เฟยหลงไม่ได้กลับห้องทันทีหลังแยกจากหลี่กวง เขาหยุดยืนอยู่ใต้เงาต้นไม้ภายในกรมมหาดเล็ก สายตาทอดออกไปไกลราวกับมองทะลุกำแพงออกไปถึงวังหลวง เื่ของเหวินเทียนยังคงค้างอยู่ในหัวอย่างชัดเจน ทั้งคำพูด สีหน้า และความดื้อดึงแบบคนที่ยังไม่เข้าใจโลก “คนแบบนั้น…” เขาพึมพำเบา ๆ “ถ้าไม่ตาย ก็ไม่เปลี่ยนอุดมการณ์” ลมพัดผ่าน ทำให้ชายเสื้อเขาขยับเล็กน้อย แต่ตัวเขายังคงนิ่งสนิท ดวงตาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เหมือนคนที่ตัดสินใจบางอย่างเรียบร้อยแล้ว “แต่ไม่ใช่หน้าที่ข้า” เขาหันหลังเดินกลับห้องอย่างช้าๆ ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ภายในห้อง เฟยหลงนั่งลงที่โต๊ะตามปกติ มือวางลงบนผิวไม้เรียบอย่างผ่อนคลาย ราวกับทุกอย่างจบไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็จริง สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เขาหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบช้าๆ กลิ่นชาอ่อนๆ ลอยขึ้นมากลบความเย็นในอากาศ “กรมโยธา…ฝั่งตะวันออก…สำนักตรวจการ…” เขาทวนชื่อหน่วยงานเ่าั้ในใจอย่างเป็ระบบ เหมือนกำลังวางหมาก แต่กลับไม่ขยับตัวหมากแม้แต่ตัวเดียว “ถ้าเหวินเทียนยื่นฎีกา เขาจะโดนสกัดแน่” เขาวางถ้วยชาลงเบาๆ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย “และถ้าไปถึงเบื้องบนจริง…” มุมปากยกขึ้นบางๆ “…ก็จะมีคนรับผิดแทนอยู่ดี” ไม่มีคำว่า “ความยุติธรรม” ในการเมือง มีแต่ “สมดุล” ใครทำลายสมดุล ก็ต้องถูกกำจัด ไม่ว่าจะถูกหรือผิด เฟยหลงรู้ดี เขาเห็นมันมาั้แ่เด็ก ผ่านคำสอนของบิดา ผ่านการมองดูขุนนางขึ้นลงเหมือนคลื่นน้ำ “ถ้าข้าเข้าไปยุ่งตอนนี้…” เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี” ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาที่สม่ำเสมอ
เช้าวันถัดมา ข่าวเริ่มแพร่กระจายอย่างที่เขาคาดไว้ เหวินเทียนยื่นฎีกา และแน่นอน…ถูกขัด เสียงวิจารณ์แบ่งออกเป็สองฝั่ง บางคนชมว่าเขากล้าหาญ บางคนหัวเราะว่าเขาโง่ แต่ไม่ว่าความเห็นจะเป็อย่างไร ผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยน “โดนกดดัน” ั้แ่ยังไม่ทันเริ่มไต่สวนหรือตรวจฎีกาที่ยื่นด้วยซ้ำ เฟยหลงยืนอยู่ในลานฝึก กระบี่ในมือเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ เสียงโลหะตัดอากาศดังสม่ำเสมอเหมือนจังหวะหัวใจ “เริ่มแล้ว…” เขาพึมพำ ในวังหลวง การเคลื่อนไหวเริ่มถี่ขึ้น ขุนนางบางคนถูกเรียกตัว บางคนหายเงียบไป บางคนรีบตัดความเกี่ยวข้องกับกรมโยธาเหมือนหนีไฟ แต่ทั้งหมดนี้…ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ ไม่มีใครปล่อยให้มันลุกลามจริงๆ เพราะทุกคนรู้ ถ้าเื่นี้ใหญ่เกินไป มันจะไม่ใช่แค่กรมโยธาที่พัง “นี่แหละ…การเมือง” เฟยหลงหยุดกระบี่ลงช้าๆ เหงื่อไหลผ่านขมับ แต่สีหน้ายังคงสงบนิ่ง “ไม่ใช่การหาความจริง แต่คือการหาว่า…จะให้ใครรับผิด” ตอนบ่าย หลี่กวงรีบเดินเข้ามาในลาน สีหน้าจริงจังกว่าปกติ “เ้าได้ยินหรือยัง” เฟยหลงไม่หัน “ได้ยินแล้ว” “เหวินเทียนโดนเรียกตัวไปสอบสวนแล้ว” เฟยหลงพยักหน้าเล็กน้อย “เร็วกว่าที่คิดนิดหน่อย” หลี่กวงขมวดคิ้ว “เ้ายังจะนิ่งอยู่อีกหรือ” เฟยหลงวางกระบี่ลง “แล้วข้าควรทำอะไร” “อย่างน้อยก็ช่วยเขา!” หลี่กวงพูดเสียงต่ำแต่หนักแน่น เฟยหลงหันไปมองเขา ดวงตาสงบนิ่งจนทำให้คนมองรู้สึกเย็น “ข้าเป็อะไร” หลี่กวงชะงัก “องครักษ์” เฟยหลงพูดต่อ “ข้าพูดอะไรได้ ใครจะฟัง ข้าเข้าไปได้แค่ลาน ไม่ใช่ท้องพระโรง” เขาเดินเข้าไปใกล้หลี่กวงเล็กน้อย “เ้าคิดว่าความยุติธรรม้า ‘ความกล้า’ อย่างเดียวหรือ” หลี่กวงเงียบ เฟยหลงพูดต่อเสียงเรียบ “มัน้า ‘อำนาจ’ ด้วย” ลมพัดผ่านระหว่างทั้งสองคน ความเงียบกดทับลงมาอย่างหนัก “ถ้าข้าเข้าไปตอนนี้…” เฟยหลงพูดช้าๆ “ข้าจะช่วยเขาไม่ได้ และยังดึงตัวเองลงไปด้วย” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดประโยคสุดท้าย “…แล้วสุดท้าย ก็ไม่มีใครช่วยใครได้เลย” หลี่กวงกำหมัดแน่น แต่ไม่พูดอะไรออกมา เขารู้ว่าเฟยหลงพูดถูก เพียงแต่…มันยากจะยอมรับ เฟยหลงหันหลังกลับ “เื่นี้ยังไม่จบ” เขาพูดทิ้งท้าย “มันเพิ่งเริ่มต่างหาก” คืนนั้น เฟยหลงนั่งอยู่คนเดียวในห้องเหมือนเดิม ไม่มีเอกสาร ไม่มีแผนการวางอยู่ตรงหน้า มีเพียงความเงียบ และความคิดที่ไหลไปอย่างเป็ระบบ “1ฎีกา…ะเืหลายฝ่าย” “คนที่โดนจัดการตอนนี้…ไม่ใช่ตัวบงการ” “คนๆนั้นยังไม่เริ่มขยับตัว” เขาหลับตาลงช้าๆ ภาพความสัมพันธ์ของขุนนางแต่ละฝ่ายค่อยๆ เรียงตัวขึ้นในหัวเหมือนแผนที่