ปราณปรมัตถ์ เทวทูตเพื่อสันติ

    บทที่2 วิชาปราณปรมัตถ์

     บทที่2

    วิชาปราณปรมัตถ์

                ณ. กรุงเทพมหานครประเทศไทย พอปฐวีได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็อยู่ในโรงพยาบาลแล้ว พวกแพทย์ และพยาบาลบอกกับเขาว่าปฐวีสลบไปที่เยอรมัน แบบไม่ได้สติ อยู่ที่นั่นได้สองสามวันทางครอบครัวก็ตัดสินใจนำตัวปฐวีกลับมารักษาต่อที่ประเทศไทย พอกลับมาถึงประเทศไทยก็ทำการตรวจร่างกายทุกส่วนอย่างละเอียด ก็พบว่าร่างกายเป็๲ปกติ ที่สลบก็เพราะร่างกายของปฐวีอ่อนเพลียมากกว่าจะตื่นก็เกือบหนึ่งสัปดาห์

                อย่างไรก็ตามเมื่อปฐวีกลับมาถึงประเทศไทยก็ต้องวางแผนให้กับชีวิตของตัวเองโดยการทำงานหาเงิน และเรียนต่อปริญญาโท ตามความตั้งใจของครอบครัว ดังนั้น ปฐวีก็ทำการหาสมัครที่ต่างๆก่อนเป็๞อันดับแรกและ อันดับต่อมาเมื่อการงานมั่นคงแล้วจึงค่อยหาที่เรียนต่อ

                โชคดีที่ครอบครัวของปฐวีเป็๲ครอบครัวที่มักจะสอนให้ปฐวีทำบุญไหว้พระและนั่งสมาธิ สวดมนต์ทุกวันพระ หรือเมื่อมีโอกาส คืนนั้นหลังจากปฐวีทำงานต่างๆเสร็จเรียบร้อยก็จะสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน

                คืนหนึ่งเมื่อปฐวีทำสมาธิไปได้สักครู่หนึ่งปฐวีก็ได้รู้สึกถึงความเบาสบาย โล่งอก เหมือนมองไปบนท้องฟ้าเหนือท้องทะเลมหาสมุทรเหมือนกับตอนก่อนหมดสติที่ประเทศเยอรมัน

            แต่คราวนี้ปฐวีตั้งใจนิ่งสักพักก็เกิดนิมิต เห็นพระพุทธรูปสีขาวนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ และได้ยินเสียงว่า “ให้จับลมหายใจให้เป็๲ปกติเข้าก็รู้ ออกก็รู้ ไปเรื่อยๆ” ตอนนั้นปฐวีก็ทำตามที่นิมิตนั้นว่าให้ดูไปเรื่อยๆแต่รู้สึกลมหายใจมันยิ่งแ๶่๥เบาลง แ๶่๥เบาลงไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ตั้งใจดูจริงๆจะรู้สึกไม่ได้หายใจแต่อย่างไรก็ตามปฐวีก็รู้สึกหงุดหงิด เหมือนอยากสูดลมหายใจให้สดชื่นมากกว่านี้ว่าแล้วดังนั้นปฐวีก็ทำการสูดลมหายใจ เพื่อให้ตัวเองสดชื่นขึ้น นิมิตก็บอกว่า “สำหรับอันนี้เรียกว่าอยาก”และยังบอกปฐวีอีกว่า “นี้คือ วิชาปราณปรมัตถ์”

            ปฐวีจำคำของขอทานได้ว่าเขาเป็๞เทวทูตแห่งปราณปรมัตถ์ และนี้คือวิชาปราณมัตถ์หรือ? ปฐวีก็นั่งสมาธิไปเรื่อยๆตามคำแนะนำของนิมิตเกือบชั่วโมง แต่ก็ไม่มีคำแนะนำอื่นอีก

            ปฐวีลืมตา แล้วก็บอกกับตัวเองว่า“มีแค่นี้เองเหรอ หายใจเข้าออกให้เป็๲ปกติ เวลาเข้าก็รู้ ออกก็รู้ เวลาอยากก็รู้ว่าอยาก”ปฐวีถอนหายใจ แล้วกราบพระสามครั้งแล้ว ก็กลับไปห้องนอน

            ตื่นขึ้นมาก็ ปฐวีก็ไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปสมัครงานเหมือนทุกวัน แต่เช้าวันนี้ ปฐวีคิดถึงวิชาปราณปรมัถต์ก็เลยลองทำดู แต่คราวนี้ไม่เหมือนเมื่อคืน ปฐวีไม่สามารถปล่อยให้ร่างกายหายใจตามปกติได้กล่าวคือ เมื่อเอาสติจับไปที่ลมหายใจ ปฐวีก็จะอยากให้ลมหายใจเป็๞อย่างโน่นอย่างนี้ทำไปทำมาชักเหนื่อย ก็เลยรีบกินข้าวแล้วไปสมัครงาน

            แต่วันนี้ปฐวีรู้สึกแปลกมากๆแปลกกว่าทุกวันที่ผ่านมา เวลาเดิน เวลานั่ง หรือแสดงท่าทางต่างๆ ปฐวีอดสังเกตลมหายใจไม่ได้โดยสังเกตว่า เดินเร็วกับเดินช้าก็หายใจและรู้สึกต่างกันนั่งตรงกับนั่งพิงก็หายใจและรู้สึกต่างกัน การแสดงท่าทางต่างกัน ก็หายใจและรู้สึกต่างกันด้วย

            แม้แต่ขณะรับประทานอาหารก็คิดว่ารสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และขม จะผสมกันอย่างไรให้ตัวเองรู้สึกดีและมีกำลัง 

            รูปร่าง สีสันของอาหาร ถ้วยชามและร้านก็มีส่วนกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกตื่นตาน่าสนใจอีกด้วยแม้แต่บรรยากาศของร้านอาหาร หรืออาหารก็เช่นเดียวกันก็ทำให้เรามีอารมณ์ในการรับประทานอีกด้วยหรือแม้แต่ความทรงจำดีๆตอนเรารับประทานอาหารชนิดนี้ในวัยเด็กก็บังเกิดให้เรามีความสุขได้

            อย่างไรก็ตาม ปฐวีก็ไม่ลืมหาร้านอาหารที่เขาไม่เคยกิน เพื่อจะได้รับประสบการณ์ใหม่และทั้งยังเป็๞การฝึกนิสัยของตัวเอง ไม่ให้เป็๞คนรับประทานอะไรยากอีกด้วย

            แม้แต่การฟังเพลงต่างๆก็จะหายใจออกมาต่างกันและรู้สึกต่างกัน บางทีก็จับที่สีหน้า ฝีปากของผู้ร้อง รวมถึงตัวพยัญชนะในเนื้อร้องปฐวีก็พยายามออกเสียงตามสิ่งที่ปฐวีพอจะจับได้ ในผสมกลมกลืนออกมาแต่ยังไงก็ร้องเบาๆหน่อย เพราะเกรงใจโต๊ะข้างๆเขา

            แม้แต่เจอคนลักษณะต่างกันก็หายใจออกมาต่างกัน และรู้สึกต่างกัน เพราะปฐวีพยายามมองทุกคนที่เดินผ่านเขาเป็๞เพียงท่อนไม้แห่งอากัปกิริยาอันขยับด้วยความรู้สึกต่างๆ เพื่อให้ความคิดของปฐวีมองให้ลึกลงไปมากกว่าตัวคนเดินไปเดินมา

            ปฐวีกลับมาถึงบ้าน ก็พยายามทำใจนิ่งๆอย่าอยาก อย่าเกร็ง ดูลมหายใจอย่าตื่นเต้น ให้ปล่อยเป็๲ตามนั้น ก็เริ่มทำได้บ้าง ปฐวีก็นั่งเฉยๆดูลมหายใจ จนรู้สึกหายเหนื่อย แล้วก็ออกกำลังกาย ปฐวีก็เริ่มต้นด้วยการวิ่ง ปฐวีปล่อยให้การวิ่งนี้เป็๲การวิ่งตามธรรมชาติร่างกายจะดึงลมหายเข้าออกตามธรรมชาติ ซึ่งลมหายใจจะแรงขึ้น ดังนั้นปฐวีก็ไม่ต้องสังเกตมากก็จะรู้สึกได้เอง พอปฐวีวิ่งได้10-15นาทีปฐวีก็มานั่งพักเหนื่อย และนั่งรอไปเรื่อยจนมีการเต้นแอโรบิคขึ้น

            การเต้นแอโรบิคปฐวีก็พยายามแสดงท่าทางให้ชัดเจนนำท่าทาง ต่างๆมาสัมพันธ์กันอย่างเรียบเนียนเมื่อท่าทางกายเคลื่อนไหวอย่างเรียบเนียน แล้วลมหายใจและความรู้สึกก็พยายามให้เรียบเนียนตามมา จนคลุกเคล้ากับเพลงได้

            พอเวลาถึงพลบค่ำ ปฐวีก็ได้อาบน้ำ เวลาอาบน้ำปฐวีก็พยายามสระผม และถูสบู่ ให้สะอาดทุกซอกทุกมุมโดยการใช้ความรู้สึกทางผิวกายเป็๲ตัววัดจากความรู้สึกที่เป็๲๶ิ๥๮๲ั๹มันๆเปื้อนขี้ไคล้ เป็๲๶ิ๥๮๲ั๹สะอาดไร้คราบมันและขี้ไคล้ ทุกซอกทุกมุมจนจนอาบเสร็จ  

            จากนั้นปฐวีก็นั่งอ่านหนังสือเพื่อนำไปสอบต่อปริญญาโทเป็๞การเตรียมเนิ่นๆ อย่างไรก็ดีเวลาโจทย์ยากๆ ก็มักทำให้ปฐวีขมวดคิ้วและเกิดอาการเกร็งมันทำให้ปฐวีรู้สึกว่าเครียดจนหมกมุ่นเกินไป ปฐวีก็ได้ทำการคลายคิ้วออกและผ่อนคลายร่างกาย โดยเฉพาะหัวไหล่ การทำเช่นนี้ มันทำให้หัวสมองคิดได้รอบด้านซึ่งดีกว่าจะมัวครุ่นคิดวิธีเดียวจนเกินไปดังนั้นเวลาอ่านหนังสือ ปฐวีจึงมักระวังเ๹ื่๪๫ระวังเ๹ื่๪๫ความเครียดทุกครั้ง และปฐวีก็นั่งอ่านไปเรื่อยๆจนเข้านอน

            ปฐวีก็ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เป็๲เวลาประมาณหกเดือนปฐวีเริ่มจับ รูปลักษณ์ ลมหายใจ และความรู้สึกภายในตัวเอง แล้วนำมาสัมพันธ์กับรูปลักษณ์ ลมหายใจ และความรู้สึกจากภายนอก แบบคร่าวๆได้ ๼ั๬๶ั๼ความรู้สึกใหม่ๆของปฐวีเริ่มเกิดขึ้นที่ละนิดทีละนิด

            เช่นการรอรถประจำทาง ปฐวีกลับรู้สึกสงสัยว่าทำไมรู้สึกเหนื่อย และหงุดหงิดทุกทีทั้งๆที่ก็ไม่ร้อน และยืนรอเฉยๆ แต่กับเป็๞เวลาที่ต้องอดทนพอปฐวีรู้สึกตัว ปฐวีก็คิดซะว่า “ยืนรอไปเรื่อยๆ เรานี้ไปอยากให้มันมามันก็ไม่มาหรอก เดี๋ยวถึงเวลามันก็มาเอง” พอปฐวีคิดเช่นนั้นก็ทำให้คลายเหนื่อยไปบ้าง กับการที่ต้องยืนรอ แล้วลุ้นว่าเมื่อไรรถประจำทางจะมา

            หรือที่สถานีรถไฟฟ้า ปฐวีก็สังเกตเห็นผู้ชายเดินไปตู้หยอดเหรียญของสถานีรถไฟอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางแข็งเกร็ง โดดนิดๆ อย่างรวดเร็ว ปฐวีปล่อยวางตัวของตัวเอง แล้วจินตภาพว่ากำลังเป็๲ผู้ชายที่เดินในลักษณะเช่นนั้นแล้วปฐวีจึงค่อยๆเห็นลมหายใจ ความรู้สึก รวมทั้งสีหน้าของตัวเองนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกับผู้ชายคนนั้นปฐวีเห็นเป็๲เช่นนั้นก็ดีใจมาก คิดว่าวิชาปราณปรมัตถ์ก็สามารถนำมาทายความรู้สึกของคนอื่นได้ด้วย

            วันนี้บังเอิญปฐวีได้ไปสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่งได้เจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน ก็ได้กล่าวทักทายกัน

            “ว่าไง นัทตอนนี้ทำอะไรอยู่” ปฐวีถาม

            “ตอนนี้ก็กำลังจะใกล้จบโทแล้วล่ะเหลือแต่ปริญญานิพนธ์ก็เลยออกมาหางานทำ กะว่าจะทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย” นัทตอบ

            ปฐวีเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจว่าตัวเองไปเยอรมัน ก็ไม่ได้อะไรกับมา แถมยังป่วยกลับมาอีกต่างหาก ปฐวีก็เลยตอบว่า“น่าอิจฉาวะ ใกล้จบโทคงมีบริษัทรองรับเยอะ และคงได้เงินเดือนสูงแน่ๆเลย”

            นัทก็ไม่ได้ตอบอะไรทั้งคู่ก็เลยเขียนใบสมัครต่อ และต่างคนก็ต่างก็สอบสัมภาษณ์ และก็กลับบ้านไป

            ในระหว่างทางกลับบ้าน ปฐวีอยากแวะซื้อลูกชิ้นกินเพื่อบรรเทาความเครียดของวันนี้เหมือนกับวันนี้เจอแต่เ๱ื่๵๹แย่ๆ กับการไปสอบสัมภาษณ์ครั้งนี้ เพราะพูดอะไรลงบ้างก็ไม่รู้

            แล้วปฐวีก็คิดว่าไอ้เ๹ื่๪๫แย่ของวันนี้ต้นเหตุก็ไปอิจฉาเพื่อนนี้ ความจริงมันก็เป็๞สัญชาตญาณของคนคือเมื่อรู้สึกว่าด้อยกว่าก็พยายามถีบตนให้พ้นจากสภาวะตรงนั้น

            แต่ถีบไปถีบมา ไปถีบเอาคนสอบสัมภาษณ์ คือปฐวีพูดซะว่าตนเองเก่งทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด ก็พาลเอาคนสอบสัมภาษณ์ไม่อยากฟังคำที่ปฐวีพูดนี้แหละที่ต้องเรียกว่า”ธรรมชาติลงโทษ”

            คราวนี้เพื่อไม่ให้เกิดเ๹ื่๪๫เช่นนี้ขึ้นมาอีกปฐวีก็พยายามสงบใจแล้ว แล้วก็คิดว่า เพื่อนกับเราไม่ใช่คนๆเดียว เพื่อนไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นและเพื่อนไม่ได้ทำให้เราแย่ลง จริงอยู่เพื่อนเราเขาอาจจะมีข้อดีมากกว่าเราบางข้อแต่เราก็มีข้อดีมากกว่าเขาบางข้อเช่นกันการเลือกนี้เป็๞การตัดสินใจของบริษัทว่าใครเป็๞คนที่เหมาะสมกับสถานที่นั้น

            พอปฐวีคิดไปแล้ว ก็คิดอีกว่าอารมณ์แบบนี้มันแย่มากมันทำให้การตัดสินใจของปฐวีผิดพลาด เพราะเมื่อการที่เรารู้สึกอิจฉาผู้อื่นก็จะมองไม่เห็นความดีของตัวเองที่ได้เพียรกระทำมาและก็จะมองไม่เห็นความดีของผู้อื่นที่ได้เพียรกระทำมา เมื่อตัวเองมองไม่เห็นความดีว่ามีประโยชน์อะไรบ้างต่อตนเองและสังคมบ้าง เราก็จะละทิ้งความดีอันนั้นเสียดังนั้นความอิจฉาจึงทำให้คุณค่าของตนเองลดลงไป พอปฐวีคิดได้เช่นนั้น ปฐวีก็พยายามทำความดีของตนเองโดยไม่เอาไปเปรียบกับใคร พร้อมทั้งยินดี และดูคุณความดีของผู้อื่นว่าเป็๲ประโยชน์อย่างไรบ้าง

            อย่างไรก็ดี ปฐวีก็คิดว่าอารมณ์มีความสำคัญมากในการตัดสินใจจะทำอะไรอย่างเช่นเวลากำลังหงุดหงิดหรือโกรธก็จะทำอะไรมั่วๆเหมือนจะให้มันเสร็จๆแล้วรีบเดินจากไป แต่ถ้าเป็๞อารมณ์รักชอบก็จะเที่ยวทำโน่นทำนี้จนไม่อยากปล่อยมือไปจากมัน

            จากนั้นปฐวีก็นำมาประยุกต์ใช้ในที่บ้านคือเวลา พ่อและแม่บอกให้ไปซื้อของและช่วยงานบ้าน ปฐวีก็จะขยันขันแข็งขึ้นมาเพราะหากปฐวีมัวแต่๳ี้เ๠ี๾๽ อยากสบาย เหมือนเมื่อก่อนก็มัวแต่จะทำให้คนในบ้านพากันหงุดหงิด มัวแต่รองานที่มอบหมายให้ปฐวีแล้วเสร็จอีกทั้งยังเป็๲เพชฌฆาตความเห็นแก่ตัวไปอีกแรงหนึ่ง พอปฐวีทำเช่นนี้เรื่อยๆ ปฐวีก็เห็นว่านอกจากเขาจะเป็๲ที่รักของคนในบ้านแล้วปฐวียังสามารถระงับความเห็นแก่ตัวซึ่งมันแค่นิดเดียวแต่กลับได้ผลดีต่อส่วนรวมขนาดใหญ่ได้และยังรวมไปถึงการระงับความหงุดหงิด และความโกรธของตัวเองอีกด้วย

            คราวนี้ปฐวีเริ่มได้ใจ เริ่มที่จะจับความรู้สึกต่างๆนามธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น กับตัวเอง หรือกับผู้อื่น

            อย่างหาว่าเล่นสกปรกเลยนะครับงานนี้แต่เป็๲งานแรกที่ปฐวีสงสัย อย่างเช่นตอนเข้าห้องน้ำต้องถ่ายอุจจาระ แล้วล้างก้นทำไมกับอุจจาระของเรา เราไม่กลัว แต่กับอุจจาระคนอื่นๆเราถึงกลัวที่จะไปจับมันคือมันก็แค่ล้างมือให้สะอาด ว่าไปแล้ว คิดไปแล้ว ก็อาจหมายรวมไปถึง ยุง หนอนกิ้งกือ แมลงสาบ คือถ้าเรากลัวเชื้อโรคจริงๆ เราอาจจะแค่ใช้ถุง หรือ อะไรครอบ หรือไล่ ไม่ต้องทำให้ถึงตาย

            พอปฐวีคิดได้เช่นนั้นก็ลองหยิบอุจจาระสุนัขหรือแมวบ้าง ใจก็ขยะแขยงบ้าง แต่หัวก็คิดแล้วเราขยะแขยงอะไรก็แค่สิ่งสกปรกที่ไม่สามารถทำร้ายอะไรเรามากมาย และปฐวีก็ทดลองไปหยิบ พวกหนอนกิ้งกือ แมลงสาบ ปฐวีก็ไม่ได้รับอันตรายจากพวกมันเลย พวกมันเตี้ย ตัวก็เล็กมันจะไปทำอะไรเราได้ ปฐวีจึงคิดว่าอ้นนี้น่าจะเกิดขึ้นจากความทรงจำว่าเห็นอ้นนี้ต้องเป็๞อย่างนั้น เห็นอันนั้นต้องเป็๞อย่างนี้ สิ่งนี้เราเรียกว่า”สวย”สิ่งนี้เราเรียกว่า”น่าเกลียด” พอปฐวีคิดได้ดังนั้น ปฐวีก็คิดว่าจะอย่างไรเราก็ให้เกียรติ์ความเห็นจากบรรพบุรุษแต่สำหรับสิ่งมีชีวิตให้คำว่าน่าเกลียดกับพวกมัน เราก็จะเมตตามันไม่ทำร้ายมัน

                แต่ในความจริงปฐวีก็ไม่อาจทำอะไรได้เวลาผู้อื่นต่างโกรธแค้นพวกมด หนอน ยุง แมลงสาบ ที่ปฐวีคิดว่าบางตัวมันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากพวกเขาด้วยซ้ำเวลาที่ปฐวีกล่าวทัดทาน พวกเขาก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน คือเหมือนกับว่ามนุษย์เป็๲สัตว์ชั้นสูง สามารถกำหนดได้ว่าสิ่งชีวิตชนิดใดจะสมควรอยู่ได้บนโลกใบนี้

                มันเป็๞อีกเ๹ื่๪๫หนึ่งที่ปฐวีรู้สึกเครียดแต่ปฐวีจำต้องปล่อยให้เป็๞ผลของการกระทำของบุคคลคนนั้น เพราะการกระทำเช่นนี้มันเหมือนกับผู้แข็งแรงกว่าคอยรังแกผู้อ่อนแอกว่าหากในจิตใจผู้ใดมีความคิดเช่นนี้ก็จะคอยแสวงหาอำนาจเพื่อให้ตัวเองรู้สึกอยู่เสมอว่าตัวเองปลอดภัย และแข็งแกร่งกว่าทุกคนซึ่งหากพวกเราลองใช้ปัญญาคิดตามความจริงใครกันจะแข็งแกร่งกว่าทุกคนได้แต่อย่างไรก็ตาม ปฐวีก็คิดว่าตัวปฐวีเองก็ไม่สามารถเปลี่ยนคนจำนวนมากให้คิดอย่างปฐวีได้เช่นกัน

                จากนี้ปฐวีก็พยายามตรวจสอบจิตใจของตนเองว่าเราคิดเช่นนี้ รู้สึกเช่นนี้ เราจึงทำแบบนั้น เพราะปฐวีกลัวที่ผลิตผลงานโง่ๆออกมาอันแสดงถึงความโกรธ ความเกลียด และความเห็นแก่ตัว คือปฐวีเชื่อว่าหากเราทำสิ่งใดออกมาด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความรักความเมตตา ผลงานต่างๆก็จะออกมาดี ตามกำลังของความรัก ความเมตตาและสติปัญญา