“คุณท่านยังไม่กลับง่ายๆ หรอกค่ะคุณแจม สองสามทุ่มหรือไม่ก็เที่ยงคืนโน่นล่ะค่ะ ส่วนคุณปิ่นออกไปช้อปปิ้งกับคุณแยมและจะเลยกินข้าวเย็นที่บ้านโน่นเลย จะกลับก็คงจะสองสามทุ่มเหมือนกันค่ะ”
แม่บ้านรายงานตามที่เคยเห็นมา เมื่อวิวรรญาไปถึงแล้วถามหาพ่อกับแม่เลี้ยง ดวงหน้าสวยมีแววเศร้าน้อยๆ แต่ก็เก็บงำเอาไว้แล้วเดินนำลินไปหารถเพื่อกลับบ้านบึง ในเวลาบ่ายแก่ๆ
สองขาเรียวขาว สลัดรองเท้าออกแล้วยกขึ้นมากอดไว้กับอกก่อนจะนอนตะแคงหันไปหาหน้าต่างซึ่งมักจะเป็ท่านั่งประจำของหญิงสาวไปแล้วในความคิดของคนสวนหนุ่ม จากนั้นในรถก็ไม่มีเสียงใครเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่แอะเดียว
“นายช่วยออกทางคู่ขนานทีสิ ฉันอยากเห็นแม่น้ำบางปะกง”
กระทั่งใกล้ถึงสะพานบางปะกง วิวรรญาถึงได้หันไปบอกคนขับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยและเขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย
“เพื่อนฉันบอกว่าถ้าเรากลั้นหายใจจากตีนสะพานแล้วอธิษฐานในสิ่งที่เราอยากได้ไปจนพ้นสะพาน เราก็จะได้ตามที่เราขอ”
ลินหันมาเลิกคิ้วให้หลานเ้านายอย่างแปลกใจ แต่กลับเห็นร่างเล็กๆ กำลังสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วกลั้นไว้ั้แ่รถแล่นขึ้นสะพานไปกระทั่งสุดถึงได้พ่นลมหายใจออกมาดังๆ ทำเอาเขาอดหัวเราะออกมาด้วยความขำไม่ได้
“คุณแจมขออะไรบ้างครับ”
เขานึกสนุกขึ้นมาเลยหันไปถามพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทว่าใบหน้าสวยใสกลับไร้ซึ่งรอยยิ้มเมื่อคิดถึงคำขอของตัวเองขึ้นมา
“ฉันขอให้คุณพ่อกับคุณแม่กลับมารักกันเหมือนเดิม แล้วเอาฉันไปอยู่ด้วยเหมือนเดิม แล้วให้คุณพ่อคุณแม่มีน้องๆ ให้ฉันสามสี่คน ฉันจะได้มีเพื่อนเล่นบ้าง และให้ท่านรักฉันรักน้องๆ ของฉันมากๆ ให้ครอบครัวของเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป อย่าได้พรากจากกันไปไหนอีก”
ตรงท้ายประโยคนั้นลินรับรู้ได้ว่าน้ำเสียงหลานเ้านายสั่นเครือเต็มที และเมื่อเขาหันไปมองก็เห็นหยดใสๆ ไหลออกมาตกลงไปหาหัวเข่าทั้งสองข้างที่สองมือบางเกาะเกี่ยวเอาไว้ เขาจึงเอื้อมมือไปดึงทิชชูออกจากกล่องสองสามแผ่นส่งไปให้
มือบางเองก็รับมาซับน้ำตาออก ตามด้วยอาการสกัดกลั้นอารมณ์เศร้าหมองออกไปจากใจ เพราะรู้ดีว่าไม่มีวันที่คำอธิษฐานของตัวเองจะเป็จริงขึ้นมาได้
“เป็ไงบ้างแจม ไปเที่ยวกับพ่อซีสนุกมั้ย”
อรพินกำลังนั่งแยกผักออร์แกนิกที่ผู้เป็สามีเป็คนเก็บมาจากสวนอยู่รีบทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อหลานสาวลงจากรถได้
“สนุกค่ะ แจมไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะแล้วจะมาช่วยป้ามัดผัก”
วิวรรญารับคำแค่นั้นแล้วก็เดินขึ้นชั้นบนไปทันที ลินวางกล่องไก่ทอดเคเอฟซีที่หลานสาวซื้อมาฝากลุงกับป้าลงไม่ห่างตัว ก่อนจะนั่งลงใกล้ๆ กองผักเพื่อช่วยมัดด้วยความรู้งาน
ไม่นานหลานสาวเ้านายก็เดินลงมาในชุดกางเกงขาสั้นเสื้อกล้ามที่เขาเห็นว่าน่ารักน่ามองเหลือเกิน แต่ก็ไม่กล้าจะจ้องนาน
กระนั้นก็ยังไม่วายแอบชำเลืองมองร่างผอมบางที่นั่งขัดสมาธิมัดผักช่วยป้าอย่างคล่องแคล่วเป็ระยะๆ และก็มักจะพบแต่ความหงอยเหงาเศร้าซึมติดตัวอยู่ไม่ห่างไปจากกายหญิงสาวเลย
“มะเร็งน่ะมันก็มากับพวกยาพวกสารเคมีต่างๆ นี่ล่ะ แต่คนทั่วไปก็ชอบเหลือเกิน เห็นผักมัดไหนสวยๆ ไม่มีเว้ามีแหว่งก็รีบหยิบ แล้วก็จะบ่นว่าผักอินทรีย์หรือผักออร์แกนิกน่ะแพงบ้างล่ะ แมลงกินบ้างล่ะ หงิกงอไม่สวยบ้างล่ะ ไม่ยอมคิดไม่ยอมมองเลยว่ากินของสวยๆ งามๆ เข้าไปก็เท่ากับกินสารพิษเข้าไปด้วย พอป่วยมาเงินค่าหยุกยาแพงเท่าไหร่ ก็ต้องควักกันล่ะทีนี้ ไอ้เรารึก็พ่อค้าแม่ค้า ลูกค้าอยากได้อะไรก็ต้องตามใจหน่อย แต่ฉันก็จะคอยบอกเสมอๆ ถึงคุณและโทษของพวกยาฆ่าแมลงทั้งหลาย คนเชื่อก็ดีไปคนไม่เชื่อก็กินสารพิษไปก็แล้วกันจะให้ทำยังไงได้”
เกรียงไกรบ่นยืดยาวขณะกำลังเสียบต้นกล้าผักลงกระถางเล็กๆ อยู่ใต้โรงเรือนเพาะชำ มีลินนั่งทำไปด้วยไม่ห่างอย่างขยันขันแข็ง ซึ่งนับวันเขาก็จะได้ใจเ้านายไปมากขึ้นๆ เพราะเป็คนพูดน้อย
ทำมาก รู้จักกาลเทศะ อันไหนเหมาะไม่เหมาะ ควรไม่ควร ให้เงินไปซื้อของเท่าไหร่ก็ไม่มีการเม้มเงินทอน แต่จะคืนมาทุกบาททุกสตางค์
ให้กินอะไรก็ไม่เคยปริปากบ่นให้ได้ยิน จับรถก็ขับอย่างทะนุถนอม ไม่ได้ตะบี้ตะบันขับให้พังคามือ แถมก่อนใช้ก็รู้จักตรวจเช็กสภาพรถตลอดเวลา เครื่องไม้เครื่องมือในสวนก็รู้จักเก็บรักษา
ใช้แล้วไม่ทิ้งเกลื่อนกลาด แถมยังเอาไปเช็ดล้างให้สะอาด จับมีดเล่มไหนก็จะคมกริบโดยไม่ต้องคอยบอกให้ไปหาหินมาลับ เหมือนคนงานก่อนๆ
“แล้วนี่ซุ้มอะไรครับคุณลุง เถาไม้เลื้อยเต็มไปหมด”
เขาเอ่ยมือที่ถือมีดขอถางหญ้าอยู่ก็ชี้ไปที่เถาวัลย์ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะสงสัยมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ถาม วันนี้ไล่ถางหญ้าหลังจากเสร็จงานลงผักแล้วจึงได้โอกาส เกรียงไกรที่นั่งตัดกิ่งมะม่วงเป็ท่อนๆ ใต้ร่วม ที่ลินเป็คนปีนขึ้นไปตัดลงมาให้ หันไปมองตาม
“อ๋อ! ซุ้มชิงช้ายัยแจมน่ะ เมื่อก่อนตรงนี้เป็มุมโปรดของเขาเวลาจะหนีมาอ่านหนังสือเตรียมสอบกับมานั่งเล่นประจำ พอมันหักฉันก็ไม่ได้มาซ่อมให้สักที เถาก็เลยขึ้นเต็ม หลานฉันก็เลยไม่ได้มานั่งอีก บอกคนงานเป็สิบๆ รอบแล้วมันก็ไม่มาทำให้ก็เลยต้องปล่อยไว้ก่อน”
“เหรอครับ แล้วนี่ต้นอะไรครับคุณลุงผมไม่เคยเห็น”
“ต้นสกุณี! หรืออีกชื่อก็ตาโหลน ทางเหนือจะเรียกแหนแดง หรือเปียแคร้ที่คนเขมรกับจันทบุรีเรียก ลุงเอามาปลูกไว้สิบกว่าแล้ว หลังจากได้ยัยแจมมาอยู่ด้วยไม่นานหรอก เรียกว่าดูแลเลี้ยงดูมาคู่กันก็ว่าได้ พอมันโตพอจะทำชิงช้าได้ลุงเลยทำให้ยัยแจม”
“เหรอครับ”
เขารับคำแค่นั้น เกรียงไกรยังไม่ได้พูดอะไรต่อ มือถือก็ดังขึ้นเป็สัญญาณว่าเมียทำมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว
“ไปล้างมือกินข้าวกันดีกว่าแล้วค่อยมาต่อตอนบ่ายๆ”
ทั้งสองเลยวางมือจากงานทันที ไม่นานก็เดินมาถึงบ้านที่มีส้มตำไก่ย่างกับข้าวเหนียวร้อนๆ จัดรออยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยด้วยฝีมืออรพิน
“กินส้มตำแล้วคิดถึงยัยแจม บ่นอยากกินมาหลายวันแล้วแต่ก็ไม่ได้กินสักที พรุ่งนี้จะทำให้กินก็ต้องเข้ากรุงเทพฯ อีก ทำไมฝ่ายโน้นไม่ให้พ่อซีมาหาหลานเราที่นี่บ้างล่ะพี่เจียง”
อรพินบ่นไปมือก็ปั้นข้าวเหนียวไปด้วย เกรียงไกรหันไปมองเมียก่อนเอ่ย
“อ้าว! อยากได้ความช่วยเหลือจากเขาก็ต้องไปหาเขาสิ จะมาเกี่ยงทำไมกันล่ะ นี่ยังดีนะที่มีนายลินขับรถให้ ถ้าเป็เมื่อก่อนพี่ต้องไปเองไม่งั้นก็ปล่อยยัยแจมไปคนเดียวยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ว่าแต่พรุ่งนี้ก็ออกไวหน่อยสิ จะได้กลับไม่ค่ำมากนะลิน”
“ครับคุณลุง” เขารับคำอย่างว่าง่ายอีกตามเคย
และสิบโมงเช้าก็บึ่งรถมาจอดในบ้านหลังโตของน้องชายเ้านายเรียบร้อยแล้ว
“เดือนหน้าบอกให้ลุงกับป้าเรามาด้วยนะ เฮียซ้งอยากจะให้ไปดูเรือนหอที่กำลังสร้างหน่อยแล้วก็จะได้กินมื้อเย็นด้วยกันบ้าง”
ไกรเดชตำหนิพี่ชายกลายๆ ั้แ่ก้าวแรกที่ลูกสาวไปถึง
“ค่ะคุณพ่อ”
ส่วนลูกสาวก็รับคำแค่นั้น และพ่อที่เร่งรีบตลอดเวลาก็ยกมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ
“งั้นพ่อเข้าออฟฟิศก่อนนะ มีงานด่วนรออยู่ ไปกับพ่อซีก็ทำตัวดีๆ ล่ะ อย่าทำให้เขาเบื่อเราก่อนที่จะได้เข้าพิธีแต่งงานเชียว”
“ค่ะคุณพ่อ”
แล้วก็จากลูกไปขึ้นรถที่คนขับสตาร์ทรออยู่ก่อนแล้ว ลูกสาวหันไปมองพ่อช้าๆ ด้วยใบหน้าหงอยเหงาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าบ้านโดยมีลินหิ้วถุงผักปลอดสารพิษต่างๆ ตามไป ไม่นานว่าที่เ้าบ่าวก็โฉบรถมารับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม โดยไม่ได้ลงจากรถแต่อย่างใด
“ไปนะลิน ถ้าหิวก็เดินไปหาอะไรกินในครัวนะ บ่ายๆ ฉันจะกลับ” วิวรรญาหันไปหาคนรถก่อนจะสั่งเสียงแ่เบา
“พอเราดูหนังเสร็จก็หาอะไรอร่อยๆ กินกันนะครับคุณแจม จากนั้นก็ช้อปปิ้ง คุณแจมอยากได้อะไรผมขออนุญาตซื้อให้หมดนะครับ เพื่อเป็การไถ่โทษที่ครั้งก่อนทำอย่างที่พูดไว้ไม่ได้ แล้วผมจะไปส่งบ้านอย่างปลอดภัย”
ปาลินชูตั๋วหนังเพิ่งจะซื้อให้ว่าที่คู่หมั้นดู พร้อมกับรับประกันแข็งขันว่าคราวนี้จะไม่เหมือนคราวก่อนอย่างแน่นอน แต่ครั้นเดินไปนั่งในร้านไอศกรีมระหว่างรอเวลาหนังฉายอีกสี่สิบนาทีข้างหน้า
มือถือของเขาก็ดังขึ้นอีก และเป็ครั้งที่สิบนับั้แ่วิวรรญานั่งรถมากับเขาก็ว่าได้ เขาขอปลีกตัวออกไปรับนอกร้าน ไม่กี่นาทีต่อมาใบหน้าเขาก็เจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
และตามมาด้วยสารพัดคำขอโทษขอโพยที่จะต้องขอปลีกไปดูงานสำคัญที่บังเอิญลูกน้องทำพลาดขึ้นอีกจนได้ และวิวรรญาก็จำจะต้องบอกไปตามเคย
“ไม่เป็ไรจริงๆ ค่ะคุณซี เสร็จงานเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับมาค่ะ แจมดูหนังคนเดียวได้ค่ะ”
แล้ววิวรรญาก็ได้แต่นั่งมองแผ่นหลังของเขาที่เดินออกจากร้านไปอย่างเร่งรีบอีกตามเคย และแน่นอนว่าคนที่ไม่เคยจะดูหนังคนเดียวเลยในชีวิต ก็รีบกดไปบอกคนรถหนุ่มทันที
“ทำไมนายมาถึงเร็วจังเลย”
แค่ยี่สิบนาทีกว่าๆ ลินก็มาหาที่หน้าโรงหนังแล้ว
“ผมกลัวจะเป็แบบคราวก่อนอีก ก็เลยขับรถมาเดินตากแอร์เล่นอยู่แถวนี้น่ะครับ”
แล้วตอบตามซื่อโดยไม่คิดจะปิดบัง วิวรรญามองค้อนน้อยๆ แต่ไม่นานก็ยิ้มบางๆ ให้ แล้วยื่นตั๋วหนังใส่หน้าเขาเป็การประชดนิดๆ บรรยากาศมืดมิดในโรงหนังบังคับให้ลินต้องคว้ามือนิ่มมากุมไว้ด้วยความห่วงว่าจะหกล้มไปก่อนจะเดินถึงที่นั่งสวีตราคาแพงลิบลับอีกต่างหาก
วิวรรญาบอกตัวเองไม่ถูกเอาเสียเลยว่าทำไมถึงได้อบอุ่นนัก เมื่อมีแข็งแรงของเขากุมเกี่ยวไว้ แม้จะทรุดกายลงนั่งเรียบร้อยแล้วแต่เขาก็ยังไม่ปล่อย ตัวเองจึงเป็ฝ่ายค่อยๆ ดึงมือกลับ
อีกฝ่ายได้ถึงรู้ตัวและปล่อยแต่โดยดี เมื่อรับรู้ได้ว่าเ้าของมือไม่ประสงค์จะให้ ด้วยรู้ดีว่าตัวเองไม่คู่ควรกับของสวยงามข้างๆ สักนิด
เขาจึงระมัดระวังตัวมากขึ้น เวลานั่งก็จะพยายามไม่ให้ตัวล้ำเส้นแดนไปถูกตัวคนข้างๆ ต่างคนจึงต่างนั่งแข็งทื่อ ไม่เป็สุขกับหนังที่กำลังฉายในตอนแรก และพอหนังฉายไปได้ไม่เท่าไหร่
ร่างผอมบางและขี้หนาวก็ยิ่งไม่เป็สุขเพราะเครื่องปรับอากาศทำให้เริ่มหนาวเหน็บขึ้นมาเรื่อยๆ เสื้อเชิ้ตแขนยาวที่ลินใส่อยู่จึงถูกถอดออกแล้วส่งไปให้ คนที่นั่งกอดอกอยู่เองก็รับมาอย่างไม่เกี่ยงก่อน
ก่อนจะถอดรองเท้าส้นสูงออกแล้วยกสองขาขึ้นมากอดไว้ภายใต้เสื้อของเขา แม้จะไม่อุ่นมาก แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรมาให้ห่ม และหลังออกจากโรงหนังแล้ว ฟาสต์ฟู้ดจึงเป็ที่สำหรับของคนเข้าไปหามื้อเที่ยงกิน เมื่อไม่มีวี่แววว่าปาลินจะโทรมาหา
“ฉันอยากเดินซื้อของก่อนกลับหน่อย”
ลินเดินถือกระเป๋าสะพายเคียงข้างไปกับหลานเ้านายโดยไม่ได้ถามไถ่อะไร แผนกเสื้อผ้าบุรุษคือแหล่งที่วิวรรญาเดินเรียบเรื่อย และได้เสื้อเชิ้ตสองตัว สำหรับพ่อกับลุง
พอหันไปหาคนสวนหนุ่มก็เห็นกำลังเมียงมองทีเชิ้ตอยู่ห่างๆ ความสงสารแล่นมากระทบอกทันที เมื่อวิวรรญาเห็นเขาพลิกดูป้ายราคาแล้วเดินผละไปดูอย่างอื่นแทน
“นายว่าตัวนี้สวยมั้ย” ทีเชิ้ตสีขาวในมือถูกยกขึ้นให้เขาดูด้วยใบหน้าเจือยิ้มน้อยๆ
“ครับ สวยดี”
วิวรรญาเลยยื่นเสื้อให้พนักงานขาย สามตัวก็เกือบสามพัน แม้จะเป็เงินที่มากสำหรับพนักงานเงินเดือนสองหมื่นนิดๆ อย่างเธอ แต่สำหรับพ่อแล้วเธอมั่นใจว่ามันน้อยนิดเหลือกำลัง แต่เธอก็ยังอยากจะซื้อให้
“นี่ของนาย แทนคำขอบคุณที่นายเคยช่วยชีวิตฉันไว้จากงูเห่าตัวนั้น รับไปสิ” วิวรรญายื่นถุงกระดาษให้แล้วส่งยิ้มน้อยๆ ตามไป ลินลังเลยอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมรับมาเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยซ้ำ
“ขอบคุณครับ”
วิวรรญาััได้ถึงความปลื้มปีติยินดีจากดวงตาของเขา แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากเดินนำไปเมียงมองหาของที่จะซื้อให้ป้าพินผู้ใจดี ไม่นานก็ได้เสื้อลูกไม้เนื้อดี สำหรับใส่ไปงานต่างๆ ก่อนจะสั่งให้คนข้างๆ พากลับบ้านเพื่อเอาของไปให้พ่อ
แต่ก็ว่างเปล่าเมื่อพ่อยังไม่กลับ และกำลังประชุมอยู่ออฟฟิศ เมื่อลูกโทรไปหา
“พ่อยุ่งอยู่แค่นี้นะ”
========
****** ขออนุญาตแจ้งอีกทีนะคะ ว่านิยายทุกเื่จะลงให้อ่านได้ราว 70% เท่านั้นค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะถ้าทำให้ค้างคา แต่กันเกราเชื่อว่านักอ่านที่น่ารักทุกท่านจะเป็กำลังใจต่อให้ด้วยการตามหาหนังสือมาไว้ในอยู่แล้วค่ะ ******
ยิ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
และหนึ่งคอมเม้นต์ของท่าน คือหนึ่งแรกผลักดันและกำลังใจของคนเขียนนะคะ แต่ก็ยินดีต้อนรับและขอบคุณนักอ่านเงาทุกท่านด้วยค่ะ
รู้งี้แล้วอย่าลืมเม้นท์ให้เค๊าหลังอ่านด้วยนะตะเอง
เข้าไปทักทาย พูดคุย หรือติชมผลงานได้
ตามเพจด้านล่างนี้เลยนะคะ
ยินดีต้อนรับทุกๆ ท่านค่ะ และยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
ห้ามหยิบยก คัดลอก หรือดัดแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งถ่ายทอด ถ่ายเอกสาร สแกน ในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น เว้นเสียแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ประพันธ์เป็ลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์อันเป็ประโยชน์แก่หนังสือเล่มนี้เท่านั้น
