โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 42 เริ่มงานประชุม

    ตอนที่ 42 เริ่มงานประชุม
    เซิงห่าวพลิกลำตัวครั้งหนึ่ง แล้วคิดถึงงานประชุมในวันพรุ่ง แต่ก็ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็ค่อยๆ หลับไป
    เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ฉีเจาได้มาเรียกเพื่อปลุกเซิงห่าว เขาได้นำเอากระเป๋าเดินทางทั้งสองใบและยังมีกล่องไม้รูปมังกรในเมฆที่บรรจุกำไลเอาไว้เดินไปยังสถานที่จัดงาน
    เขาได้สุดกลิ่นหอมสดชื่นของยามเช้าที่อยู่ภายในอากาศ เซิงห่าวมองไปยังดวงอาทิตย์ที่ยังไม่ขึ้นบนท้องฟ้า แล้วก็ได้หาวออกมาพลันถามขึ้นว่า "ศิษย์พี่ ตอนนี้มันยังเช้าเกินไปหรือเปล่า งานประชุมนักประเมินเริ่มงานเช้าขนาดนี้เลยเหรอ? "
    บนใบหน้าของฉีเจานั้นก็มีรอยคล้ำอยู่รอบดวงตา แต่ทว่าเขากลับดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก แล้วพูดว่า : "ปกติแล้ววันแรกก็จะต้องเช้าสักหน่อย เธอก็รู้ว่ามีกฎเกณฑ์มากมายภายในโลกของวัตถุโบราณ แต่ก็เพราะว่ามันคือวันแรก เมื่อถึงเวลาที่ทำการประเมินสมบัติมันก็จะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก "
    "อย่างนั้นก็ได้" เซิงห่าวทำตัวเองให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น แล้วก็ได้เดินตามหลังของฉีเจาไป
    สถานที่จัดงานการประชุมนักประเมินครั้งที่สองนั้นอยู่ห่างจากโรงแรมไม่ไกลมากนัก พวกเขาทั้งสองคนเดินมาไม่นานเท่าไรนักก็ได้เดินมาถึงสถานที่จัดงาน และเมื่อมาถึงแล้วเซิงห่าวก็ได้ค้นพบว่า ในความเป็นจริงแล้วที่เขากับฉีเจามาถึงนั้นถือว่ามาสายกันแล้ว
    สถานที่จัดงานนั้นการจัดการพื้นที่ได้อย่างคลาสสิกมาก
    เพียงได้จ้องมองไปที่ป้ายแผ่นหนึ่งที่อยู่หน้าประตู ตัวอักษรด้านหน้านั้นได้เขียนขึ้นมาด้วยพู่กัน จากความงดงามดั่งหงส์ร่อนมังกรรำนี้สามารถที่จะมองออกว่าคนที่เขียนอักษรนี้พู่กันของเขานั้นจะต้องซึมซับมาเป็นเวลานานมากแล้ว
    มีผู้หญิงสาวที่สวมชุดกี่เพ้ายืนอยู่ตรงประตูทางเข้า เห็นได้อย่างชัดเจนว่าหญิงสาวเหล่านี้เคยได้รับการคัดเลือกมาแล้ว จากการสวมชุดกี่เพ้ากลับยิ่งขับเน้นทรวดทรงได้เป็นอย่างยิ่ง ได้นำพาอารมณ์คลาสสิกและความมีเสน่ห์ออกไป
    เมื่อหญิงสาวได้มองมาเห็นฉีเจาและเซิงห่าว ก็รีบเขามาต้อนรับในทันที
    "ทั้งสองท่านไม่ทราบว่ามาเข้าร่วมงานประชุมนักประเมินใช่หรือไม่คะ? ไม่ทราบว่ามีจดหมายเชิญไหมคะ? "
    เซิงห่าวไม่ทันรอให้ฉีเจาเริ่มพูด เขาได้หยิบจดหมายเชิญสองฉบับออกมาจากภายในกระเป๋าทันที แล้วส่งให้พนักงานสาว หญิงสาวได้รับไป หลังจากนั้นได้นำเขาทั้งสองเดินไปยังหน้าโต๊ะหนึ่ง
    บนโต๊ะนั้น มีกระดาษสีแดงแผ่นใหญ่วางกระจายอยู่บนนั้น ด้านบนนั้นมีตัวอักษรอยู่หนาแน่น ส่วนด้านล่างนั้นยังมีพื้นที่ว่างอยู่อีกมากมาย ฉีเจาได้เอากระเป๋าเดินทางของเขานั้นวางเอาไว้ก่อน แล้วหยิบปากกาที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา หวดลงไปสองครั้งแล้วลงชื่อด้วยชื่อของเขาลงไป
    หลังจากนั้นเขาก็ยื่นปากกาส่งให้กับเซิงห่าว แล้วเซิงห่าวก็ได้ลงชื่อด้วยชื่อของตัวเอง
    เมื่อเดินเข้าไปในสถานที่จัดงาน เซิงห่าวค้นพบว่ามีคนอยู่ไม่น้อยที่ต่างคนต่างก็ล้อมวงกันเป็นกลุ่มเพื่อสนทนากัน
    "เถ้าแก่ฉี คุณมาแล้วเหรอ? ครั้งนี้คุณนำสิ่งของอะไรออกมาประเมินอย่างนั้นหรือ? " ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างกายของเขาทั้งสองคน
    เซิงห่าวและฉีเจาหันศีรษะไปพร้อมกัน พบแค่เพียงคนที่ไว้ผมสั้นคนหนึ่ง สวมชุดแบบท่านซุนยัดเซ็นและสวมใส่แว่นตา คนอายุประมาณไม่น่าจะเกินห้าสิบปีเดินเข้ามา
    เมื่อฉีเจามองไปเห็นคนคนนั้น เขาได้กล่าวทักทายขึ้นมาอย่างรีบร้อน : "เถ้าแก่ตู้" หลังจากนั้นก็ได้อธิบายให้เซิงห่าวที่อยู่ด้านข้างได้ฟังว่า : "เถ้าแก่ตู้กับฉันเราได้มีโอกาสทำธุรกิจด้วยกันอยู่บ่อยๆ เขาเป็นนักสะสมคนหนึ่งที่ชื่นชอบการสะสมวัตถุโบราณเป็นอย่างมาก แล้วก็นับได้ว่าเป็นคนที่มีอำนาจคนหนึ่งในวงการวัตถุโบราณ "
    เซิงห่าวพยักหน้าทันที
    เมื่อเถ้าแก่ตู้ได้เดินมาถึงข้างตัวแล้วนั้น ก็ได้หัวเราะฮ่าฮ่าออกมาก่อน หลังจากนั้นก็ได้มองไปที่เซิงห่าวแล้วถามขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน : "เถ้าแก่ฉี จะไม่แนะนำหนุ่มน้อยที่อยู่ข้างตัวของคุณคนนี้สักหน่อยหรือ"
    ฉีเจาแนะนำขึ้นอย่างรีบร้อน : "คนคนนี้คือศิษย์น้องของผม ชื่อเซิงห่าว ครั้งนี้เขามาเข้าร่วมงานการประชุมนักประเมินด้วยกันกับผม "
    "เป็นอย่างนี้นี่เอง ฉันชื่อตู้อวี้หมิง มีความร่วมมือทางธุรกิจบางอย่างกับศิษย์ของเธอ" เถ้าแก่ตู้พยักหน้า
    เซิงห่าวได้เริ่มกล่าวทักทายตามมา และมองไปที่เขาอยู่ครู่หนึ่ง : "เถ้าแก่ตู้"
    ณ ตอนนี้สิ่งที่ตู้อวี้หมิงให้ความสนใจนั้นกลับเป็นบนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบที่ฉีเจาได้ถือเอาไว้ : "จะว่าไปแล้วเถ้าแก่ฉี สิ่งที่คุณถือในนั้นเป็นของอะไรหรือ? ทำไมถึงได้ใหญ่อย่างนี้? "
