ท่านสามี อย่าโอหัง

    ตอนที่ 31 ไถ่ตัว

    ตอนที่ 31 ไถ่ตัว

             

            คล้ายกับฉาจื่ออันถูกฟ้าผ่า เขาลุกขึ้นจากพื้นแล้วรีบวิ่งไปที่เล้าไก่ มองดูไก่ที่ตายเกลื่อนกลาดบนพื้น พลันทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก “ตายไปหมดแล้ว…ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี แม้แต่ไก่ข้าก็ยังเลี้ยงไม่ได้…เป็นอย่างที่คนโบราณกล่าวไว้จริง ๆ บัณฑิตนอกจากเรียนหนังสือแล้วก็ทำสิ่งใดไม่ได้เลย”

             

            บัณฑิตนอกจากเรียนหนังสือแล้วก็ทำสิ่งใดไม่ได้เลย หลิงซานฉิงไม่คิดว่าชั่วชีวิตนี้จะได้ยินประโยคนี้ออกมาจากปากของฉาจื่ออัน นางเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง และกำลังจะขยับปากพูด แต่ก็กลืนคำพูดนั้นลงไป

             

            นางเดินไปที่คอกห่าน แล้วจับห่านขึ้นมาตรวจสอบ ภายในปากห่านยังมีเศษอาหารอยู่ รอบปากเปื้อนไปด้วยฟองสีขาว

             

            หลิงซานฉิงเลิกคิ้วขึ้น อาหารสัตว์?

             

            บ้านเราให้อาหารสัตว์กับห่านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?


            นางวางห่านตัวหนึ่งลงแล้วจับอีกตัวหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบ ไม่นาน นางก็โยนห่านลง และพูดขึ้นอย่างเฉยชา “ห่านพวกนี้ตายเพราะโดนวางยา เกรงว่าไก่พวกนั้นก็คงไม่ใช่ป่วยตายเช่นกัน”


            โดนวางยา? ฉาจื่ออันที่ทรุดตัวอยู่บนพื้นก็รีบลุกขึ้นและเบิกตากว้าง “โดนวางยา? ใครเป็นคนทำกัน? ใครช่างเลวทรามเพียงนี้ แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ไม่เว้น!”

             

            หลิงซานฉิงเลิกคิ้วขึ้น การจะได้ยินคำว่าเลวทรามออกมาจากปากเขานั้นไม่ง่ายเลย เมื่อเห็นเขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ นางจึงเดินเข้าไปตบไหล่เขาเบา ๆ “ยามนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าผู้ใดเป็นคนทำ แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว โกรธไปก็ไร้ประโยชน์ มิสู้มาคิดวิธีที่จะทำให้ของไร้ค่าเปลี่ยนเป็นของมีค่าจะดีกว่า”

             

            ฉาจื่ออันหน้าเสีย แต่ก็เหมือนที่หลิงซานฉิงพูด ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ใช่ว่าเขาโกรธแล้วเรื่องจะเปลี่ยนแปลงไป ทว่าการจะทำให้ของไร้ค่ากลับมามีค่านั้น เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “สัตว์ที่ตายเพราะโดนวางยาเหล่านี้จะยังมีประโยชน์อะไร แม้แต่เนื้อก็กินไม่ได้ จะเหลือก็แต่ขนบนตัวเท่านั้นแหละที่ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้”

             

            ขน? พลันความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัวหลิงซานฉิง นางเอามือเคาะไปที่หัวของฉาจื่ออัน “เจ้าซื่อบื้อ ประโยคเจ้าเอียงไปทางบ่นเล็กน้อย แต่ทว่ายังมีประโยชน์อยู่บ้าง ห่านตายแล้วก็ต้องถอนขน!”

     

            ฉาจื่ออันนิ่งอึ้งไป “ถอนขน ขนห่านจะมีประโยชน์อะไร ขายก็ไม่ได้”

             

            แม้บางครั้งจะมีคนนำไปทำเป็นไม้ปัดฝุ่นอยู่บ้าง แต่ก็ใช้ขนไก่ทำทั้งหมด และยังไม่เคยมีใครนำขนห่านไปทำสิ่งใดเลย

             

            หลิงซานฉิงไม่สนใจเขา นางก้มตัวลงถอนขนอย่างไม่สนใจใคร สายตาพลันเหลือบเห็นเจี่ยนเจี่ยนยังนั่งอยู่ในคอกห่าน นางก็มุ่ยปากด้วยความโกรธไปทางฉาจื่ออัน “ไม่มีอะไรแล้วก็ไม่ต้องมายืนอยู่ตรงนี้ และอย่าปล่อยให้เจี่ยนเจี่ยนต้องนั่งอยู่ในนั้น นำปลาตัวนั้นไปย่างซะ แล้วเหลือหัวเอาไว้ ข้าจะเอาไปทำหัวปลาราดพริก”

             

            “นี้มันเวลาไหนแล้ว เจ้ายังมีอารมณ์กินปลาอยู่อีกรึ เจ้าช่างเป็นผู้หญิงไร้หัวใจจริง ๆ” ไก่พวกนี้โดนวางยา แต่นางกลับไม่หาตัวคนทำ แถมยังมีอารมณ์บอกให้เขาเหลือหัวปลาไว้? เหตุใดความคิดของหญิงผู้นี้ถึงต่างจากคนปกติ?

             

            หลิงซานฉิงยื่นมือซ้ายตบลงบนต้นขาเขา แล้วพูดเสียงดังขึ้นแปดระดับ “ตายก็ตายแล้ว หรือเจ้าจะไว้อาลัยให้กับพวกมันรึ? รีบไปเลยนะ อีกเดี๋ยวปลาตายนานแล้วจะไม่อร่อย”

             

            เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะทำอะไรก็สายเกินไปแล้ว มิสู้ทำสิ่งที่ควรทำยังจะดีกว่า แถมยังประหยัดเวลาด้วย นี่เป็นหลักการในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของหลิงซานฉิง เมื่อมีหลักการนี้ ก็ช่วยนางได้มาก

             

            ฉาจื่ออันถูกหลิงซานฉิงต่อว่าจนหน้าแดง “ใคร ใครจะไว้อาลัยกัน เจ้ามันผู้หญิงไม่มีหัวใจ!” เขาเดินออกไปข้างนอกอย่างโมโห อุ้มเจี่ยนเจี่ยนที่นั่งอยู่บนพื้นขึ้น พลางถือปลาที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา “กิน กิน กิน รู้จักแค่กินเท่านั้นแหละ!”

             

            หลิงซานฉิงปากกระตุก สามีคนนี้อายุมากกว่านาง แต่เหตุใดถึงขี้งอนราวกับเด็กเล็ก 

             

            นางคิดไปด้วยถอนขนห่านไปด้วย และใช่ว่านางจะถอนขนห่านหมดทุกตัว ถอนเพียงตัวที่ขนงาม ๆ และขนยาวสม่ำเสมอเท่านั้น หากนางนำขนห่านนี้มาทำเป็นปากกาขนห่านตามวิธีในชาติก่อน น่าจะขายได้เยอะมากเมื่ออยู่ที่นี่

             

            เพียงแต่นางไม่มั่นใจว่าสิ่งที่นางทำออกมาจะเหมือนกับสิ่งที่เคยเห็นในชาติก่อนหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่พูดออกมาทั้งหมด และไม่ได้บอกเรื่องนี้แก่ฉาจื่ออัน

             

            ขณะที่ถอนขนอยู่นั้น จู่ ๆ หลิงซานฉิงก็ได้ยินเสียงคนเรียกหาตน แม่นางหลิงงั้นหรือ หมายถึงนางรึ? นางส่ายหน้า หรือว่าตนอาจจะหูแว่ว

             

            “ขออภัย นี่ใช่บ้านแม่นางหลิงหรือไม่?” 

             

            หลิงซานฉิงถึงได้มั่นใจว่าตนไม่ได้หูแว่วไป นางมองไปรอบทิศก็เห็นเพียงหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งยื่นอยู่หน้าประตูและมองเข้ามา ระยะห่างอยู่ไกลกันมาก แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าจากผู้หญิงคนนั้น

             

            หรือว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น?

             

            ในระหว่างที่นางครุ่นคิดก็ลุกขึ้นนำห่านไปวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็เดินไปทางประตู “ข้าเองหลิงซานฉิง แม่นางคือ?”

             

            เมื่อหญิงผู้นั้นได้ยินเช่นนี้ก็มีท่าทางโล่งอก รีบเดินมาข้างหน้าพลางมองไปรอบ ๆ เมื่อไม่เห็นผู้ใด นางก็ล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ “แม่นางหลิง ดียิ่งนักที่หาแม่นางเจอ อิงเอ๋อร์นาง…ท่านดูก็จะรู้เอง”

             

            สิ่งนั้นคือผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนเลือด มุมผ้าเช็ดหน้านั้นมีดอกไห่ถางปักอยู่ หลิงซานฉิงหวนนึกครู่หนึ่ง นี่คือ...นางรู้สึกใจเต้นแรง “นี่มิใช่ผ้าเช็ดหน้าของอิงเอ๋อร์หรอกหรือ เหตุใดมันถึงอยู่ที่เจ้าได้ แล้วเลือดบนผ้า...” หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอิงเอ๋อร์?

             

            บนใบหน้าหญิงสาวมีน้ำตาไหลลงมาเป็นทาง นางสูดหายใจครู่หนึ่ง “อิงเอ๋อร์นาง...แม่นางหลิงท่านรีบไปดูเถิด อิงเอ๋อร์นางถูกคนแก้แค้น…”

             

            หลิงซานฉิงหลี่ตาลง ถูกคนแก้แค้น? หรือว่าเฉินเตาปาออกจากคุกแล้ว?

             

            ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก นางก็รีบตามหญิงผู้นั้นไปถึงหอนางโลม แต่กลับเห็นร่างผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่หน้าประตู ทั่วทั้งร่างของนางเปื้อนไปด้วยเลือด

             

            สวีอิงเอ๋อร์?

             

            นางเดินไปข้างหน้า เพ่งมองอย่างละเอียด เป็นอิงเอ๋อร์จริง ๆ นางเงยหน้ามองไปรอบ ๆ ก็พบว่ามีกลุ่มคนมามุงดูชี้นู่นชี้นี้มากมาย คำพูดหยาบคายมากมายเหล่านั้น นางแทบทนฟังไม่ได้

             

            ลมหายใจของสวีอิงเอ๋อร์แผ่วเบา หนังตาไร้เรี่ยวแรง ครั้นเห็นหลิงซานฉิงได้อย่างชัดเจน นางจึงใช้แรงทั้งหมดขยับตัว แต่กลับขยับได้เพียงแค่หัวเท่านั้น “แม่นางหลิง…เจ้ารีบ รีบหนีไป…”

             

            เสียงของนางแผ่วเบา และขาด ๆ หาย ๆ ทำให้หลิงซานฉิงฟังไม่ชัดว่านางพูดอะไร เห็นเพียงผู้ชายกลุ่มหนึ่งเดินออกมา บนใบหน้ามีแผลเป็นจากการโดนฟัน จะเป็นใครได้อีกล่ะหากไม่ใช่เฉินเตาปา

             

            เขาเดินมาขวางอยู่ด้านหน้าสวีอิงเอ๋อร์ และใช้เท้าเตะไปที่นางอย่างหยาบคาย

             

            สวีอิงเอ๋อร์แทบไร้เรี่ยวแรงจะส่งเสียงร้องออกมา 

             

            หลิงซานฉิงเผยสีหน้าเยือกเย็นออกมา มองดูท่าทางที่คล้ายกับระบายอารมณ์ของเขา เมื่ออีกฝ่ายเห็นนางเดินเข้ามา ก็จงใจเอ่ยเสียงดังขึ้น “เด็ก เด็ก นำตัวผู้หญิงต่ำช้าคนนี้โยนออกไปจากเมืองนี้ หากให้อยู่ในเมืองนี้คงทำให้แผ่นดินสกปรกไปซะเปล่า”

             

            กลุ่มคนที่มองอยู่รอบ ๆ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่เมื่อมีความวุ่นวาย ใครบ้างจะไม่มาดู ทุกคนต่างยื่นคอมองทั้งสิ้น

             

            ครั้นเด็กรับใช้สองคนได้ยินคำสั่งจากเฉินเตาปาก็รีบเดินเข้าไป หลิงซานฉิงขมวดคิ้ว และเดินเข้าไปห้าม “ช้าก่อน”

             

            เป็นอย่างที่เฉินเตาปาคาดไว้จริง ๆ เขาหัวเราะอย่างหยิ่งผยองพลางส่ายหัว “ทำไม ฮูหยินฉาจะทำตัวเป็นคนดีอีกแล้วหรือ? เช่นนั้นมาดูกันว่าเจ้าจะเป็นได้หรือไม่ หญิงชั่วช้าผู้นี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า จะจัดการยังไงมันขึ้นอยู่กับข้า ไม่ใช่เรื่องของเจ้า?”


            ไอ้คนชั่วร้าย! มากที่สุดก็พูดได้เท่านี้แหละ


            เหล่าหญิงหอนางโลมที่ยืนมุงดูอยู่ต่างพากันตกใจ พวกนางอยากเข้าไปช่วย แต่ด้วยฐานะอันต่ำต้อยของตนทำให้ลังเลที่จะยื่นมือเข้าไป

             

            แววตาหลิงซานฉิงเยือกเย็นมากขึ้น นางพ่นเสียงออกมาอย่างเย็นชา “เท่าที่ข้ารู้ แม่นางอิงเอ๋อร์คือคนของหอนางโลมนี้ แล้วนางกลายเป็นของแกได้อย่างไร? จะจัดการอย่างไรก็หาใช่เรื่องของแก?”

             

            คำพูดเพื่อปกป้องพูดออกไปชัดเจนเพื่อย้อนคำพูดของเฉินเตาปา


            “แม่นางพูดได้ดีทีเดียว สัญญาขายตัวของอิงเอ๋อร์ยังอยู่ในมือแม่เล้า นางคือคนของแม่เล้า…”

             

            หญิงสวมชุดสีแดงรวบรวมความกล้าออกมาพูดเพื่ออิงเอ๋อร์ เฉินเตาปาถลึงตาใส่ หญิงชุดแดงผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่กลับมองไปทางเฉินเตาปาตาอย่างแข็งกร้าว


            “แม่นาง หากท่านต้องการช่วยอิงเอ๋อร์ก็พานางไปเถอะ หากทิ้งนางไว้ที่นี่ไม่นานคงถูกรังแกจนตาย ถือว่าข้าขอเถิด”


            “แม่นางได้โปรดช่วยอิงเอ๋อร์ที นางไร้ญาติขาดมิตร หากวันนี้ท่านช่วยนางไว้ได้ ครั้งหน้านางก็ยังโดนคนรังแกอยู่ดี”


            ดีที่แม่นางชุดแดงพูดขึ้นก่อน หญิงสาวคนอื่นจึงมีความกล้าขึ้น ทันใดนั้นเฉินเตาปาก็เอ่ยแย้งขึ้น


            เฉินเตาปามีสีหน้าเคร่งขรึม แผลเป็นบนใบหน้าช่างน่ากลัวยิ่งนัก น่ากลัวจนทำให้เด็กที่เห็นร้องไห้เสียงดังออกมา เขาพูดขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็น “ตอนนี้มาแสร้งทำเป็นคนดีกันหมด  ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าจะพานางออกไปรึ ยามนี้หญิงชั่วช้าคนนี้ยังเป็นคนขายตัวของหอนางโลมอยู่ จะพานางไปไม่ยากเลย แต่ต้องนำเงินมาไถ่ตัว”


            ไถ่ตัว


            ใช่แล้ว สวีอิงเอ๋อร์ในตอนนี้ยังไม่มีอิสรภาพ ตอนนั้นนางถูกเฉินเตาปาขายให้กับหอนางโลม บนสัญญานั้นมีตัวอักษรเขียนไว้อย่างชัดเจน หากไม่มีผู้ใดมาไถ่ตัวนาง ชั่วชีวิตนางจนถึงตัวตายก็เป็นคนของหอนางโลม แม้ตายไปแล้วก็ยังไม่ได้รับอิสรภาพคืน


            ไถ่ตัวไม่ใช่ปัญหาอะไร เพียงแต่…หลิงซานฉิงลูบกระเป๋าเสื้อ นางเร่งรีบตอนออกมาจึงไม่ได้พกเงินติดตัวมามากนัก เฉินเตาปาบังคับให้ไถ่ตัวคงต้องใช้เงินไม่น้อยแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ นางจะเอาอะไรไปไถ่ตัวอิงเอ๋อร์ล่ะ เขียนสัญญาหนี้สินรึ? เป็นไปไม่ได้แน่


            ท่าทางลูบกระเป๋าเสื้อของนางชัดเจนนัก เฉินเตาปายิ่งหัวเราะอย่างชั่วร้าย “ทำไม? เงินไม่พอรึ? ในสัญญาเขียนไว้ชัดว่าไถ่ตัวต้องจ่ายยี่สิบตำลึง ไม่มีเงินมาจ่าย พูดอะไรก็ไร้ประโยชน์”

            เขาจงใจพูดประโยคสุดท้ายอย่างช้า ๆ ให้หลิงซานฉิงฟัง หากไม่มีเงินไถ่ตัว ก็พาคนไปไม่ได้


            ยี่สิบตำลึง  มัน...ถูกขนาดนี้เชียว?


            แม้หลิงซานฉิงจะไม่ได้พกเงินมา แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะเรียกแค่ยี่สิบตำลึง ทีแรกนึกว่าเขาจะขูดรีดขูดเนื้อเรียกหลายร้อยตำลึงเสียอีก แม้ว่าตอนนี้แค่ยี่สิบตำลึงนางจะไม่มีจ่ายก็ตาม


            สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ ในสัญญานั้นเขียนราคาไว้ยี่สิบตำลึงหรือไม่

             

            ตอนที่เฉินเตาปาขายสวีอิงเอ๋อร์ให้กับหอนางโลมก็มั่นใจว่าไม่มีใครกล้าไถ่ตัวนาง และลูกค้าที่สวีอิงเอ๋อร์คอยปรนนิบัติอยู่เป็นประจำก็คือตัวเขาเอง แล้วใครจะมาไถ่ตัวนาง? แต่ยามนี้เขาเกิดอยากเรียกในราคาที่สูงขึ้น แต่เมื่อนึกถึงท่าทางไหวพริบดีของหลิงซานฉิง ก็ทำให้เขาต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป

             

            แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่หลิงซานฉิงก็ไม่มีเงินยี่สิบตำลึงอยู่ดี

             

            หญิงชุดแดงเห็นนางเงียบไปไม่พูดไม่จาก็พอจะคาดเดาได้ พลางเบะปากให้กับความสามารถของตัวเอง และเม้มปากแน่น “ก็แค่เงินยี่สิบตำลึง หากแลกกับอิสรภาพของอิงเอ๋อร์ได้ ข้าจะช่วยออกเงินในส่วนนี้ด้วย!”

             

            “ที่ข้านี่ยังมีอีกสามตำลึง!”

             

            “ข้ามีห้าตำลึง!”

             

            “หากขายกำไลเงินของข้า อาจจะได้เงินไม่กี่ตำลึง แต่ข้าให้หมดเลย!”

             

            เมื่อคนหนึ่งลุกขึ้น ก็ต้องมีคนที่สองที่สามลุกขึ้นตาม หากแต่ละคนร่วมด้วยช่วยกันเช่นนี้ ไม่นานคงรวบรวมเงินยี่สิบตำลึงได้

             

            เฉินเตาปาไม่นึกเลยว่าจะมีคนช่วยสวีอิงเอ๋อร์มากมายถึงเพียงนี้ หากมีเงินยี่สิบตำลึงแล้ว อย่างไรเขาก็ไม่ยอมปล่อยให้สวีอิงเอ่อร์ถูกพาตัวไปเช่นนี้แน่ 


    คล้ายกับเรื่องท่านสามี อย่าโอหัง ที่คุณอ่าน

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    กำเนิดเทพนิทรา

    กำเนิดเทพนิทรา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    385K 758
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34