ตอนที่ 75 ลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึก
ค่ำคืนนั้น หน่วยสามและเหล่าทหารรักษาการณ์ต่างหยุดพักผ่อน กองไฟกองใหญ่และน้อยมากมายถูกจุดขึ้นบริเวณโดยรอบ กลิ่นอาหารและเนื้อย่างอบอวลไปทั่วบริเวณ แม้สัตว์อสูรอาจตามกลิ่นเนื้อย่างมาได้และการจุดกองไฟมากเกินไปเช่นนี้มักไม่มีผลดีต่อการค้างแรมในป่า หากด้วยปริมาณคนและกำลังรบของพวกเขาแล้วไม่มีใครกังวลแต่อย่างใด
พวกเขายังคงห่างจากนครรัตนะระดับหนึ่ง จากความเร็วในการเดินทางเที่ยงวันพรุ่งนี้ย่อมถึงโดยสวัสดิภาพ ภารกิจครั้งนี้เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริงแล้ว ทุกคนต่างพักผ่อนกันอย่างเบิกบาน
หน่วยสามหลาย ๆ คนร่วมวงกับเหล่าทหารรักษาการณ์กินอาหารค่ำกันอย่างครึกครื้น ภารกิจราชวงศ์ที่กินเวลายาวนานครั้งนี้ทำให้พวกเขานั้นสนิทกันมากขึ้น องค์หญิงไพลินยังคงเป็นเช่นเดิม เธอเดินคุยกับทหารรักษาการณ์ทุก ๆ คนอย่างไม่ถือตัว ยกอาหารไปนั่งกินด้วยกันบ้าง หยิบขนมหวานออกมาจากกระเป๋าบรรจุวังของเธอมาแจกจ่ายบ้าง
แม้จะผ่านภารกิจมานานกว่าสองสัปดาห์และองค์หญิงไพลินใช้สิ่งต่าง ๆ ไปมากมาย แต่ดูเหมือนกระเป๋าบรรจุวังของเธอจะไม่พร่องลงเลยแม้แต่น้อย นิทานถึงกับอดสงสัยไม่ได้ว่าเธอใส่อะไรไว้มากขนาดไหนกันแน่ในกระเป๋าบรรจุวังนั้น เธอถึงสามารถหยิบสิ่งต่าง ๆ ออกมาได้แทบจะตลอดเวลาราวกับกำลังเล่นกล
นิทานหลังจากพูดคุยเล่นกับคนรอบตัวแล้ว เมื่อสบโอกาสเขาจึงลอบหนีขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ ผูกเปลของตนนอนเอกเขนกชมจันทร์กระจ่างกลางฟ้าอย่างสบายใจ
ราวกับแม้แต่ท้องฟ้าก็ยังอยากร่วมฉลองให้แก่พวกเขา ฟ้าในค่ำคืนนี้ไร้ซึ่งหมู่เมฆใด มีเพียงจันทร์กระจ่างกลางฟ้าอวดโฉมของตนอย่างงดงาม รายล้อมไปด้วยดวงดาราหลากสีที่กระจายอยู่ทั่วไป นิทานเห็นกลุ่มดาวหมาป่าล่าแกะ กลุ่มดาวหมาป่าล่าแกะในค่ำคืนนี้ดูจะห่างไกลกว่าที่เคย จากที่เขาเรียนรู้มา เมืองศิลาลัยและหมู่บ้านเปลวเหมันต์นั้นอยู่กันคนละทิศ ทำให้มุมองศาในการมองกลุ่มดาวหมาป่าล่าแกะต่างออกไป
เขานึกถึงครั้งที่เขาออกล่าสัตว์อสูรกับคณะของอินจันทร์ คืนนั้นท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยดาวหลากสีเช่นคืนนี้ เขาเคยได้ยินในคาบเรียนสมัยเด็กว่ามีอริยะบางคนที่สามารถรับพลังจากดวงดาวมาใช้ได้อีกด้วย เขาในตอนนั้นตื่นเต้นกับความหลากหลายของคำแห่งพลังเป็นอย่างมาก
ดวงดาราสีแดงมอบความร้อนแรงและการแผดเผา ดวงดาราสีเขียวมอบพลังฟื้นฟูและพลังชีวิต และอื่น ๆ นิทานนึกถึงแล้วก็อดถอนหายใจด้วยความชื่นชมไม่ได้
