที่จริงแล้ว หานซานรู้สึกว่าหลิวหลิงหรานนั้นดีทุกอย่าง เพียงแต่เขาไม่รู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่แรกเห็น เป็นเพียงความรู้สึกชื่นชมในความงามของนางก็เท่านั้น
“มีเหตุผล” เฉินชิงหยวนกล่าว
“มาบอกลาเจ้า ข้าจะกลับก่อนล่ะ” หลังจากพูดจบ หานซานก็โบกมือแล้วเดินจากไป
“เดินทางปลอดภัย ข้าไม่ไปส่งนะ” ขณะมองหานซานจากไป ในใจของเฉินชิงหยวนก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง เพราะหลอกเงินเขาไป
ไม่นานนัก อารมณ์ของเฉินชิงหยวนก็ดีขึ้น
การหลอกหานซานบ้างเป็นครั้งคราวไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร หานซานเองก็เคยหลอกเฉินชิงหยวนมาก่อน ต่างฝ่ายต่างก็หลอกกัน หากเป็นเรื่องอันตราย ทั้งสองฝ่ายก็รู้จักขอบเขตดี จะไม่ล้อเล่นกันเกินเลย
ในขณะเดียวกัน หลังจากที่สำนักต่างๆ เดินทางกลับไปยังสำนักของตน ข่าวที่ว่าผู้เยียวยาเดินทางไปยังสำนักเสวียนชิงด้วยตนเองก็แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศในดินแดนฝูหลิวซิง ก่อให้เกิดความโกลาหลไปทั่ว
“ลือกันว่าผู้เยียวยาเป็นสตรี”
“ได้ยินมาว่าผู้เยียวยานั้นนิสัยแปลกประหลาด เหตุใดจึงให้ความสำคัญกับเฉินชิงหยวนเป็นพิเศษ ถึงกับเดินทางไปยังสำนักเสวียนชิงเพื่อหนุนหลังเขาเชียวหรือ?”
“ว่ากันว่าเฉินชิงหยวนเรียกผู้เยียวยาว่าพี่หญิง และผู้เยียวยาก็มิได้ว่าอะไร และเพื่อปรามเหล่าผู้อาวุโส ผู้เยียวยาจึงใช้ฝ่ามือเดียวปราบปรามผู้อาวุโสปกปักแห่งตำหนักบูรพาสุข บังคับให้นางคุกเข่าขอความเมตตา โชคดียิ่งนักที่ผู้อาวุโสท่านนั้นรอดชีวิตมาได้”
“ครั้งนี้ที่สำนักต่าง ๆ ร่วมมือกันกดดันสำนักเสวียนชิง ไม่เพียงแต่ไม่สามารถเค้นเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากแดนต้องห้ามเทียนหยวนออกมาได้ แต่ยังเสียหน้าอย่างหนักอีกด้วย” ทุกหนทุกแห่งต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องนี้ บรรยากาศครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องที่เฉินชิงหยวนสามารถกลับมาบำเพ็ญได้ก็ถูกเปิดเผยออกมา ทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยตกตะลึงไปตาม ๆ กัน ไป๋ซีเสวี่ยแห่งตำหนักบูรพาสุข นางสวมชุดยาวสีขาว บัดนี้มองออกไปไกลด้วยแววตาเหม่อลอย