    สาเหตุที่ตู้อวี้หมิงสามารถมองเห็นพวกเขาได้นั้น ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะว่ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบนั้น ทั่วทั้งสถานที่จัดงาน ยังไม่มีใครถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขนาดนี้เหมือนกับพวกเขาเลยสักคน ดังนั้นเมื่อเข้าทั้งสองคนเดินเข้ามาข้างในแล้วนั้น เลยมีคนจำนวนไม่น้อยต่างพากันมองมาที่พวกเขาทั้งสอง
    เมื่อได้ยินตู้อวี้หมิงถามถึงสิ่งของที่อยู่ภายในกระเป๋าเดินทางแล้ว เขากลับยิ้มออกมาอย่างลึกลับ "สิ่งนี้ต้องเก็บเป็นความลับไว้ก่อนชั่วคราว รอให้เมื่อถึงเวลาที่ทำการประเมินสมบัติคุณก็จะรู้แล้ว"
    "สิ่งนี่คือความลับ" เมื่อตู้อวี้หมิงได้ยินดังนั้น เขานั้นก็เลิกคิ้วขึ้นมา ภายในใจก็ยิ่งอยากรู้อยากเห็นเรื่องกระเป๋าเดินทางนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก "เถ้าแก่ฉี จะว่าไปแล้วคำพูดของคุณแบบนี้ทำให้ผมตื่นเต้นจริงๆ คุณเห็นแก่ที่เราร่วมมือกันมาหลายปี คุณก็เปิดเผยข้อมูลบางอย่างให้ผมหน่อยน่า "
    ฉีเจายิ้มแล้วพูดขึ้นว่า : “ผมสามารถเปิดเผยได้แค่ว่า ในนี้นั้นมีแจกันอยู่คู่หนึ่ง”
    “แจกันขนาดใหญ่ขนาดนี้ และยังคงเป็นคู่หนึ่งอีก! ” เมื่อตู้อวี้หมิงได้ยินอย่างนั้นลูกตาของเขาก็แทบที่จะถลนออกมา
    ณ ตอนนี้ เซิงห่าวนั้นจำเป็นที่จะต้องขัดจังหวะคำพูดของเขาทั้งสองคน เพราะว่าพวกเขาในขณะนี้นั้นอยู่ห่างจากประตูใกล้มากมานานแล้ว ที่ทั้งสามคนยืนอยู่ตรงนี้นั้นกลายเป็นว่าทำให้ขวางทางเดินคนอื่นเอาได้
    "ศิษย์พี่ เถ้าแก่ตู้ พวกเราได้ขวางทางเดินคนอื่นกันอยู่ พวกเราหาสถานที่ซึ่งเหมาะกว่านี้แล้วค่อยคุยกันดีกว่า"
    ฉีเจาและตู้อวี้หมิงก็พึ่งได้ตระหนักถึง ตู้อวี้หมิงพูดขึ้นว่า : "ฉันมีเพื่อนอยู่อีกสองสามคนและที่จริงแล้วฉันก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยกันเถอะ ถ้าหากไม่ถือสาแล้วละก็ พวกคุณก็ไปนั่งอยู่ด้วยกันเถอะ"
    เซิงห่าวย่อมไม่มีความเห็นอะไรแน่นอนอยู่แล้ว ฉีเจาก็พยักหน้า หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสามคนก็ได้เดินไปตรงกลางของสถานที่จัดงาน
    ศูนย์กลางของสถานที่จัดงานนั้นได้ทำการติดตั้งม้านั่งเอาไว้แล้ว ตำแหน่งที่นั่งส่วนใหญ่นั้นล้วนแล้วแต่มีคนนั่งอยู่ ถัดไปข้างหน้าอีกนั้น ก็คือโต๊ะแถวหนึ่ง คนที่นั่งอยู่บนโต๊ะเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีอายุค่อนข้างมากแล้ว แม้แต่ในบางคนนั้นก็ยังมีผมหงอกเกิดขึ้นมาแล้ว ด้านหน้าของพวกเขานั้นต่างก็มีป้ายเล็กๆ ตั้งอยู่
    เซิงห่าวคาดเดาว่าคนเหล่านี้จะต้องเป็นอาจารย์นักประเมินผู้รับผิดชอบการประเมินสมบัติของวันนี้
    และที่อยู่ถัดไปข้างหน้าโต๊ะนั้น ก็คือเวที
    เซิงห่าวและฉีเจาได้เดินตามตู้อวี้หมิงมา เดินตรงมาตลอดทางจนมาถึงสถานที่ซึ่งอยู่ทางด้านหน้าสุด จากนั้นเขาก็หยุดลง
    "นี่คือฉีเจาและศิษย์น้องของเขา" ตู้อวี้หมิงได้เดินไปถึงข้างกลุ่มคนที่กำลังสนทนากันอยู่ และได้แนะนำเซิงห่าวและฉีเจาอย่างง่ายๆ อยู่ครู่หนึ่ง
    กระเป๋าเดินทางของฉีเจานั้นดึงดูดความสนใจของผู้คนมากเกินไป คนจำนวนไม่น้อยเริ่มที่จะสอบถามขึ้นมา หลังจากนั้นไม่นานนัก ทุกคนก็เริ่มที่จะพูดคุยกัน เซิงห่าวนั้นนั่งอยู่ด้านข้างของฉีเจา เขานั้นไม่มีอะไรจะพูด ตัวเขาเองนั้นรู้ดีอย่างแน่นอนว่าในสมองของตัวเองนั้นยังคงมีความรู้ไม่เพียงพอ ดังนั้นเขาจึงนั่งฟังอยู่ด้านข้างนั้น
    ในขณะเดียวกันนั้นเขาก็ได้มองไปตามสถานที่จัดงานอย่างเงียบๆ
    หลังจากที่ดูไปอยู่สักพักหนึ่ง เขาก็ได้ยิ้มออกมาอย่างจนปัญญา เพราะเขาได้ค้นพบว่ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของศิษย์พี่นั้น อาจจะกล่าวได้ภายในสถานที่จัดงานทั้งหมดนี้เป็นสิ่งของที่ใหญ่ที่สุดแล้วอย่างแน่นอน
    “เซิงห่าวเขานั้นมีจดหมายเชิญเป็นของตัวเอง และเขาก็มาเข้าร่วมงานด้วยกันกับผม”
    ไม่รู้ว่าได้คุยมาถึงตรงไหนกันแล้ว แต่ทันใดนั้นเซิงห่าวก็ได้ยินฉีเจาพูดถึงชื่อของเขา ดังนั้นเขาเลยหันหน้าไปมองที่ฉีเจา ผลก็คือได้เห็นสีหน้าประหลาดใจของหลายๆ คน
    เวลา ณ ขณะนั้น ก็ได้มีดนตรีเปิดขึ้นมา ต่อจากนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากลำโพงที่อยู่โดยรอบทั้งสี่ด้านว่า : "ยินดีต้อนรับทุกท่านที่ได้มาเข้าร่วมงานการประชุมนักประเมินครั้งนี้สองนี้ ผมคือพิธีกรเหอเทียน "
    “กำลังจะเริ่มแล้ว” ทันใดนั้นฉีเจาก็ก้มหัวต่ำมาพูดที่ข้างหูของเซิงห่าว
    เซิงห่าวพูดตอบรับออกไป หลังจากนั้นก็จ้องมองไปบนเวที เห็นเพียงคนสวมชุดทางการหนึ่งคน ชายที่เดินขึ้นมาบนเวทีนั้นน่าจะอายุประมาณไม่เกินสามสิบปี ถือไมโครโฟนแนะนำอย่างง่ายๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ของงานประชุมผู้ประเมินอยู่ครู่หนึ่ง
    หลังจากนั้นก็ได้แนะนำบุคคลที่นั่งอยู่บนโต๊ะแถวหน้าเวทีทีละคน เหมือนกับที่เซิงห่าวได้ทำการคาดเดาเอาไว้ คนที่อยู่ด้านหน้าของเวทีนั้นล้วนเป็นปรมาจารย์นักประเมินผู้มีชื่อเสียงทั้งนั้น
    มีปรมาจารย์นักประเมินที่มาถึงทั้งหมดสิบแปดท่าน เซิงห่าวมองไปที่งานประชุมทั้งหมดอยู่คู่หนึ่ง ได้ประมาณการแล้วว่าคนที่มางานประชุมผู้ประเมินนั้น อยู่ที่ประมาณร้อยกว่าคน ถ้าหากว่าทุกคนนั้นได้นำสมบัติที่รักษาเอาไว้ออกมาแล้วละก็ คาดว่าจะทำการประเมินให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งวันไม่ได้
    หลังจากแนะนำปรมาจารย์นักประเมินเรียบร้อยแล้ว พิธีกรก็ได้ทำให้บรรยากาศของงานมีชีวิตชีวาขึ้น จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาว่า : "ถ้าอย่างนั้น งานประชุมนักประเมินครั้งที่สองได้เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้ เรียนเชิญทุกท่านนำวัตถุโบราณในมือของตัวเองมาทำการประเมินด้านหน้านี้ได้เลยครับ "
    หลังจากพิธีกรได้เดินลงจากเวทีไปแล้ว แต่กลับมีคนจำนวนไม่น้อยลุกออกมาจากที่นั่งแล้วเดินขึ้นไป และมีคนเพียงแค่ไม่กี่คนได้เดินกระจัดกระจายไปเท่านั้น
    และมีบริกรบางส่วนได้นำอาหารและไวน์บางส่วนออกมาจากด้านหลังของเวที แล้วได้ขนส่งไปท่ามกลางฝูงชน
    ตอนนี้ฉีเจาได้มองเห็นสายตาที่งุนงงของเซิงห่าว ก็ยิ้มขึ้นมาแล้วถามว่า : "รู้ไหมว่าเพราะอะไรมีคนแค่ไม่กี่คนได้ขึ้นไปไหม? "
    เซิงห่าวส่ายหน้า
    ฉีเจาได้อธิบายอย่างช้าๆ ว่า : "นั่นก็เป็นเพราะว่า ถ้าหากไม่มีความมั่นใจที่เพียงพอแล้วละก็ อย่างมากที่สุดก็อย่าไปเป็นคนแรก เพราะคนที่ไปเปิดนั้นก็จะแทนความหมายที่ดีอย่างหนึ่ง คนที่ไปประเมินคนแรก ย่อมจำเป็นจะต้องเปิดออกมา เปิดนิมิตหมายที่ดีอย่างแน่นอน"
    "อย่างนั้นเถ้าแก่ฉีมีความมั่นใจไหมล่ะ? " ทันใดนั้นตู้อวี้หมิงก็เดินหัวเราะเข้ามาใกล้
    ฉีเจาไม่ได้ตอบกลับไป แต่ได้ถามกลับไปแทน : “ฮิฮิ แล้วเถ้าแก่ตู้ละ? ”
    ตู้อวี้หมิงส่ายหัว : “ฉันเป็นที่หนึ่งหรืออะไรก็ช่าง ฉันมาที่นี่หลักๆ แล้วนั้นวางแผนว่าจะมาดูว่าจะมีของอะไรที่พอใจอยู่หรือเปล่าเท่านั้นแหละ”
    ฉีเจายิ้มออกมา : “เนื่องจากว่าพวกผมไม่เต็มใจที่จะเป็นคนแรก อย่างนั้นรอให้ของเหล่านี้ประเมินออกมา แล้วพวกเราก็เข้าไปเยี่ยมชมดูก่อน”
    วัตถุโบราณที่ได้ประเมินออกมาแล้ว ถ้าหากเป็นของดีแล้วละก็ จะสามารถนำไปจัดวางที่งานแสดงนิทรรศการด้านข้าง ใครก็ตามที่ต้องการจะไปดู ก็สามารถที่จะไปทางนั้นได้...