อินจันทร์ทำอะไรอยู่นะ เขาพลันคิดถึงเด็กหนุ่มมากพรสวรรค์คนนั้นขึ้นมา อินจันทร์ถือเป็นเพื่อนคนแรก ๆ ของเขาในนครรัตนะแห่งนี้ อินจันทร์ถึงกับมอบตราแทนตัวให้แก่เขา เขาย่อมไม่ลืมน้ำใจนี้
คีตาพลันกระโดดขึ้นมานอนทับร่างของเขาบนเปล แม้มันจะตัวใหญ่หากเปลกลับไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย นิทานมักมัดเปลแน่นกว่าปกติเพราะรู้ตัวว่าคีตาชอบขึ้นมานอนด้วย หากครั้งนี้เหมือนคีตาจะเรียนรู้ไวขึ้นมาก มันถึงกับยืมพลังลดน้ำหนักของตนเพื่อให้นอนทับนิทานได้สบายยิ่งขึ้น
นิทานอมยิ้มลูบหัวขนาดใหญ่ของมัน เขาหยิบหวีอย่างดีออกมาบรรจงแปรงขนคีตาอย่างรักใคร่ นิทานพลันรู้สึกถึงเดจาวู ช่วงหลังนี้เมื่อใดก็ตามที่เขาแอบหนีออกมาจากฝูงคนที่แสนวุ่นวาย นั่งพักผ่อนหวีขนคีตาเมื่อใด ผ่านไปไม่นานจะมีหญิงร่างเล็กคนหนึ่งโผล่มาจากไหนก็ไม่ทราบ ชวนคุยเจื้อยแจ้ว
เขาหันไปมองกองไฟขนาดใหญ่ด้านล่าง ทหารรักษาการณ์เบื้องล่างยังคงกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย พวกเขานั่งล้อมวงคุยกันอย่างสนุกสนาน ศูนย์กลางของวงล้อมแห่งรอยยิ้มนั้นย่อมไม่ใช่ใครนอกจากองค์หญิงไพลิน
เธอนั้นนั่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟ รายล้อมไปด้วยรอยยิ้ม ส่วนเขานอนอยู่บนเปลบนต้นไม้ รอบด้านสงบเงียบ ความแตกต่างนี้ทำให้นิทานอดหัวเราะออกมาไม่ได้
แม้จะแตกต่างกันถึงเพียงนี้ หากเมื่อคุยกันแล้วกลับทำให้รู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับตนเอง ยิ่งนึกถึงตอนนั้นที่เธอมาเป็นเพื่อนกับเขา เขายังอดหัวเราะไม่ได้
ไพลินก็คือไพลินนั่นแหละนะ นิทานอมยิ้ม เขานั้นรู้จักคนมากมาย หากพูดถึงมิตรสหายเขาก็พอมีในระดับทั่วไป แม้แต่กับหน่วยสามเขาก็สนิทสนมด้วยดี หากเพราะช่วงอายุที่ค่อนข้างห่างกัน เขาจึงอึดอัดเล็ก ๆ
อินจันทร์อาจจะรู้สึกสนิทสนมอยู่บ้าง แต่ฐานะนายจ้างลูกจ้างในตอนแรกและท่าทางมากมารยาทของอินจันทร์ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกใกล้ชิดขนาดนั้น
ดังนั้นคนที่มาชวนเขาเป็นเพื่อน ปฏิบัติตัวอย่างเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ให้ความรู้สึกใกล้ชิดอย่างแท้จริง ก็มีเธอเป็นคนแรก
นิทานเอนตัวลงพิงเปล เขาเหยียดแขนขาอย่างเกียจคร้าน คีตาแม้จะดูเสียดายที่นิทานหยุดแปรงขนมันแล้ว แต่มันก็ยังเบียดตัวมานอนใกล้เขาเช่นเดิม เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าบรรจุวัง หยิบขวดเล็กสีดำขวดหนึ่งขึ้นมา
ขวดเล็กสีดำสะท้อนแสงจันทร์ส่องเข้าตาของเขา แม้ภายในจะไร้วิญญาณบรรจุอยู่แล้ว หากนิทานกลับรู้สึกเหมือนยังได้ยินเสียงโหยหวนคร่ำครวญดังออกมาจากขวดอย่างต่อเนื่อง ภายนอกเขาสามารถเห็นอักษรโบราณสลักอยู่ได้เบาบางสองคำ
สัญญาทาส
สะท้านจิต
นิทานได้ลองตรวจสอบดูแล้ว เมื่อเขาส่งพลังจิตวิญญาณเข้าไปยามที่ศิลาเสียชีวิต ข้อมูลของมันก็ไหลบ่าเข้าสู่ห้วงจิตของเขา
ขวดนี้มีนามว่า ลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึก เป็นวัตถุสลักคำระดับนักสลักโท
แม้จะมีรูปร่างเป็นขวด กลับมีชื่อว่าลูกบาศก์ ต้นเหตุเกิดมาจากการหลอมสร้างตัวขวดที่สร้างขึ้นมาจากวิญญาณสีขาวกว่าหลายร้อยดวง ในตอนแรกรูปร่างของมันก็เป็นกล่องสี่เหลี่ยมรูปทรงลูกบาศก์ดังชื่อ หากเพราะนักสลักผู้รังสรรค์นั้นขาดความสามารถ ไม่สามารถบีบอัดวิญญาณหลายร้อยดวงได้อย่างเชี่ยวชาญ ลูกบาศก์จึงพังทลายลง ในจุดที่ก่อนจะเสียหายอย่างสิ้นเชิงเขาบีบอัดมันลงเหลือเพียงขวดขนาดเล็ก ลดปริมาณที่ผนึกได้ลงอย่างมาก หากความสามารถยังคงเดิม
รอยแตกร้าวที่รายล้อมหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาไม่ทราบว่าอริยะแปลงเพลิงทำได้อย่างไร หากวัตถุสลักคำที่เสียหายชิ้นนี้ถูกซ่อมแซมอย่างเรียบร้อย
มันสามารถผนึกวิญญาณระดับนักสลักเอกได้สิบดวงหรือระดับนักสลักโท สามดวง ทับซ้อนกัน
มันสามารถทำให้ผู้ใช้งานกล่อมจิตของดวงวิญญาณที่ถูกผนึกให้ทำตามคำสั่งของผู้ใช้งาน
มันจะมอบความสามารถ สะท้านจิต ให้แก่ดวงวิญญาณ เกิดเป็นการโจมตีที่สะเทือนถึงดวงจิต
นิทานนึกถึงเสียงคำรามสะท้านจิตของเหล่าสัตว์อสูร แต่น่าแปลกที่สัตว์อสูรทั้งห้าตัวกลับไม่ใช้มัน
ทุก ๆ ครั้งที่ผนึกวิญญาณ ต้องมีชีวิตของวิญญาณสีขาวสิบดวงอยู่รายล้อมเป็นแหล่งพลังงาน
ผู้ใช้งานมักประสบกับเสียงคร่ำครวญและฝันร้ายอยู่ตลอดเวลา
ผู้ใช้งานจะพบกับการที่นิสัยเปลี่ยนแปลงไป รักความรุนแรงและกระหายเลือดมากขึ้น
เห็นได้ชัดว่าผู้รังสรรค์วัตถุสลักคำชิ้นนี้หลอมสร้างมันขึ้นมาเพื่อใช้กับอาคมผนึกร่างฝังวิญญาณโดยเฉพาะ ใช้คำแห่งพลัง สัญญาทาส เพื่อควบคุมวิญญาณและผนึกมันไว้ในขวดนี้
นิทานมองลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึกด้วยสีหน้ารังเกียจ ในครั้งแรกนิทานคิดว่าจะนำวัตถุสลักคำชิ้นนี้ไปรวมกับกองส่วนแบ่งระหว่างหน่วยสาม จะอย่างไรเขาก็ไม่ได้จัดการศิลาด้วยตนเอง ผู้ลงมือหลักคือหัวหน้าเมย์ หากไพลินกลับห้ามไว้ เธอให้เหตุผลว่าอริยะแปลงเพลิงมอบให้นิทานเป็นของรางวัล เขาสมควรเก็บมันไว้ด้วยตนเอง และหากนิทานนำสิ่งนี้ไปแสดง พวกเขาจะสงสัยได้ว่านิทานได้สิ่งนี้มาได้อย่างไร และอริยะแปลงเพลิงคงจะต้องเปิดเผยตัว
เมื่อเธอพูดถึงเพียงนั้นนิทานจึงตัดสินใจเก็บไว้เอง หากเขาย่อมไม่มีทางใช้งานมันด้วยตนเองอย่างแน่นอน เพียงคิดว่าสิ่งของในมือของตนเกิดจากวิญญาณสีขาวหลายร้อยดวงเขาก็สะอิดสะเอียนแล้ว
หากเขาไม่เห็นความสำคัญของสมบัติวิเศษจากศึกครั้งนี้และการที่ไพลินใช้สมบัติอย่างชาญฉลาด เขาคงทำลายลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึกนี้ทิ้งอย่างไม่ไยดีแล้ว
เวลานี้เขาเห็นและเข้าใจความสำคัญของสมบัติวิเศษแล้ว แม้การประลองของจักรวรรดิมาลาไคจะห้ามการใช้สมบัติวิเศษแต่ในการต่อสู้จริงนั้นไม่มีอย่างแน่นอน และสมบัติวิเศษก็ส่งผลอย่างมากต่อพลังต่อสู้ ความปรารถนาในการครอบครองสมบัติวิเศษของนิทานจึงมากขึ้นกว่าที่เคย
เขาตั้งใจจะขายมันให้กับคนที่เขามั่นใจว่าจะไม่นำมันไปใช้ เขาอยากขายให้ไพลิน แต่เขาคิดว่าไพลินต้องแอบเพิ่มราคาให้เขาแน่นอน
แค่นี้เธอก็ช่วยเรามากพอแล้ว ด้วยความเกรงใจ นิทานจึงตัดเธอออกจากตัวเลือก
เหลืออีกเพียงสามชื่อที่เขาคิดว่ามีสินทรัพย์มากพอจะซื้อได้
อินจันทร์ ผู้พันลาลันตา และฟาง หมิง
เมื่อเขาได้เงินจากการขายลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึกเมื่อใด เมื่อนั้นจะถึงเวลาที่เขาซื้อสมบัติวิเศษให้แก่ตนและคีตา เขารับรู้มาว่าสมบัติบางชิ้นสามารถเพิ่มอัตราการเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้ได้อีกด้วย
หากเขาหาซื้อได้ เขาสมควรมีความหวังในการขึ้นเป็นนักสลักเอกก่อนงานประลองได้มากขึ้นไม่มากก็น้อย
เมื่อนึกถึงงานประลอง นิทานลอบมองเจ้าหมายักษ์ที่นอนเบียดอยู่กับตน เขานึกไปถึงยามที่คีตาใช้วัชระดาวตกของเขา นึกไปถึงท้องนภาทิศเหนือในห้วงจิตที่ปริร้าว
คีตาคงใกล้ขึ้นเป็นนักสลักเอกได้แล้วสินะ นิทานพึมพำ
นิทานอดยิ้มไม่ได้ หากมันสามารถขึ้นเป็นนักสลักเอกได้ ความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขาจะสูงขึ้นอีกมาก ยังไม่รวมถึงความสามารถที่สามารถคัดลอกวัชระดาวตกของเขาได้ นิทานยังไม่มีเวลาสอบถามคีตาอย่างชัดเจน หากเขาก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นหนึ่งในความสามารถของคำแห่งพลัง นิทาน วงจันทรา
เมื่อคิดแล้วเขาก็อดเจ็บปวดใจนิด ๆ ไม่ได้
เวลาฉันจะใช้ที ต้องเสียหอกเล่มละตั้งสองพันไกอา ยังมีค่าถุงมือหนังต่อไฟฟ้าอีก แต่คีตายิงได้ฟรี… นิทานบ่นอุบ
ยังไม่รวมเรื่องที่คีตาพึ่งจะหกขวบแต่กำลังจะกลายเป็นนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้สี่คำแล้ว พรสวรรค์ของฉันแพ้หมา… นิทานถอนหายใจ
แม้คนรอบตัวจะบอกว่าเขาคืออัจฉริยะ แม้คนรอบตัวจะชื่นชมในความเร็วในการค้นพบคำของเขา หากเขารู้ตัวเองดี อัจฉริยะที่แท้จริงคือเจ้าหมายักษ์ที่นอนหาวยาวแถมยังเบียดเขาแทบตกเปลตัวนี้ต่างหาก