ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 30 ปรากฏตัว

            ในพริบตาที่ลาวาปะทุออกมาคนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงสามคนนั้น เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างก็ไม่ต่างกัน

            ด้านล่างถูกปกคลุมไปด้วยลาวาจะยังมีที่ให้ซ่อนตัวอยู่อีกหรือ หนีขึ้นไปบนฟ้าก่อนแล้วค่อยว่ากัน

            ในทวีปหลิงโซ่วแห่งนี้ คิดจะเหาะเหินเดินอากาศให้ได้อย่างแท้จริงต้องฝึกฝนถึงขั้นราชันก่อนซึ่งเทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียรขั้นหยวนก่อกำเนิด แม้ขั้นบรรพบุรุษจะเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ทว่าเหาะเหินเดินอากาศได้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ มิอาจแสดงพลังกลางอากาศได้

            เสิ่นเสวียนใช้พลังลอยอยู่กลางอากาศได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆเช่นกัน อย่างมากก็หนึ่งเค่อ

            “ปิดหน้าเร็ว”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสิ่นล่างจากนั้นก็ฉีกชายผ้าออกมาปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็กินยาแปรผันที่เอาออกมาก่อนหน้านี้เข้าไปเพื่อแปรเปลี่ยนไอพลังของตนเอง

            หากปิดหน้าอยู่ พวกเขามั่นใจว่ายากที่จะรู้ใบหน้าแท้จริงของพวกเขาได้

            “เป็นของดีจริงๆด้วย” หลังจากที่เสิ่นล่างทำตาม เขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

            เช่นนี้เขาก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว

            “พวกเจ้าเป็นใครกันถึงกล้ามาซ่อนตัวอยู่ที่นี่”

            พี่ใหญ่จากเผ่าอนธการผู้นั้นมองพวกของเสิ่นเสวียนด้วยแววตาเหยียดหยาม

            อันที่จริงการปรากฏตัวของพวกเขาเพียงพอที่จะเหยียดหยามผู้คนส่วนมากในทวีปนี้ได้เลยแม้เสิ่นล่างมีพลังยุทธ์เหนือกว่าเขามากแต่เขาก็ไม่ใส่ใจ

            ที่อีกฝ่ายปิดบังใบหน้าเพราะกังวลว่าพวกเขาจะนำพาความเดือดร้อนไปให้และคนต่ำต้อยที่ไม่กล้าแม้แต่จะแสดงตัวออกมา แน่นอนว่าไม่สามารถเป็นภัยต่อพวกเขา

            “ตอนนี้ข้ากำลังอารมณ์ดีรีบไสหัวไป ไม่เช่นนั้นข้าจะใช้เพลิงโทสะแห่งเผ่าอนธการชำระล้างพวกเจ้า”

            ปกติแล้วแค่พวกเขาข่มขู่เพียงประโยคสองประโยคอีกฝ่ายก็มักหวาดกลัวจนหนีเตลิดเปิดเปิง พวกเขายังมีเรื่องอื่นต้องทำ หากทำให้ภารกิจของมหาปุโรหิตเกิดความผิดพลาดขึ้นไม่ว่าใครก็รับผิดชอบไม่ไหว

            “เจ้าไม่รู้หรือว่าเหตุใดพวกข้าจึงปิดบังใบหน้า”เสิ่นเสวียนกล่าว หัวเราะเสียงเย็น

            “เพราะเหตุใด”

            “เพราะอยากหาเรื่องอย่างไรเล่า!”

            สำหรับอำนาจเช่นนี้ เสิ่นเสวียนคิดเพียงแค่คำเดียวนั่นคือ ‘จัดการ’

            “จัดการพวกเขาก่อน”

            หลังจากที่พี่ใหญ่รู้แล้วว่าพวกของเสิ่นเสวียนเป็นภัยจึงออกคำสั่งทันทีแล้วร่างของเขาพลันหายวับไป

            เสิ่นเสวียนที่ลอยอยู่กลางอากาศมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง

            “พลังมิติ!”

            หลังจากกล่าวพึมพำ พลังหมัดพลันทะลวงผ่านมิติว่างเปล่าตรงหน้าอย่างรุนแรง

            หมัดนี้ทำให้พี่ใหญ่ที่หายตัวไปคนนั้นปรากฏตัวขึ้นในฉับพลัน

            พลั่ก!

            พลังหมัดโจมตีโดนหน้าอกของอีกฝ่ายทว่าฝั่งนั้นไม่เป็นอะไรเลย กลับเป็นเสิ่นเสวียนที่ถอยหลังไปหลายก้าว

            “พลังไม่เลวแต่ยังด้อยกว่าข้านัก”

            พี่ใหญ่ผู้นั้นกระตุกยิ้มมุมปากร่างพลันหายวับไปอีกครั้ง

            พลังมิติเป็นการยืมพลังของมิติเข้ามากระตุ้นพลังของตนเองทำให้สามารถซ่อนตัวอยู่ในมิติได้ พลังมิติระดับสูงอาจสามารถทะลวงผ่านกาลเวลาและมิติไปได้อีกด้วยก่อนหน้านี้เสิ่นเสวียนก็ทะลวงผ่านมิติมายังโลกนี้ด้วยจิตวิญญาณ

            แน่นอนว่าอีกฝ่ายควบคุมพลังมิติได้เพียงเล็กน้อยยังไม่ชำนาญนัก พลังจิตวิญญาณของเสิ่นเสวียนปกคลุมอาณาเขตอยู่ ตราบใดที่อีกฝ่ายเข้าใกล้รัศมีหนึ่งจั้งเขาจะสังเกตเห็นได้ทันที

            แต่หลังจากเจออีกฝ่ายแล้วเขาทำได้เพียงป้องกันตัวไม่ให้บาดเจ็บเท่านั้น คิดจะเอาชนะไม่ใช่เรื่องง่าย

            ทางด้านเสิ่นล่างกำลังเข้าปะทะกับอีกสองคนจากเผ่าอนธการ

            เสิ่นล่างมีพลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุดส่วนสองคนนั้นมีพลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษระดับกลางเท่านั้น จึงไม่ได้เปลืองแรงมากนัก

            ส่วนเสิ่นเสวียนที่กำลังสู้กับพี่ใหญ่ผู้นั้นอย่างยากลำบากกลับมีสีหน้าหมดหนทางจริงอยู่ว่าก่อนหน้านี้เขาบอกให้เสิ่นล่างจัดการสองคน แต่เขาไม่ได้หมายถึงสองคนที่มีพลังน้อยกว่ากลายเป็นว่าตอนนี้เขาต้องมาสู้กับคนที่มีพลังสูงสุดเสียแล้ว

            แม้จะเอาชนะหานเฟิงได้ แต่พลังของคนผู้นี้อยู่ในระดับเดียวกับเสิ่นล่างเขามิอาจสู้ได้เลย

            “ลำพังแค่เจ้ายังคิดหาเรื่องอีกหรือ”

            พี่ใหญ่ผู้นั้นทำให้เสิ่นเสวียนกระเด็นออกไปด้วยหมัดเดียวสีหน้าเขาดูพึงพอใจยิ่ง แต่เรื่องที่เสิ่นเสวียนสามารถทำลายพลังมิติของเขาได้ก็ทำให้เขาประหลาดใจมากไม่เช่นนั้นตอนที่ปะทะกันครั้งแรก เสิ่นเสวียนคงกลายเป็นศพไปแล้ว

            เสิ่นเสวียนที่โดนซัดกระเด็นร่วงหล่นลงไปอยู่บนก้อนหินลาวาที่ควบแน่นแล้วก้อนหนึ่งจากนั้นก็เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง

            “เมื่อครู่ข้าบอกให้เจ้าไปเจ้ากลับไม่ไป ตอนนี้คิดหนีก็สายไปแล้ว ตายซะเถอะ!”

            พี่ใหญ่ผู้นั้นกล่าวจบ มือที่ห่อหุ้มด้วยเกราะสีแดงยื่นออกไปโจมตีเสิ่นเสวียนทันที

            จุดพลังสีแดงเข้มปรากฏขึ้นใจกลางฝ่ามือและรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว

            เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังนี้เสิ่นเสวียนมุมปากกระตุกเล็กน้อย พลังของเขาทั้งสองคนแตกต่างกันมากเกินไป ยากที่จะหาสิ่งใดมาเติมเต็มได้บนกลุ่มก้อนพลังนั้นมีไอพลังแห่งความตายแผ่กระจายออกมา ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือมันตรึงร่างของเสิ่นเสวียนไว้จนมิอาจหลบหลีกได้เลย

            อีกฝ่ายไม่ให้เสิ่นเสวียนได้มีเวลาพักหายใจกลุ่มก้อนพลังใจกลางฝ่ามือขยายใหญ่จนกลายเป็นก้อนพลังสีแดงเข้มกว้างเกือบสองฉื่อในพริบตาเดียวก้อนพลังนั้นสว่างวาบไม่หยุด แล้วมันก็พุ่งออกจากใจกลางฝ่ามือตรงเข้าใส่เสิ่นเสวียน

            “แข็งแกร่งมาก!”

            เสิ่นเสวียนมองก้อนพลังนั้นพุ่งตรงเข้ามาด้วยแววตาตื่นตกใจถึงตอนนี้เขาจึงพบว่าพลังของพวกเขาแตกต่างกันมากเพียงไหน

            “ระวัง!”

            เสิ่นล่างที่กำลังต่อสู้กับอีกสองคนจากเผ่าอนธการรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ของเสิ่นเสวียนจึงตะโกนออกไปเสียงดัง ทว่าเขาอยู่ห่างจากเสิ่นเสวียนมากและยังโดนสองคนนั้นรั้งไว้ทำได้เพียงมองเสิ่นเสวียนโดนก้อนพลังลูกนั้นโจมตีโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้เลย

            ตูม!

            เสิ่นเสวียนมิอาจหลบหลีกได้กลุ่มก้อนพลังโจมตีใส่ร่างของเขาอย่างจัง แรงระเบิดที่รุนแรงส่งผลให้พลังสีแดงเข้มกระจายออกไปรอบๆทำให้ลาวาเบื้องล่างโดนกดจนเป็นหลุมขนาดใหญ่ ทว่าเพียงไม่นานก็มีลาวาใหม่เคลื่อนเข้ามาปกคลุมเหมือนเดิม

            เพียงแต่...เสิ่นเสวียนหายไปแล้ว

            “หลีกไป!”

            เสิ่นล่างซัดพลังฝ่ามือออกไปด้วยพลังทั้งหมดทำให้สองคนนั้นถอยหลังไปแล้วเขาก็พุ่งเข้ามาตรงที่เสิ่นเสวียนหายไป เขากวาดตามองความว่างเปล่าตรงนั้นด้วยดวงตาแดงก่ำ

            “พวกเจ้า!รนหาที่ตาย!”

            เสิ่นล่างจ้องเขม็งไปยังพี่ใหญ่ผู้นั้นเจตจำนงสังหารรุนแรงพลุ่งออกมาจากแววตา หากแววตานี้ฆ่าคนได้ สามคนนั้นคงตายไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง

            ไม่ง่ายเลยกว่าตระกูลเสิ่นจะมีความหวังได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นแต่กลับโดนอีกฝ่ายทำลายป่นปี้ไปแล้ว แม้พวกเขาจะมาจากเผ่าอนธการก็ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่

            “เฮอะ แค่มดตัวหนึ่งคิดว่าข้ากลัวเจ้าจริงๆ หรือ”

            ได้เห็นเสิ่นล่างโกรธแค้นพี่ใหญ่ผู้นั้นเพียงแค่กล่าวเสียงเย็นออกมา กระบี่สีแดงก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นในมืออีกครั้งเปลวเพลิงพุ่งออกไปทุกทิศทาง อานุภาพรุนแรงยิ่งกว่าเดิมมาก

            กล่าวได้ว่าตอนปะทะกับเสิ่นเสวียนก่อนหน้านี้เขายังไม่ได้แสดงพลังทั้งหมดออกมา

            ทว่าทันใดนั้นเอง มีพลังน่ากลัวขุมหนึ่งปะทุออกมาจากลาวาที่อยู่เบื้องล่างพลังนี้คล้ายพลังฟ้าดิน ทั้งยังเก่าแก่อีกด้วย

            “กรร!”

            เสียงร้องคำรามคล้ายสิงโตเสือ และมังกรรวมกันดังออกมาจากลาวาเบื้องล่าง คลื่นเสียงอานุภาพรุนแรงแผ่กระจายเข้าใส่เสิ่นล่างและสามคนนั้นจากเผ่าอนธการทำให้ร่างของพวกเขาโซเซจนเกือบร่วงหล่นลงไป

            “คำของมหาปุโรหิตเป็นจริงแล้วเตรียมพร้อมให้ข้าด้วย”

            พี่ใหญ่ผู้นั้นไม่สนใจเสิ่นล่างอีกเขาถือกระบี่สีแดงเหาะตรงไปยังปากปล่องภูเขาไฟ อีกสองคนก็เช่นกัน เมื่อเหาะไปอยู่เหนือปากปล่องภูเขาไฟแล้วพวกเขาก็มองลงไปยังปล่องภูเขาไฟเบื้องล่าง

            “ผู้เฒ่าล่างอย่าไป”

            ขณะที่เสิ่นล่างคิดจะไล่ตามไปเสียงของเสิ่นเสวียนพลันดังขึ้นจากมิติว่างเปล่ารอบข้าง

            “เอ๋?เจ้ายังไม่ตาย!”

            เมื่อได้ยินเสียงนั้น เสิ่นล่างที่กำลังเดือดดาลพลันสงบนิ่งลงก่อนจะมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย

            “ข้ายังไม่ตายท่านไปหาที่ซ่อนก่อน” เสิ่นเสวียนกล่าวเสียงเบา

            ภูเขาไฟเบื้องล่างปะทุรุนแรงอีกครั้งลาวาไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง มันพุ่งสูงขึ้นมากว่าสามจั้ง ทำให้สามคนนั้นต้องหลบหลีกในทันทีราวกับเป็นปลาในบ่อที่กำลังประสบภัยพิบัติ

            “แยกเป็นสามทางเอาเชือกวิเศษออกมา”

            ภายใต้คำสั่งของพี่ใหญ่ พวกเขาต่างเหาะไปยังตำแหน่งของตนเองเหนือปากปล่องภูเขาไฟพวกเขาแต่ละคนถือเชือกสีแดงเอาไว้ แล้วจัดการขึงเหนือปากปล่องภูเขาไฟ

            นี่คือการจับกุมที่เป็นเอกลักษณ์ของเผ่าอนธการเชือกวิเศษสามารถปิดกั้นไอพลังต่อสู้ไว้ได้ แม้แต่พลังอานุภาพรุนแรงก็มิอาจทะลวงผ่านออกมาได้

            ทันใดนั้นลูกไฟดวงหนึ่งพุ่งตามลาวาขึ้นมาและปะทะเข้ากับเชือกวิเศษอย่างรุนแรง

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน