Pioneer Era

    ตอนที่ 69 ลาก่อนน้องชายของเรา

    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    “ย๊ากกก! ”

    เผ่าภูติกับนักเรียนจากแผนกวิทยาศาสตร์เวทมนตร์กำลังแผ่คลื่นรังสีออกมาพร้อมกัน

    เป้าหมายคือการเปลี่ยนผิวน้ำมรกตตรงหน้าให้กลายเป็นผืนน้ำแข็งขนาดใหญ่

    ส่วนสาเหตุที่ไม่สลายน้ำให้กลายเป็นไอไปเลยนั้น เป็นเพราะพวกเราไม่รู้ว่าน้ำพวกนี้มันจะหมดลงเมื่อไหร

    ถึงกระแสน้ำจะเริ่มไหลอ่อนตัว แต่มันก็ยังไหลบ่าท่วมพื้นที่ไม่หยุด

    จะให้เปลี่ยนน้ำทั้งหมดกลายเป็นไอคงเป็นไปได้ยาก พวกเราจึงสร้างเป็นทางน้ำแข็งขึ้นมาแทน

    เพราะมีแผ่นดินให้เหยียบ ย่อมดีกว่าเดินลุยน้ำที่ไม่รู้ว่ามีพวกอะบอมดักซ่อนตัวอยู่ตรงไหนบ้าง



    ผืนน้ำตรงหน้าเริ่มจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่

    สายลมเย็นยะเยือกเข้าปกคลุมพื้นที่ ราวกับมีเทพเจ้าแห่งเหมันต์บินพัดผ่าน

    พวกอะบอมที่รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ต่างผุดขึ้นจากผิวน้ำเพื่อเข้าโจมตีใส่พวกเรา

    “ทุกคนระวังการโจมตีจากใต้น้ำด้วย! ”

    “พาคนเจ็บไปให้แนวหลัง! ”

    “ช่วย… ช่วยผมด้วย! ”

    ความโกลาหลเกิดขึ้นไปทั่วดินแดนมรกต

    สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเจลผิวสีเขียว กำลังปรากฏตัวขึ้นตามมุมขอบของผืนน้ำแข็ง

    มันใช้ตัวหนึ่งดึงความสนใจ และใช้อีกตัวลอบโจมตีจากด้านหลัง

    มีทั้งใช้การโจมตีระยะไกลด้วยการใช้หิน และยังเพิ่มระดับอันตราย ด้วยการโยน [ดอกบัวเฮเดส] เข้ามาใจกลางวงของพวกเรา

    [ดอกบัวเฮเดส] เงาของดอกบัวกินคนกำลังทอดตัวยาวเป็นสีดำบนพื้นที่ทุกตารางนิ้ว

    เมื่อดอกบัวกลีบสีดำเหล่านั้นตกลงไปใจกลางกลุ่มของนักเรียน เกสรสีแดงที่ยาวและแหลมคมของดอกบัวก็เริ่มโจมตีรอบตัวตามสัญชาตญาณล่าเหยื่อของมัน

    ลอบสังหาร รุมโจมตี สร้างกระแสไฟฟ้า รวมไปถึงการใช้สิ่งรอบตัวให้เป็นอาวุธ

    "พฤติกรรมไม่เห็นตรงกับข้อมูลเลยสักนิด! อั๊ก!? "

    นักเรียนคนหนึ่งกรีดเสียงดังในตอนที่ถูกอะบอมช๊อตด้วยไฟฟ้าแรงสูงใส่

    เป็นอย่างที่เขาพูด… ข้อมูลที่พวกเราได้รับ มันไม่ตรงกับความเป็นจริงเลยสักนิด

    พวกชนเผ่าท้องถิ่นโกหก?

    ไม่ใช่หรอก

    เพราะแม้แต่ไพไรต์เองก็ดูแปลกใจไม่แพ้กัน ดอง…



    และนี่คือผลลัพธ์ของการที่ไปดูถูกพวกมันว่าเป็นสัตว์ที่โง่เขล่า

    ต่อให้มีนักรบจำนวนมากจากชนเผ่าท้องถิ่นคอยปกป้อง

    ต่อให้มีอาจารย์กับทหารรับจ้างช่วยปกป้อง

    หรือต่อให้มีอาวุธที่ล้ำสมัย

    ทุกอย่างล้วนไร้ค่า เพราะพวกเราดันเผลอประมาทไปตั้งแต่แรก

    แถมกลยุทธ์การโจมตีของศัตรูยังใช้วิธีแบบกองโจรจนยากที่จะรับมือได้

    “เข้ามาเลยไอพวกลูกหมา! ”

    ง้าวขนาดใหญ่ยาวห้าเมตรของศาสตราจารย์ฮอร์เนสกำลังถูกเหวี่ยงกวาดโจมตีออกไปเป็นวงกว้าง

    เขากวาดศัตรูไปพร้อมกับผิวน้ำแข็ง ใช้พละกำลังที่มากล้นตัดแยกส่วนร่างเจลเหลวของศัตรูออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ภายในพริบตาเดียว

    ด้านหลังของเขา คือแฟตกับเยลโล่ที่เป็นแนวหลัง

    พวกเขาสนับสนุนศาสตราจารย์ฮอร์เนสด้วยการโจมตีระยะไกล

    เส้นแสงสีฟ้าขนาดเล็กจากปืนรังสีถูกลั่นรัวไม่หยุด เพื่อเอาชีวิตของศัตรูที่กำลังผุดขึ้นจากบ่อน้ำอย่างไม่มีวันหมดสิ้น

    เนื่องจากศัตรูมีเป็นจำนวนมาก พวกมันส่วนหนึ่งจึงหลุดรอดเข้ามาที่แนวรบตรงกลางได้สำเร็จ

    พวกมันใช้จำนวนที่มากกว่า กับรูปร่างที่แบนราบ เลื้อยไหลผ่านการโจมตีราวพายุเข้าประชิด ประดุจหนึ่งสะเก็ตน้ำที่ไหลผ่านช่องว่างเล็ก ๆ ของรูเข็มเข้ามาได้

    “โฮป! ”

    “รู้แล้วไฮเจน! ”

    ชายเผ่ามนุษย์ผมกระเซิง กับบุรุษเผ่ามนุษย์นกผู้สำอางสองคนเริ่มทำหน้าที่ของตน

    โฮปควงกระบี่เป็นวงกลม เพื่อสร้างเส้นรังสีโจมตีในลักษณะเกลียวพายุ

    ส่วนไฮเจนกางปีกออกกว้าง แล้วร่อนถลาลมเลียบพื้นไปพร้อมกับกางกรงเล็บโลหะอันคมกริบ

    เกิดเสียงปะทะเข้าใส่บางสิ่งที่คล้ายเจลแข็ง

    ถึงจะเอาชีวิตพวกมันไม่ได้ แต่พวกอะบอมตรงหน้าก็ถูกเขาสองคนสกัดเอาไว้จนไม่อาจเข้ามาใกล้ได้มากกว่านี้

    ในเวลาเดียวกันนั้นเอง---



    “นายท่านไพไรต์ พวกเราจะระวังหลังให้กับท่านเองค่ะ”

    “อืม! เดียวพวกผมจะรับมือการโจมตีจากข้างหน้าให้เอง! ”

    ห่างออกไปไม่ไกลจากกลุ่มของโฮป คือกลุ่มของไพไรต์

    บุรุษสิงโตยืนอย่างโดดเด่นด้วยดาบคู่ที่มีสีดำกับสีขาว

    กลุ่มของเขาจัดรูปแบบหันหลังชนกัน โดยมีหุ่นยนต์เมดโนอาร์กับกลัทโทนี่ย์คอยระวังหลัง แล้วให้คนที่เหลือบุกโจมตีใส่ศัตรูตรงหน้า

    ราชสีห์สีทองโจมตีใส่อะบอมที่ยืดระยางโจมตีขึ้นมาจากผิวน้ำข้างผืนน้ำแข็งที่พวกเรายืนอยู่

    เขาใช้ความคล่องตัวหลบการโจมตี วิ่งผ่านกลางดงเมือกสีเขียว แล้วสร้างเส้นแสงสีดำกับขาววิ่งตัดผ่านหนวดระยางเหล่านั้นไป

    ในขณะเดียวกัน โทแพช แม่เสือสาวสีฟ้าก็วิ่งตามหลังบุรุษสิงโตมาชนิดแทบหายใจรดต้นคอ

    เธอกางกรงเล็บทั้งสองข้างออกกว้าง แล้วปัดป้องการโจมตีที่กำลังเล็งเล่นงานไปตรงมุมอับของไพไรต์

    บุรุษสิงโตเองก็ใช่ว่าจะบุกโจมตีอย่างบ้าคลั่งจนลืมข้างหลัง

    เขาคอยชำเลืองหางตามองเพื่อนสาว และช่วยปกป้องในยามที่เธอพลาดท่าด้วยเช่นกัน

    มันเป็นการจับคู่ประสานงานที่หน้าทึ่งมาก ราวกับว่าทั้งสองคนคือคู่หูแห่งโชคชะตาที่พระเจ้าได้สร้างขึ้นมาเช่นนั้น



    “ข้าเก็บกวาดที่เหลือให้เอง! ”

    “ข้าด้วย! ”

    ที่ด้านหลังของพวกเขาสองคน คือชายกอลิล่าที่จับคู่กับพี่หมีสีแดง

    ซุนไกท์ใช้ไม้พลองสีขาว ส่วนวานาดิไนต์ใช้ค้อนสงครามขนาดใหญ่

    พวกเขาเหวี่ยงอาวุธในมือร่วมกับพละกำลังของตัวเองจากวงนอก

    เป็นแนวระวังและเสริมการโจมตีให้ไพไรต์กับโทแพช

    พวกเขาคอยกันไม่ให้ศัตรูเข้าล้อมไพไรต์ และคอยปัดเป่าพวกศัตรูให้กระเด็นกลับสู่ผิวน้ำอีกครั้ง



    “เดียวฉันจัดการพวกตรงนั้นเอง”

    “ให้ข้าน้อยลงมือด้วยเจ้าค่ะ”

    สองสาวนักฆ่าประจำกลุ่ม เอท กับ ดิวซ์ กำลังเริ่มเคลื่อนไหว

    พวกเธอลบตัวตน แล้วใช้อาวุธในมือไล่ล่าสังหารพวกอะบอมที่กำลังสร้างสายฟ้าโจมตีเข้ามาจากระยะไกล

    ดิวซ์ มนุษย์นักฆ่าผู้ใช้เคียวรังสีเป็นอาวุธ

    เอท กระต่ายสาวสีดำผู้ใช้สรรพอาวุธที่ซุกซอนเอาไว้ในการลอบสังหาร

    ทั้งสองคนหายตัวไปจากพื้นที่ แล้วปรากฏตัวเข้าโจมตีใส่แกนนิวเคลียสสีแดงของศัตรูอย่างแม่นยำ

    กว่าที่พวกมันจะตรวจพบตัวตนของพวกเธอสองคนนั้น ก็คือเวลาที่พวกมันไปเยือนยมโลกแล้ว



    แต่คนเพียงสองคนไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีจากศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าได้

    ถึงจะมีแนวหน้าที่เก่งกาจ แต่จำนวนของศัตรูนันมีมากกว่า

    และนี่ไม่ใช่แนวรบที่เป็นระเบียบเหมือนกับวันแรก แต่เป็นการต่อสู้ตะลุมบอนที่เกิดขึ้นกระจายไปทั่วทุกมุมของพื้นที่ป่าแห่งนี้...

    พวกอะบอมเริ่มสาดการโจมตีเข้ามาจากทุกทิศทางใส่พวกเรา

    มันคือกระสุนหินที่ถูกระเบิดออกด้วยพลังของแม่เหล็กไฟฟ้า

    พวกมันใช้ระยางจับก้อนหินขนาดเล็กขึ้นมา แล้วใช้สายฟ้าสร้างสนามแม่เหล็กรุนแรง จนระเบิดตัวออกกลายเป็นแรงพลักอันบ้าระห่ำ

    ฉันคิดว่ามันอาจรุนแรงเทียบเท่ากับดินปืนของลูกปืนเลยทีเดียว

    ก้อนหินพุ่งโจมตีเข้าใส่พวกเราด้วยความเร็วระดับ 1100 ฟุตต่อวินาที

    “บาเรีย”

    “...”

    “ดอง! ”

    ฉัน จาวิสกับสล็อต พวกเราสามคนสร้างม่านเลเซอร์บาง ๆ ขึ้นมาเพื่อรับมือกับกระสุนหินเหล่านั้น

    ม่านแสงที่พร้อมจะสลายทุกพันธะที่มาสัมผัส ได้ปรากฏขึ้นเป็นผิวคล้ายกระจกบาง ๆ สีฟ้าตรงหน้ากลุ่มของพวกเรา

    แต่ใช้ว่าทุกคนจะสามารถสร้างบาเรียได้ในระยะเวลาอันสั้นเหมือนกับฉัน

    หากพูดถึงการสร้างบาเรีย ในเชิงทฤษฎีแล้วมันสามารถทำได้หลายวิธี

    ลม ไฟ น้ำแข็ง ไปจนกระทั้งสร้างรูหนอนขึ้นมาในอากาศ

    แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์อย่างมาก ถึงจะสร้างของแบบนั้นจากความว่างเปล่าได้

    คิดว่าต้องใช้สมาธิและพลังงานไปกับการคำนวณแค่ไหน ถึงจะกำจัดพื้นที่ แล้วเปลี่ยนโมเลกุลอากาศตรงหน้าให้กลายเป็นของพวกนั้น โดยไม่เสียสมาธิไปกับการที่ตัวเองกำลังถูกเอาชีวิตนะ? ดอง?

    ฉันนะโชคดีที่ได้รับการฝึกมาจากท่านแม่ และเคยผ่านประสบการณ์เสี่ยงตายมาแล้ว เลยผ่านจุดนี้มาได้

    แต่ไม่ใช่กับนักเรียนคนอื่น...



    “อ๊ากกก! ”

    “เจ็บ! ผม… ผมยังไม่อยากตาย! ”

    “ทำไมพวกเราต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย! ไหนว่าเป็นแค่งานล่าสัตว์ง่าย ๆ ไม่ใช่หรือ!? ”

    เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นไปทั่ว

    ต่อให้มียอดนักรบมารวมตัวกัน แต่คนเพียงหยิบมือเช่นนี้ มันไม่พอที่จะปกป้องนักเรียนจากสัตว์ร้ายจำนวนมากที่กำลังลอบโจมตีได้หรอก

    แถมศัตรูยังมีความฉลาด พวกมันแบ่งกลุ่มหนึ่งคอยหยุดพวกกลุ่มยอดฝีมืออย่างอาจารย์เอาไว้ แล้วเน้นการโจมตีไปที่พวกนักเรียนที่ดูอ่อนแอก่อนเป็นอันดับแรก

    เสียงระเบิด เสียงปืน เสียงด่าทอ กลิ่นไหม้ กลิ่นคาวเลือด ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของฉัน

    การโจมตีจากทั้งสองฝ่ายต่างสับสนวุ่นวาย มีแม้แต่กระสุนกับธนูลูกหลงที่พุ่งไปหาแฟตกับไพไรต์ด้วย

    โชคดีที่แฟตมีศาสตราจารย์ฮอร์เนสยืนปกป้องอยู่ข้าง ๆ เขาเลยช่วยปัดกระสุนด้วยง้าวยักษ์ จนเธอรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

    ส่วนไพไรต์นั้น เขาใช้ทักษะของตน แกว่งดาบคู่ปัดป้องลูกธนูลูกหลงดอกนั้นจนขาดครึ่งใจกลางอากาศไป

    ทุกอย่างช่างโกลาหล ใครคือมิตร ใครคือศัตรู เริ่มชักแยกแยะได้ยากขึ้น

    เลือดของชีวิตได้ผสมหลอมรวมไปกับบึงมรกตสีเขียว ซากศพถูกทับถมทั้งจากของเราและของศัตรูจนกลายเป็นเนินขนาดย่อม

    ความตาย… ความตายกำลังปรากฏขึ้นไปทั่ว...



    “...”

    ฉันคิดว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ น่าจะมีคนตายไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคน ดอง...

    ไม่สนุกเลยสักนิด…

    ภาพการผจญภัยที่ฉันวาดฝันเอาไว้ ต้องไม่ใช่แบบนี้

    นี่มันไม่ใช่การผจญภัย ไม่ใช่การฝึกล่าสัตว์รบกวนชาวบ้าน

    แต่เป็นสงคราม...

    “ไม่สนุกเลยสักนิด! ”

    ฉันอยากเป็นอย่าง ผอ. บานา ดังนั้นจึงพยายามฝึกตัวเองเพื่อให้เก่งกาจ

    ถ้าหากว่าไม่สามารถใช้พลังที่มีเพื่อช่วยเหลือคนอื่นได้ แล้วจะมีพลังเอาไว้เพื่ออะไรกัน! ดอง!

    ปีกของฉันเริ่มส่องสว่างอีกครั้ง พร้อมกับที่ใช้สองมือยกปืนรังสีขึ้นมาเล็งออกไป

    นี่คือรูปแบบการโจมตีที่ท่านแม่ได้สอนฉันเอาไว้ เป็นรูปแบบการโจมตีฉุกเฉินที่ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาใช้พลังสรรสร้างขึ้นมา

    เพราะมันต้องใช้ทักษะสูงมาก ปกติฉันเลยไม่ใช้มัน เพราะรู้ตัวดีว่ายังควบคุมมันไม่ได้

    แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมากลัวอะไรแบบนั้นอีกต่อไป

    เร่งพลังของปืนรังสีให้ถึงขีดสุด แล้วเหนี่ยวไกออกไปพร้อมกับที่ใช้พลังภูติขยายขอบเขตแสงรังสี

    ฉันกระตุ้นปฏิกิริยา ทำลายสมดุลของพลังงานในมวลอากาศ ดึงพลังงานโดยรอบให้ไปรวมที่รังสีจากปืนกระบอกนี้ ก่อนจะปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่ของธรรมชาติที่คอยเสริมพลังงาน อันเนื่องจากปฏิกิรยาลูกโซ่ที่ฉันกระตุ้นมันเข้าไป



    “ทุกคนหลบไปดอง! ”

    เส้นแสงสีฟ้าถูกลั่นยิงออกไป

    จากลำแสงที่ควรมีขนาดบางเท่าปลายปากกา กลับขยายตัวออกเป็นเส้นหนากว่าสิบเมตร

    รังสีความร้อนนั้นวาดเป็นเส้นวิถีโค้งขึ้นท้องฟ้า ก่อนจะระเบิดแตกตัวออกราวกับพลุ

    เส้นแสงได้กระจายออกเป็นเส้นบาง ๆ ที่เทลงมาเป็นสายฝน

    ฉันเค้นสมาธิให้ถึงขีดสุด แล้วควบคุมเส้นทางการโจมตีของเส้นรังสีเหล่านั้นให้ตกไปที่แกนนิวเคลียสของศัตรู

    ควบคุมสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า ควบคุมความยาวและความถี่ของคลื่น ควบคุมการแตกตัวและขอบเขตของพลังงานโพตอน…

    โอ๊ก! ปวดหัวจะระเบิดแล้วดอง!?

    เพราะตัวเองยังไม่มีความชำนาญมากพอเท่าท่านแม่ อีกทั้งถูกเวลาบีบคั้น เลยทำให้เริ่มสูญเสียการควบคุม

    เส้นแสงที่ควรเล็งเป้าไปที่อะบอม จึงกลายเป็นการเทโจมตีไปทั่วทุกตารางนิ้วตรงหน้าแทน

    ชิบหายแล้วไงดอง!

    “เหวอ!?! ”

    “จะฆ่ากันหรือยังไงฟะ! ”

    “จะทำอะไรก็บอกกันก่อนสิฟะ ยัยตัวปัญหา! ”

    พวกคนในรุ่นจากกลุ่มอื่นต่างด่าประท้วงใส่ฉันเป็นการใหญ่

    โชคดีมากที่ทุกคนดึงฮูทของผ้าคลุมนักเรียนที่สร้างจากใยพิเศษมาป้องกันส่วนหัวเอาไว้ทัน เลยทำให้ไม่มีใครบาดเจ็บถึงตาย

    อย่างมากก็แค่มีคนนิ้วขาด หรือไม่ก็ถูกเฉือนเนื้อออกจากแขนไปครึ่งหนึ่ง

    มีคนถูกการโจมตีเมื่อกี้แหวกท้องจนไส้ไหลออกมาด้วย…

    เออ… หวังว่าหน่วยแพทย์จะรีบเข้าไปเย็บแผลให้เขาทันนะดอง… ไม่อย่างงั้นฉันคงรู้สึกผิดตายแน่… ดอง...

    “แต่ก็ทำให้เส้นทางถูกเปิดออกได้ละนะ…”

    ในทางกลับกัน การโจมตีของฉันเมื่อกี้ก็ทำให้พวกอะบอมที่ขึ้นมาขวางเส้นทางตายเรียบในครั้งเดียว

    พวกมันถูกทะลวงนิวเคลียสสีแดงจนตาย หรือต่อให้มีตัวที่รอด แต่ก็มีจำนวนไม่มากจนถูกพวกเราที่มีจำนวนกลับมามากกว่าเป็นฝ่ายไล่ล่ากลับไปแทน

    ในที่สุด ผืนน้ำแข็งที่พวกเราสร้างขึ้นมาเป็นเส้นทางกลับไปค่าย ก็ถูกเปิดใช้งานได้อีกครั้งหนึ่ง

    “รีบพยาบาลคนเจ็บ! เมื่อกี้มีการติดต่อกลับมาจากทางค่าย ดูเหมือนว่า ผอ. บานา จะขับไล่พวกที่บุกไปที่ค่ายได้สำเร็จ! อีกเดียวทีมช่วยเหลือน่าจะมาถึงที่นี่กันแล้ว! ”

    ผอ. คอร์น ตะโกนแจ้งข่าวดีให้กับพวกเรา



    จบแล้วสินะ----

    “ลี่! อันตราย! ”

    มีคนพลักตัวฉันจนกระเด็นจากทางด้านหลัง

    ชายคนนั้นคือบุรุษเผ่ามนุษย์นกผมยาวสีแดง [ไฮเจน]

    ฉันรีบหันไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

    มีระยางจำนวนมากพุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำที่อยู่ห่างออกไปราวสี่เมตร

    ระยางเหล่านั้นทิ่มแทงทะลุส่วนขาเทียมของไฮเจน ทิ่มแทงระหว่างขาของเขา จนผิวน้ำแข็งด้านล่างท่วมไปด้วยเลือดสีแดงที่ไหลย้อยลงมา

    เหมือนจะเห็นก้อนอะไรกลม ๆ ร่วงลงมาด้วยละ… ไม่… ไม่นะ!?

    “ไฮเจน!? ”

    โฮปกรีดเสียงดังแล้ววิ่งตรงไปหาเขาพร้อมกับง้างกระบี่ขึ้นสูงเหนือหัว

    แต่ทว่าในตอนนั้นเอง ที่มีระยางชุดใหม่พุ่งขึ้นจากผิวน้ำด้านข้างเข้าโจมตีใส่เขา

    โฮปรีบหันตัวกลับเพื่อรับมือมัน แต่ก็มีระยางจากอีกทิศพุ่งขึ้นมาโจมตีใส่แทน

    พวกมันใช้ตัวล่อเพื่อจับตายเขา…

    ระยางจำนวนมากแทงทะลุหน้าอกขวาของโฮป

    ร่างของเพื่อนทั้งสองต่างยืนแน่นิ่งในสภาพเลือดท่วมกาย ก่อนจะโดนลากดึงลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว

    แม้แต่พรุนที่อยู่ใกล้พวกเขามากที่สุด ก็ยังกระโดดเข้าไปจับเอาไว้ไม่ทัน...

    ไม่จริงใช่ไหม?

    “โฮป! ไฮเจน!? ไม่จริงใช่ไหม… บอกฉันที ว่ามันไม่จริง! พวกนาย… พวกนายจะตายแบบนี้ไม่ได้! ไม่… ม่ายยยยยยยยยยย! ”



    ***เจ้าหนุ่มยาจก [โฮป]

    ได้ยินเสียงกรีดร้องดังราวกับโลกกำลังจะแตกของยัยลี่

    อยากตะโกนกลับไปชิบหายว่า “ตรูยังไม่ตายเฟ้ย! ”

    ขอละ... ได้โปรดอย่ามาฆ่ากันง่าย ๆ แบบนี้สิฟะ?

    แต่ก็บาดเจ็บหนักจนตะโกนกลับไปไม่ไหว...

    “แค๊ก! ขอบใจนะโฮป…”

    “เกือบตายแล้วไง… ว่าแต่ซวยเป็นบ้าเลยแฮะ”

    พวกเราสองคนถูกอะบอมลากลงน้ำ แล้วถูกพาออกมาที่ไหนก็ไม่รู้

    ผมใช้แรงเฮือกสุดท้าย เค้นพลังใช้กระบี่รังสีแผดเผาระยางที่มัดร่างจนหนีออกมาได้

    หลังจากนั้นก็ช่วยเจ้าไฮเจนที่สภาพร่อแร่ ก่อนจะว่ายทวนกระแสมาพักตรงโขนหินข้าง ๆ

    ด้วยเหตุผลเช่นนี้ เลยทำให้พวกเราสองคนอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ ว่าตัวเองกำลังอยู่ส่วนไหนของป่า

    แถมพวกมือถือยังโดนน้ำพัดปลิวหายไปหมด เลยทำให้ไม่สามารถติดต่อใครในตอนนี้ได้อีกด้วย

    ซวยชิบหาย…

    แต่รอดมาได้ ก็ถือว่าเป็นโชคดีในความโชคร้ายละมั้ง?

    ถึงผมจะถูกอะบอมแทงทะลุหน้าอกขวา แต่ก็รอดตายมาได้ราวปาฏิหารย์

    แถมบาดแผลยังไม่กว้างมากนัก เลยสามารถใช้เจลรักษาฉุกเฉินที่พกติดตัวมารักษาเอาไว้ได้ทัน

    ส่วนแผลของเจ้าไฮเจน… เห็นว่าได้รับบาดเจ็บแค่ตรงระหว่างขากับต้นขาเทียมเท่านั้น

    เห็นว่าแผลไม่ลึกมากเท่าไหร ผิดกับที่เห็นเลือดไหลทะลักออกมาเพียบเมื่อกี้นี้

    ถือว่าโชคดีด้วยกันทั้งคู่---



    “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด! ”

    “จะกรีดเสียงร้องหาพระแสงทำไมฟะ!? ”

    “มัน… มันไม่มีอีกแล้ว! ”

    ไฮเจนหันมาพูดกับผมด้วยสีหน้าที่ซีดเซียว

    “มันไม่มีอะ! ไม่มีแล้ว! เจ้านั่นของเรามันไม่มีแล้วววว! ”

    “เหวอออ? ใจเย็นก่อน! อะไรที่ว่าไม่มีฟะ? ”

    มันใช้ปีกของตัวเองเขย่าผมอย่างรุนแรงราวกับคนบ้า

    "ไอนั่น! นายจำได้ใช่ไหมที่เราเคยบอกว่าเผ่ามนุษย์นกอย่างเรามีสองเพศในคนเดียวนะ! "

    ที่ว่ามีธรรมเนียมผ่าออกเพศใดเพศหนึ่งตอนอายุยี่สิบนะหรือ?

    "ใช่ จำได้ แล้วทำไมกัน? "

    "ก็มันไม่มีแล้ว! เจ้าอะบอมมันเฉือนเจ้า [น้องหนูแห่งความเป็นชายชาตรี] ของเราออกไปแล้วนะซิ! ทะ… ทำยังดีโฮป! "

    “...”

    ฮืม?

    ฮืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม -----------------?

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน